Sydney – be who you areyoursummergirl
04 The Exciting Night: ถึงไหน ถึงแล้ววว
  • กว่าจะกลับมาเริ่มเขียนเรื่องราวแห่งความประทับใจนี้อีกครั้ง เวลาก็ผ่านไป 2-3 ปีแล้ว
    ฉัน ที่นั่งเขียนอยู่ตรงนี้ ก็โตขึ้นในหลายๆ ด้าน ทั้งความคิดความอ่าน ความรู้ความสามารถ และ.. ความอ้วน (ผ่าม)
    ณ วันนี้ May 3, 2020 วันที่ฉันตัดสินใจกลับมาเขียนถึงช่วงเวลาแห่งการผจญภัยลัดฟ้าสู่ออสเตรเลียของฉันอีกครั้ง เวล่ำเวลาก็ผ่านมาเกือบ 3 ปีเต็ม.. หากยังจำกันได้ในบทแรกๆ ฉันเหินฟ้าสู่ซิดนีย์เมื่อประมาณช่วงกลางเดือน June 2017

    ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตนิสิตสาวผู้กระหายโลกกว้างของฉันนั้นก็ผ่านอะไรมาเยอะแยะ
    ผ่านมาเยอะชนิดที่ว่า ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้ว จบจนรับปริญาแล้ว และ ทำงานทำการได้เกือบครึ่งปีแล้ว..

    แต่ทว่า ความทรงจำแสบๆ คันๆ ของฉันและผองเพื่อนที่ซิดนีย์มันยังไม่จางหายไปไหน 
    มันยังอยู่ตรงนี้.. ในใจ ในห้วงความรู้สึกลึกๆ ที่นึกถึงทีไร ก็อดยิ้มไม่ได้ซะที
    เอาหล่ะ พูดร่ำทำเพลงอะไรนานนมขนาดนั้นอะ? เข้าเรื่องได้แล้วมั้ย? // ถามตัวเอง

    บทล่าสุดที่เขียนไว้เมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว มันอยุดอยู่ตรงที่เรากำลังลอยอยู่บนฟ้า มุ่งหน้าจากมาเลเซียไปออสเตรเลีย
    ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องราวมันค้างเติ่งอยู่บนอากาศแบบนั้นแน่นอน ฮี่ฮี่
     
    ความสนุกของจริงมันเริ่มจากบทนี้เป็นต้นไปต่างหากหล่ะ 

    บทที่เราบอกตัวเองว่า ถึงซิดนีย์แล้วเว้ยเห้ยยยยย  : D


    -----------------------------------------------------------------------------------

  • เราใช้เวลาอยู่บนนกเหล็กยี่ห้อสีแดงๆ กันประมาณ 7-8 ชั่วโมงได้ เริ่ม take off จากกัวลาลัมเปอร์เวลา 10 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่นของมาเลเซีย 

    กินก็แล้ว นั่งเล่นนอนเล่นก็แล้ว ฟังเพลงหมดอัลบั้ม Memories.. Do Not Open ของ The Chainsmokers ก็แล้ว ขาบวมขาชากันระนาว ก็ยังไม่ถึง

    มีบ้างที่เราลุกไปเข้าห้องน้ำ กะจะแวะทักทายอิ๊กกี้ที่นั่งอยู่แถวหลังสุดซะหน่อย แต่แม่งก็หลับปุ๋ยคอพับคอแพบ

    สภาพ ณ เวลานี้คือดูไม่ได้เลย เห็นตัวเองในกระจก ก็ตกใจนึกว่าเจอผีในห้องน้ำ หนังหน้ามันแผล่บ หัวหูยุ่งเหยิงไปหมด เหมือนคนไม่ได้อาบน้ำเลยอะ.. ซึ่งก็ไม่ได้อาบน้ำจริงๆ บ้าเอ้ย นี่มัน 24 ชั่วโมงหรือยังนะที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ฮ่า



    ยิ่งเราหลงรักการมองท้องฟ้ามากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งหลงรักการนั่งริมหน้าต่างมากขึ้นเท่านั้น..
    นี่เป็นหนึ่งสิ่งที่เราชอบมากที่สุดในการนั่งเครื่องบินเลยก็ว่าได้ โมเม้นต์ที่เราได้มองท้องฟ้าสีสวย โดยที่ตัวเราเองก็อยู่บนฟ้าเหมือนกัน มันเป็นอะไรที่หัวใจเบิกบานระดับสิบกระโหลกไปเลย!

    แสงตะวันลับขอบฟ้าแวะมาเคาะกระจกหน้าต่างเรา บอกว่า "จงตื่นจากนิทราได้แล้วเพื่อนข้า เบิกตาขึ้นมาชมแสงแห่ง Golden Hours ได้แล้ว"

    เราไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์คู่ใจมาเก็บภาพหยุดลมหายใจนี้เอาไว้ ให้ตายเถอะ เราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยเว้ย มันตรีงราตรึงใจจริงๆ แสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับหมดวันไป ทำเส้นแนวนอนราบไปกับเส้นขอบฟ้า.. แม่เจ้าโว้ย สวยว่าในหนังอีก! ฉันรู้สึกรักการนั่งเครื่องบินยามเย็นขึ้นมาอีกสามเท่าตัว


    เส้นแสงสีส้มค่อยๆ คล้อยหลังพวกเราออกไป 
    เวลาล่วงเลยผ่านไป ฟ้ามืดลงเรื่อยๆ นั่นเป็นสัญญาว่า เราใกล้จะถึงที่หมายแล้ว
    กัปตันประกาศเป็นระยะๆ ว่ากี่โมงแล้ว ใกล้ถึงหรือยัง เราก็แอบตื่นเต้นไม่น้อยที่อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า จะได้เหยียบแผ่นดินออสเตรเลียแล้ว เย้!

    "เห้ยๆ เห็นไฟแล้ว จะถึงแล้ว"
    พวกเราหลายคนเรื่มคุยกัน พลางชี้โบ๊ชี้เบ๊ลงไปนอกต่าง เราเองก็ไม่พลาดที่จะลองมองออกไปบ้าง 
    ซึ่งมันก็จริง เราเริ่มเห็นดวงไฟบนพื้นโลกแล้ว กระจุกไฟข้างล่างเราเริ่มเยอะขึ้นและหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ 
    นั่นเป็นสัญญาณว่า เราจะได้ landing แล้ว เย้! (รอบสอง)

    ผู้โดยสารที่ป้วนเปี้ยนไปมา เริ่มกลับเข้าที่นั่งหลังกัปตันประกาศว่ากำลังจะนำเครื่องลงจอด ณ สนามบินนานาชาติ Sydney Kingsford Smith หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า Sydney Airport นั่นแหละ

    เวลาประมาณ 1 ทุ่มครึ่งตามเวลาท้องถิ่นนครชิดนีย์ เครื่องบินกำลังบินวนและตั้งลำเหนือดวงไฟนับล้านของบ้านเรือนชาวออสซี่ ตื่นเต้นจังวะ เราพูดกับตัวเองในใจ ความรู้สึกตอนนี้มันบอกไม่ถูกเหมือนกัน มันเสียวท้องเสียวใส้ไปหมด 

    ถึงแล้วโว้ย นี่เรากำลังจะไปเหยียบแดนจิงโจ้จริงๆ หรอเนี่ย เย้! (รอบที่สาม)
    "เห้ยยย นั่นไงมึง โอเปร่าเฮ้าส์" เราได้ยินเสียงเพื่อนร่วมทีมคุยกันจากเบาะด้านหน้า 
    นี่คิดในใจ มันเอาอีหยังมาโอเปร่าเฮ้าส์อยู่นี่ กูคือบ่พ้อนำวะ กูคือพ้อแต่ดวงไฟ กับความมืด (กรุณาอ่านเป็นภาษาอีสาน ฮา)

    ดวงไฟกับความมืดเป็นยังไง ก็ตามภาพที่ฉันแปะเลยค่ะ ไหน ใครมองเห็นโอเปร่าเฮ้าส์จากมุมนี้บ้าง ช่วยบอกบุญที 5555555555 ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะฉันไม่ได้ศึกษาแผนที่มาอย่างดีด้วยแหละ บวกกับความมืดและความไม่คุ้นบ้านคุ้นเมือง ผลพวงก็คือ อดเห็นโอเปร่าเฮ้าส์จากมุมสูงจ้ะ.. 

    สองทุ่มตรง เครื่องจอดสนิท เราเตรียมพร้อม เช็คของมีค่าตั่งต่าง และเตรียมของที่ต้องใช้ ทั้ง Passport และ เอกสาร immigration เราสงสัยมากกว่าเราต้องสำแดงของมั้ย แต่อาจารย์นามสมมติว่า อ. อินดี้ ซึ่งเป็นอาจารย์หัวหน้าทีมบอกว่า เอาจริงๆ ถ้าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรือเข้ากลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้อง เพราะแถวยาว และเสียเวลา เราก็เลยไม่ติ๊กว่ามีของต้องสำแดง ซึ่งเราก็ไม่มีจริงๆ เสี่ยงสุดก็ยาแก้ไข้แก้ไอแก้หวัดต่างๆ ที่เราเอามา ซึ่งก็มีเอกสารกำกับยาเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เอาเป็นว่า ผ่านฉลุยแน่นอน
    ทุกคนลุกจากที่นั่ง เดินออกจากเกทด้วยความตื่นเต้น แต่ทางเดินไป ตม. ก็คือไกลได้เรื่องอยู่นะ แต่เราบ่ยั่นจ้า ตื่นเต้นสุด ดี๊ด๊าถ่ายรูปกันหนุกหนาน ยิ้มเป้ยๆ ทั้งที่ไม่แปรงฟันล้างหน้านั่นแหละ ก็แหม มันก็เหม็นเหมือนกันหมดทุกคนนั่นแหละ.. เนอะ :D 

    ชีวิตคือการเดินทางจริงๆ ค่ะท่านผู้โช้ม กว่าจะถึง ตม. ก็ว่ายาวนานแล้ว เจอแถว ตม. เข้าไป แม่เจ้า คนอย่างเยอะ ขดกันไปมายิ่งกว่าลำใส้ใหญ่อีกจ้า ต่อแถววนไป ถามว่าดีีด๊าเหมือนเดิมมั้ย คำตอบคือยิ่งกว่าเดิมจ้ะ อะไรๆ ก็ใหม่ไปหมด ตื่นเต้นมาก ตม. จะถามอะไรบ้างนะ เขาจะดุมั้ยนะ ถ้าไม่ผ่านทำไงน๊า คิดไปหมด แต่ไม่ได้วิตกขนาดนั้น เราม่ั่นใจในวีซ่าที่เรามี แถมมีเพื่อนเยอะขนาดนี้ ก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไร

    "แตง เขาไม่ให้ถ่ายรูป" พี่เฟินเตือนเราเสียงกึ่งดุๆ ซึ่งเราตรงๆ เราก็ไม่รู้แหละ นี่ก็ยกมือถือมาเซลฟี่เอย ถ่ายรูปเพื่อนเล่นบ้างเอย พอแต่พี่เขาเตือนเราแบบนั้น เราก็เออว่ะ ชะงักนิดนึง ก่อนจะค่อยๆ เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า และทำตัวเจี่ยมเจี๊ยมให้ปกติที่สุด เหมือนคนไม่ได้ทำอะไรผิด.. เชี่ย เอาแล้วไง นี่ก็จะโดนเพ่งเล็งมั้ยเนี่ย.. 

    นึกย้อนกลับไปก็ดีเหมือนกันที่ได้ไปกับเพื่อนๆ พี่ๆ มันดีตรงที่
    อย่างน้อยก็มีคนตักเตือนเราเวลาเราทำอะไรเด๋อๆ ด๋าๆ
    พกเพื่อนไว้ อุ่นใจหายห่วงแฮะ..
     
    เมื่อถึงคิวฉัน ฉันได้คุณลุงที่หน้าตาดุหน่อยๆ ฉันก็แอบกลัวนะ จะถามอะไรเยอะมั้ยวะ 
    ปรากฏ.. เขาก็ตรวจๆ เอกสาร แล้วก็ไม่ได้ถามอะไรมากมั้ง ถามว่ามาจากไหน มาทำอะไร แล้วก็ Welcome to Australia และผายมือไปทางออก เพื่อไปเอากระเป๋า

    นี่แอบดีใจมากเลยนะ ตามประสาเด็กบ้านนอกอะเนอะ ได้พูดภาษาอังกฤษที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมากับฝรั่งมังค่าในต่างแดน มันฟินสุดแล้ว ถึงแม้มันจะประโยคง่ายๆ โอ้ย อะไรมันจะขนาดนั้นอะอีแตง..

    มาถึงสายพานเอากระเป๋า ฉันได้เห็นภาพที่ไม่ค่อยเห็น คนต่างชาติเต็มไปหมด รอเอากระเป๋าที่สายพาน นี่แหละบรยายกาศที่ฉันชอบ วะฮะฮ่า 
    ฉันและเพื่อนสองสามคนเลยต้องใช้รถเข็นคันเดียวกัน จะได้ไม่เกะกะ เราเดินผ่านทางที่ไม่ต้องสำแดงของออกมาด้านนอก ความรู้สึกที่ไม่เคยเจอมาก่อนก็กลับมาอีกครั้ง คนนับล้านมารอรับญาติพี่น้องเพื่อนฝูงตัวเองที่ปลายทางออก มีชูป้ายชื่อเหมือนในหนัง ทุกคนมีสีหน้าลุ้นๆ และยิ้มแย้มแจ่มใสรอการกลับมาผู้อันเป็นที่รัก 

    ที่ฉันบอกว่าแปลกเพราะว่ามันมีแต่ฝรั่งหัวทองน่ะสิ! จะหาภาพแบบนี้ได้จากที่ไหนในเมืองไทยละเนอะ เด็กเอกอิ๊งแบบฉันนี่ไม่ต้องพูดถึง ฟินไปนู่นแล้ว 

    แต่ตลกนิดหน่อยที่เราไม่มีใครมารอรับที่ปลายทาง ฉันและชาวคณะต้องมุดฝูงชนออกมาหาชาวคณะที่ได้ออกมาก่อน โบกมือหยอยๆ เอิ้นเอากันคือหมอลำนี่หล่ะสู (ภาษาอีานอีกแล้ว เพื่ออรรถร๊สสส)

    ต่างคนต่างงุ่มอยุ่กับโทรศัพท์ เสาะหา Free WiFi เพื่อส่งข่าวบอกที่บ้านว่า 
    "ถึงซิดนีย์อย่างปลอดภัยแล้วนะจ๊า"

    ส่วนฉันน่ะหรอ เมื่อพบว่ามันต่อยากต่อเย็น ต่อไม่ได้ซะที ฉันก็ไม่ต่อแม่งละ ค่อยบอกตอนถึง Hostel ก็ยังทัน เพราะมันต้องมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้แน่นอน และติ้กต้อกๆ ลองทายดูซิว่าคนแบบอีแตงบ้ากล้องเนี่ย กำลังทำอะไรในระหว่างรอชาวคณะให้ครบทุกชีวิต.. ติ้กต้อกๆๆ ใช่แล้วจ้า ถ่ายรูปวนสิ ถ่ายรูปนั่งบนรถเข็นที่มีกระเป๋าหลายๆ ใบและผู้คนหลากสัญชาติคลาคลั่งเป็นแบคกราวน์ โอ้ะโอ ช่างเป็นความวุ่นวายที่สวยงามดีแท้ ถ่ายเพื่อพ่อแม่จะได้ดูว่า เนี่ย มาถึงซิดนีย์ด้วยสภาพอย่างงี้นะ ปลอดภัยหายห่วง.. แต่ที่น่าเป็นห่วงหน่อยก็น่าจะเป็นการเหม็นขิวของตัวลูกนี่แหละ แฮ่ๆ ..

    ฉันยืนหลงทางอยู่กลางผู้คน สับสนวุ่ยวาย หันไ.. เห้ยไม่ใช่ดิ
    ฉันและชาวหมอลำรออยู่จุดนั้นไม่นานมาก อ. อินดี้ ผู้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลพวกเราได้ดีมากๆ ไม่ให้มีใครหล่นหายระหว่างทาง เขาไม่ใช่เข้มงวดแบบว่าชี้นิ้วสั่งแบบนี้ๆ นะ ซึ่งฉันโอเคเลย คุยกันแบบผู้ใหญ่คุยกัน "นี่นะครับ ทุกคนครับ บลาๆๆๆ นะครับ ครบนะครับพวกเรา งั้นไปกันเลยครับ" พูดจบก่อนนำทางเราไปรถรับส่ง เราตื่นเต้นมาก (อีกแล้ว) ตื่นเต้นจนลืมไปว่า สภาพอากศข้างนอกนั้น 10 กว่าองศา..

    นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียวอย่างเราๆ ต่างซู๊ดปากอย่างพร้อมเพียง เมื่อลมหนาวแรกเซย์ฮัลโหลต้อนรับเราระหว่างย้ายทัพออกไปขึ้นรถตู้(จับเด็ก) ที่ลานจอดรถด้านข้างของเทอร์มินอล

    เซย์ไฮกับคุณลุงคนขับกันตามระเบียบ เรียงคิวเรากระเป๋าให้ลุงเรียงขึ้นตู้คอนเทอเนอร์ที่ต่อด้านหลังของรถตู้ เมื่อเรียงของเสร็จสรรพ เราเคลื่อนตัวไปนั่งบนรถ เมื่อครบทุกคน มุ่งหน้าสู่โฮสเทลที่เราจะซุกหัวนอนในอีก 1 เดือนต่อจากนี้.. 
    แอบคิดในใจ ไอ้บ้าเอ๊ย อุตส่าห์บินมาบ้านอื่นเมืองอื่น ก็ดันแลนด์ดิ้งตอนกลางคืนหมดเลย วิวเวิวอะไรไม่ต้องได้สัมผัสกันพอดี.. นี่นั่งรถออกจากสนามบิน กะชื่นชมความงามของบ้านเมืองเขาก็ไม่ค่อยถูกใจอีแตงเท่าไหร่นัก เพราะมันมืดหมดแล้วไง กว่าะออกจากสนามบินก็ปาไปเกือบสี่ทุ่มได้ แต่ถามว่ายังตื่นเต้นมั้ย ก็หมือนเดิม และมันก็เหมือนจะยิ่งมากขึ้นทุกทีด้วย 

    นี่ขนาดไม่ค่อยจรรโลงใจกับบ้านเมืองเขาตอนกลางค่ำกลางคืนนะ มันยังมีหน้ามาตาลุกวาวกับโชว์รูมเบ๊นซ์ที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนอีกอะ แหม่

  • รถตู้จับเด็กพร้อมแล้ว เด็กในรถก็พร้อมแล้ว ออกรถโลดดดด 
    ภาพสนามบินนานาชาติอันเลื่องชื่อ ฉันจับภาพเอาไว้ได้เพียงเท่านี้ แหม่.. โกหกว่าเป็นดอนเมืองก็ยังเชื่อเลย 55555555


    เราใช้เวลาไม่นาน ประมาณ ไม่เกิน 20 นาทีอยู่บนถนนเส้นไหนก็ไม่รู้ (ฮา ก็มันมืดนี่นา) บ้างก็คุยกัน บ้างก็นั่งนิ่ง เพราะเหนื่อยและเพลียจากการเดินทาง แต่เชื่อเถอะ เหนื่อยล้าแค่ไหน อิแตงและชาวแก๊งก็ยังคงตื่นตาตื่นใจอยู่ดี ฮิฮิ 


    คืนนี้แล้วสินะ ที่เราจะซุกกายซุกใจไว้ที่แดนโคอะล่า
    คืนนี้แล้วสินะ ที่เราจะได้นอนในบ้านหลังที่สองอันอบอุ่น..
     บ้านหลังใหญ่ที่มีชื่อว่า Sydney Central YHA
     : ) 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in