Just Enjoy The Show: ตีตั๋วดูหนังLittle Miss Luna's Cabinet of Curiosities
Akira Kurosawa's Dreams - 夢 (1990): เมื่อ "ธรรมชาติ" สื่อสารกับ "มนุษย์" (1)

  • Dreams (夢, Yume หรือที่รู้จักในชื่อ Akira Kurosawa's Dreams) เป็นภาพยนตร์แนวเหนือจริง (Magical Realist) ในปี 1990 ซึ่งประกอบด้วยภาพยนตร์สั้นจำนวน 8 เรื่องที่เขียนและกำกับโดย อาคิระ คุโรซะวะ (Akira Kurosawa) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากความฝันจริงที่คุโรซะวะอ้างว่า เขาฝันมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาในรอบ 45 ปีที่เขาเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เพียงคนเดียว โดยมีการร่วมผลิตภาพยนตร์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและหลายประเทศทั่วโลก และได้รับความช่วยเหลือจากจอร์จ ลูคัส(George Lucas) และสตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) และได้รับทุนสนับสนุนจาก Warner Bros. แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกคัดเลือกให้ออกจากการแข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 1990 แต่ก็ได้กลายเป็นภาพยนตร์คลาสสิคขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งที่ได้การวิจารณ์ในเชิงบวกมาโดยตลอดโดยรวมแล้ว Dreams ได้กล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ เช่น คติชนพื้นบ้าน เพศ ช่วงวัยจิตวิญญาณ ศิลปะ ความตาย ความผิดพลาดและการล่วงละเมิดต่อธรรมชาติที่มนุษย์กระทำ 


    ความฝันเรื่องที่ 1: ฝนตกแดดออก จิ้งจอกแต่งงาน (Sunshine Through the Rain) 
    เด็กชายคนหนึ่งอยากจะออกไปวิ่งเล่นในช่วงที่ฝนตกแดดออกแต่แม่ของเขาบอกให้เขาอยู่บ้านพร้อมกับเตือนเขาว่า พวกสุนัขจิ้งจอกจะจัดงานแต่งงานในช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศแบบนี้ และพวกมันไม่ต้องการให้ใครเห็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้แต่เด็กชายไม่สนใจคำเตือนของแม่ เขาได้เดินเข้าไปในป่าที่ซึ่งเขาได้เห็นขบวนแห่เจ้าสาวจิ้งจอกที่สวยงามแช่มช้า ทว่าแฝงด้วยความเยือกเย็นและน่ากลัวอยู่ในทีไม่นานเหล่าสุนัขจิ้งจอกก็จับได้ว่าเขาแอบมองอยู่ ทำให้เด็กชายตกใจมากและวิ่งกลับบ้านและพบว่า แม่ของเขาคอยอยู่ที่หน้าประตู เธอบอกว่ามีสุนัขจิ้งจอกที่โกรธจัดตัวหนึ่งมาหาเขาที่บ้านพร้อมกับทิ้งมีดเล่มหนึ่งฝากไว้ให้เขา แม่ยื่นมีดเล่มนั้นกับเด็กชายเธอไม่ยอมให้เขาเข้าบ้านและบอกเขาว่า เขาต้องไปขอโทษพวกสุนัขจิ้งจอกโทษฐานที่เขาไปเห็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรรู้เห็น นอกจากนี้ เธอยังเตือนว่าหากพวกสุนัขจิ้งจอกไม่ได้อภัย เขาจะต้องปลิดชีพตัวเองเด็กชายจึงต้องหยิบมีดเล่มนั้นไปด้วยแล้วออกเดินทางเข้าสู่ภูเขามุ่งหน้าไปยังที่เชิงเขาใต้สายรุ้งที่มีความเชื่อกันว่า เป็นที่อยู่ของบรรดาสุนัขจิ้งจอก


    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: ความฝันเรื่องที่หนึ่งนี้ คุโรซะวะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นเกี่ยวกับปีศาจจิ้งจอก (狐, Kitsune) อันเล่าว่า สุนัขจิ้งจอกนั้นเป็นบริวารของเทพเจ้าแห่งการเกษตรอินาริ โอคามิ (稲荷大神, Inari-Okami) ซึ่งคอยปกป้องคุ้มครองพืชผลและดูแลสภาพอากาศที่เอื้อต่อการทำการเกษตรของมนุษย์ด้วยและด้วยความที่สุนัขจิ้งจอกนั้นถูกมองว่ามีลักษณะเจ้าเล่ห์ (Tricksters) และมีพลังอำนาจวิเศษที่สามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่าง ๆ ได้ (Shapeshifting) ประกอบกับพฤติกรรมที่ชอบออกหากินสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เป็นศัตรูพืชในนาข้าวและมักชอบออกมาหลังจากฝนหยุดตกใหม่ ๆ ดังนั้น จึงมีอีกความเชื่อเกิดขึ้น นั่นก็คือ การแต่งงานของสุนัขจิ้งจอก (狐の嫁入り,Kitsune No Yomeiri) ซึ่งเชื่อว่า เมื่อเกิดสภาวะฝนตกแดดออก เหล่าสุนัขจิ้งจอกจะทำพิธีแต่งงานกัน โดยเดินแห่ขบวนเจ้าสาวไปยังบ้านเจ้าบ่าวในป่า โดยตำนานเล่าว่าในอดีตมักมีนักเดินทางเห็นแสงจากโคมไฟวับ ๆ แวม ๆ ที่ไม่รู้ที่มาในป่าช่วงพลบค่ำหรือหลังฝนตกใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งถูกเรียกว่า ลูกไฟจิ้งจอก (狐火, Kitsunebi) และผู้ที่พบเห็นต้องหลบซ่อนตัวให้ดี เพราะปีศาจจิ้งจอกมักไม่พอใจถ้ามนุษย์เข้ามารู้เห็นพิธีกรรมอันลึกลับของพวกมันเข้าและจะหาทางกลับมาเล่นงานคนคนนั้น


    และเนื่องจากชาวญี่ปุ่นโบราณได้เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับความเชื่อเรื่องเทพเจ้าจึงมีการเคารพและให้เกียรติธรรมชาติเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่งดังนั้นในตอนนี้ เราเลยตีความว่า คุโรซะวะได้นำเอาตำนานพื้นบ้านอันลึกลับที่พยายามจะเล่าถึงปรากฎการณ์ธรรมชาติกับลักษณะช่างสงสัยของมนุษย์มาผสมผสานและเล่นได้อย่างพอดี เพราะเป็นตอนที่บอกว่า ในบางครั้งมนุษย์ก็มีความอยากรู้อยากเห็นมากเกินในไปในสิ่งที่ไม่ควรรู้หรือไม่ควรเข้าไปยุ่งเช่น เราจะสังเกตได้ว่า แม่ของเด็กชายได้เตือนเขาแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนที่ฝนตกแดดออก แต่เขากลับไม่ฟังและวิ่งเข้าป่าไปเห็นขบวนจิ้งจอกจนได้ซึ่งสื่อถึง การเข้าไปยุ่มย่ามในโลกของเทพเจ้าหรือวิถีของธรรมชาติจนเกินควรของมนุษย์จนทำให้ธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไป และยังสื่อได้ว่าการที่มนุษย์เข้าไปรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่ามาก ๆ นั้น จะทำให้สัตว์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจทำให้สัตว์ป่านั้นเกิดอาการเครียด ตกใจ จนต้องอพยพย้ายถิ่นไปหรืออาจจะเริ่มเชื่องมาก ๆ จนเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้น บางทีกล้าที่จะเข้ามาคุ้ยขยะหรือหากินในถิ่นของมนุษย์อันเสี่ยงต่อการถูกล่าได้ง่าย เป็นต้น


    นอกจากนี้ ยังเป็นการแซะกระบวนการคิดและค้นหาเหตุผลของธรรมชาติในแบบวิทยาศาสตร์อยู่หน่อย ๆ เพราะการค้นพบความลับของธรรมชาติแบบวิทยาศาสตร์นั้นบ่อยครั้งก็ทำให้เกิดความสูญเสียมากมายทั้งพืช สัตว์ ภูมิประเทศ หรือแม้กระทั่งตัวมนุษย์เองจากการทดลองหรือการค้นหาความจริงนั้น ซึ่งต่างกับตำนานพื้นบ้านซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า ตำนานพื้นบ้านนั้นไม่ได้บอกเล่าให้เราเห็นถึงความจริงของธรรมชาติอย่างถ่องแท้แบบที่วิทยาศาสตร์ทำ เพียงแต่มุ่งเน้นให้เราเข้าใจถึงการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติและเพียงแต่ให้เราตระหนักรู้ว่า ธรรมชาติมีวิถีการดำเนินไปอย่างไรก็เพียงพอแล้วและเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีของธรรมชาติรอบตัวไม่ใช่การปรับเปลี่ยนธรรมชาติให้เข้ากับตัวเรา เพราะมนุษย์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งและเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในระบบธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เท่านั้น ดังนั้น มนุษย์จึงควรให้ความเคารพและรู้ถึงความสำคัญของธรรมชาติ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งคำสอนและแนวคิดอีกแบบหนึ่งของพุทธศาสนาแบบเซน (Zen) และลัทธิชินโต (Shinto) ของญี่ปุ่นซึ่งสะท้อนจากมุมกล้องที่คุโรซะวะพยายามจะถ่ายทอดผ่านการเปรียบเทียบขนาดของต้นไม้ ภูเขา ทะเล กับตัวมนุษย์ที่ดูแล้วเล็กจิ๋วลงไปทันที


    ความฝันเรื่องที่ 2: สวนพีช (The Peach Orchard) วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของฮินะมัตสึริ (เทศกาลฉลองวันเด็กผู้หญิงด้วยการจัดโต๊ะประดับตุ๊กตา) เด็กชายได้ช่วยเหลือพี่สาวของเขาทำพิธีเฉลิมฉลองนั้นและเห็นเด็กสาวคนหนึ่งในชุดสีชมพูยืนอยู่ในบ้านของเขาโดยไม่มีใครมองเห็นเธอยกเว้นแต่เด็กชายแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น เด็กชายจึงคิดว่าเธอเป็นเพื่อนของพี่สาว เขาจึงวิ่งตามเธอออกไปยังสวนพีชของครอบครัว แต่แล้วก็มีเหล่าผู้คนในชุดญี่ปุ่นโบราณปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาบนเนินเขาของสวนผลไม้และบอกกับเขาว่า พวกเขาเป็นวิญญาณของตุ๊กตาที่ชื่นชอบดอกพีชที่บานสะพรั่ง แต่ครอบครัวของเด็กชายกลับโค่นต้นพีชในสวนไปขายจนหมด ทำให้เหล่าวิญญาณของต้นพีชนั้นไม่มีที่อยู่และพากันจากสวนนี้ไป พร้อมกันนั้นเหล่าตุ๊กตาทั้งหลายได้ดุด่าว่ากล่าวเด็กชายและบอกว่าพวกเขาจะไม่มาเหยียบบ้านของเด็กชายอีกแล้ว

    แต่แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมาและบอกว่าเขาไม่อยากให้พ่อแม่ของเขาโค่นต้นพีชเลย เพราะเขาก็ชอบเห็นดอกของต้นพีชบานในเวลานี้เช่นกัน แต่เขาไม่สามารถห้ามพ่อแม่เอาไว้ได้ เมื่อเห็นถึงความจริงใจของเด็กชาย เหล่าตุ๊กตาจึงอนุญาตให้เด็กชายได้เห็นดอกพีชอันงดงามเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาแสดงการร่ายรำที่ทำให้ตอของต้นพีชกลับมามีดอกพีชสีชมพูบานสะพรั่งปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วเด็กชายก็เห็นเด็กสาวลึกลับคนเดิมกำลังเดินอยู่ท่ามกลางต้นพีชที่ผลิบาน เขาจึงวิ่งตามเธอไป แต่เธอกับต้นพีชทั้งหลายก็หายไปในทันใด เด็กชายเดินผ่านตอไม้อย่างเศร้าสร้อยไปที่ตำแหน่งที่เธอเคยยืนอยู่จนกระทั่งเขาได้เห็นต้นพีชเล็ก ๆ ต้นหนึ่งออกดอกบานสะพรั่งอย่างงดงามเด็กสาวคนนั้นก็คือวิญญาณของต้นพีชที่ยังเหลืออยู่นั่นเอง  


    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: เรารู้สึกว่า ตอนนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ระบบทุนนิยมนั้นคุกคามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม จะเห็นได้จากการที่พ่อแม่ของเด็กชายยอมตัดต้นพีชไปขายเพื่อแลกกับการมีเงินใช้ทันใจ แทนที่จะเห็นว่า ต้นพีชที่เคยผลิดอกออกผลเป็นค่าตอบแทนมานานปีนั้นจะมีค่ามากกว่า และยังนำเสนอว่า หากมนุษย์มองเห็นคุณค่าของเงินมากกว่าธรรมชาติ ในไม่ช้า สิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติก็จะหายไปเหมือนเหล่าต้นพีชที่ถูกตัดและไม่มีทางเกิดขึ้นมาใหม่ หากมนุษย์ไม่รู้จักทำการปลูกทดแทนหรือทำนุบำรุงให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม


    ความฝันเรื่องที่ 3: พายุหิมะ (The Blizzard)
    กลุ่มนักปีนเขาสี่คนดั้นด้นเดินทางกลับค่ายพักไปตามเส้นทางบนภูเขาระหว่างเกิดพายุหิมะอันน่ากลัว หิมะได้ตกหนักมาสามวันแล้ว และพวกเขาก็เริ่มหมดแรง พวกเขาทรุดตัวลงนอนทีละคน ยอมให้หิมะโถมทับรอความตาย แต่หัวหน้าคณะก็พยายามที่จะส่งเสียงเรียกให้กำลังใจทุกคนให้สู้ต่อ แม้เขาจะนอนหมดแรงอยู่บนหิมะเช่นกัน แต่แล้วก็มีผู้หญิงแปลกหน้าผมยาวสยายสวมชุดขาวปรากฏตัวขึ้น อีกทั้งพยายามกล่อมหัวหน้าคณะที่ยังมีสติให้หลับใหลอยู่ใต้แผ่นหิมะหนา แต่เขาขัดขืนและไม่ยอมทำตามคำพูดของเธอ ทำให้เธอโกรธมาก ใบหน้าที่สวยงามก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าขาวซีดที่เจือด้วยอารมณ์โกรธแค้น แล้วเธอก็ลอยละลิ่วหายไปในพายุหิมะ หัวหน้าคณะได้สติและมองไปรอบ ๆ พร้อมกับพบว่าพายุสงบลงแล้ว และค่ายของพวกเขาก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ฟุตเท่านั้นแล้วพวกเขาก็ได้โห่ร้องออกมาด้วยความดีใจที่รอดชีวิตมาจากพายุหิมะได้



    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: ในตอนนี้ คุโรซะวะได้นำเอากิจกรรมปีนเขาที่เขาชื่นชอบมาผสมผสานกับตำนานพื้นบ้านกลุ่มเรื่องเล่าผีญี่ปุ่น (妖怪, Yōkai) ที่ชื่อว่า ปีศาจสาวหิมะ (雪女, Yuki Onna) ซึ่งเป็นปีศาจสาวในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่า เธอมักปรากฎตัวในคืนที่มีพายุหิมะตกหนัก มีหน้าตาสวยงามสวมชุดสีขาว ผมยาวสีดำสยาย มาแทนค่าความจริงของธรรมชาติที่มีทั้งความสวยงามและความโหดร้ายและบอกเล่าถึงความทะเยอทะยานของมนุษย์ที่ปรารถนาจะเอาชนะธรรมชาติอยู่เสมอ

    เราชอบการแทนค่าธรรมชาติด้วยเพศหญิงและแทนค่ามนุษย์ด้วยกลุ่มมนุษย์เพศชายมันคือการเปรียบเทียบกับลักษณะของอารมณ์ตามเพศสภาพของมนุษย์ ที่มักมองว่าเพศหญิง (ส่วนใหญ่) เป็นเพศที่รักสวยรักงาม มีความอ่อนโยนน่ารัก มีความเป็นแม่สูงแต่ในขณะเดียวกัน เพศหญิงก็มีอารมณ์ที่อ่อนไหว แปรปรวนง่าย ไม่แน่นอน เหมือนกับคลื่นทะเล พายุฝนพายุหิมะ กระแสลม ข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ หรือแม้แต่เป็นดอกไม้หรือพันธุ์พืชต่าง ๆ ซึ่งการเปรียบลักษณะนี้ไม่ได้ มีแค่ในตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เราสามารถสังเกตได้ในตำนานพื้นบ้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัฒนธรรมยุโรปต่าง ๆ (นางเงือก, แม่ย่านางเรือ, พรายน้ำ, เทพธิดาในป่า) เอเชียใต้อย่างอินเดีย (ในบทกวีอินเดียมักเปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นดอกไม้ ใบไม้หรือสิ่งต่าง ๆ ของธรรมชาติ) หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บ้านเรามักมีตำนานผีผู้หญิงที่สิงสถิตอยู่ในธรรมชาติ เช่น นางตะเคียน นางตานี เป็นต้น)


    ส่วนเพศชายมักถูกมองว่า เป็นเพศที่ชอบการเป็นผู้นำ รักความท้าทาย ชอบความรู้สึกของการเป็นผู้ชนะ นี่จึงถูกคุโรซะวะนำมาแทนค่าเป็นกลุ่มมนุษย์ที่มีความปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมายหรือการท้าทายความสามารถและพละกำลังของตัวเองหรือมีความปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติด้วย ความฝันในตอนนี้ยังได้เน้นย้ำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ (Wilderness) ที่ในบางครั้งมนุษย์ก็ไม่อาจควบคุมได้และก็เกือบจะต้องพ่ายแพ้ธรรมชาติเพราะความหยิ่งทะนงตนของตัวเองนอกจากนี้
    ยังสามารถตีความได้ว่า ความฝันตอนนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่างเพศหญิงกับเพศชายได้อีกด้วย


    ความฝันเรื่องที่ 4: อุโมงค์ (The Tunnel) 
    ผู้บัญชาการกองร้อยญี่ปุ่นที่ปลดประจำการกำลังเดินไปตามถนนที่เปลี่ยวร้างในยามพลบค่ำระหว่างทางกลับบ้านจากการสู้รบในสงครามโลกครั้งที่สอง เขามาถึงอุโมงค์คนเดินคอนกรีตขนาดใหญ่ ซึ่งมีสุนัขต่อต้านรถถังที่เห่าและคำรามออกมา ผู้บัญชาการเดินผ่านอุโมงค์มืดออกมาอีกด้านหนึ่ง ตามมาด้วย พลทหารโนงุจิ ผีทหารนายหนึ่งใต้บังคับบัญชาของเขาและโนงุจินั้นได้ตายในอ้อมแขนของเขาอีกด้วย ในตอนนี้ใบหน้าของโนงุจินั้นก็กลายเป็นสีฟ้าและมีใต้ตาสีดำคล้ำดูโศกเศร้าระคนน่ากลัวโนงุจิดูเหมือนจะไม่เชื่อว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว จึงได้เค้นถามเอาความจริงจากผู้บัญชาการเมื่อได้ฟังความจริง 

    โนงุจิจึงได้ชี้ไปที่แสงไฟจากบ้านบนไหล่เขาใกล้ ๆ ซึ่งเขาบอกว่านั่นคือบ้านของพ่อแม่ เขารู้เศร้าเสียใจมาก เพราะรู้ว่าเขาจะไม่สามารถพบพ่อแม่ของเขาได้อีกต่อไป แม้ในขณะนี้ โนงุจิก็ยังคงให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา ผู้บัญชาการได้บอกให้โนงุจิยอมรับในชะตากรรมของเขา โนกุจิจึงเดินกลับเข้าไปในอุโมงค์และไม่หวนกลับมาอีกแต่สิ่งที่ยังตามผู้บัญชาการออกมาจากอุโมงค์ก็คือ ทหารทั้งกองร้อยของเขานำโดยร้อยโทหนุ่มผู้กวัดแกว่งดาบและสั่งให้ทหารทุกคนแสดงความเคารพผู้บังคับบัญชาใบหน้าของพวกเขาก็เป็นสีฟ้าและมีใต้ตาดำคล้ำดูโศกเศร้าเช่นเดียวกับโนงุจิผู้บัญชาการพยายามสื่อสารเพื่อบอกว่าพวกเขาได้ตายไปแล้ว ทุกคนล้วนถูกฆ่าตายในสมรภูมิรบและเขาได้ยอมรับผิดอย่างจริงใจว่า ตัวเขาเองเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งทุกคนเข้าสู่การต่อสู้ที่เปล่าประโยชน์ 

    พลทหารทั้งกองร้อยยืนนิ่งฟังไร้การตอบสนองผู้บัญชาการจึงได้ออกคำสั่งให้พวกเขาเดินกลับไปพร้อมทั้งทำวันทยาหัตถ์เพื่อแสดงความเคารพและกล่าวคำอำลาทหารทุกนายหลังจากพวกเขาเดินหายเข้าไปในอุโมงค์ ผู้บัญชาการทรุดตัวลงด้วยความเศร้าโศกและต้องลุกขึ้นยืนวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว เพราะการปรากฏตัวของสุนัขต่อต้านรถถัง (The Anti-Tank Dog) มันเห่าขู่กรรโชกอย่างอาฆาตแค้น เพราะมันถูกเขาส่งไปทำหน้าที่ระเบิดรถถังของศัตรูและต้องตายโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่


    เกร็ดความรู้และการตีความส่วนตัว: ในตอนนี้ เราได้เห็นถึงอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือสภาวะป่วยทางจิตใจหลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง การพยายามที่จะจัดการความรู้สึกของตัวเองและความพยายามที่จะลืมเรื่องราวอันโหดร้ายของกลุ่มทหารที่ผ่านสงครามมา เห็นได้จากการที่ ผู้บัญชาการพยายามที่จะบอกให้ผีพลทหารทั้งกองร้อยได้หันหลังกลับไปและอย่าได้ตามเขามา เพื่อที่เขาจะได้เดินหน้ามีชีวิตต่อไปและเพื่อทำให้ตัวเองนั้นไม่รู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ เสมือนเป็นการบอกตัวเองให้ลืมเรื่องราวอันเจ็บปวดที่ต้องรับรู้ว่า ตนเองเป็นต้นเหตุของความตายของคนหลายร้อยหลายพันคน (กับอีกหนึ่งตัว) โศกเศร้าและสูญเสียคนที่รัก ผิดหวังจากความเชื่อในลัทธิชาตินิยมอย่างสุดโต่ง และสุดท้ายสงครามนั้นก็ไม่เคยให้ประโยชน์กับใครเลย 

    (ต่อในตอนที่ 2 นะคะ มีอีก 4 ตอนที่เหลือค่ะ)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in