Just Enjoy The Show: ตีตั๋วดูหนังLittle Miss Luna's Cabinet of Curiosities
Tarzan (1999) : เรียนรู้ "ความเป็นมนุษย์" ผ่าน "ความเป็นวานร"

  • เชื่อว่า ใคร ๆ หลายคนอาจจะคุ้นเคยดีกับภาพยนตร์การ์ตูนสุดคลาสสิคขึ้นหิ้งเรื่องนี้ ส่วนตัวของเราชอบเรื่องนี้มาก ๆ เลยค่ะและถือว่าเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องแรก ๆ ของดิสนีย์ที่มีความเท่จากฉากแอคชั่นน่าตื่นตาตื่นใจสมจริงสุด ๆ ที่มักไม่ค่อยปรากฎในการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ พร้อมด้วยความละเมียดละไมเรื่องรายละเอียดของฉาก สีสัน เพลง บท และเนื้อหาเป็นอย่างมาก

    ทาร์ซาน (Tarzan) จากค่ายวอล์ท ดิสนีย์ พิคเจอร์สออกฉายในปี 1999 เป็นภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นลำดับที่ 10 ในช่วงปีทองของดิสนีย์ (The Disney Renaissance 1989-1999) อันเป็น 10 ปีที่ดิสนีย์มีแนวทางหลักในการมุ่งเน้นที่จะสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม พล็อตที่แปลกใหม่ บทบาทของตัวละครที่ไม่ยึดในขนบเดิม ๆ ซึ่งต่างกับนวนิยายต้นฉบับต่าง ๆ
    ที่มีประเด็นอ่อนไหวมากมาย


    ทาร์ซานฉบับดิสนีย์ถูกดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากนวนิยายต้นฉบับเรื่อง "Tarzan of the apes" ปี 1914 ของเอ็ดการ์ ไรซ์ เบอร์โรส์ (Edgar Rice Burroughs) นักเขียนชาวอเมริกัน ว่าด้วยเรื่องราวของจอห์นและอลิซ เคลย์ตัน (John and Alice Clayton) สองสามีภรรยามหาเศรษฐีผู้ดีอังกฤษถูกพวกลูกเรือก่อกบฎปล้นชิงทรัพย์ และนำพวกเขามาปล่อยเอาไว้บนหาดทรายที่ชายฝั่งป่าดงดิบแถบทวีปแอฟริกากลาง ในปี 1888 ทั้งคู่พยายามเอาตัวรอดในป่าและมีชีวิตอยู่ได้ราวหนึ่งปีเศษ อลิซก็ได้ให้กำเนิดลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเขา "จอห์น เคลย์ตันที่สอง" (John Clayton The Second) ต่อจากนั้น เด็กชายตัวน้อยก็ได้สูญเสียพ่อแม่ไป และถูกลิงกอริลลาเพศเมียเก็บไปเลี้ยงเป็นลูกและเติบโตมาเป็นชายหนุ่มผู้สันทัดจัดเจนในการดำรงชีพในป่าดงดิบดุจสัตว์ป่านานาชนิด โดยเขาถูกเรียกขานด้วย
    ภาษากอริลลาว่า "ทาร์ซาน" ซึ่งแปลว่า "ผิวขาว" (White Skin)

    แต่เนื่องจากนวนิยายต้นฉบับถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของชายชาวอเมริกันผิวขาว ในยุคที่ความคิดของผู้คนในสังคมอเมริกันยังคงมีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม รวมไปถึงอิทธิพลของแนวคิดจักรวรรดินิยม (Imperialism) ซึ่งมีความเชื่อว่า ชนผิวขาวหรือชาวยุโรปนั้นสูงส่งกว่าเชื้อชาติอื่น ๆ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของชาวยุโรป (White Men's Burden) ที่จะต้องไปพัฒนาและปกครองชนชาติอื่น ๆ ที่ถูกมองว่าด้อยกว่า ด้วยการเข้าไปปกครอง ควบคุม และเผยแพร่ความรู้ ศาสนา
    มารยาท ความเชื่อ ภาษา และสิ่งต่าง ๆ ในวัฒนธรรมตะวันตก ให้แก่ชนพื้นเมือง

    อีกทั้งเนื้อหารายละเอียดได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่านและนักวิจารณ์หลายคน ในยุคต่อ ๆ มาว่า ภายในนวนิยายมีการบรรยายถึงการฆ่าสัตว์ป่าอย่างไร้เหตุผล มีการใช้ความรุนแรงหลายรูปแบบ รวมไปถึงประเด็นการเหยียดสีผิวและการลดทอน คุณค่าความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าพื้นเมืองในแอฟริกาอย่างมาก ดังนั้น ในเวอร์ชั่นของดิสนีย์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและครอบครัวทางผู้กำกับและทีมผู้สร้างจึงได้เลือกดัดแปลงเรื่องราวที่ต่างออกไป

    เราจะเห็นได้ว่า ทาร์ซานฉบับปี 1999 ได้ถูกตัดทอนเนื้อหาที่มีการเหยียดชาติพันธุ์ลงอย่างมากและมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่น่าสนใจของนวนิยายต้นฉบับที่ทางทีมงานผู้สร้างเลือกที่จะเก็บเอาไว้เพื่อพัฒนาเอามาเป็นประเด็นหลักในภาพยนตร์แอนิเมชั่น ซึ่งนั่นก็คือ "ประเด็นความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมและการเป็นตัวของตัวเอง" และยังได้เพิ่มประเด็นที่ค่อนข้างใหม่ในยุคนั้น นั่นก็คือ "การมองมนุษย์และสัตว์อย่างเท่าเทียมกัน" (The Moral Equality of Humans and Animals)



    *มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง*

    Two Worlds: แตกต่างเหมือนกัน

    ซึ่งเห็นได้จากฉากเปิดตัวที่ดำเนินเรื่องด้วยเพลง "Two Worlds" ที่ได้เผยให้เราเห็นถึงฉากที่แสดงถึงความรักใคร่ผูกพันและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัวสองเผ่าพันธุ์ที่ตัดสลับกันไปมาเพื่อให้ผู้ชมทราบถึงความคล้ายคลึงกันของสิ่งมีชีวิต นั่นก็คือ จอห์น ผู้เป็นพ่อ อลิซ ผู้เป็นแม่ และทาร์ซานน้อย ซึ่งเป็นมนุษย์ และครอบครัวกอริลลาที่ประกอบด้วยเคอร์แช็ค (Kerchak) กอริลลาเพศผู้ผู้เป็นจ่าฝูง คาลา (Kala) กอริลลาเพศเมียและเคอร์แช็คน้อย (The Baby Kerchak) ลูกของพวกมัน รวมไปถึงการเติมสีหน้าท่าทางและความรู้สึกให้แก่ตัวละครสัตว์ป่าทุกตัวภายในเรื่อง เพื่อให้ผู้ชมเห็นว่า สัตว์นั้นก็มีความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความสุข ความเศร้า ความกลัว ความกังวล ความหวงแหนพวกพ้องหรือลูกน้อยไม่ต่างกันกับมนุษย์

    You'll be in my heart: รักไร้พรมแดน

    และตัวภาพยนตร์ยังทำให้เราเห็นถึงความเชื่อมโยงของตัวละครผ่าน "การสูญเสียพ่อแม่" ของทาร์ซาน และ "การสูญเสียลูก" ของคาลาและเคอร์แช็ค จากการฆ่าอย่างเลือดเย็นของเสือดาวเพศเมียชื่อ "ซาบอร์" (Sabor) ดังนั้น การรับทาร์ซานมาเป็นลูกนั้นจึงได้ช่วยเยียวยาความรู้สึกสูญเสียลูกของคาลาและในขณะเดียวกันก็ยังทำให้ทาร์ซานได้มีโอกาสรอดชีวิตและได้มีครอบครัวต่อไปด้วย ซึ่งในโลกของความจริง การนำเอาลูกสัตว์ชนิดอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกนั้น ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมที่มนุษย์หรือกอริลลามีเท่านั้น หากแต่เป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพศเมียที่มักมีสัญชาตญาณความเป็นแม่อยู่ในตัว นี่ก็เป็นอีกฉากที่ทีมงานพยายามนำเสนอให้เห็นความคล้ายคลึงมนุษย์ของสัตว์ที่มีหลักคุณธรรมจริยธรรม


    Son of Man: แตกต่างอย่างภูมิใจ

    หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ทารกทาร์ซานซึ่งถูกเลี้ยงโดยกอริลลา (ในภาษาอังกฤษเรียกเด็กที่ถูกเลี้ยงโดยสัตว์ว่า Feral Child หรือ Wild Child) ก็ได้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กชายตัวน้อยวัยกำลังซนที่เฝ้าตั้งคำถามเกี่ยวกับความแตกต่างของตัวเองและเพื่อนฝูงกอริลลาอยู่เสมอ ทาร์ซานซึ่งรู้ดีว่า เขานั้นแตกต่างจากคนอื่น ๆ จึงมักถูกแกล้งและถูกจัดอันดับให้เป็นลูกฝูงอันดับท้ายสุดที่ไม่มีใครยอมรับหรือสนใจเท่าใดนัก ดังนั้น ทาร์ซานจึงได้พยายามที่จะพิสูจน์ตัวเองให้กับเหล่าเพื่อน ๆ และกอริลลาตัวอื่น ๆ ในฝูงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวิธีห่าม ๆ ตามประสาเด็กที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การรับคำท้าจากเพื่อนที่ท้าทายให้เขาไปเก็บขนช้างมาให้ได้ จนทำให้ฝูงกอริลลาเกือบได้รับความบาดเจ็บ เมื่อทาร์ซานถามคาลาว่า ทำไมเขาถึงต่างจากคนอื่น ๆ แต่คาลาบอกว่า เธอไม่เห็นสิ่งที่แตกต่างเลย พร้อมกับบอกให้เขาค้นหา สิ่งที่เหมือนกันภายในตัวของเธอกับเขา เช่น มีจมูก มีปาก มีสองหู มีสองตา มีสองมือ มีหัวใจเหมือนกัน นี่ก็เป็นอีกฉากที่ทีมงานได้นำเสนอให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์และสัตว์ และสามารถเชื่อมโยงไปถึงการวิวัฒนาการของมนุษย์และสัตว์ตระกูลวานรที่มีบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อหลายล้านปีก่อน พร้อมกันนั้น คาลาได้ย้ำเตือนให้เขาเป็นตัวของตัวเองอย่างมั่นใจและไม่ต้องฟังเสียงของคนอื่น ซึ่งเป็นการสอนให้ทาร์ซานมองการเห็นคุณค่าภายในตัวเองโดยที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
    นี่ก็เป็นอีกหนึ่งลักษณะของขนบที่นิยมเติมเข้าไปในภาพยนตร์ของดิสนีย์ ว่าด้วยเรื่องของการเติบโตของความคิดผ่านช่วงวัยที่เปลี่ยนไป (Coming of Age) ซึ่งตัวละครมักประสบกับปัญหาของการปรับตัวและการเรียนรู้คุณค่าในตัวเอง


    หรือวิธีที่ชาญฉลาดในตอนที่เขาโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว เช่น การสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ต่าง ๆ และนำเอามาประยุกต์ใช้กับตัวเขาเอง การใช้เครื่องมือทุ่นแรงเพื่อช่วยล่าสัตว์ หาของป่า หรือป้องกันตัว
    หรือใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหายาก ๆ และซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อันเป็นข้อดีของมนุษย์ที่มีสมองส่วนหน้าพัฒนามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ ตามเนื้อเพลง "Son of Man" 

    นอกจากนี้ ทาร์ซานยังมีดวงตาที่มองเห็นสีสันที่ชัดเจน (ในขณะที่สัตว์ส่วนใหญ่ตาบอดสี) และมีมุมมองที่สามารถจับภาพโฟกัสตรงหน้าได้ดีตามแบบดวงตามนุษย์ทั่วไป เขาจึงสังเกตเห็นเสือดาวซาบอร์ที่พรางตัวอยู่ในป่าได้เร็วก่อนทุกคน


    และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทาร์ซานได้ทำ นั่นก็คือ การต่อสู้อย่างกล้าหาญกับซาบอร์ เสือดาวเจ้าเก่าที่อาฆาตมาดร้ายมุ่งหมายจะเอาชีวิตเขามาหลายสิบปี และเขาก็ล้มมันได้ในที่สุด การฆ่าสัตว์ป่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารของป่าอย่างเสือดาว ทำให้สร้างภาพลักษณ์ของการเป็นจ่าฝูงและผู้ขึ้นมาอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารแทนทาร์ซานจึงได้กลายเป็นที่ยอมรับในหมู่กอริลลาไปโดยทันที เราจึงเห็นได้ว่า
    ทาร์ซานได้เลือกวิธีการเป็นตัวของตัวเองและพิสูจน์ตัวเองให้กับทุกคนได้เห็นว่า ความแตกต่างของเขานั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตในป่าอีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อฝูงอีกด้วย

    Strangers Like Me: ตัวตนอีกด้านที่ฉันไม่เคยรู้

    และอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ทาร์ซานได้รู้ว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกับเขาอยู่บนโลก
    นั่นก็คือ การมาของคณะสำรวจเพื่อการศึกษากอริลลาของสองพ่อลูกนักชีววิทยาชาวอังกฤษ
    เจน พอร์เตอร์ (Jane Porter) และ ศาสตราจารย์อาร์คิมิดิส คิว พอร์เตอร์ (Archimedes Q. Porter) พร้อมด้วยพรานนำทางจอมโหด วิลเลียม เซซิล เคลย์ตัน (William Cecil Clayton) ที่รับงานนี้เพราะเขามีแผนลับแอบแฝงในภารกิจจับกอริลลาไปขาย

    ในการเข้าไปคลุกคลีกับคณะสำรวจจากอังกฤษ ทำให้ทาร์ซานได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่มากมายจากโลกแห่งอารยะที่เขาไม่เคยได้รู้จักหรือสัมผัสมาก่อน เช่น การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ การได้ชมสไลด์เกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั่วโลก การส่องกล้องโทรทัศน์ดูดาว การหัดขี่จักรยาน การหัดเดินตัวตรงอย่างมนุษย์ในเมือง เป็นต้น


    การปฏิสัมพันธ์ของทาร์ซานกับคณะสำรวจนั้นยังสามารถเทียบเคียง ได้กับการล่าอาณานิคมของชาวยุโรปและชาวพื้นเมืองได้ด้วย เนื่องจากทาร์ซาน ถูกวางบทบาทให้คล้ายคลึงกับชาวพื้นเมืองที่ใช้ชีวิตสัมพันธ์กับธรรมชาติ ส่วนคณะสำรวจนั้นเพียบพร้อมได้ด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกและวัตถุต่าง ๆ
    จากโลกแห่งอารยะ และยังแสดงให้เราเห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการล่าอาณานิคมอีกด้วย กล่าวคือ แม้การล่าอาณานิคมจะทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวพื้นเมือง การถูกกลืนวัฒนธรรมด้วยวัฒนธรรมตะวันตก การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า พืชพันธุ์ และ การถูกตักตวงเอาทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ

    แต่ในขณะเดียวกัน ชาวยุโรปก็ทำให้ชาวพื้นเมืองได้รับความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ความรู้เรื่องสุขอนามัย การแพทย์ที่ทันสมัยเทคโนโลยีที่ช่วยทุ่นแรง อาวุธที่มีอานุภาพรุนแรง รวมไปถึงแนวคิดใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ เช่น การสนับสนุนให้เพศหญิงได้ศึกษาเล่าเรียนและประกอบอาชีพที่ต้องการได้
    หรือการยกเลิกวัฒนธรรมประเพณีที่เอารัดเอาเปรียบและโหดร้ายต่าง ๆ เช่น ประเพณีการรัดเท้าเพื่อให้ได้เท้าขนาดเล็กที่เรียกว่า "เท้าดอกบัวทองสามนิ้ว" ของหญิงชาวจีน (Foot Binding - Three-Inch Golden Lotus) "พิธีสตี" หรือการเผาตัวตายตามสามีของหญิงชาวอินเดียที่หลายรายถูกบังคับให้เข้ากองไฟอย่างไม่เต็มใจ เป็นต้น

    แต่หลังจากที่ทาร์ซานพลั้งมือทำร้ายเคอร์แช็คเพื่อป้องกันอันตรายให้แก่คณะสำรวจที่ต้องการจะมาเห็นฝูงกอริลลาตัวเป็น ๆ ทำให้เขาถูกเคอร์แช็คประนามและได้รู้ว่า ตัวเองได้ทำสิ่งที่ผิดลงไปแล้ว พร้อมกับพบว่า ตัวเองมีด้านมืดที่ได้ย้อนกลับมาทำร้ายครอบครัวของเขาเองทาร์ซานจึงรู้สึกสับสนว่า เขานั้นควรอยู่ฝั่งเดียวกับ "กอริลลา" หรือ "มนุษย์" กันแน่

    ฝูงกอริลลาที่เป็นครอบครัวของเขามาตลอดทั้งชีวิต
    คณะสำรวจที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับเขาที่เขาตามหามาตลอดทั้งชีวิต


    และเมื่อเขาพลาดท่าและถูกเคลย์ตันหักหลัง ทำให้ทาร์ซานได้เรียนรู้ว่า การรับมือกับสัตว์ป่าดุร้ายนั้นง่ายดายกว่าการรับมือกับมนุษย์ด้วยกันมากนัก เพราะพฤติกรรมของสัตว์ป่านั้นไม่ซับซ้อน คงที่ ไม่มีลูกเล่นมารยา และสามารถเข้าใจได้ง่าย แตกต่างจากมนุษย์ที่สามารถอาศัยสติปัญญาที่ชาญฉลาดนั้นทำได้ทั้งเรื่องที่ดีและเลว

    มนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการแสดงออกที่ซับซ้อนและมีรูปแบบของพฤติกรรมที่หลากหลาย การเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงและการอาศัยเป็นสังคมเมืองทำให้บ่อยครั้งที่มนุษย์ต้องปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้แม้ว่าเราจะรู้สึกไม่ดีหรือไม่พอใจก็ตามรวมไปถึงการสวมหน้ากากเพื่อหลอกลวงผู้อื่นและรักษาผลประโยชน์ที่เราต้องการเอาไว้อีกด้วย


    นี่เป็นสิ่งที่ทาร์ซานไม่เคยพบเจอและไม่เคยเรียนรู้การประพฤติตัวและกติกามารยาทในสังคมเมืองแบบมนุษย์ ทาร์ซานนั้นแม้ร่างกายจะเป็นมนุษย์ก็ตาม หากแต่พฤติกรรมของเขานั้นแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาคล้ายคลึงกับสัตว์ เนื่องจากการลอกเลียนแบบพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวจากสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ
    เขาจึงไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมและกลโกงของเคลย์ตัน ในตอนนี้เขาและคนอื่น ๆ ได้กลายเป็นสัตว์ป่าที่ถูกขังรวมกัน นี่เป็นภาพสะท้อนของด้านมืดในจิตใจมนุษย์ที่มักกระทำกับคนที่อ่อนแอและไม่เท่าทันเสมอหากมีโอกาสและเมื่อต้องการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

    และทาร์ซานต้องแก้ปัญหาใหญ่ที่ว่า

    เขาจะทำอย่างไรกับมนุษย์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน
    หากแต่ร้ายกาจยิ่งกว่าสัตว์ร้ายชนิดใด ๆ ที่เขาเคยพบ


    หากว่าเป็นภาพยนตร์ที่คนแสดงที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่ เราอาจได้เห็นทาร์ซานจัดการตัวร้ายด้วยมือของเขาเองแน่ ๆ แต่เนื่องจากทาร์ซานในเวอร์ชั่นนี้ออกแบบมาเพื่อเด็กและครอบครัวอย่างที่กล่าวไปในตอนต้น ดังนั้น เราสามารถสังเกตได้ว่า ในยามตัวเอกของดิสนีย์ต้องรับมือกับตัวร้าย มักจะไม่มีการลงมือทำร้ายตัวร้ายอย่างชัดเจนหรือไม่มีการใส่เลือดหรือบาดแผลที่ดูน่ากลัวเกินไป (Blood and Gore Details) เด็ดขาดเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเรท 13+, 15+ หรือ 18+ แต่จะออกไปในแนวอุบัติเหตุหรือความบังเอิญหรือไม่ก็เป็นเพราะความชั่วร้ายของตัวร้ายนั้นเองที่ทำให้ตัวเองพบกับจุดจบ เช่น ที่เคลย์ตันเสียชีวิตจากการถูกเถาวัลย์รัดคอจนขาดอากาศหายใจเองจากการที่พยายามจะไล่ฟันทาร์ซาน

    ดังนั้น เราสามารถกล่าวได้ว่า จุดจบของตัวร้ายดิสนีย์มักเหมือนกับนิทานสอนใจเด็ก ๆ โดยทั่วไปที่ตัวร้ายมักจบชีวิตจากผลกรรมเลว ๆ ของตัวเอง และเป็นขนบของดิสนีย์ที่มักมีการแบ่งแยกความดีและความเลวออกจากกันโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเล็กที่อาจเกิดความสับสนในบุคลิกของตัวละครได้และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของฮีโร่ (Heroes) และวายร้าย (Villains) อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นขนบโดยทั่วไปของภาพยนตร์การ์ตูนอเมริกันในยุค 90's และ ยุค 2000


    หลังจากที่ทาร์ซาน เจน และบรรดาสัตว์ป่าได้ช่วยกันขับไล่เหล่าคนเลวไปได้แล้ว เจนและพ่อของเธอก็ตัดสินใจที่จะอยู่ที่แอฟริกากับทาร์ซานและฝูงกอริลลาอย่างกลมกลืน นี่ก็เป็นอีกฉากที่แสดงให้เห็นถึงการไม่แบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับสัตว์ภายในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ ตามที่เราได้เห็น ทีมผู้สร้างในเวอร์ชั่นปี 1999 ได้สะท้อนภาพของมนุษย์และสัตว์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์และสถานภาพที่คล้ายคลึงกันตลอดทั้งเรื่อง เพื่อเน้นย้ำว่า ความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์ สีผิว พันธุกรรม วัฒนธรรม ภาษา หรือสิ่งอื่น ๆ นั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการมีมิตรภาพที่ดีระหว่างกัน หรือการเป็นครอบครัวเดียวกัน


    ทาร์ซานฉบับดิสนีย์จึงนับว่า เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นทรงคุณค่าอีกเรื่องที่ช่วยพูดถึงการเรียนรู้ทำความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายนั่นเอง

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in