Just Enjoy The Show: ตีตั๋วดูหนังLittle Miss Luna's Cabinet of Curiosities
Akira Kurosawa's Dreams - 夢 (1990): เมื่อ "ธรรมชาติ" สื่อสารกับ "มนุษย์" (2)
  • (ต่อจากตอนที่ 1 นะคะ)



    ความฝันเรื่องที่ 5: อีกา (Crows)
    นักศึกษาศิลปะนายหนึ่งพบว่า ตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกงานศิลปะของวินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent Van Gogh) ซึ่งเขาได้พบกับฟาน ก็อก ในทุ่งข้าวและได้พูดคุยกับศิลปินในดวงใจฟานก็อกเล่าว่า เขาวาดภาพเหมือนหูของตัวเองไม่เหมือนสักที ดังนั้นเขาจึงตัดมันออกจากนั้นฟาน ก็อกก็กล่าวลาและขอตัวไปวาดภาพต่อ นักศึกษาศิลปะนายนั้นก็พยายามวิ่งออกติดตามศิลปินคนโปรดและเดินทางผ่านผลงานของฟาน ก็อกหลายชิ้น จนได้มาพบว่า ศิลปินของเขามุ่งหน้าไปตามทางของทุ่งข้าวสาลีสีทองที่เต็มไปด้วยอีกาฝูงใหญ่บินเต็มท้องฟ้าสีครามแต่ให้ความรู้สึกหม่นหมองและน่ากลัว


    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: ในความฝันตอนที่ 5 นี้ คุโรซะวะได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานศิลปะฝีมือของศิลปินชื่อก้องโลก วินเซนต์ ฟาน ก็อก และผลงานดนตรีคลาสสิค Prelude No. 15 in D-flat major ("Raindrop") โดย โชแปง (Chopin) โดยเขามองเห็นความสอดคล้องกันระหว่างผลงานศิลปะและผลงานดนตรีของสุดยอดศิลปินทั้งคู่ว่าสามารถสะท้อนความงดงามของธรรมชาติและจิตใจมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ผ่านความอ่อนช้อยละมุนละไมของฝีแปรงและเมโลดี้เปียโนหวาน ๆ ในท่อนอินโทรของดนตรี ในทางกลับกัน ภาพโทนสีสันสดใสพร้อมกับคู่สีที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับจังหวะที่หนักหน่วง เข้มข้น ของการบรรเลงเปียโนในช่วงท้าย ๆ ก็ได้นำเสนอให้เห็นถึงความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอยู่ภายในใจและปมปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ของชีวิตอันแสนสั้นและแสนเศร้าของศิลปินทั้งคู่ที่ต้องจบชีวิตลงในวัยเพียง 37 ปี (ฟาน ก็อก) และวัยเพียง 39 ปี (โชแปง)


    จึงทำให้ต่อมามีคำเรียกขานศิลปินที่มีความหมายในแง่ลบว่า "ศิลปินไส้แห้ง" หรือ "ศิลปินผู้แสนเศร้า" (Tortured Artist) ที่ตลอดชีวิตผลงานของพวกเขามักไม่เป็นที่รู้จัก ได้รับการดูถูกเหยียดหยามและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากผู้คนในสังคม ในระหว่างที่บรรดาศิลปินต้องเดินทางทำตามความฝัน บางคนอาจต้องประสบเคราะห์กรรม ไร้ญาติขาดมิตรจากผู้เป็นที่รัก ป่วยเป็นโรคร้ายที่ไม่อาจหายขาด อย่างเช่น ฟาน ก็อกที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (Depression) และมีอาการทางจิตจนตัดหูของตัวเองทิ้ง และในที่สุดเขาจึงตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยการยิงตัวเองเพื่อหนีจากความทุกข์ทรมานในจิตใจของตนเอง หรือโชแปงที่ป่วยเป็นวัณโรคเรื้อรัง (Tuberculosis) และเสียชีวิตลงในที่สุด


    แต่น่าเศร้าที่หลังจากที่พวกเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ผลงานของพวกเขากลับเป็นที่ยอมรับอย่างมากในผู้คนทุกชนชั้น ถึงความงดงามในผลงานศิลปะหลายแขนงที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติรอบตัวเพื่อออกมาเป็นสิ่งสามารถจับต้อง มองเห็น หรือได้ยินได้

    "A scene that looks like a painting doesn't make a painting.If you look closely, all of nature has its beauty.When that natural beauty is there, I just lose myself in it.And then, as if in a dream, the scene just paints itself for me.But it's so difficult to hold it inside."

    (ฉากที่ดูสวยเหมือนภาพวาดน่ะไม่ใช่ต้นแบบของภาพวาดที่ดีหรอกนะถ้านายมองดูดี ๆ ธรรมชาติรอบตัวนายนั้นมีความงดงามของมันอยู่ในตัวและเมื่อฉันมองเห็นความงามของธรรมชาติ ฉันจะปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับมันแล้วจากนั้น เหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน ภาพนั้นก็จะปรากฎขึ้นมาด้วยตัวของมันเองแต่การเก็บความรู้สึกประทับใจเอาไว้ภายในนั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน)


    นี่เป็นคำกล่าวของฟาน ก็อกที่ทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานของเขาซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติและใช้จิตวิญญาณทั้งหมดของเขาในการทำความเข้าใจธรรมชาติและซึมซับความงดงามนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของศิลปะแบบประทับใจยุคหลัง (Post-impressionism) ที่มักมีการใช้สีแปรงที่หยาบ สีสันที่จัดจ้านร้อนแรงหรือคู่สีที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อแสดงออกถึงความงามของสิ่งต่าง ๆรอบตัวและแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินไปพร้อม ๆ กันด้วย

    โดยภาพสุดท้ายในชีวิตของฟาน ก็อก นั่นก็คือภาพอีกา (Crows) ที่เราสามารถรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวของสีสันที่ตัดกันอย่างผิดธรรมชาติและอีกาที่บินแตกกระเจิงก็สะท้อนสภาวะจิตใจอันแตกสลายและผิดปกติของเขาในวาระสุดท้ายของชีวิตนั่นเอง


    ความฝันเรื่องที่ 6: ฟูจิพิโรธ (Mount Fuji in Red)
    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิได้เกิดการระเบิดขึ้นมาทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยควันสีแดงและชาวญี่ปุ่นหลายล้านคนหลบหนีไปยังริมชายทะเลด้วยความหวาดกลัว ในที่สุดก็เหลือเพียงผู้ชายสองคน ผู้หญิงและลูกเล็ก ๆ อีกสองคนของเธอ ชายสูงอายุที่สวมชุดสูทธุรกิจอธิบายกับชายหนุ่มว่าผู้คนอื่น ๆ ได้กระโดดน้ำตายลงทะเลไปหมดแล้ว จากนั้นเขาก็กล่าวว่าสีต่าง ๆ ของกลุ่มควันที่ลอยอยู่นั้นแสดงถึงจำนวนไอโซโทปกัมมันตภาพรังสีที่มีปริมาณแตกต่างกัน โดยสีแดงหมายถึงพลูโทเนียม-239 (Plutonium-239) ซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ สีเหลืองหมายถึงสตรอนเทียม-90 (Strontium-90) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและสีม่วงหมายถึงซีเซียม-137 (Cesium-137) ซึ่งเป็นสาเหตุของความผิดปกติแต่กำเนิด จากนั้นเขาก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความไร้ประโยชน์ของก๊าซอันตรายดังกล่าว
    หญิงสาวเมื่อได้ยินคำอธิบายเหล่านี้ก็รู้สึกหวาดกลัวก่อนที่จะสาปแช่งผู้รับผิดชอบอย่างโกรธจัดและเธอก็รู้สึกผิดหวังต่อคำรับรองความปลอดภัยที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้ให้ไว้ก่อนเกิดภัยพิบัติ ชายในชุดสูทจึงได้แสดงความเสียใจออกมาโดยบอกว่า เขามีส่วนรับผิดชอบต่อภัยพิบัติครั้งนี้ชายอีกคนมองดูเมฆกัมมันตภาพรังสีหลากสีเคลื่อนตัวเข้ามา เมื่อเขาหันกลับไปหาคนอื่น ๆ ที่ชายฝั่ง เขาเห็นผู้หญิงคนนั้นกรีดร้องออกมาชายที่สวมสูทได้กระโดดลงสู่คลื่นทะเลไปแล้ว และแล้วเมฆฝุ่นสีแดงก็เข้าปกคลุมพวกเขาทำให้ผู้เป็นแม่ถอยกลับด้วยความหวาดกลัว ชายคนนั้นพยายามที่จะปกป้องแม่และลูก ๆ ของเธอโดยใช้แจ็คเก็ตของเขาพัดคลื่นกัมมันตภาพรังสีออกไป


    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: ในความฝันเรื่องนี้ ภูเขาไฟฟูจิ (富士山, Fujisan) ได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความโกรธเกรี้ยวของเทพเจ้าแห่งไฟหรืออีกนับหนึ่งก็คือธรรมชาติที่ได้ทำการลงโทษมนุษย์ผ่านการกระทำของมนุษย์เอง เนื่องจากมนุษย์ได้สร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่บริเวณเชิงเขาภูเขาไฟฟูจิ และอาจจะเป็นเพราะอุบัติเหตุหรือเพราะความร้อนจากใต้พื้นพิภพก็ไม่ทราบได้ ทำให้โรงไฟฟ้าเกิดระเบิดขึ้นมาซึ่งส่งผลให้มีควันกัมมันตภาพรังสีกระจายออกมาด้วย พร้อมกันนั้นแรงระเบิดยังส่งผลให้ภูเขาไฟฟูจิเริ่มพ่นลาวาอีกครั้ง หลังจากไม่มีการปะทุมาเป็นเวลานับ 300 กว่าปีแล้ว ชายสวมสูทในเรื่องก็คือตัวแทนของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งมารับรู้ว่า อีกด้านของนวัตกรรมสุดล้ำสมัยและการกระทำของพวกตนนั้นได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่มวลมนุษยชาติเกินที่จะรับไหว เขาจึงขอพ่ายแพ้ ยอมรับชะตากรรมและผลกรรมของตนเองโดยการยอมให้ธรรมชาติลงโทษ (จมน้ำตาย) ส่วนเด็ก ๆ และคนบริสุทธิ์อื่น ๆ อีกมากมายก็ต้องได้รับกรรมทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด นี่จึงเป็นตอนที่สะท้อนให้เห็นถึงความพังพินาศของโลกมนุษย์ด้วยความหยิ่งทะนงใน ความรู้ ความสามารถ ความอยากได้ความอยากมี ความอยากเป็น อันไม่รู้จักจบสิ้นของมนุษย์กลุ่มหนึ่งนั่นเอง


    ความฝันเรื่องที่ 7: ยักษากันแสง (The Weeping Demon)
    ชายคนหนึ่งพบว่า ตัวเองกำลังเดินเตร่ไปทั่วดินแดนที่เป็นภูเขาและมีหมอกหนาที่เย็นจัดเขาได้พบกับยักษ์ตนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่มีเขาหนึ่งแท่งงอกอยู่บนหัวของมัน ยักษ์ตนนั้นอธิบายว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยนิวเคลียร์ ซึ่งส่งผลให้ธรรมชาติสูญเสียความสมดุลและเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไป เช่นดอกแดนดิไลออนสูงตระหง่านกว่ามนุษย์ และมนุษย์ก็มีเขางอกขึ้นมามันอธิบายเพิ่มเติมว่า ยักษ์ที่มีเขาเดียวอย่างมันจะกลายเป็นอาหารของพวกยักษ์ที่มีสองเขาหรือสามเขา และในตอนค่ำ พวกมันจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างแทบขาดใจแต่ก็ไม่สามารถตายได้ ดังนั้นพวกมันจึงร้องโหยหวนด้วยความทุกข์ทรมานในตอนกลางคืน ยักษ์จำนวนมากนั้นอดีตเคยผู้มีอำนาจในสังคมที่คอยขูดรีดเงินและภาษีจากประชาชน ซึ่งในขณะนี้ต้องทนทุกข์ในนรกซึ่งเหมาะสมกับบาปของพวกเขา
    ยักษ์ได้เตือนชายคนนั้นให้หนีไป เมื่อชายคนนั้นถามว่า เขาควรไปที่ใดยักษ์ไม่ตอบแต่กลับถามว่า เขาอยากเป็นปีศาจด้วยหรือไม่ชายผู้ตื่นตระหนกจึงวิ่งหนีจากที่เกิดเหตุโดยมียักษ์ตนนั้นวิ่งไล่ตามหมายจะฆ่าเขาเพื่อเป็นอาหาร


    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: ความฝันในตอนนี้ สามารถกล่าวได้ว่า สืบเนื่องมาจากความฝันในตอนที่ 6 ซึ่งคุโรซะวะได้นำเอาตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับผีและปีศาจของญี่ปุ่น (妖怪, Yōkai) มาเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่ได้ทำลายธรรมชาติพร้อมทั้งกอบโกยเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติและมนุษย์ด้วยกันเองด้วยด้วย "ยักษ์" หรือ "โอนิ" (鬼, Oni) อันเป็นปีศาจที่มักอาศัยอยู่ตามภูเขาถ้ำ ป่ารกทึบ เกาะร้าง ซึ่งชอบดักคอยนักเดินทางและจับมากินเป็นอาหารอันสะท้อนถึงระบบทุนนิยมแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กที่ขูดเลือดขูดเนื้อของคนที่ตกอยู่ภายใต้ระบบคล้ายคลึงกับการจับมนุษย์มากลืนกินของยักษ์

    อีกทั้งภาพของสิ่งแวดล้อมที่เสียสมดุล เต็มไปด้วยเศษซากของความตายและบ่อน้ำสีแดงฉานเต็มไปด้วยเลือดนั้นไม่ต่างอะไรกับภาพของขุมนรกแบบญี่ปุ่น (地獄, Jigoku) ตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานที่ได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายแบบพุทธนิกายเถรวาท (नरक, Narak, นรก) ที่เหล่าคนชั่วต้องถูกนำตัวมาทรมานให้สมกับผลกรรมที่ได้ทำมา


    ความฝันเรื่องที่ 8: หมู่บ้านกังหันน้ำ (Village of the Watermills)
    ชายคนหนึ่งท่องเที่ยวเข้าไปในหมู่บ้านที่สงบและเต็มไปด้วยลำธารซึ่งเขาเห็นเด็ก ๆ กำลังวางดอกไม้บนหินก้อนใหญ่ เขาได้พบกับชายชราผู้หนึ่งกำลังซ่อมกังหันน้ำที่ชำรุด ชายชราบอกชายหนุ่มว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านเรียกตัวเองอย่างง่าย ๆ ว่า "ชาวบ้าน" และคนภายนอกเรียกหมู่บ้านนี้ว่า "หมู่บ้านกังหันน้ำ"เมื่อชายหนุ่มถามถึงการขาดไฟฟ้าในหมู่บ้าน ชายชราจึงอธิบายว่า คนในหมู่บ้านของเขาตัดสินใจทิ้งเทคโนโลยีสมัยใหม่มานานแล้ว เพราะความสะดวกสบายสมัยใหม่นั้นมักสร้างมลพิษให้แก่ธรรมชาติเสมอ

    ชายหนุ่มได้ถามชายชราเกี่ยวกับหินที่เด็ก ๆ วางดอกไม้ไว้ ชายชราจึงบอกเขาว่าเมื่อนานมาแล้ว มีนักเดินทางที่ป่วยคนหนึ่งเสียชีวิต ณ จุดนั้นชาวบ้านจึงฝังร่างของเขาไว้ที่นั่นแล้ววางหินไว้ที่นั่นเพื่อเป็นป้ายหลุมศพนับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านจะนำดอกไม้มาวางกันเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ต่อมา ชายหนุ่มและชายชราได้ยินเสียงขบวนแห่ศพของหญิงชราที่อยู่ใกล้เคียงดังแว่วมา แทนที่จะไว้ทุกข์ให้กับการตายของเธอ แต่ผู้คนในขบวนแห่กลับเฉลิมฉลองการสิ้นสุดชีวิตอันยาวนานของเธออย่างมีความสุข ด้วยเหตุผลที่ว่า เธอได้ใช้ชีวิตอันมีความสุขมาจนถึงเวลาอันสมควรแล้ว จึงควรให้เกียรติเฉลิมฉลองให้แก่เธอแทนการโศกเศร้าเสียใจชายชราจึงเดินไปร่วมขบวนด้วยความสนุกสนาน ก่อนลาจากหมู่บ้านนั้นชายหนุ่มได้วางดอกไม้ไว้บนป้ายหินก้อนนั้นก่อนออกจากหมู่บ้านไป


    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: ความฝันตอนสุดท้ายนี้ เป็นเสมือนตอนจบที่ชุบชูใจและเป็นการบอกว่า หากมนุษย์เราปรับตัวเข้าหาธรรมชาติช่วยการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการผลิตวัตถุสิ่งของหรือลดการก่อมลพิษลงบ้าง ธรรมชาติก็จะยังอยู่กับเราไปได้อีกนาน อีกทั้งยังได้สะท้อนภาพของการใช้ชีวิตอันสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติยอมรับและเข้าใจธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น เช่น การเข้าใจถึงวงจรชีวิตของสิ่งมีชีวิต การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติหากมนุษย์สามารถฝึกจิตใจให้เป็นกลาง วางเฉยกับทุกสิ่งได้ชีวิตและจิตใจของเราจะสงบและมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งวัตถุสิ่งของใด ๆ เลย

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in