Just Enjoy The Show: ตีตั๋วดูหนังLittle Miss Luna's Cabinet of Curiosities
Bombay Rose (Netflix): รักไร้พรมแดน

  • *เปิดเผยส่วนสำคัญและมีการตีความในส่วนท้ายค่ะ*
    กมลาเป็นหญิงสาวชาวฮินดูที่อาศัยอยู่ในเมืองบอมเบย์กับปู่และน้องสาวของเธอ หลายปีก่อนกมลาหลบหนีการคลุมถุงชนกับเศรษฐีสูงวัย ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่พ่อของเธอ ผู้ติดเหล้าและการพนันขนาดหนักได้ขายเธอให้กับชายคนนั้น จากเหตุการณ์นี้ทำให้ปู่ของเธอเกิดความสงสารหลานสาวทั้งสอง จึงได้พาเธอทั้งสองหลบหนีขึ้นรถไฟและเดินทางมาตั้งหลักที่เมืองบอมเบย์


    กมลาซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือและไม่มีความรู้ใด ๆ จึงได้ยึดอาชีพร้อยมาลัยขาย ส่วนในยามกลางคืน เธอได้แอบทำงานเป็นสาวนักเต้นประจำบาร์ลับผิดกฎหมายแห่งหนึ่งเพื่อให้มีรายได้เสริมมากขึ้น ส่วนปู่ของเธอก็เปิดร้านซ่อมนาฬิกาเล็ก ๆ ริมชายฝั่งทะเล แม้รายได้จะไม่มาก แต่มันก็พอประทังชีวิตและเป็นค่าเล่าเรียนให้กับ ทารา น้องสาวของกมลาได้


    ในขณะเดียวกัน กมลาก็ต้องทนกับการเทียวไล้เทียวขื่อของ ไมค์ ชายหนุ่มผู้มีอาชีพเป็นแมงดาท่าทางหยาบคายและเห็นแก่เงิน เขาพยายามโน้มน้าวใจให้กมลาไปรับงานค้าบริการที่ดูไบ โดยมีเขาเป็นนายหน้าและขอหักค่านายหน้า 50% จากรายได้ของเธอ และยังพยายามชักชวนให้กมลาพาทาราน้องสาวของเธอ ซึ่งกำลังจะแตกเนื้อสาวมาทำงานกับเขาด้วย แต่กมลาก็ปฏิเสธไมค์อย่างหนักแน่นและห้ามไมค์ไปยุ่งกับน้องสาวของเธอ


    และแม้ปู่ของเธอจะพยายามโน้มน้าวใจให้เธอเข้าพิธีดูตัวหรือตกลงแต่งงานกับใครสักคนอีกครั้ง เพราะห่วงใยในอนาคตของหลานสาวทั้งสอง แต่กมลาก็ไม่ได้สนใจและปฏิเสธเสียงแข็งเมื่อได้ฟังคำของปู่เพราะอดีตอันเจ็บปวดจากการถูกพ่อของเธอปฏิบัติราวสิ่งของ


    ในยามว่าง กมลามักฝันกลางวันว่าตัวเองนั้นเป็นเจ้าหญิงฮินดูองค์หนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในยุคอินเดียโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน พร้อมกับใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่ง เธอจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมและพบเจ้าชายในฝันของเธอ

    ในบริเวณนั้น มีชายหนุ่มหน้าใหม่คนหนึ่งเข้ามาขายดอกไม้ให้แก่นักท่องเที่ยว เขาชื่อ ซาลิม เป็นชายหนุ่มมุสลิมอารมณ์ดีนัยตาเศร้าที่สูญเสียครอบครัวจากสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานในแคว้นแคชเมียร์และตัดสินใจเดินทางลี้ภัยเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่อย่างบอมเบย์ ซาลิมตกหลุมรักกมลาตั้งแต่แรกพบ ส่วนกมลาก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันให้กับเขา แต่ทั้งสองก็ได้แต่แอบส่งสายตาให้กันและกันอย่างลับ ๆ ในทุกวันที่เจอกัน เพราะพวกเขานั้นนับถือคนละศาสนาและคนในศาสนาของพวกเขาก็กำลังทำสงครามกันอยู่ในขณะนี้


    เมื่อความรักของเขาและเธอเบ่งบานนานวันเข้า กมลาก็ได้ฝันถึงความรักต้องห้าม ระหว่างเจ้าชายมุสลิมและเจ้าหญิงฮินดู อันเป็นตัวแทนของซาลิมและกมลา และวาดฝันถึงอนาคตที่เขาและเธอจะมีร่วมกัน พวกเขาจะขี่ม้าเข้าป่าและหลบหนีสังคมเมืองไปใช้ชีวิตด้วยกันเพียงสองคนตามใจปรารถนา


    แต่ไม่นาน ไมค์ แมงดาเจ้าเก่าก็ได้สังเกตเห็นความรักอันเป็นความลับของทั้งสอง และพยายามจะคิดหาวิธีแยกเขาและเธอออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดโน้มน้าวเชิงขู่บังคับใส่กมลาว่า การแต่งงานกับคนนอกศาสนานั้นชีวิตจะเต็มไปด้วยความลำบาก เธอจะต้องเปลี่ยนศาสนาและต้องปรับตัวมากมาย

    ฝ่ายซาลิมก็ได้รับการตักเตือนและการพูดให้สติจากชายชราขายของจุกจิกที่เขาเป็นลูกค้าประจำว่า การแต่งงานระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดูนั้นเป็นประเด็นที่อ่อนไหวระดับชาติเลยทีเดียว อีกทั้งต้องมีคนที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านต่อต้านพวกเขาแน่นอน


    ฝ่ายทารา ผู้เป็นน้องสาวของกมลานั้นได้สมัครเป็นลูกศิษย์เพื่อเรียนพิเศษภาษาอังกฤษหลังเลิกเรียนกับเชอร์ลีย์ อดีตนางเอกละครโทรทัศน์ชื่อดังผู้จมปลักอยู่กับความรักครั้งเก่า เธอเฝ้าฝันและคิดถึงสามีผู้เป็นที่รักที่เสียชีวิตไปนานแล้ว เธอยังคงปฏิบัติราวกับว่า เขายังมีชีวิตอยู่กับเธอ เช่น ทำอาหารเช้าสองชุดนำเสื้อผ้าของเขามาจัดวางในท่าของคน พร้อมกับพูดคุยกับเสื้อผ้านั้น ทำเสมือนว่าสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ โดยในเวลาว่าง เธอมักจะนำกล่องดนตรีไขลานอันเป็นของขวัญ จากสามีของเธอออกมาเปิดฟังเพื่อรำลึกความหลังอยู่เสมอ


    หลังเลิกเรียนพิเศษ เชอร์ลีย์และทารามักจะช่วยกันเก็บ ดอกกุหลาบที่เชอร์ลีย์ปลูกเองและนำไปวางเพื่อไว้อาลัยสามีของเชอร์ลีย์ที่สุสานประจำเมืองอยู่เสมอพร้อมนั่งพักผ่อนหย่อนใจ คุยกันถึงเรื่องที่พวกเธอไปเจอมาในแต่ละวัน


    ในวันหนึ่ง กล่องดนตรีไขลานของเชอร์ลีย์มีอาการเสียและไม่สามารถเล่นเพลงได้อีก เธอจึงพาทาราไปที่ร้านขายของเก่าของชายผู้หนึ่งนามว่า แอนโทนี ซึ่งเขานั้นได้แอบหลงรักเชอร์ลีย์มานานแล้ว ส่วนเชอร์ลีย์นั้นก็รับรู้ได้ว่าเขามีความรู้สึกให้แก่เธอ แอนโทนี่นั้นกล่าวว่า เขาเป็นเพียงคนขายของเก่า ไม่สามารถซ่อมของประเภทนี้ได้ ดังนั้น ทาราจึงเกิดความคิดดี ๆ และอาสานำกล่องดนตรีของเชอร์ลีย์ไปให้ปู่ของเธอลองซ่อมดู


    ในขณะเดียวกัน ทาราก็ได้พบกับ ทิปู เด็กชายหูหนวกผู้เป็นเด็กเร่ร่อนโดยบังเอิญ เธอประทับใจในความใจดีของเขา ในตอนที่เขาได้ช่วยลูกแมวตัวหนึ่งจากกลางถนน ด้วยความยากจน ทำให้ทิปูไม่มีเงินมากพอที่จะเข้าโรงเรียนได้ เขาจึงไปรับจ้างล้างจานหรือเสิร์ฟอาหารในร้านอาหารเพื่อดำรงชีวิตและยังต้องคอยหลบหนีตำรวจที่มาตามจับเด็กที่ทำงานผิดกฎหมายเข้าคุกด้วย ในวันหนึ่ง ทาราได้ช่วยเหลือทิปูจากการตามจับของตำรวจมาได้ เธออ้อนวอนให้กมลาอนุญาตให้ทิปูอยู่อาศัยกับพวกเขาด้วย


    แม้ในตอนแรก ๆ กมลาจะปฏิเสธ เพราะกลัวว่าทิปูจะนำความเดือดร้อนมาให้ แต่หลังจากที่ทิปูกลายเป็นลูกมือซ่อมของเก่าที่ดีของปู่ ทำให้ครอบครัวของกมลาต้อนรับเขาเข้ามาเป็นสมาชิกอีกคนในบ้าน


    ความรักระหว่างหญิงสาวชาวฮินดูกับชายหนุ่มชาวมุสลิมได้ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ฝ่ายไมค์ก็ได้ตั้งใจไม่จ่ายเงินค่าดอกไม้ให้กับซาลิม ทำให้เขาต้องวิ่งตามไมค์เข้าไปทวงเงินค่าดอกไม้ในบาร์ลับแห่งหนึ่ง
    ซึ่งแท้จริงแล้ว นี่เป็นแผนการที่ทำให้ซาลิมได้มาเห็นว่า กมลาได้ทำงานเป็นสาวนักเต้นที่เต้นให้ความบันเทิงแก่ผู้ชายมากหน้าหลายตา เพื่อหวังว่าแผนการนี้จะทำให้ซาลิมเลิกยุ่งกับเธอ ซาลิมเห็นดังนั้นก็รู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังในตัวของหญิงสาวที่เขารัก เขาจึงรีบวิ่งหนีออกไปและเริ่มปฎิบัติตัวห่างเหินกับเธอ แม้ว่าเขาจะยังรักเธอมาก ๆ ก็ตาม


    เมื่อเห็นว่าแผนการของตัวเองไม่ได้ผล ไมค์ถึงกับเข้าไปหาซาลิมดื้อ ๆ พร้อมกับยื่นเงินให้เขาและสั่งให้เขาเลิกยุ่งกับกมลา พร้อมกับพูดจาดูถูกชาวมุสลิม จนทำให้ซาลิมทนไม่ได้ ลงไม้ลงมือกับไมค์ไปทันทีจนผู้คนต้องเข้ามาห้าม ไมค์ประกาศกร้าวว่าจะตามมาเอาคืนเขาและกมลาให้สาสม


    ต่อมา กมลาก็ได้พบว่า ซาลิมได้แอบไปเก็บเอาดอกไม้ไว้อาลัย ในสุสานประจำเมืองมาเพื่อนำมาขายให้แก่นักท่องเที่ยว เรื่องนี้ทำให้กมลารู้สึกโกรธและผิดหวังในตัวของซาลิมเช่นเดียวกัน แต่ทั้งคู่กลับเริ่มเข้าใจในเหตุผลของอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะเนื่องจากความยากจน ไร้การศึกษา และหมดหนทางในการทำมาหากิน ซาลิมจึงเลือกที่จะนำดอกไม้ทั้งหมดไปคืนที่เดิมเพื่อเอาชนะใจกมลา ความเข้าใจกันและกันอย่างถ่องแท้ทำให้ทั้งคู่เรียนรู้ใจของอีกฝ่ายว่า พวกเขาทั้งคู่นั้นรักกันเข้าแล้วจริง ๆ


    แต่แล้วซาลิมกับกมลาบังเอิญเดินผ่านไปที่บาร์ลับที่กมลาทำงานอยู่ ตำรวจได้ทำการเข้าจับกุมบรรดาแมงดาและบรรดาผู้หญิงที่ทำงานเต้นในบาร์แห่งนั้น กมลาและซาลิมจึงรีบวิ่งหนีทันที แต่ไม่ทันสายตาของไมค์ที่ขับมอเตอร์ไซค์ไล่ตามทั้งคู่และร้องบอกให้ตำรวจไล่ตามทั้งคู่


    ซาลิมได้พากมลาไปหลบซ่อนตัวในที่ที่ปลอดภัย ส่วนเขานั้นได้วิ่งออกไปล่อตำรวจและไมค์ไปทางอื่นจนเขาได้วิ่งไปตัดหน้ารถเก๋งคันหรูที่ขับมาโดยบังเอิญ ซาลิมจึงเสียชีวิตจากการถูกดาราภาพยนตร์คนโปรดของเขาขับรถชนนั่นเอง


    เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กมลารีบวิ่งออกมากอดเขาไว้และซาลิมได้สิ้นใจในอ้อมกอดของเธอความฝันที่จะใช้ชีวิตร่วมกับซาลิมของกมลาจึงต้องสลายไป ฝ่ายแอนโทนีที่เดินทางมาเดทกับเชอร์ลีย์ที่บ้านก็ได้พบว่า เชอร์ลีย์นอนเสียชีวิตบนโซฟาของเธอไปแล้วในชุดเจ้าสาวบนโต๊ะของเธอได้เขียนพินัยกรรมทรัพย์สินของเธอ และเธอได้ตอบรับรักแอนโทนีผ่านจดหมายเล็ก ๆ ที่บอกว่า เธอมอบเปียโนแสนรักของเธอให้เขาเป็นของขวัญ


    กมลาจำต้องทิ้งความฝันของเธอไปพร้อมกับเดินหน้าใช้ชีวิตที่เหลือของเธอต่อโดยเธอได้ยกเลิกสัญญาทำงานที่ดูไบกับไมค์ เลิกเป็นสาวนักเต้นและช่วยปู่กับแอนโทนีเปิดร้านซ่อมของเก่าและขายของมือสองชื่อว่า "Bombay Rose" จากเงินทุนเล็ก ๆ ที่เชอร์ลีย์ยกให้พวกเขาหลังจากที่เธอเสียชีวิตเพื่อเป็นทุนการศึกษาของทาราและเพื่อเป็นทุนทรัพย์สำหรับครอบครัวของกมลา พวกเขาจึงได้เริ่มต้นชีวิตอีกครั้งที่เปี่ยมด้วยความหวังครั้งใหม่


    ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่อง Bombay Rose
    1) ประเด็นสิทธิสตรีในอินเดีย
    2) ประเด็นความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิม
    3) ประเด็นการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี และการใช้แรงงานเด็ก
    4) ประเด็นความสำคัญของการศึกษา
    5) ประเด็นความเหลื่อมล้ำของสังคมอินเดีย
    6) ประเด็นการเป็นสังคมอนุรักษ์นิยมแต่เต็มไปด้วยสิ่งผิดกฎหมายและศีลธรรม
    7) ประเด็นการยึดติดและการปล่อยวาง


    เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและเรื่องน่ารู้น่าสนใจที่เรามองเห็นใน Bombay Rose

    ภาษาดอกไม้สื่อความในใจ
    แม้จะเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งขนบความเป็นอินเดียและในเรื่อง จะมีการใช้ "ดอกไม้" เป็นสื่อหรือสัญลักษณ์แทนอะไรหลาย ๆ อย่างในเรื่อง เช่น นางเอกชื่อ กมลา ซึ่งแปลว่า ดอกบัว และดอกบัวก็ยังสื่อถึงหัวใจหรือความรักก็ได้ และดอกบัวที่มีการเติบโตโผล่พ้นโคลนตมยังสะท้อนการก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ ในอดีตหรือหลุดพ้นความทุกข์หรือบาปทั้งปวงของเธอได้ด้วย ส่วนดอกกุหลาบสีแดงที่เป็นสื่อแทนความรักโรแมนติค หรือในเรื่องถูกมองว่าเป็นตัวแทนของความรักที่ซาลิมมีให้กมลา ดอกมะลิที่กมลานำมาร้อยมาลัยเป็นสื่อแทนของความรักบริสุทธิ์ และสีขาวก็มีความหมายที่ดีในศาสนาฮินดู ซึ่งแทนความบริสุทธิ์และเทพเจ้าทั้งหลายเช่นกัน


    เราชอบการสอดแทรกวัฒนธรรมการจีบกันแบบภารตะโบราณในเรื่องมาก ๆ คือมันจะมีฉากที่ซาลิมบอกความในใจผ่านการเอาดอกกุหลาบไปวางให้กมลา และเขาก็มีอาการแอบลุ้นว่า กมลาจะรับกุหลาบของเขาหรือไม่ ปรากฏว่า กมลานั้นได้นำเอาดอกกุหลาบไปเสียบประดับผมของเธอและหันไปยิ้มให้เขา เมื่อนานวันเข้า กมลาแสดงออกความรักของเธอ ผ่านการนำเอากลีบกุหลาบไปร้อยมาลัยร่วมกันดอกมะลิเพื่อสื่อถึงความต้องการที่จะผูกสัมพันธ์กับซาลิม ทำให้ซาลิมดีใจมาก ๆ ออกไปเต้นกลางถนนกับขบวนแห่งานแต่งของคนอื่นเลย 555


    ซึ่งถ้าใครได้ดูหนังอินเดียบ่อย ๆ เคยอ่านหนังสือกามาสูตร (Kamasutra) หรืออาจจะจำบทนึงในนิทานเวตาลได้ว่า มีการบอกรักกันระหว่างพระนางผ่านการใช้ดอกบัวและการทำท่าต่าง ๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า การให้ดอกไม้และการนำดอกไม้ไปแนบอกหรือประดับผม นี่เป็นวิธีการใช้ภาษากายในการสื่อสารความในใจของหนุ่มสาวอย่างแนบเนียนและสงวนท่าทีในสังคมที่ค่อนข้างปิดกั้นการพบปะกันของหญิงชายอย่างอินเดีย


    และเรายังเห็นว่า มีการใช้ชื่อดอกไม้แทนค่า "เพศหญิง" ในบทสนทนาระหว่างซาลิมและพ่อค้าขายของจุกจิกโดยการที่พ่อค้านั้นได้สังเกตเห็นว่าซาลิมและกมลานั้นมีใจให้กัน เขาจึงพยายามแนะนำและตักเตือนแบบอ้อม ๆ เชิงหยอกล้อว่าซาลิมนั้นควรรักกับหญิงสาวที่เป็นมุสลิมมากกว่ารักกับหญิงสาวชาวฮินดูโดยการพูดถึงผู้หญิงมุสลิมคนอื่น ๆ โดยแทนค่าพวกเธอเป็นดอกไม้ ซึ่งชื่อของดอกไม้ต่าง ๆ ก็ล้วนมีความหมายในแง่ของความรัก ความสวยงาม เพราะมีกลิ่นหอม สีสันสวยงาม เช่น กุหลาบ มะลิ จำปา เป็นต้น

    "Careful, Salim. She's Hindu"
    (ระวังหน่อยนะซาลิม เธอเป็นฮินดูนะ)

    "Who? The Jasmine?"
    (ใครครับ ดอกมะลิเหรอ)

    "You know what I mean, right?" (นายก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร)

    "Champa, Chameli, Gulab...All Hindu names"
    (จำปา มะลิ กุหลาบ ก็เป็นชื่อภาษาฮินดีทั้งนั้นไม่ใช่เหรอครับ)

    "When did you say that?"
    (นายไปเอาที่ไหนมาพูดน่ะ)"

    Gulab could be a Muslim name, like Gulab Khan"
    (คำว่ากุหลาบน่ะเป็นชื่อมุสลิมต่างหากนะ เช่น สาวชื่อกุหลาบ ข่านไง)
    *นามสกุล "ข่าน" เป็นนามสกุลของคนมุสลิม

    "What about Gulab Singh? or Gulab Chand?"
    (แล้วสาวที่ชื่อกุหลาบ สิงห์ หรือ กุหลาบ จันทร์ ล่ะครับ)
    *นามสกุล "สิงห์" หรือ "จันทร์" เป็นนามสกุลของคนฮินดู

    "And what about Chameli Khatoon?"
    (นายคิดว่าสาวที่ชื่อ มะลิ คาทูน เป็นไงล่ะ)
    *นามสกุล "คาทูน" เป็นนามสกุลของคนมุสลิม

    "Lovely fragrance"
    (กลิ่นหอมดีนะ)

    "You mean the scent?"
    (นายพูดถึงกลิ่นดอกไม้ใช่มั้ยเนี่ย)


    ความรักต้องห้ามที่ไม่มีวันเป็นจริง
    เราสังเกตเห็นว่า ภาพความฝันและจินตนาการของกมลาเกี่ยวกับความรักของเธอและซาลิมนั้นช่วยให้เราเข้าใจถึงความรักที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในโลกของความเป็นจริง และในภาพจินตนาการของเธอนั้น เธอคือเจ้าหญิงผู้แสนซนที่แอบลอบออกจากปราสาท ข้ามคูน้ำสายเล็ก ๆ เข้าไปเดินเล่นในป่าจนได้เจอเจ้าชายชาวมุสลิมที่มาล่าสัตว์และมีการวิ่งข้ามเขาจีบกันอย่างน่ารัก ๆ ด้วยนะ 555


    การก้าวข้ามคูน้ำนั้นสื่อถึงยังสื่อถึงการก้าวข้าม กฎเกณฑ์ของสังคมที่ขีดแบ่งกั้นเอาไว้ ว่าชาวฮินดูไม่ควรแต่งงานกับชาวมุสลิมอีกด้วยและยังสื่อถึงการมีความรักอันไร้พรมแดน ไม่ว่าเราจะมีเชื้อชาติใด ศาสนาใด เราก็ล้วนมีความรักให้กันได้ เนื่องจากสังคมชาวมุสลิมหรือชาวฮินดูล้วนเป็นสังคมที่มีค่านิยมและธรรมเนียมในสังคมที่เคร่งครัด 


    ดังนั้น เราจะได้เห็นว่า ทั้งซาลิมและกมลาก็ล้วนมีภาพฝันที่สวยงามเกี่ยวกับความรักความต้องการของตนเองที่ไม่อาจเล่าให้ใครฟังได้ เพราะเป็นเรื่องต้องห้ามนั่นเอง

    นับว่าเป็นแอนิเมชั่นนอกกระแสจากอินเดียที่ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก การดำเนินเรื่องอาจจะเอื่อยเฉื่อย ประเด็นอาจจะไม่สนุก ไม่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ชอบ แต่สำหรับเรา มันคือแอนิเมชั่นน้ำดีเรื่องนึงเลยค่ะ เราให้ 8/10

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in