We Read; We Writewereadwewrite
Response: ผุดเกิดมาลาร่ำ–อารยา ราษฏร์จำเริญสุข เขียน
  • ‘ที่สุดเธอถือบวชในเรื่องเพศ หลั่งปรารถนาผ่านศิลปะกับงานเขียน ถึงทำทานต่อเดรัจฉาน ร้บกลับซึ่งเมตตาปรานี’ (130)

    ต่างจากสองเรื่องก่อนหน้า (ปีแสง และ หยดน้ำหยาดในหยาดน้ำตา) หนังสือเล่มนี้ ผุดเกิดมาลาร่ำ ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เขียนถึงได้อย่างง่ายนัก แต่เราจะลองดู––อย่างที่ได้กล่าวไปในบทความแรกสุด นี่ไม่ใช่บทความที่จะ "รีวิว" หรือพูดถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนังสือ(เท่านั้น) แต่องค์ประกอบเหล่านั้นจะถูกบอกเล่าผ่านความรู้สึกของเราว่ามันทำให้เราเกิดความรู้สึกอื่นใดขึ้นมา ผ่านการอ่านและสัมผัสปรากฏการณ์และสิ่งต่าง ๆ ภายในหนังสือเล่มนี้

    ดูเหมือนว่าตอนที่เราชอบมากที่สุดจะเป็นหนึ่งร้อยหน้าแรกของหนังสือ––ช่วงวัยเยาว์และการสนทนากับนักจิตวิเคราะห์ ณ ห้องแขวนความขุ่นมัว เราตกหลุมพรางของเรื่องเล่าที่แพรวพราว ที่เต็มไปด้วยความขะมุกขะมัว ความซับซ้อน และพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในตัวละคร เป็นเรื่องน่าหัวเราะที่ตัวละครชายหลายตัว เช่น นักจิตวิเคราะห์ ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ พวกเขาเมินเฉย และทำราวกับไม่เข้าใจพาทีและคำบอกเล่าวิจิตรศิลป์ของไลลียา ไม่เลย พวกเขาไม่เข้าใจ คงเป็นอาการพื้นฐานเวลาจิตแพทย์หรือนักจิตวิเคราะห์ไม่สามารถเข้าถึงหรือรู้สึกไปกับคนที่เข้ามาปรึกษาเขาได้ ทางออกของคนกลุ่มนี้คือการวินิจฉัยและแปล(และลดทอน)ความหมายของสิ่งตรงหน้าให้เป็นศัพท์ที่เขาเข้าใจได้ และวางมันบนกลุ่มคนที่เข้ามารับการรักษา

    "มวลอดีต ความฝังจำเก่า ๆ รอยทางเดิมพึงควรเลือนจางหากกลับเวียนฟื้นสู่ความมีตัวตนอีกหน และอีกหน" (12)

    เราชอบความละเอียดอ่อนในแต่ละฉาก การบรรยายพรรณนาให้เห็นภาพ และความลุ่มลึกของห้วงอารมณ์ เลือดเนื้อเชื้อไขต่าง ๆ ปรากฏขึ้นและไหลเวียนแหวกว่ายอยู่ด้วยการเรียงตัวอักษร เป็นคำ เป็นวลี เป็นประโยค นำการอ่านไปสู่การสัมผัสรับรู้ นำตัวอักษรไปสู่รูปภาพ และจากรูปภาพไปสู่สถานที่จริง 'จริง' ในที่นี้แปลว่าอะไร "ก็...ในเมื่อขณะที่เราเผชิญอะไรเราก็มักเชื่อมกลืนไปกับเหตุการณ์กำลังเผชิญนั้นจนไร้ซึ่งความรู้ตัว" เอ...ถ้าอย่างนั้น "ความจริงชัดเจนมีอยู่แต่ในเรื่องที่ถูกปรับระดับทำให้คลุมเครือก็ได้ ทำให้ชัดเจนมากขึ้นอีกสักหน่อยก็ได้อย่างในศิลปะหรือภาพยนตร์ หรือกระทั่งในเรื่องที่กำลังเขียนอยู่นี้" (100) น่าสงสัย แต่ก็ไม่ได้หาคำตอบเพิ่ม เพราะอย่างไรเสีย เราก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นักว่ามันจะ "จริง" เสียเท่าไหร่เชียว แค่เรารับรู้และยืนยันได้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อเรามันจริง ก็อาจจะเพียงพอแล้ว

    เรื่องเล่ามักมากับคำถามถึงความจริง โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น "เรื่องจริง" เช่น อัตชีวประวัติ หรือเรื่องในความทรงจำ การออกตัวว่าหนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายคงเป็นก้าวย่างที่ปลอดภัยมากกว่า นั่นเพราะพอเป็นนวนิยาย มันจะ "จริง" หรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องน่าตลกที่ทุกครั้งที่หนังสือเล่มหนึ่งถูกแปะป้ายว่าเป็นชีวประวัติหรือความทรงจำ ในทางใดทางหนึ่ง ก็จะมีผู้คนออกมาขุดคุ้ยว่าเรื่องนั้นมัน "จริง" ขนาดไหน จริงพอที่จะกล่าวอ้างได้รึเปล่าว่าเป็นความทรงจำ จริงพอรึเปล่าที่จะอ้างได้ว่านี่คือชีวิตคนคนหนึ่ง (ที่หลายครั้งก็มีพ่วงถึงชีวิตบุคคลอื่นด้วย) การค้นหา "ความจริง" ลักษณะนี้ไม่ได้ผิดหรือไม่ควร แต่ขณะเดียวกัน ที่ว่ามันน่าตลก เพราะการหมกมุ่นกับความจริงเพียงหนึ่งเดียวเหล่านั้นอาจกลับไปปฏิเสธความจริงที่นวนิยาย หรืออะไรก็ตาม กำลังพยายามเสนออยู่บนพื้นผิวของมัน––ไม่ได้ลึกลงไปจนต้องวิเคราะห์วิจารณ์เกินพ้นตัวคำ หรือไม่ได้อยู่เหนือนอกกว่าตัวบทตัวเล่ม

    ความจริงที่นวนิยายเล่มนี้ให้ออกจะเป็นเรื่องแฟนตาซีไปบ้างหน่อย นั่นเพราะเราค้นพบความจริงลักษณะนี้ผ่านการรับรู้ดาษ ๆ ของเราไม่ได้ มันอาศัยการรับรู้อีกแบบในการเข้าถึงประสบการณ์อย่างที่หนังสือพยายามนำเสนอ อาจเป็นการรับรู้ที่สังคมตีตราว่า "วิตกจริต" หรือ "พิกลพิการทางจิต" ที่จะคิดฟุ้งเพ้อไปถึงฉากการพิพากษา โดยมีตนเองเป็นโจทก์และจำเลย กล่าวโทษตนเองให้รับผิดถึงแก่ความตาย การรับรู้อย่างทั่วไปไม่นำไปสู่ประสบการณ์ความเป็นจริงลักษณะนี้ แต่ขณะเดียวกัน เราหยิบยืมคำบอกเล่าจากประกาศกหรืออัครสาวก––หากจะเทียบถึงวิวรณ์ของยอห์น––ที่มีประสบการณ์ถึงคำพิพากษานั้นมาอ่าน เรียนรู้ และรู้สึก เช่นเดียวกันกับประสบการณ์ที่เราไม่อาจมีไม่อาจเป็นของไลลียา (อย่างน้อยก็ในปัจจุบัน––ใครจะรู้ถึงอนาคตล่ะ?) ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อนำไปสู่การรับรู้ใหม่ ที่เผยให้เห็นความจริงอื่นที่เรายังไม่อาจรู้สึกนึกถึงได้ผ่านการรับรู้ดาษ ๆ ของตนเอง

    ที่ชอบเล่มนี้อาจจะเพราะวิธีการเล่าเรื่องของเขาต่างจากหนังสือก่อน ๆ ที่อ่านมา ต่างที่ความทรงจำอันโหดร้ายของไลลียา ทั้งความทรงจำของการถูกเฆี่ยนตี หรือจะเป็นการถูกนอกใจโดยหนึ่งในเพื่อนสนิท หรือการถูกตัดสินโดยนักวิจารณ์ศิลป์และศิลปะชาย ล้วนแล้วแต่ถูกนำเสนอด้วยความสงบบางอย่าง ความโหยหวนในความเจ็บปวดอยู่ในลักษณะของคลื่นสงบที่เอื่อย แต่มีพลัง มันชวนเวียนเศียรแต่ขณะเดียวกันมันไม่เกรี้ยวกราดและกู่คำราม มันอึมครึมเหมือนเวลาฝนใกล้จะตก แต่เสียงฝนสาดลงมาช่างเงียบเชียบ แต่ทำให้เราเปียกปอน––อาจจะเพราะรูปเล่ม อาจจะเพราะสีของหนังสือและรูปประกอบ เพราะหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เรื่องเล่าที่ดูรุนแรงและควรค่าการลงโทษ ไม่ได้ถูกตอบโต้ด้วยลักษณะเดียวกันนั้น

    ว่าตามจริงแล้วเป็นเรื่องยากที่เราจะพูดอะไรซักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเป็หนังสือที่สวยงามที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เราจะเคยอ่านมา อย่างไรก็ตามมันยากเหลือเกินที่จะอธิบายถึงมัน หรือแม้แต่พูดถึงความรู้สึกต่อมันอย่างเป็นธรรมชาติ หนังสือพาเราไปสู่ขอบสุดหนึ่งของการพิจารณาความเป็นและความตาย ยังไม่ถึงขนาดพาเราไปสัมผัสความตาย แต่อย่างน้อยก็อยู่บนความก้ำกึ่งและพิลึกฉงนถึงตายและเป็นนั้น อย่างน้อยก็ได้สัมผัสถึงอบอุ่นท่ามกลางสายฝนอันยะเยือก หากจะเป็นเรื่องที่อะไรที่สะดุดใจรองลงมาจากเรื่องราวในวัยเด็กก็คงเป็นความล้มเหลวของนักจิตวิเคราะห์และจิตแพทย์ที่จะเข้าใจในความละเอียดอ่อนลักษณะนี้ ความละเอียดลออแห่งสุนทรียะที่ไม่อาจแปรเป็นคำพูดคำหรือสองคำได้ แต่เต็มไปด้วยความเงียบที่ท่วมท้น และประโยคที่พาเราไปสัมผัสผัสสะแห่งประสบการณ์ที่เกิดขึ้น

    ขอขอบคุณคุณอารยาและสำนักพิมพ์มติชน สำหรับเรื่องราวดี ๆ นะครับ เราคงดีใจมาก ๆ ถ้ามีหนังสือคล้าย ๆ อย่างนี้ออกมาอีกสักเล่มสองเล่มให้เราได้สัมผัสและเรียนรู้ ในโอกาสหน้าอาจจะมาพูดถึงหนังสือเล่มนี้ใหม่อีกครั้ง (หากมีโอกาสนั้น) ขอบคุณครับ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in