Just Enjoy The Show: ตีตั๋วดูหนังLittle Miss Luna's Cabinet of Curiosities
Midnight Mass (Netflix): ศาสนา งมงาย ความตาย ชีวิต (1)
  • SPOILER ALERT!
    ต่อไปนี้จะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ
    และมีบทวิเคราะห์อย่างละเอียดเช่นกัน ใครยังไม่ได้ดูให้รีบปิดนะคะ เพราะเราเล่าละเอียดจริง ๆ

    และขอสงวนเนื้อหาการตีความและการวิเคราะห์ของเรานะคะ เราคิดมานานมากเลย
    อยากให้ทุกคนได้รับความรู้มากจริง ๆ ขอร้องอย่าขโมยหรือก็อปไปลงที่อื่น
    หรือเอาไปอัดคลิปลงยูทู้ปเลยเนาะ ขอบคุณมากนะคะ


    ต้องออกตัวก่อนว่า จริง ๆ ควรจะเขียนรีวิว+วิเคราะห์ของ Miss Hokusai ในตอนที่ 2 ก่อน แต่ช่วงที่ผ่านมาชีวิตค่อนข้างหนักนิดนึงเลยหยุดเขียนไป หาซีรี่ส์ใหม่ ๆ ดูในเน็ตฟลิกซ์ แล้วก็เจอกับ Midnight Mass ไอ้เราซึ่งค่อนข้างถูกจริตกับหนังแนวลึกลับ แนวปรัชญาศาสนาอยู่แล้ว เลยนั่งดูจนจบภายในคืนเดียว สำหรับเราถือได้ว่า เป็นซีรี่ส์คุณภาพดีเรื่องนึงที่ไม่ได้เจอมาพักใหญ่ ๆ แล้ว ซึ่งขอบอกเลยว่าชอบมาก มากถึงมากที่สุด อาจเพราะเราเป็นคนที่โตมาในโรงเรียนคาทอลิกตั้งแต่เนิร์สเซอรี่ยันจบม. 6 (ทั้ง ๆ ที่เป็นชาวพุทธนี่แหละ ก็เหมือนกลายเป็นชาวคริสต์นิกาย คาทอลิกแบบไม่รู้ตัวเหมือนกันนะ 555) รวมทั้งเคยอ่านพระคัมภีร์และเข้าร่วมพิธีมิสซาและร่วมร้องเพลงในโบสถ์อยู่บ่อย ๆ เลยอินและเข้าใจกับพิธีกรรม บทสวดเพลงสรรเสริญในซีรี่ส์มาก ๆ แล้วก็บวกกับเป็นคนชอบพูดคุย ตั้งคำถามเกี่ยวกับ ชีวิต
    ความตาย ศาสนา ความเชื่อต่าง ๆ อยู่แล้ว เอาเป็นว่า ซีรี่ส์นี้เลยเป็นอะไรที่สะท้อนตัวตน ความชอบ ทัศนคติ ของเรามาก ๆ เลยอินเป็นพิเศษและทนไม่ไหวต้องรีบออกมา เขียนรีวิวและวิเคราะห์แบบเร่งด่วนก่อนที่จะลืม (เพราะบางทีเคยนั่งตกผลึกหลังจากดูหนังหรือซีรี่ส์เอาไว้นาน ๆ แล้วไม่เขียนซะทีจนลืม พอมานั่งนึกอีกทีก็ไม่ออกอีกแล้ว) งั้นถือว่าเขียนต้อนรับวันฮาโลวีนล่วงหน้าหนึ่งเดือนเลยแล้วกัน

    รวม ๆ เราให้ 9/10 งานภาพสวย การหยิบเอาตำนาน ความเชื่อ คำสอนของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมาตีความได้น่าสนใจและเป็นมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มีการแอบแฝงการจิกกัดแขวะแซะความเป็นมือถือสาก ปากถือศีลของคนเคร่งศาสนาบางกลุ่ม แต่การดำเนินเรื่องอาจจะน่าเบื่อไปหน่อยสำหรับคนที่ไม่ชอบหนังหรือซีรี่ส์ที่มีบทพูดเยอะ ๆ ร่ายยาว ๆ เป็นซีรี่ส์ที่นำเสนอหลายแง่มุมของสังคมให้ชวนขบคิด แต่ก็มีผู้ชมหลายกลุ่มที่ตีไม่แตกบ้าง หรืออาจจะไม่ชอบเพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์หรือวัฒนธรรมตะวันตกแถบอเมริกา เลยทำให้ไม่เข้าใจและมองว่าซีรี่ส์เรื่องนี้น่าเบื่อ แต่จริง ๆ แล้วมันซ่อนอะไรเอาไว้เยอะมาก ๆ เช่น ปัญหาความแตกต่างทางความคิดในเจเนอเรชั่นที่ต่างกัน ปัญหาโรคซึมเศร้า ปัญหาในแวดวงศาสนาที่ซุกพรมหรือปกปิดเอาไว้ ปัญหาสมภารกินไก่วัด ปัญหาเหยียดเชื้อชาติ เหยียดศาสนา ปัญหาการถูกครอบงำทางความคิดโดยไม่รู้ตัว ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาความรู้สึกแปลกแยกแตกต่างจากสังคม และอีกมากมาย (ถ้านึกออกจะกลับมาแก้ไขนะ ใครที่ดูแล้วมีอะไรที่นึกออกก็มาแชร์กันได้นะคะ)

    อีกอย่างที่เราชอบมาก ๆ นั่นก็คือ เคมีของพระนางคือดีมาก เข้ากันมาก เราชอบความสัมพันธ์ของพระนางที่ไม่หวือหวา ไม่ร้อนแรง แต่ให้ความรู้สึกเนิบช้า อบอุ่น ใช้เวลาร่วมกัน เต็มไปด้วยความเข้าใจ
    การพูดคุย การเรียนรู้ความต้องการและตัวตนของอีกฝ่ายด้วย ความเข้าใจกันอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องมีเรื่องเซ็กซ์มาเกี่ยวข้องเลย จะว่าเป็นคู่รักเรื่องแรก ๆ ในซีรี่ส์เน็ตฟลิกซ์เลยละมั้งเท่าที่เราเคยดูแล้วไม่มีฉากเซ็กซ์แต่เต็มไปด้วยความรักแบบจริงใจจริง ๆ พระเอกเป็นผู้ชายที่รับฟัง อ่อนโยน อบอุ่น อยากช่วยเหลือคนอื่น อยากเข้าใจคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็มีภาวะซึมเศร้า ส่วนนางเอกก็เข้มแข็ง ฉลาด เข้าใจโลก เข้าใจความเป็นมนุษย์ มีเหตุผล ก้าวข้ามปัญหา ของตัวเองได้เร็ว แถมเป็นคนที่เสียสละอีกด้วย
    โดยรวมแล้วคือชอบการแคสติ้งตัวละครทุกตัว โดยเฉพาะพระนาง ผู้กำกับทำได้ดีมาก ๆ

    เรื่องย่อของซีรี่ส์

    ไรลีย์ ฟลินน์ กลับมาที่บ้านเกิดของเขาที่เกาะคร็อกเก็ตต์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงนอกชายฝั่งรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา หลังจากรับโทษจำคุกสี่ปีในอุบัติเหตุเมาแล้วขับที่คร่าชีวิตหญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากสูญเสียศรัทธาในพระเจ้าจากการถูกจำคุก ไรลีย์พยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นและเข้าร่วมเข้ากับชุมชนคาทอลิกบนเกาะ ซึ่งมี เอ็ดเวิร์ด และ แอนนี่ พ่อแม่ของเขา รวมทั้ง วอร์เรน น้องชายวัยรุ่นของเขา เอริน กรีน แฟนสาวในวัยเด็กของเขา ซึ่งตอนนี้กำลังตั้งครรภ์จากความสัมพันธ์ที่เลิกราไปแล้วและเธอก็ได้ทำงานเป็นครูในโรงเรียนที่เกาะแห่งนี้ เบฟ คีน คุณครูหัวโบราณและผู้ช่วยนักบวชผู้เคร่งศาสนาอย่างมากและ คุณพ่อพอล ฮิลล์ ซึ่งเป็นคุณพ่อประจำโบสถ์คนใหม่ที่กำลังเข้ามาดูแลกิจการของโบสถ์ชั่วคราวแทนคุณพ่อพรูอิตต์ที่มีอายุมากจนไม่สามารถทำพิธีมิสซาได้อีกต่อไป ซึ่งดูเหมือนว่ามีเพียงพอลเท่านั้นที่รู้ความจริงเรื่องความป่วยไข้ของคุณพ่อพรูอิตต์ โดยรวมแล้ว เกาะแห่งนี้มีสถานะทางเศรษฐกิจตกต่ำลงหลังจากการรั่วไหลของน้ำมันที่ทำลายอุตสาหกรรมการประมง ทำให้ผู้คนพากันอพยพออกจากเกาะจนในปัจจุบันหลงเหลือผู้คนเพียงแค่ 106 คนเท่านั้น ต่อมาในขณะที่วอร์เรนแอบออกไปดื่มเหล้าและสูบกัญชากับ อูเกอร์ และ อาลี เพื่อน ๆ ของเขาในตอนกลางคืน วอร์เรนก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวแปลก ๆ ในเกาะเล็ก ๆ ที่มีแมวจรจัดเต็มไปหมด ซึ่งต่อมาพวกมันถูกสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นขย้ำจนตาย คืนต่อมา ไรลีย์เห็นร่างของคุณพ่อพรูอิตต์กำลังเดินไปตามชายหาดท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ แต่ในไม่ช้าร่างนั้นก็หายไป เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนบนเกาะก็พบซากแมวนอนตายหลายร้อยตัวตามชายหาด


    ชาวเกาะคร็อกเก็ตต์ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายของแมวบนชายหาดได้ เบฟได้ทำการสำรวจพื้นที่ทั่วทั้งเกาะเพราะหวังว่าจะพบต้นเหตุของการตายปริศนาครั้งนี้ได้ ส่วนคุณพ่อพอลต้องการจะช่วยเหลือ ลีซา สการ์โบโรห์ ให้เธอกลับมาเดินได้อีกครั้ง ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของนายกเทศมนตรีเมืองคร็อกเก็ตต์ซึ่งต้องนั่งวีลแชร์เพราะขาเป็นอัมพาตหลังจากบาดเจ็บจากการถูก โจ คอลลี ขี้เมาประจำเกาะทำปืนลั่นใส่หลังโดยไม่ได้ตั้งใจ ในช่วงพิธีวันพุธรับเถ้าและเทศกาลสังสรรค์ประจำปีของเกาะ เจ้าไพค์ สุนัขของโจก็ตายโดยกะทันหันหลังจากกินอาหารจากพื้น โจจึงสงสัยว่าเบฟเป็นคนวางยาเบื่อไพค์ เนื่องจากเธอเกลียดเขาและไพค์เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ส่วนโจก็เกลียดเธอ เพราะเบฟเป็นคนที่โน้มน้าวให้ทุกคนบนเกาะยอมรับข้อตกลงกับการให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันของบริษัทน้ำมันและต่อมาได้เกิดสภาวะน้ำมันรั่วไหลในน่านน้ำของเกาะ โดยรู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร ต่อมาเบฟก็ได้นำเอาเงินบริจาคของโบสถ์จากน้ำพักน้ำแรงของทุกคนบนเกาะเอาไปสร้างศูนย์กิจกรรมทางศาสนาโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ต่อมาเอรินเริ่มสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เดินย่องอยู่ในสวนของเธอ ส่วนไรลีย์ก็ได้เข้าร่วมการบำบัดอาการติดเหล้าเชิงศาสนาแบบตัวต่อตัวกับคุณพ่อพอล ซึ่งเขาได้แสดงความดูถูกเหยียดหยามต่อหลักคำสอนของศาสนาคริสต์และความเชื่อในพระเจ้า เนื่องจากความผิดของเขาที่เมาแล้วขับไปชนคนเสียชีวิตและพระเจ้าก็ไม่สามารถช่วยเหลือให้เขาพ้นจากความรู้สึกผิดครั้งนี้ได้เลย ระหว่างพิธีมิสซาวันอาทิตย์นั้น คุณพ่อพอลยืนกรานให้ลีซาลุกขึ้นจากรถเข็นเพื่อรับศีลมหาสนิท ทำให้ทุกคนตกใจ แต่ลีซาก็ยืนขึ้นและเดินได้อย่างปาฏิหาริย์


    เกาะคร็อกเก็ตต์เริ่มเข้าสู่การฟื้นฟูทางศาสนาหลังจากการฟื้นตัวอย่างกะทันหันของลีซา ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ ลีซาได้ตัดสินใจไปเยี่ยมโจ ผู้ที่ทำให้เธอต้องพิการมานานหลายปีและได้พูดระบายความเจ็บปวด ความโกรธเกลียดที่มีต่อเขาออกมาจนหมด แต่เธอก็ให้อภัยเขาได้ในที่สุด จนทำให้โจตัดสินใจเข้าร่วมการเข้าโครงการเลิกเหล้ากับไรลีย์และคุณพ่อพอล ส่วน นายอำเภอชารีฟ ฮัสซัน ซึ่งเป็นชาวมุสลิม ทำให้เขาไม่เห็นด้วยกับประชากรคริสเตียนส่วนใหญ่ในเมือง เนื่องจากพบว่า อาลี ลูกชายของเขากำลังศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลอยู่ เพราะว่า เบฟ ซึ่งเป็นคุณครูและผู้ช่วยคุณพ่อได้แจกพระคัมภีร์ไบเบิลให้กับนักเรียนทุกคนในโรงเรียนบนเกาะ เรื่องนี้ทำให้ฮัสซันรู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ แต่ก็ไม่สามารถหยุดการกระทำของเบฟได้ ต่อมาคุณพ่อพอลล้มลงต่อหน้าเบฟและครอบครัวสการ์โบโรห์ในการเข้าพูดคุยกันที่บ้านพัก และเขาได้เสียชีวิตลงหลังจากไอเป็นเลือด แต่จู่ ๆ เขาก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมา ย้อนเหตุการณ์ในคืนก่อนการเทศนาครั้งแรกบนเกาะ คุณพ่อพอลนั่งอยู่ในห้องสารภาพบาปและเล่าระบายเรื่องจริงของคุณพ่อพรูอิตต์เงียบ ๆ เพียงคนเดียวให้แก่พระเจ้าฟัง ใกล้เมืองดามัสกัส คุณพ่อพรูอิตต์ที่แก่ชรามากแล้วที่เดินหลงทางออกจากกลุ่มแสวงบุญและติดอยู่ในพายุทราย ไม่นานเขาก็ค้นพบซากปรักหักพังโบราณ เขาจึงใช้มันเป็นที่กำบังพายุทราย ไม่นานเขาก็ถูกโจมตีโดยสิ่งมีชีวิตที่มีปีกซึ่งน่าจะเป็นแวมไพร์ที่ดูดเลือดเขาและกรีดเลือดของมันให้เขาดื่มด้วย (แต่คุณพ่อพรูอิตต์เข้าใจว่ามันเป็นทูตสวรรค์) เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดมาก็ได้พบว่า ตัวเองกลับกลายเป็นชายหนุ่มอีกครั้ง ผู้ชมก็จะเข้าใจได้ว่า ที่จริงแล้วคุณพ่อพอลก็คือคุณพ่อพรูอิตต์นั่นเอง


    ในระหว่างการตรวจร่างกาย เอรินได้ฟังผลการตรวจครรภ์จาก ซาราห์ กันนิ่ง แพทย์ประจำเกาะ คร็อกเก็ตต์ว่า เธอได้แท้งลูกไปแล้วโดยที่เธอไม่ทันได้รู้ตัวเลย ราวกับว่าเธอไม่เคยได้ตั้งครรภ์มาก่อนด้วยซ้ำ เอรินจึงได้ใช้เวลาทั้งวันกับไรลีย์ด้วยความผิดหวังที่สูญเสียลูกไป และพูดคุยถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเธอและความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย เช้าวันรุ่งขึ้นเอรินเดินทางไปที่แผ่นดินใหญ่เพื่อขอความเห็นจากแพทย์คนอื่นซึ่งก็ได้ผลตรวจแบบเดียวกันกับครั้งแรก ในขณะเดียวกัน คุณพ่อพอลเริ่มมีความอยากดื่มเลือด รวมถึงอาการผิวไหม้เมื่อโดนแสงแดด ทำให้เขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตอนกลางวันได้ ในขณะที่เบฟคิดว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ที่พระเจ้าได้ทำกับคุณพ่อพอลและได้โกหกทุกคนว่าคุณพ่อพอลป่วยหนักจนไม่สามารถทำพิธีในช่วงกลางวันได้ ต่อมาเขาได้ไปทำพิธีศีลมหาสนิทยามค่ำในบ้านให้กับ มิลเดร็ด หญิงชราความจำเสื่อมผู้เป็นแม่ของซาราห์ ซึ่งมีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ทั้งเรื่องความทรงจำที่เริ่มกลับมาและร่างกายที่สาวขึ้นอย่างน่าประหลาด ต่อมาโจได้ตั้งใจไปเยี่ยมคุณพ่อพอลที่บ้านพักและได้เห็นคุณพ่อพอลดื่มเลือดของทูตสวรรค์ ซึ่งเขาได้เจือจางด้วยไวน์ คุณพ่อพอลได้เข้ามากอดโจแน่นและพยายามจะกัดคอเขาด้วยความกระหายเลือด ส่วนโจก็ล้มหัวกระแทกพื้นทำให้เลือดไหลนองเต็มพื้น คุณพ่อพอลจึงได้ก้มลงเลียเลือดของโจจนอิ่มอย่างสัตว์ร้ายกระหายเลือด เบฟ นายกเทศมนตรีสการ์โบโรห์ และ สเติร์จ ช่างซ่อมบำรุงในพื้นที่ พบศพของโจและคุณพ่อพอลผู้สับสนในบ้านพักตอนเช้า เบฟเลือกที่จะช่วยปกปิดการฆาตกรรมโดยมีความช่วยเหลือของสการ์โบโรห์และสเติร์จ โดยเชื่อว่าคุณพ่อพอลทำไปด้วยเหตุผลทางศาสนาและเธอก็เชื่อว่า การฟื้นคืนชีพของเขาเป็นลางบอกเหตุของการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ ไม่นานคุณพ่อพอลและไรลีย์ก็มาพบกันในตอนเย็นเพื่อเข้าร่วมการบำบัดอาการติดเหล้า และคุณพอลได้อธิบายให้ไรลีย์ฟังว่า โจไม่อยู่เพราะเขาเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวของเขาที่แผ่นดินใหญ่ ไรลีย์รู้ว่า คุณพ่อกำลังโกหก แต่เขาจำได้ว่าโจเคยบอกกับเขาว่า พี่สาวของเขาเสียชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อน ไรลีย์เดินออกมาจากศูนย์บำบัดอย่างสับสน แต่ต่อมาเขาก็เลือกที่จะกลับมาเพื่อมาถามเอาความจริงกับคุณพ่อพอล แต่เขาก็ได้เห็นทูตสวรรค์ที่กำลังกรีดเลือดของมันลงในขวดไวน์โดยมีคุณพ่อพอลคุกเข่าสวดมนต์อยู่ใกล้ ๆ แล้วเขาก็โดนทูตสวรรค์โจมตีพุ่งเข้ามาโจมตี มันได้กัดคอและดูดเลือดจากตัวเขา ส่วนคุณพ่อพอลได้ปิดประตูศูนย์บำบัดลงเพื่อปกปิดเรื่องที่น่ากลัวนี้


    ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างกะทันหันของไรลีย์ เอรินจึงแจ้งความคนหายกับนายอำเภอฮัสซัน โดยตั้งสมมติฐานว่าไรลีย์อาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ในพิธีมิสซายามค่ำวันศุกร์ประเสริฐ คุณพ่อพอลได้เทศนาด้วยวาทศิลป์เชิงทหารโดยการกล่าวสุนทรพจน์และเทศนาเรียกร้องให้ทุกคนเตรียมทำสงครามในฐานะทหารในกองทัพของพระเจ้า บทเทศน์ทำให้มิลเดร็ดที่กลับมาอยู่ในวัยสาวใหญ่อารมณ์เสียและผิดหวังอย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่การเทศนาแบบที่เธอคุ้นเคย ต่อมาในคืนนั้น จู่ ๆ ไรลีย์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านของเอริน และขอให้เธอออกไปนั่งเรือเล่นกับเขา เอรินรู้สึกสงสัยแต่ก็ตามเขาไป ไรลีย์พายเรือออกไปไกลจากเกาะและได้เล่าให้เอรินฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา หลังจากถูกทูตสวรรค์โจมตี ไรลีย์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วภายใต้การดูแลของพ่อพอล คุณพ่อพอลเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขาให้ไรลีย์ฟัง และบอกเขาว่า เขาเชื่อว่าเลือดของทูตสวรรค์เป็นของขวัญจากพระเจ้า และได้ผสมลงในไวน์เพื่อรักษาอาการป่วยและความเสื่อมของร่างกายให้แก่ชาวเกาะคร็อกเก็ตต์ นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่าลักษณะแวมไพร์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเครื่องหมายแสดงความเมตตาของพระเจ้า เบฟยังได้มายืนยันความเชื่อนี้ เธอได้บอกว่า ความเป็นอมตะหลังจากดื่มเลือดเข้าไปแล้วจะเป็นสัญญาณของยุคสุดท้ายของศาสนาคริสต์ ไรลีย์ได้หนีออกมาจากศูนย์บำบัด เขาเกิดอาการหมดหวังในชีวิต ซึมเศร้า และได้เขียนทิ้งโน้ตให้ครอบครัวของเขาและคุณพ่อพอลก่อนจะไปหาเอริน เธอไม่แน่ใจว่าจะไว้ใจไรลี่ย์ได้หรือไม่ และถามว่าทำไมเขาถึงพาเธอขึ้นเรือ ไรลีย์ปฏิเสธว่า เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายเธอ และบอกว่า "ผมไม่มีที่ที่จะไปอีกแล้ว" ไรลีย์สารภาพรักที่เขามีต่อเอริน ซึ่งเธอก็ตอบรับ ขณะที่พระอาทิตย์ขึ้น ไรลีย์มองเห็นภาพผู้หญิงที่เขาขับรถชนในอุบัติเหตุนั้น เขายิ้มและจับมือเธอ หลังจากนั้นตัวเขาก็เริ่มเผาไหม้และกลายเป็นเถ้าถ่าน ในขณะที่เอรินกรีดร้องด้วยความตกใจกลัว


    เอรินกลับมาที่เกาะหลังจากเห็นไรลีย์กลายไหม้เป็นเถ้าถ่านและเธอก็บอกซาราห์ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนซาราห์ก็นำตัวอย่างเลือดของเอรินและมิลเดร็ดแม่ของเธอมาแสดงให้เอรินได้เห็นว่า ตัวอย่างเลือดของเธอนั้นจะเกิดการเผาไหม้ทันทีที่โดนแสงแดด และเธอยังได้ลองเล่าทฤษฎีของเธอให้เอรินและมิลเดร็ดฟังว่า คุณพ่อพอลอาจจะกำลังแพร่ไวรัสที่สร้างปาฏิหาริย์ทางการแพทย์ที่แปลกประหลาดไปทั่วทั้งเกาะผ่านทางไวน์ในการทำพิธีมิสซาที่โบสถ์ ดังนั้นซาราห์จึงไปแจ้งนายอำเภอฮัสซันเกี่ยวกับความสงสัยของเธอที่มีต่อคุณพ่อพอล แต่ฮัสซันปฏิเสธที่จะติดตามเรื่องให้ เพราะกลัวว่าทุกคนจะปฏิบัติตัวเหินห่างจากเขาไปมากกว่านี้ด้วยความที่เขาเป็นชาวมุสลิม ส่วนเบฟก็เกลี้ยกล่อมให้คุณพ่อพอลแบ่งปันพลังวิเศษจากพระเจ้าที่เขามีกับคนอื่น ๆ ต่อมาเอรินได้ไปแจ้งแอนนีถึงการตายของไรลีย์ แต่แอนนีก็โกรธพร้อมทั้งไม่เชื่อคำบอกเล่าของเธอและไล่เธอออกไปจากบ้าน ดังนั้น เอริน ซาราห์ และมิลเดร็ดจึงพยายามขึ้นเรือข้ามฟากไปยังแผ่นดินใหญ่ แต่พบว่านายกเทศมนตรีสการ์โบโรห์ได้ส่งเรือข้ามฟากออกไปแล้วและพวกเธอได้พบว่า สเติร์จล็อคเรือประมงบางลำเอาไว้ คืนนั้นก่อนพิธีมิสซาในวันอีสเตอร์ สเติร์จตัดระบบไฟฟ้าทั้งหมดบนเกาะและทำลายหอส่งสัญญาณมือถือ ทุกคนได้เดินขบวนจุดเทียนและร้องเพลงเพื่อไปทำพิธีมิสซาที่โบสถ์ และแล้วคุณพ่อพอลเปิดเผยความจริงต่อหน้าทุกคนว่า แท้จริงแล้วเขาก็คือคุณพ่อพรูอิตต์นั่นเอง ฝ่ายทูตสวรรค์ก็มาถึงที่พิธีมิสซาและคุณพ่อพอลก็ได้ประกาศว่า ตอนนี้ทุกคนมีเลือดของทูตสวรรค์อยู่ในร่างกายและโน้มน้าวใจให้พวกเขาดื่มยาพิษเพื่อที่จะตายและเกิดใหม่อีกครั้ง ชาวบ้านหลายคนดื่มยาพิษ รวมทั้งพ่อแม่ของลีซา สเติร์จ อูเกอร์ และอาลี มิลเดร็ดที่ไม่สามารถทนต่อเหตุการณ์ได้ได้นำเอาปืนของฮัสซันยิงเข้าที่ศีรษะของคุณพ่อพอล ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ไม่อาจตายได้และเธอถูกทูตสวรรค์โฉบออกไปดูดเลือดภายนอกโบสถ์ ผู้ที่ตายแล้วฟื้นได้คืนชีพเป็นแวมไพร์พร้อมกับพุ่งเข้าโจมตีผู้ที่ไม่ได้ดื่มยาพิษ เอ็ดเวิร์ดพ่อของไรลีย์สละตัวเองให้ถูกกัดเพื่อถ่วงเวลาให้แอนนีภรรยาของเขาและคนอื่น ๆ ให้หนีไป ขณะที่เอริน ฮัสซัน ลีซา ซาราห์ วอร์เรน และแอนนีหลบหนีไปได้ เอรินก็ยิงเบฟเข้าที่ท้องก่อนที่กลุ่มกบฎจะหลบหนีเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยบนเกาะ เบฟและสเติร์จที่ฟื้นคืนชีพจึงได้ปลดปล่อยแวมไพร์ทุกตนออกไปกัดชาวเมืองที่เหลืออยู่


    มิลเดร็ดที่ในตอนนี้ได้กลายเป็นแวมไพร์ได้กลับมาหาคุณพ่อพอลอีกครั้ง และผู้ชมก็จะทราบว่า ทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์กันเมื่อหลายปีมาแล้วและซาราห์ก็เป็นลูกสาวของพวกเขา คุณพ่อพอลสารภาพว่า เขาพาทูตสวรรค์มาที่เกาะเพื่อทำพิธีย้อนวัยให้แก่มิลเดร็ด เพื่อให้ทั้งสองคนมีได้โอกาสอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน กลุ่มกบฎที่เหลือไม่กี่คนบนเกาะคร็อกเก็ตต์ก็ได้จุดไฟเผาเรือเพื่อป้องกันไม่ให้แวมไพร์ตนอื่น ๆ ออกไปจากเกาะและแพร่เชื้อแวมไพร์ไปยังแผ่นดินใหญ่ เบฟ ผู้เชื่อว่าแวมไพร์เป็นของขวัญจากสวรรค์ได้นำเหล่าแวมไพร์ไปทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งเกาะเพื่อเปลี่ยนทุกคนที่พวกเขาสามารถหาได้ให้กลายเป็นแวมไพร์ คุณพ่อพอลที่ตกตะลึงในความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ลุกลามไปเป็นเรื่องใหญ่ได้ประนามเบฟและเธอก็ประนามเขากลับในฐานะผู้เผยพระวจนะเท็จ เบฟจึงสั่งให้แวมไพร์ของเธอเผาทุกอย่างบนเกาะ ยกเว้นโบสถ์และศูนย์กิจกรรมของโบสถ์ ซึ่งเธอตั้งใจจะใช้เป็นที่พักพิงสำหรับแวมไพร์ในตอนกลางวัน นายอำเภอฮัสซัน ซาราห์ และ เอริน พยายามเผาโบสถ์และศูนย์กิจกรรมทิ้ง แต่สเติร์จได้ยิงซาราห์จนเสียชีวิต เบฟยิงฮัสซัน และเอรินถูกทูตสวรรค์กัดคอ แต่เธอได้ใช้จังหวะที่มันกำลังดูดเลือดของเธอกรีดมีดเข้าที่ปีกของมันเพื่อป้องกันไม่ให้มันบินหนีไปได้และดักมันเอาไว้บนเกาะ แวมไพร์จำนวนมากตกใจกับสิ่งที่พวกเขาทำลงไปและไม่ทำตามความคิดของเบฟอีกต่อไป อาลีที่เริ่มกลับใจกลับมาเป็นชาวมุสลิมเหมือนเดิมได้ลงมือเผาศูนย์กิจกรรมเพื่อไม่ให้เหลือที่พักพิงแก่พวกแวมไพร์ เมื่อรุ่งเช้าใกล้เข้ามา แวมไพร์ผู้สำนึกผิดซึ่งนำโดยเอ็ดเวิร์ดและแอนนีได้รวมตัวกันเพื่อรอคอยการดับสูญด้วยแสงแดด พวกเขาได้ร่วมกันร้องเพลง "Nearer, my God, to thee" (พระเจ้าทรงสถิตย์กับคุณ) เพื่อเป็นการประกาศครั้งสุดท้ายถึงความศรัทธาและความสามัคคี นายอำเภอฮัสซันเสียชีวิตจากบาดแผลถูกยิงบนชายหาดพร้อมด้วยอาลีที่กลายเป็นเถ้าถ่านข้าง ๆ พ่อของเขา เบฟกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและเผาไหม้หายไป ส่วนคุณพ่อพอลและมิลเดร็ดจับมือกันขณะดูพระอาทิตย์ขึ้นและกลายเป็นเถ้าถ่ายไปพร้อม ๆ กันโดยมีศพของซาราห์อยู่บนตัก เหลือเพียงแต่ ลีซา สการ์โบโรห์ และ วอร์เรน ฟลินน์ ซึ่งพายเรืออยู่นอกชายฝั่งของเกาะเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกัด พวกเขาเป็นผู้รอดชีวิตเพียงสองคนของเกาะ ขณะที่ทุกคนเสียชีวิต ลีซาได้บอกกับวอร์เรนว่า ขาของเธอขยับไม่ได้อีกต่อไปแล้ว


    การตีความและการวิเคราะห์ส่วนตัวหลังจากได้ชมซีรี่ส์ทั้งหมด 7 ตอน

    ♰ ความรู้สึกแปลกแยก เป็นอื่น แตกต่าง ชายขอบ (Alienation, Otherness, Marginalization) ของกลุ่มคนที่เคยไปอยู่แผ่นดินใหญ่และกลับมาที่เกาะ ก็ถูกมองเสมือนเป็นคนอื่น เป็นผู้บุกรุกและนำเอาสิ่งแปลกใหม่ทางโลกหรือทางศาสนาอื่น ๆ เข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า แต่คนกลุ่มนี้กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่คริสตจักรมองว่า เป็นกลุ่มคนเลวหรือคนไม่ดี (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นความจริงและไม่ได้เกี่ยวกันเลย) คนที่เคร่งศาสนาจึงต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อให้เข้ารีตและเปลี่ยนแปลงให้เป็นคาทอลิกที่ดีให้ได้ เพราะสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมในเกาะที่เสื่อมโทรม ผู้คนเริ่มมีจำนวนน้อยลง และทำให้ศาสนจักรก็ขาดศาสนิกชนด้วย จึงทำให้เกิดความต้องการที่จะต่อสู้ความเชื่อใหม่ ๆ หรืออะไรใหม่ ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาภายในเกาะ เช่น ศาสนาอิสลาม วิทยาศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความคิดแบบใหม่ หรือความคิดที่แตกต่าง เพื่อฟื้นฟูศรัทธาที่มีต่อศาสนาคริสต์ของผู้คนในพื้นที่เพื่อให้กลับเข้ามาเลื่อมใสและช่วยทำนุบำรงโบสถ์อีกเหมือนที่เคยเป็นมา

    ♰ การที่คนเคร่งศาสนาทำกับคนที่พวกเขาคิดว่าแปลกแยกแตกต่างคือ การยัดเยียดความคิด ความเชื่อ ความศรัทธาของตัวเองให้กับคนเหล่านั้น รวมไปถึงบังคับข่มขู่ หรือสุดท้ายเมื่อกลายเป็นแวมไพร์แล้วก็กัดเพื่อเปลี่ยนคนที่แตกต่างให้กลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนคนนั้นหรือทุกคน โดยไม่มองเห็นสิ่งที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นผลทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม และผลของการยัดเยียดสิ่งที่คิดว่าดีให้กับคนอื่นโดยปราศจากความยินยอมพร้อมใจก็ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกและโศกนาฏกรรมในตอนท้ายเรื่องนั่นเอง

    ♰ การเยียวยาจิตใจและการแสดงความคิดเห็นผ่านการพูดคุยเปิดใจของตัวละครหลาย ๆ ตัวที่มีความน่าสนใจในเชิงของระดับเนื้อหาและหัวข้อการสนทนาที่สื่อให้เห็นถึงระดับสติปัญญา ความรู้ มุมมอง ความเข้าใจที่มีต่อสิ่งรอบข้างของตัวละครนั้น ๆ เช่น

    การพูดคุยเชิงปรัชญา: ไรลีย์-เอริน
    จะสังเกตได้ว่า ตัวละครในเรื่องที่พูดคุยกันในเชิงปรัชญาจริง ๆ มีแค่เพียง ไรลีย์และเอริน เท่านั้น เพราะถือว่าพวกเขาเป็นคนที่ได้รับการศึกษาค่อนข้างสูง อ่านหนังสือที่หลากหลาย เรียนรู้และเติบโตจากประสบการณ์ทั้งถูกและผิดในการออกไปเผชิญโลก จึงทำให้มีความคิดความอ่านที่ค่อนข้างมีเหตุผลและเปิดกว้าง จนทำให้ทั้งคู่เลือกที่จะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ แต่ดำเนินชีวิตด้วยความต้องการและสัญชาตญาณของตัวเองที่ทำแล้วสบายใจเท่านั้น

    การพูดคุยเชิงการแพทย์และวิทยาศาสตร์: เอริน-ซาราห์, เอริน-ซาราห์-มิลเดร็ด
    ด้วยความที่ซาราห์นั้นเป็นแพทย์เพียงคนเดียวบนเกาะ (ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีความรู้สูงที่สุดบนเกาะด้วย) ดังนั้น การพูดคุยของเอริน ซาราห์ และมิลเดร็ดจึงออกไปในเชิงการขอคำปรึกษาและความคิดเห็นทางการแพทย์ ซึ่งซาราห์ก็ได้ตั้งสมมุติฐานเกี่ยวคุณพ่อพอลได้ถูกต้องในเรื่องของการแพร่เชื้อแวมไพร์ที่ทำให้ทุกคนฟื้นฟูร่างกายได้อย่างประหลาด แม้ว่าจะไปในเชิงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ก็ตาม

    การพูดคุยเชิงการเมือง: เบฟ-ชารีฟ, เบฟ-เอริน, เบฟ-พอล
    เบฟ คีน เป็นคนที่เคร่งศาสนามากเสียจนสามารถนำเอาทุกอย่างในชีวิตไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาได้ และพร่ำเพ้อถึงความประสงค์ของพระเจ้าทุกขณะจิตโดยไม่ลืมหูลืมตา จนกลายเป็นการนำเอาความคิดของตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในการตัดสินพร้อมทั้งโจมตีคนอื่น ๆ ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง และพยายามใช้ศาสนาเข้าไปเป็นใบเบิกทางในการได้มาซึ่งผลประโยชน์ของเธอเองด้วย เราเลยมองว่า มันคือการพูดคุยในเชิงการเมืองที่มีเรื่องศาสนามาบังหน้า

    การพูดคุยเชิงศาสนา: ชารีฟ-อาลี, พอล-มิลเดร็ด, ลีซา-โจ, พอล-โจ, ไรลีย์-พอล, เบฟ-ทุกคน
    การพูดคุยเชิงศาสนาภายในเรื่องมีหลายแง่มุมด้วยกัน ทั้งในแง่ของการเยียวจิตใจ การระบายความรู้สึก การถกเถียงกันเพื่อเค้นเอาความจริง การให้อภัย การสั่งสอน การเรียนรู้ตัวตนซึ่งกันและกัน ทำให้ศาสนากลายเป็นเหมือนเรื่องพื้นฐานของคนบนเกาะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะเนื่องจากคนส่วนมากบนเกาะนับถือคาทอลิกและไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องอะไร ศาสนาจะเข้ามามีเอี่ยวเสมอ เพราะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นหลักสำคัญในการตัดสินใจจะกระทำการใด ๆ ในเรื่องต่าง ๆ

    ♰ มีการนำเอาชื่อนักบุญเปาโลมาสะท้อนภาพการกลับคืนสู่วัยหนุ่มของคุณพ่อพรูอิตต์ แต่เป็นการย้อนคืนที่มีความแตกต่างกันทางความคิดและมีการตีความความหมายพลังของพระเจ้าแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งซีรี่ส์ได้สะท้อนให้เราเห็นว่า ความเชื่อในศาสนาหรือความเชื่อในเรื่องใดก็ตามที่ปราศจากเหตุผลและการทำความเข้าใจที่ดีที่ถูกต้องนั้นนำมาซึ่งความหายนะของสังคม ในขณะเดียวกัน ชีวิตที่ขาดหลักในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องสมควรก็สามารถทำให้คนเดินทางผิดได้เช่นกัน


    นักบุญเปาโลเดิมทีชื่อ "เซาโล" (Saul) ท่านเป็นชาวยิวที่เกิดในตระกูลร่ำรวยและได้รับการศึกษา ท่านทำหน้าที่เดินทางไปตามล่าชาวคริสต์เพื่อนำมาลงโทษ เชื่อกันว่า ในตอนนั้นท่านยังหนุ่มแน่นในวัยราว 30 ปี ในระหว่างที่เดินทางผ่านเมืองดามัสกัส พระเจ้าก็ได้ปรากฏตัวต่อหน้าเขา พระสิริรุ่งโรจน์นั้นทำให้ตาเขามืดบอด พระเจ้าได้บอกให้เขาเข้าไปในเมืองและไปหาชาวคริสต์คนหนึ่งแล้วตาของเขาจะกลับมามองเห็นอีกครั้ง ดังนั้น เซาโลจึงกลับใจและได้เชื่อในพระเจ้าทันทีพร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น "เปาโล" หรือ "พอล" (Paul) นับตั้งแต่นั้นมา และกลายเป็นอัครสาวกของพระเยซูที่ดำเนินการเผยแพร่ศาสนาจวบจนสิ้นชีวิตในวัยราว ๆ 60 ปี


    กลับกันนั้น คุณพ่อพรูอิตต์นั้นอายุราว 80 ปี ซึ่งยังมีภาวะความจำเสื่อมและหลงทางกลางทะเลทรายที่มีพายุทรายพัดแรง เขาจึงได้เข้าไปหลบในถ้ำที่เป็นซากปรักหักพังโบราณที่พบทันที และได้พบกับ "แวมไพร์" หรือ "ทูตสวรรค์" ตามที่เขาเข้าใจในตอนนั้น การพบเจอแวมไพร์ที่ดื่มเลือดของเขาพร้อมทั้งเขาได้ดื่มเลือดของมันเข้าไป ได้ทำให้เขากลับกลายมาเป็นคนหนุ่มในวัยราว ๆ 30 กว่าปีทันที จากความเชื่อต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิล นั่นจึงทำให้เขาเข้าใจผิดและตีความผิดไปว่า พลังวิเศษของการฟื้นคืนชีพและการเยียวยารักษาร่างกายของแวมไพร์นั้นเกิดจากพลังของพระเจ้า ดังนั้นคุณพ่อพรูอิตต์จึงได้นำตัวของแวมไพร์กลับไปยังเกาะที่เขาจากมา โดยหวังว่า เขาจะสามารถใช้พลังของมันซื้อเวลาอันรุ่งโรจน์รุ่งเรืองในอดีตของเขาและคนที่เขารักกลับคืนมาได้ เช่น เขาได้กลับมาเทศนาด้วยพลังและกำลังวังชาของวัยหนุ่มอีกครั้ง พร้อมทั้งยังมีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาคริสต์อีกครั้ง ได้พบเจอมิลเดร็ดคนรักลับ ๆ ของเขา (ในวัยหนุ่มสาว) และซาราห์ลูกสาวเพียงคนเดียวอีกครั้งและหวังว่าเขา เธอ และลูกสาวจะได้ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันสามคนพ่อแม่ลูกอีกครั้ง ได้รักษาเยียวยาความป่วยไข้ของคนบนเกาะ (ทำให้ลีซากลับมาเดินได้)

    ♰ มีเรื่องของ "ช่วงเวลา" หรือ "วัย" มาเกี่ยวข้อง ซึ่งนำพาไปสู่ "ความตาย" หรือ "จุดจบ" แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย้อนกลับอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าโลกนี้จะมีพระเจ้าหรือไม่ สิ่งที่ทุกคนได้มาเท่ากันคือ "เวลา" และ "ความตาย" ไม่ว่ารวยหรือจน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่นับถือศาสนาก็ตาม และไม่ว่าใครก็หนีไม่พ้นความตายตามคำกล่าวในบทสวดพิธีมิสซารับศีลมหาสนิทที่ว่า

    "จำไว้ว่า เจ้าเป็นธุลี และจะกลับเป็นธุลี"
    (Remember you are dust, and to dust you shall return.)

    (อ่านต่อในตอนที่ 2 นะคะ)




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in