MYSTORIESตัวเล็ก
ปีสาม เทอมสอง
  • ** เขียนยาวมาก เพราะอัดอั้นตันใจ 5555555555 **



    เราจบปีสามแล้ววววววววววววววววววววววววว



    กว่าจะจบก็แทบลากเลือดเลยทีเดียว



    เหมือนเราเคยเขียนลงมินิมอร์ไปแล้วตอนปีสามเทอมหนึ่ง เทอมหนึ่งว่าหนักแล้ว เทอมสองหนักกว่า 5555555555555555 คือเห็นได้เลยว่าเราหายจากมินิมอร์ไปสามสี่เดือน เออนั่นแหละ เรียกหนักแบบหนักมาก เวลานอนไม่มี บางวันก็ไม่ได้นอน ปั่นงานทั้งวันทั้งคืน



    ซึ่งปีสามเทอมสองนี้มันทำให้เราทำอะไรที่เกิดขีดจำกัดไปหลายอย่างมาก บางอย่างที่เคยคิดว่าตัวเอง ทำไมได้แน่เลย แต่สุดท้ายก็ทำได้ ถึงแม้บางอย่างจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็เหอะ



    เทอมนี้มีวิชาหินอยู่วิชาหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่จะบอกตลอดว่าโหดมาก คือวิชานี้จะเป็นคล้ายๆกับการทำวิจัย คือหาหัวข้อที่เราสนใจหรือต้องการจะศึกษา จากนั้นก็หาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์ การสรุปผล การอภิปราย และสุดท้ายคือเอางานของทุกคนมาโยงเป็นธีมเดียวกันเพื่อจัดงานที่คล้ายๆกับสัมมนา มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า จากที่ทำมาทั้งหมดได้อะไรมาบ้าง ทำนองนี้



    เป็นวิชาที่ดูดพลังมากกกกกกกก บอกเลยว่าเหนื่อยแบบสุดๆ กว่าจะหาหัวข้อที่จะทำได้ ไหนจะหาเอกสาร อ่านหนังสือที่ต้องใช้วิเคราะห์คือแบบเหนื่อยมาก คือมันเป็นอารมณ์แบบเหนื่อยแต่ก็พักไม่ได้ เหมือนทำไปก็แก้ ไม่เสร็จสักที มันเลยรู้สึกท้อมาก ท้อจนร้องไห้ คือเกินขีดจำกัดของร่างกายมากๆ ร้องเกือบสิบรอบได้มั้ง สุดๆเลยเทอมนี้ เคยถึงขั้นแบบ ร้องไห้ตอนทำงาน แต่พักไม่ได้เพราะใกล้จะเดดไลน์แล้ว มือข้างนึงก็เช็ดน้ำตา อีกข้างก็เลื่อนเม้าส์หาข้อมูล พอกลับไปคิดถึงตอนนั้นแล้วก็แบบ แม่งเอ้ย สภาพตอนนั้นมันแย่มากเลยอะ 55555555555555555555



    แล้ววิชานี้ต้องมีการออกไปพูดหน้าชั้น อารมณ์ว่างานเราก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว ทำบทไหนเป็นยังไง ด้วยความที่ว่าเราเป็นคนไม่ชอบเป็นจุดเด่นอะ ไม่ชอบให้คนเยอะๆมาจ้อง มันทำให้เราเครียดและเกร็ง เราเลยเกลียดบรรยากาศการพรีเซนต์มาก เพราะทั้งอาจารย์และเพื่อนจ้องมาที่เรา เรายอมรับเลยว่า พรีมาสามสี่รอบในห้อง เราโดนอาจารย์เกือบทุกคนฟาดตลอด ถามอะไรก็ตอบไม่ค่อยได้ บางทีก็ตอบไม่ตรงคำถาม เพราะเราตื่นเต้น เครียดด้วย เคยแบบพรีเซนต์เสร็จขอครูไปเข้าห้องน้ำ แต่ความจริงคือไปร้องไห้ 5555555555555555



    เราเคยบ่นกับรุ่นพี่เรื่องวิชานี้ พี่เขาก็แบบ เอองี้แหละน้อง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป น้องก็คิดว่ามันเป็นเหมือนการทำรายงานเล่มนึง...



    แต่เป็นรายงานที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จซะที



    โอเค ขอบคุณสำหรับกำลังใจ 55555555555555555555555555



    แต่โชคดีที่เราได้กำลังใจดีมากเลยผ่านมาได้ ทั้งจากเพื่อนและครูที่ปรึกษาประจำกลุ่ม เราได้ครูที่ปรึกษาที่แบบ เป็นสายฮีลลิ่งอะ จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพดี สมมติว่าเปรียบการพรีเซนต์เป็นสนามรบ ครูบางคนจะเป็นสายลุย มีการติดอาวุธ ใส่เกราะให้เด็กทีมตัวเอง ถึงโดนฟาดก็ไม่เป็นอะไรมาก (ถึงเป็นมากแต่ก็ยังมีเกราะอะ นึกออกมะ) แต่ของเราเป็นครูสายซัพพอร์ต ไม่มีเกราะอะไรทั้งสิ้น บุกไปเลยจ้า โดยฟาดยับเลย 555555 ถึงแม้ว่าตอนพรีจะโดนครูคนอื่นฟาดมาขนาดไหน แต่ก็จะมีครูคนนี้คอยปลอบอะ แบบไม่เป็นไรนะ เราทำดีแล้ว อะไรแบบนี้



    แล้วครูคนนี้คือแบบ ปลอบเด็กถูกจุดอะ เหมือนรู้ว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตอนปลอบก็ปลอบต่างกัน อย่างเราคือเราไม่มั่นใจในตัวเองเลย เพราะเราไม่ชอบการเป็นจุดเด่น พรีแต่ละทีก็พูดติดๆขัดๆ คิดตลอดว่าตัวเองทำได้ไม่ดี แต่ครูก็จะย้ำกับเราตลอดว่า เราทำดีแล้ว เราเก่งแล้ว เนี่ยพัฒนามาจากเดิมตั้งเยอะ อย่าไปเทียบตัวเองกับใคร ทำให้เต็มที่ พอมองกลับไปจุดเริ่มต้น จะเห็นเลยว่าเราพัฒนามาไกลมากๆ



    บอกเลยว่าเราแพ้อะไรแบบนี้มากๆ แล้วตอนครูพูดก็เสียงนุ่มๆ อ่อนโยนๆ อะ โอ้โห ร้องไห้ 55555555555555 เราเคยร้องไห้ต่อหน้าครูตอนหลังพรีครั้งแรก ครูเขาก็ปลอบๆไป เราก็พยายามฮึบ บางจังหวะที่แบบจะหยุดร้องแล้ว ครูพูดปลอบมาจี้ใจอีก ร้องต่อ แม่งเอ๊ย แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะหยุดร้อง 5555555555555 บางทีก็คิดในใจแบบ ครูหยุดปลอบหนูแป๊บนึงได้มั้ย ไม่งั้นร้องไห้ไม่หยุดแน่



    นอกจากวิชานี้จะทำให้เราท้อจนอารมณ์ดิ่งแล้ว ยังทำให้เราปวดหลังและปวดเข่านานหลายอาทิตย์ เพราะเวลาทำงานที่บ้านเรานั่งกางโต๊ะตัวเล็กๆและนั่งทำงานบนพิ้น นั่งก้มตัวทำงานนานๆก็ปวดหลัง แถมยังนั่งขัดสมาธิอีกเลยปวดเข่า จะบ้าตาย ที่ปวดสุดคือเข่า เคยปวดจนเวลาเดินเจ็บมาก ยิ่งตอนขึ้นลงบันไดคือสุดจริง ปวดจี๊ดเลย แต่เราก็ไม่ได้ไปหาหมอนะ พอรู้ตัวว่าปวดตอนทำงานก็พยายามยืดขา ไม่นั่งงอเข่า อาการก็ดีขึ้น (ตอนนี้คือเวลาเผลอนั่งงอเข่าก็จะโดนแม่ตีขา บอกว่าอย่านั่งงอเข่า! ;-;)



    และเพราะะว่าวิชานี้เป็นวิชาที่หนักมาก (ทั้งๆที่แค่สามหน่วยกิต แต่ทำตัวเหมือนตัวเองสิบแปดหน่วยกิต เกินเบอร์มากๆ) มันเลยทำให้ไปกระทบวิชาอื่นด้วย ส่วนนึงก็ยอมรับว่าเป็นเพราะเราบริหารเวลาได้ไม่ค่อยดี อย่างมีวิชานึงคือต้องเขียนคอลัมน์ส่งทุกอาทิตย์ บางทีก็ทำไม่ทันอะ ทำคืนก่อนส่งตลอด บางคืนคือแบบ เขียนสามสี่คอลัมน์ในคืนเดียว งานร้อนสุดๆไปเลย!



    จนมาถึงวันสุดท้าย คือวันส่งเล่มงานวิชาโหดนี้และวิชาเขียนคอลัมน์ ซึ่งอยู่ติดกัน เราก็แบบ เอาว่ะ ไม่ได้นอนแน่ๆ เลยคุยกับเพื่อนว่า เดี๋ยวพอส่งงานของวิชาโหดนี้แล้วจะไปสุมหัวที่หอเพื่อน นั่งปั่นงานไฟนอลวิชาคอลัมน์ด้วยกัน (ไฟนอลเป็นงานกลุ่ม)



    บอกเลยว่าไม่ได้นอน ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จนถึงเวลาส่งงานคอลัมน์ตอนบ่ายสี่โมงของอีกวัน เป็นการทำลายสถิติการอดนอนของตัวเองมาก (คือมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เอามาอวดอะ แต่แบบ แอบภูมิใจนิดนึง 555555) ไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถอดนอนได้ขนาดนี้



    นอกจากจะไม่ได้นอน ข้าวก็ไม่ได้กินด้วยนะ เพิ่งมากินข้าวเย็นเป็นมื้อแรกของวันตอนส่งงานเสร็จ รู้สึกแย่มากเลยอะ ถ้าร่างกายพูดได้คงจะแบบ มึงช่วยถนอมกูหน่อยได้มั้ย 55555555555555



    รวมๆแล้วปีสามของเราก็ประมาณนี้ เป็นการใช้ร่างกายแบบที่ไม่ถนอมอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันไม่ดีเลย ทุกคนอย่าทำตามนะ 5555555 พอเราปิดเทอมแล้วเราก็ใช้ช่วงเวลาพักฟื้นร่างกาย จนตอนนี้รู้สึกดีมาก เราแบบได้ทำอะไรหลายอย่างที่อยากทำ ได้นอนเต็มอิ่ม ได้อ่านหนังสือที่ซื้อมาใหม่และที่อ่านค้างไว้จนจบ ได้เล่นเกมที่เล่นค้างไว้ ได้อ่านฟิคอ่านจอยที่ดองไว้ ได้ตามดูรายการที่อดใจไม่ดู เพราะจะเอามาดูตอนช่วงนี้ คือมันเป็นการเยียวยาร่างกายและจิตใจที่ดีมาก เพื่อนเราบางคนคือส่งงานปุ๊บคือไปเที่ยวเลย ถือว่าเป็นการชาร์จแบตให้ร่างกาย ส่วนเราขอชาร์จแบตแบบคนติดบ้าน ขอนอนโง่ๆ อ่านหนังสืออยู่บ้านก็พอแล้ว



    แต่ก็พักได้ไม่นานอะ เพราะมิถุนาเราก็เริ่มฝึกงานแล้ว ฝึกงานจบก็เปิดเทอมปีสี่พอดี ไม่ได้พักแน่ๆ เราเลยกะใช้เวลาประมาณอาทิตย์กว่าๆนี้ให้คุ้ม กอบโกยเวลาพักผ่อนให้นานที่สุด 



    เพราะฉะนั้น ขอนอนก่อนแล้วกัน /ทิ้งตัวลงเตียง 555555555555555555555
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in