เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Short Fiction [รวมเรื่องสั้น]nilzeronoun
After the Rain




  • ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ..

     

     

    เธอจะเชื่อไหม....’


    .

    .

    .

     

    ทากะฮิโระวางดินสอลง ถอนใจยาวครั้งที่สามสิบสองของวัน กำลังทั้งกายใจถดถอยหนักหน่วงจนเผลอซุกหน้าลงบนท่อนแขนเล็กที่โผล่พ้นเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว

     


    โจทย์ที่ได้มาคงจะยากเกินไป

     


    เขาทำไม่ได้...คิดไม่ออกเลย

     


    เขาแต่งเพลงรักไม่ได้จริงๆนั่นล่ะ

     

     

     

     

    เสียงเปาะแปะด้านนอกดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันกระทบหลังคาด้วยจังหวะสม่ำเสมอ สาดปะทะบานกระจกหนักเบาเป็นจังหวะ

     



    ฝนตกอีกแล้ว ช่วงนี้แทบจะตกวันเว้นวันเลยก็ว่าได้ บรรยากาศแบบนี้มันคงดีถ้าได้นั่งเฉยๆอยู่ในร้าน ฟังเสียงเพลงแจ๊ส สูดกลิ่นขนมปังหอมกรุ่น มองเม็ดฝนเกาะบานกระจกใส เงี่ยหูฟังเสียงใครบางคนสาละวนวาดช้อนคันเล็กไปตามกรอบแก้วกาแฟร้อน

     

     


    นึกภาพตัวเองทอดมองควันมัวจางจากถ้วยชาใบโปรด ละเลียดจิบช้าๆแล้วทอดสายตาไกลไปตามสายฝนพรำนอกห้องกระจก

     

     


    มันเกือบจะใกล้เคียงภาพที่วาดไว้ มีร้านกาแฟ มีเพลงแจ๊สกล่อมเบาๆมีกลิ่นหอมหวานของเครื่องดื่มเมนูหลักของร้าน สภาพแวดล้อมของเขามีครบทุกอย่าง  ที่เกินออกมาคงจะเป็นหัวตันๆที่ผลิตงานไม่ได้กองอยู่ตรงนี้บนชั้นลอย พื้นที่ส่วนตัวของเขา

     



    กายหยาบของมนุษย์ถ่านหมดที่ไถลตัวไปบนโต๊ะกระจกทอดกายเหยียดยาวไปกับกองเศษกระดาษ ถังขยะล้นๆมีแต่ซากเอสี่ที่ถูกขยำ  ซ้ายมือคือคีย์บอร์ดส่วนตัว กับกีต้ารืโปร่งสีน้ำตาลที่พิงชั้นหนังสืออยู่ด้านหลัง  สภาพเขาเหมือนเศษซากอารยธรรมที่ไม่ควรมีใครขุดค้นพบ มากกว่าจะเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดีที่มีงานเข้าไม่เคยขาด

     



    ทากะฮิโระนอนแน่นิ่งอยู่หลายนาที ณ จุดนี้เขากับโซฟาตัวเล็กๆแทบจะกลืนก้อนเป็นหน่วยเดียวกันก็เขาน่ะอยู่สภาพนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนไม่สิสามคืนถึงจะถูก

     



    ความง่วงเริ่มเกาะกินร่างอีกแล้ว เขาเอื้อมมือเปะปะไปรั้งแก้วกาแฟเคยร้อนที่ตอนนี้เย็นชืดซะจนอยากจะร้องไห้  จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแก้วที่เท่าไหร่เข้าไปแล้ว


     


    ฝืนกลืนรสขมปร่าผ่านลำคอแห้งผากหวังเรียกสติตัวเองกลับมา  รสชาติที่ชินชา มันไม่ทรมานเหมือนครั้งแรกที่แตะปลายลิ้น  นานวันเข้ามนุษย์ก็มักจะเคยชินและเริ่มรับมือกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยได้เองในที่สุด

     

     


    ดวงตากลมปรายมองกระดาษแผ่นเดิม ไม่เชิงว่างเปล่า อย่างน้อยก็งอกมาแล้วสองบรรทัด  ปลอบใจตัวเองว่าเดดไลน์อีกสามเดือนยังไงก็คงทัน และทางที่ดีตอนนี้เขาควรลงไปกินมื้อเช้าได้แล้ว  ก่อนจะถูกพวกข้างล่างขึ้นมาตามเป็นหนที่สาม

       


    มันคงเป็นสามเดือนที่ยาวนานหน่อยๆ ทรมานทรกรรมตัวเองก็แค่นั้น



    ...เพลงรัก



    ช่วยเขียนเพลงรักที่เรียบง่ายให้ผมหน่อย

     

     


    หึ...เพลงรักที่เรียบง่าย 


    แต่มันไม่ง่ายไงเฟ้ย แล้วเขาจะทำอะไรได้คนขี้ใจอ่อนแบบเขาน่ะ งานทางการยังพอเลือกรับได้แต่งานส่งอาจารย์ของเจ้าน้องชายตัวแสบนี่สิ  ถึงจะไม่อยากรับแทบตายแต่สายตาอ้อนวอนปนคาดหวังแถมคำขู่  ว่าน้องจะเรียนไม่จบ จะสอบตกนี่นั่นไม่ใช่หรอ 


    เพราะแบบนั้นไงที่ทำให้เขาต้องมานั่งทุกข์ในวันที่บรรยากาศชวนให้คลานขึ้นเตียงสุดๆแบบนี้

     


    วันฝนตกที่ต้องมานั่งทำงาน มันทรมานมากนะ

     


    ทากะฮิโระถอนใจ มีคนเคยบอกว่าเวลาฝนตกมักจะทำให้เราคิดถึงใครคนนึง...คนรัก...คนที่เคยรักคนในอดีตหรืออาจจะใครสักคนในปัจจุบัน

     


    ฟังดูโรแมนติก เขาควรเอามันมาเป็นวัตถุดิบเขียนเพลงได้  แต่กับคนที่ไม่เคยมีความรักอะไรอย่างนั้น ทฤษฎีนี้มันช่างฟังดูงมงาย

     


    เขาน่ะเป็นห่วงต้นไม้มากกว่า คิดถึงตะบองเพชรในห้องนอนที่เผลอเอาออกมารับแดดตั้งกะหลายวันก่อนป่านนี้คงรับน้ำฝนจนรากเน่า

     


    นึกภาพตามก็ได้แต่ขำตัวเอง เขามันโคตรไม่โรแมนติกเลยเนอะ

      


    ดวงตากลมเหม่อมองเม็ดฝนที่ไหลเป็นทางยาวผ่านบานกระจก เอาเถอะยังพอมีเวลา


    บางทีการทานอาหารดีๆ นอนหลับพักผ่อนสักงีบให้สมองปลอดโปร่ง  รอฝนหยุดแล้วออกไปพบเจอผู้คน ไปจิบเบียร์ฟังเพลงที่ร้านเดวิดเพื่อนสนิทเขา

     


    บางทีนะบางที อาจจะมีแรงบันดาลใจใหม่ๆงอกใส่หัวเขาก็เป็นได้  จะรีดเพลงรักจากหนุ่มโสดสนิทก็ขอเวลาให้พี่คิดหน่อยละกัน  อย่างน้อยก็ได้มาตั้งสองวรรคถึงแม้จะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้ได้รึเปล่า




    หมกตัวอยู่ร้านมาสามวันสามคืนแบบนี้เห็นทีคืนนี้เขาต้องกลับไปนอนบ้านคุณนายตามที่ถูกหมายเรียกกลับซะแล้ว

     

     

     

     

     

     

    สี่ทุ่มกว่าตอนที่เขาปิดไฟพร้อมจะก้าวออกจากร้านจนแล้วจนรอดก็หลับเพลินจนไม่ได้ไปร้านเดฟ  เขาก็เบลอจนไม่ทันสังเกตสังกาอะไร  รู้ตัวตอนที่ยกเป้ขึ้นพาดบ่าถึงพบว่าข้างนอกฝนตกหนักซะแล้ว

     

     

    .


    .


    มีคนยืนอยู่ข้างนอก


    .


    .


    ใคร ?

    .


    .


    ฝนตกหนักแบบนี้...คิดอะไรอยู่นะ


    .

    .

    .


    กริ๊ง


    .


    .

     

     

    เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังตอนที่คนตัวเล็กออกแรงผลักบานประตูออกไป  ใครบางคนยืนหันหลังให้เขาอยู่ตรงนั้น  ใต้ร่มคันเล็กสีใส  คนที่ตัวสูงกว่าเขามาก แผ่นหลังเหยียดตรงร่างโปร่งบางใต้เชิ้ตสีเข้ม ตัดกับเส้นผมสีอ่อน ทากะเผลอไล่สายตามองตามหยดน้ำที่กลิ้งตัวลงตามแนวร่มแล้วไถลไปตามแรงโน้มถ่วง

     

     

    “คุณ.....มารอใครรึเปล่าครับ ?”

     

     

    เสียงกังวานใสดังขึ้นด้านหลัง ใครคนนั้นหันกลับมาช้าๆเขาดูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขยับยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบพลันสว่างไสว

     


    ตอนนั้นเอง...เวลาของทากะฮิโระเหมือนถูกหยุดไว้ชั่วขณะ

     

    .

    .

    .

    “จะกลับแล้วหรอครับ ?

     

    คนแปลกหน้าเลิกคิ้วถาม มองคนตัวเล็กที่เงียบไปเฉยๆอย่างเป็นกังวล

     


    “เอ่อ...ครับ ใช่ ผม...กำลังจะกลับ” ทากะเอ่ยตอบไปอย่างเงอะงะพลางเบี่ยงตัวออกเดินสวนไป  ทว่าคนตรงหน้ากลับรั้งต้นแขนเล็กแล้วดึงมาอยู่ใต้ร่มของเขาเสียก่อน  ระยะมันใกล้เกินไป ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆของเขา 

     


    “ฝนยังตกหนักอยู่เลยนะครับ รออีกแปปนึงไม่ดีกว่าหรอครับ รอไปพร้อมกัน”



    นั่นสิ...เขาเกือบไม่มีสติเดินออกไปทั้งแบบนี้แล้ว ทำไมเบลอได้ขนาดนี้นะ  เพราะแบบนั้นจึงยอมยืนนิ่งๆ รู้สึกได้ว่าเจ้าของร่มขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมแถมยังแบ่งร่มให้เขาอีกด้วย

     


    คนสองคนยืนเงียบๆกันอยู่หลายนาที  เป็นหลายนาทีที่กดดันสำหรับคนตัวเล็กไม่น้อย และเป็นหลายนาทีกว่าที่ทากะจะคิดได้ว่าเขาสองคนมายืนอัดกันใต้ร่มทำไม  ในเมื่อมีร้านที่อุ่นและปลอดภัยอยู่ด้านหลังแล้ว

     


    “เรา...เข้าไปหลบในร้านกันมั้ยครับ ?” ทากะเอ่ยทำลายความเงียบ ต้นแขนที่แนบกันทำให้เสื้อที่เปียกซึมชื้นมาถึงตัวเขา

      


    “อ่า...ได้หรอครับ พอดีผมเห็นป้ายนั่น” คนตัวสูงเลิกคิ้วเขาพยักพเยิดไปที่ข้อความ ‘CLOSE’บนแผ่นไม้สีขาวทรงวินเทจ แล้วยิ้มเล็กๆเสริม 

     


    ทากะส่ายหน้าพลางถอนใจไม่เอ่ยอะไรอีก  มือขาวจับท่อนแขนเย็นๆใต้เสื้อเชิ้ตตัวยาวออกแรงรั้งอีกฝ่ายเข้ามาด้านในด้วยกันก่อน หมอนี่ต้องกำลังแกล้งเขาอยู่เป็นแน่รู้ทั้งรู้ว่าเขาเพิ่งออกมาจากร้าน ยังมีใจให้หลบฝนอัดอยู่ในร่มคันเดียวกันแบบนั้น


     


    คนตัวสูงหุบร่มลงเสียบไว้ในช่องเก็บด้านหน้า กวาดตามองหาใครอีกคนที่ดึงเขาเข้ามาแล้วก็หายไป ก่อนไม่นานร้านเรือนกระจกที่เคยมืดสนิทจะกลับสว่างไสวด้วยแสงไฟสีส้มอ่อน

     


    “ขอโทษนะครับ เพราะผม...คุณอาจต้องทำความสะอาดใหม่” ใครคนนั้นเอ่ยอย่างสำนึกผิดตอนที่เห็นคนตัวเล็กเดินกลับออกมาพร้อมผ้าสะอาดในมือ

     


    “เช็ดตัวก่อนคุณ เปียกขนาดนี้เดี๋ยวได้ป่วยกันพอดี เรื่องทำความสะอาดช่างมันเถอะครับ”

     


    คนตัวสูงรับมา ไม่วายคว้าข้อมือเล็กของคนให้ไว้ด้วย เขาช้อนตามองคนตรงหน้า

     


    "โทรุครับ...ยามาชิตะ โทรุ" คนเอ่ยแนะนำตัวบีบมือเล็กเบาๆก่อนจะปล่อยในที่สุด  ทากะกระแอมไอน้อยๆ ก่อนจะช้อนสายตากลมขึ้นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มนั่น

     


    "ทากะครับ ทากะฮิโระ"เจ้าของสถานที่ขยับตัวออกห่างพลางปลดเป้ตัวเองแล้วหย่อนไว้บนเก้าอี้ตรงหน้า  แล้วยืนมองคนที่ซับน้ำออกจากใบหน้าและศีรษะอย่างนึกสงสาร

     


    "คราวหน้าถ้าลืมพกเสื้อกันฝนมา อย่าเกรงใจเลยครับ เข้ามาหลบด้านในก่อนก็ได้  จริงๆผมก็ผิดเอง ผมควรสังเกตเห็นคุณไวกว่านี้"

     


    "แต่ในที่สุดก็เห็นนี่ครับ รอนานกว่านี้ผมก็รอได้" เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางที่ทากะเดาความหมายไม่ออก  กับสายตาที่เขาทนสบด้วยได้ไม่นานทั้งที่ก็เพิ่งรู้จักกัน

     



    “ผมว่าผมควรหาอะไรร้อนๆให้คุณดื่มหน่อยดีกว่า อากาศชักจะหนาวๆขึ้นมาซะแล้วสิ  อ้อ..ผมเลี้ยงครับไม่ต้องห่วง”ไม่รอให้อีกฝ่ายคัดค้าน ทากะรีบพุ่งตัวไปหลังเคาน์เตอร์กลับไปเปิดเครื่องทำกาแฟอีกหน  แล้วบรรจงเลือกเมล็ดพันธุ์ชั้นดีส่งเขาเครื่องอย่างรวดเร็ว

     


    เขาไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าเป็นใครมาจากไหน  แต่ดูจากที่เราคงต้องอยู่ในร้านกันอีกพักใหญ่ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ควรจะดูแลรับรองแขกของร้านให้ดีที่สุด

     


    “แปลกจังนะครับ  ผมมาร้านนี้เป็นประจำ แต่ไม่ยักกะเคยเห็นคุณมาก่อน”เขาเดินมาหยุดเท้าคางมองคนที่กำลังตั้งใจเตรียมกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์

     


    “คุณคงมาแต่เช้าสินะครับ ปกติผมเข้าสายกลับดึกบางทีก็ค้างที่นี่กว่าจะตื่นอีกทีก็สายโด่เด่ แถมบางวันก็ไม่อยู่เลย”

     

     


    “อ่อ...แบบนี้นี่เอง” อีกฝ่ายทำหน้าแปลกใจในหัวคงจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เรื่องอะไรเขาจะเฉลยล่ะ

     

     


    “ว่าแต่อยู่ดึกทุกวันเลยหรอครับ ?”โทรุเอ่ยถามพร้อมกับพยักหน้าขอบคุณตอนที่แก้วกาแฟร้อนถูกวางลงตรงหน้า  มือเล็กเลื่อนตะกร้าครีมซองกับน้ำตาลห่อเล็กที่มาให้  ทากะช้อนตาขึ้นสบก่อนว่า

     


    “แล้วแต่งานน่ะครับ อย่างวันนี้ไม่มีอารมณ์แล้วเลยกะว่าจะกลับไปนอนบ้าน ถ้าบางวันยุ่งมากๆก็ค้างไปเลย ชั้นสองมีห้องนอนสำรองไว้น่ะครับ” คนว่ายิ้มน้อยๆพอได้อังมือกับแก้วกาแฟร้อนมันให้ความรู้สึกที่ดีชะมัด

     


     

    “ไม่คิดว่าร้านกาแฟจะงานหนักขนาดนี้ ผมหมายถึง...” โทรุเกาข้างแก้ม สีหน้าลำบากใจชัดเจน ไม่กล้าเอ่ยต่อเพราะกลัวทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี

     


    ทว่าคนตัวเล็กกลับหลุดหัวเราะสดใสออกมา

     


    “ไม่หรอกครับ...ร้านเราปกติเลิกงานสองทุ่ม แน่นอนว่าไม่ต้องค้างหรอกครับ”ทากะฮิโระขยิบตาใส่ และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าคนที่ผลิตวิ๊งได้ทรงอานุภาพที่สุดไม่ใช่ไอดอลสาวแต่คือหนุ่มน้อยตรงหน้านี่ต่างหาก

     


    “แปลว่าถ้าผมมาหลังสองทุ่มก็จะได้เจอคุณแน่ๆสินะครับ...”คนถามยิ้มมุมปากตอนที่ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

     






    **************************



     

    "อรุณสวัสดิ์ครับ...วันนี้..."


     

    "ยินดีด้วยค่ะ ทากะซังมาแล้วค่ะ ฉันกำลังจะเอากาแฟขึ้นไปให้อยู่พอดี"พนักงานสาวยิ้มหวานให้กับลูกค้าประจำคนหล่อ ที่หลายวันมานี้นอกจากจะสั่งกาแฟแบบเดิมยังมักจะถามหาแต่ใครบางคนอยู่ทุกวัน

     


    บางทีก็อยากจะถามให้หายสงสัยว่าไปรู้จักผู้จัดการได้ยังไง แต่มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของลูกค้าที่เธอไม่ควรก้าวก่าย รู้แต่ว่าอีกไม่นานพวกเธออาจจะมีเรื่องดีๆไว้แซวผู้จัดการเป็นแน่ 



    ยิ่งเห็นรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าเมื่อได้คำตอบว่าใครบางคนที่เขาถามหาทุกวันในที่สุดก็ปรากฏตัวแล้ว  คนที่เฝ้ามาถามหาตลอดทั้งเช้าและตอนปิดร้านนั่นน่ะ



    ชักจะยังไงๆซะแล้ว

     


    "แก้วนี้รึเปล่าครับ งั้นผมยกไปเลยละกัน ส่วนของผมเดี๋ยวไว้จะลงมาสั่งอีกทียังไม่ต้องทำตอนนี้ก็ได้ครับ"คนตัวสูงฉีกยิ้มไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธ ก่อนจะคว้าแก้วน่ารักใบนั้นแล้วหมุนตัวจากไปอย่างคุ้นเคยดี

     



    "เดี๋ยวค่ะโทรุซัง...อะ อ้าว ไปซะแล้ว" พนักงานสาวได้แต่ยกมือค้างเอียงคออย่างนึกแปลกใจนักเธอยังไม่ได้บอกสักนิดเลยว่าผู้จัดการน่ะอยู่บนห้องทำงานชั้นลอย  แล้วทำไม...

     


    หรือว่าจะเคยขึ้นไปแล้ว มีแต่เรื่องน่าสงสัยเต็มไปหมดนะ

     

     

     

     


     ****************************


    คนตัวเล็กนั่งหลับคอพับคอเอียงอยู่บนเก้าอี้ขนสัตว์สีขาวท่าทางนุ่มสบาย ในมือยังไม่ปล่อยเอกสาร และแว่นตาสีใสอันจิ๋วกำลังเลื่อนลงช้าๆ

     

     

    เขาวางแก้วกาแฟอย่างเบามือ รีบจับแว่นตาที่กำลังไถลตัวลงแล้วพับวางไว้อีกมุมให้ห่างจากระยะพลิกตัวของคนหลับ



    คนมาใหม่กวาดตามองสำรวจห้องเล็กที่เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่คลุมโทนเป็นขาวดำนอกจากโซฟาที่เจ้าของห้องใช้  ก็มีโซฟารับแขกอีกมุม และถัดไปหลังชั้นหนังสือมุมใต้หลังคาทรงสามเหลี่ยม ก็คือเตียงนอนเล็กๆที่ยังไม่ได้พับผ้าห่ม


     

    เขาอมยิ้มน้อยๆ ดึงสายตากลับมาที่ร่างบนโต๊ะกระจก เผลอก้มมองใบหน้าขาวหลับสนิทแล้วยิ่งผุดยิ้มบาง อย่างนึกเอ็นดู

     

    ไม่รู้ทำไมแต่อยากมองต่อไปอีกนานๆ

     


    สายตาคมไล่ไปเรื่อย จนสะดุดกับกระดาษแผ่นบางในมืออีกฝ่ายเขาถือวิสาสะดึงออกมาช้าๆ...

     

     

    .

    .

    .

     

    ทากะขยับตัวเล็กน้อย คนงัวเงียยกมือขึ้นขยี้ตาก่อนจะค่อยๆยืดเส้นสายเหยียดแขนยาวบิดขี้เกียจ

     

    และตอนนั้นเอง...

     

    "ทะ...โทรุซัง มาได้ไง ผมหลับไปนานแค่ไหนเนี่ย"คนตัวเล็กลนลาน หันรีหันขวางคว้าแว่นมาสวมก่อน แล้วจึงคว้ามือถือเพื่อดูเวลาตอนนี้

     

     

    "ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้นานขนาดนั้น ผมเพิ่งจะมาถึงเห็นทากะซังกำลังหลับสนิทก็เลยไม่อยากปลุกว่าแต่....ทำไมไม่บอกล่ะครับว่าเป็นเจ้าของร้าน" คนบนโซฟาอีกฟากเอ่ยถาม ทากะชะงักไปเผลอยกมือขึ้นแตะท้ายทอย

     


    “อ่อ...เรื่องนั้น ไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ แค่รู้สึกว่ามันไม่สำคัญว่าผมจะเป็นใครสักเท่าไหร่”คนตัวเล็กยิ้มบาง  ก่อนรีบขอบคุณอีกฝ่ายเมื่อเหลือบไปเห็นแก้วกาแฟของตัวเองอยู่ตรงนั้น เดาได้ไม่ยากว่าเขาคงถือมันมาให้ด้วย

     



    “เป็นเจ้าของน่ะดีแล้วครับ เพราะถ้าเป็นพนักงาน ผมกลัวทำคุณเดือดร้อน คงต้องชวนคุยจนเสียงาน” 

    เขาว่าพลางหัวเราะเบาๆเป็นอีกครั้งที่ทากะต้องหลบตาสายของผู้ชายตรงหน้านี้ เขาเหมือนจะกลายเป็นคนขี้อายไปทันทีตั้งแต่วันนั้น

     


    “วันนี้ผมไม่มีคลาสน่ะครับ แล้วก็ตั้งใจเอาเสื้อกันฝนมาคืนด้วย”เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าคนกาแฟในแก้วไม่พูดไม่จา เขาจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นอีกครั้ง



    วันที่เขาหลบฝนด้วยกันวันนั้น ได้นั่งคุยกันนานจนทากะรู้ว่าเขาเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาลัยใกล้ๆ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ลงรายละเอียดไปมากกว่านั้น  และทากะเองก็ไม่ได้พูดถึงตัวเองมากนักนอกจากหลุดพึมพำออกมาว่าน้องชายของเขาก็กำลังเรียนอยู่ที่นั่น

     

    “อ่อ...แต่แค่เสื้อกันฝนเองนี่ครับ ไว้วันไหนผ่านมาค่อยมาคืนที่ร้านก็ได้  ลำบากคุณเปล่าๆ”

     

    “จะว่าไงดีล่ะ..” มือขาวยกขึ้นเกาข้างแก้ม ยามที่เอียงคอมองอีกฝ่าย“...ผมมาที่นี่ทุกวันเลยนะ”

     


    “อ่า...จริงด้วยคุณเป็นลูกค้าประจำนี่นา ผมลืมไปได้ยังไง” ทากะยิ้มเขิน

     


    “ผมมาตามหาคุณต่างหากล่ะ” คนตัวสูงว่าเสียงเคร่ง  



    ประโยคที่คาดไม่ถึงทำเอาทากะเงยหน้าจากแก้วกาแฟแล้วสบตาเขา ดวงตาคมจ้องลึกลงไปในแววตาสุกใสของคนตรงหน้า  แววตาที่เขาไม่มีวันลืมนั่น  ทากะเงียบไป สารภาพตามตรงว่าทำตัวไม่ถูก เขาไม่คิดว่าจู่ๆตัวเองจะมาเจอสถานการณ์อะไรแบบนี้


    ไม่สิ ไม่คิดว่าจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับเขา

     


    ไม่ใช่หรอก อย่าคิดมากเกินไปน่า



     

    โทรุหน้าเงียบไปนิด เขาทำหน้าหงอยตอนที่เอ่ยต่อ “....คุณน่ะหายไปไหนมาครับ”

     


    ท่าทีของเขาทำเอาใจทากะหล่นวูบทันที รู้สึกผิดไปหมด เขาทำให้อีกฝ่ายต้องรอหรือเปล่าเป็นเรื่องจริงตั้งแต่วันที่ติดฝนอยู่ด้วยกันเขาก็กลับไปค้างที่บ้าน  เช้าถัดมาก็ดันเป็นไข้เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ กอปรกับโดนฝนเข้าไปพลอยทำให้ต้องนอนเป็นผักอยู่ตั้งอาทิตย์กว่า แถมถูกสั่งห้ามแตะงานทุกอย่างอีกต่างหาก

     


    เขาไม่รู้จริงๆว่าโทรุมาตามหาทุกวัน ลำพังแค่เสื้อกันฝนตัวเดียวฝากเด็กๆในร้านก็ยังได้เลย

     


    คนตัวเล็กสลับสีหน้าไปมาระหว่างแปลกใจกับรู้สึกผิดได้แต่อ้อมแอ้มตอบอีกฝ่ายไปตรงๆ  ถึงมันจะเหมือนกำลังแก้ตัวก็เถอะ

     


    “ผม..ไม่สบายน่ะครับ นี่ก็เพิ่งจะ--” ไม่ทันได้ต่อประโยคให้จบว่าหายดี  มือขาวของคนตรงหน้าก็วางลงบนหน้าผากเขา   คนที่ผุดลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วนั่น 


    ทากะชะงัก ไม่กล้าขยับตัวเหลือบมองสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายที่ค่อยๆผ่อนคลายลงเมื่อพบว่าเขาไม่ได้ตัวร้อนหรือเป็นอะไรแล้ว

     

    โทรุละมือออกจากหน้าผากคนตัวเล็กช้าๆ ก่อนจะส่งสายตาดุให้เขาแทน


    “คุณพักผ่อนน้อยใช่มั้ย ดูแลตัวเองหน่อยสิครับ”

     

    คนถูกดุได้แต่อ้าปากพะงาบๆ มึนงงละคนตกใจกับการจู่โจมของอีกฝ่ายแต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่ามันทำให้ใจเขาอุ่นวาบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

     

    นอกจากคนในครอบครัวก็เห็นจะเพิ่งมีคนตรงหน้านี่ล่ะที่มีแววตาห่วงใยเขาอย่างจริงใจแบบนี้

     


    “ขอบคุณนะครับ” เขาทำได้เพียงส่งยิ้มกว้างให้อีกฝ่าย  แต่หารู้ไม่รอยยิ้มนั้นเองมันดึงใครบางคนให้ตกหลุมที่เจ้าตัวตั้งใจโดด  หลุมที่เจ้าของไม่ได้ตั้งใจขุด  ดึงให้ใครบางคนจมลึกลงไปกว่าเดิม ลึกจนอดคิดไม่ได้ว่าเขาคงไม่มีทางปีนขึ้นมาได้อีกแล้ว

     


    ยามาชิตะ โทรุ มองเขาไม่วางตา “แค่นี้ก็คุ้มแล้วล่ะครับ”

     


    ทากะเลิกคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของคนตรงหน้าเท่าไรนัก  “หน้าผม…มีอะไรหรือเปล่าครับ ? ”

     


    “มีสิครับ”


    คนตัวเล็กเบิกตากว้าง รีบยกมือหลังมือขึ้นเช็ดเป็นพัลวันแต่ก็ไม่พบอะไร

     


    “น่ารักดีนะครับ ”

     


    ประโยคที่ทำเอาคนฟังได้แต่อ้าปากค้างทำหน้าเหวอ  พอเห็นอีกฝ่ายกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นเจ้าของร้านถึงส่งค้อนวงเล็กเข้าให้ คนตัวสูงยืดตัวขึ้นช้าๆ ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นบางส่งกลับมาให้

     

     

    “ไว้คราวหน้าไปทานข้าวกัน  แล้วผมจะต่อให้นะครับ” เขาว่าพลางขยิบตาปิดท้าย  ดึงกระชับกระเป๋าขึ้นพาดไหล่ แล้วเดินจากไปทั้งแบบนั้น

     


    ปล่อยให้อีกคนนั่งตาค้างกับประโยคที่ถูกเติมไว้บนกระดาษแผ่นเดิมที่เกือบจะว่างเปล่าของเขา

     

     

    …อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้

    แต่กับเธอคนนี้รู้มั้ย ฉันเขียนมันง่าย…ดาย

     

     


    ทากะฮิโระหน้าร้อนวูบ อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกใจเต้นแปลกๆแบบนี้ ความรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในท้องใจเต้นโครมครามหน้าร้อนสลับแดง จนต้องฟุบลงบนท่อนแขนตัวเอง

     


    ไม่ใช่หรอกน่า แล้วนี่เขากำลังยิ้มบ้าอะไรกัน






    ********************


    ช่วงหลังยามาชิตะ โทรุซังที่เคยเป็นลูกค้าประจำก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็นลูกค้าประจำวีไอพีที่สามารถวอล์กอินขึ้นไปนั่งจิบกาแฟบนห้องทำงานของผู้จัดการโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า  แถมยังมักจะพาทากะซังออกไปทานข้าวด้วยกันสองต่อสองทั้งมื้อกลางวันและดินเนอร์  เผลอๆก็มาอยู่ปิดร้านเป็นเพื่อนอีก

     


    ความสัมพันธ์จึงเป็นที่แน่นอนแล้วว่ามากกว่าคนรู้จัก ยิ่งตอนพวกเขาแกล้งถามผู้จัดการว่าคบกันรึยัง แม้ทากะซังจะปฏิเสธตลอดแต่หน้าแดงๆแบบนั้นยังไงก็ฟันธงแล้วว่ามีซัมติงในกอไผ่

     


    ยิ่งตอนนี้ที่เหลือบไปมองคนตัวเล็กเจ้าของร้านที่นั่งกดมือถือยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นั่นก็คงไม่ต้องเดาแล้วว่าคุยกะใคร

     


    Rrrrrrr

     


    เสียงโทรศัพท์เครื่องเล็กของทากะดังขึ้นพร้อมกับชื่อน้องชายตัวแสบที่โชว์เด่นหรา ทากะเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับทันที

     


    “ไงฮึ เจ้าตัวแสบ”

     

    [นี่จัง เย็นนี้ว่างป่าวฮะ]

     

    ทากะเงียบลงครุ่นคิด จะว่าไปก็ว่างนะเพราะจู่ๆโทรุซังก็บอกว่าเย็นนี้มีธุระสำคัญคงมารับไปทานข้าวไม่ได้

     

    “อื้มว่าง มีอะไรหรอ”

     

    [โอเคร งั้นเย็นนี้เจอกันที่ร้านพี่เดฟนะครับ มีใครบางคนที่ผมอยากแนะนำ]

     

    “ใครอ่ะ ?

     

    [ความลับ เจอกันเย็นนี้ครับ]

     

    “เดี๋ยวฮิโระ เดี๋ยว !!!

     

    เจ้าตัวแสบวางสายไปแล้ว เขาเหลือบมองนาฬิกามีเวลาอาบน้ำแต่งตัวอีกสามชั่วโมง ตั้งแต่แต่งเพลงให้น้องชายตัวดีจนเสร็จไปเดือนก่อน  เพลงที่เขาเองเพิ่งจะร่วมแต่งกับคนอื่นเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นเพลงรักซะด้วย  ช่วงนี้ก็เลยงดรับงานแล้วก็มาอยู่เฝ้าร้านพักผ่อนไปพลาง

     


    แต่ก็เพราะเพลงนี้นี่แหละนะที่ทำให้เขาได้รู้จักกับหมอนั่น ถึงความสัมพันธ์จะยังไม่ชัดเจนดี แต่สามสี่เดือนมานี้เขามีความสุขมาก

     

     

     


    ******************


    “ไง เดี๋ยวนี้หายหน้าหายตาไปเลยนะ มีเด็กรึเปล่าวะ ?”เจ้าเดฟ หรือมาซาโตะ เดวิด หนุ่มลูกครึ่งหน้าหล่อเจ้าของบาร์ที่เขาชอบมานั่งฟังเพลงเป็นประจำ เดินมาโอบรอบคอแล้วลากเขาเข้าร้านไป

     

    “แล้วนี่ฮิโระมาถึงรึยัง ” คนตัวเล็กเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองไปรอบร้านที่วันนี้ดูคนจะน้อยลงกว่าปกติ

     

    “เดี๋ยวก็มาน่า มานั่งนี่เลย อยากกินไรสั่งเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”เพื่อนตัวแสบลากเขาไปนั่งบนเคาน์เตอร์บาร์หน้าสุด ก่อนจะหายไปหลังร้านในเวลาต่อมา   ทากะหันไปส่งยิ้มให้บาร์เทนเดอร์ที่รู้จักกันดีจนไม่ต้องบอกเมนู   เขานั่งฟังเพลงไปสักระยะ จู่ๆไฟทั้งร้านก็ดับลง พร้อมกับเสียงเปียโนท่วงทำนองที่เขาคุ้นเคย 


     

    กับคนคนนั้น คนที่อยู่กลางเวที กลางแสงไฟสปอร์ตไลท์สีอ่อนนั่น








     

    ....เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน

    มันอาจจะโดนใจแต่ก็มีความหมายเหมือนๆกัน

     

    แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น

    เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน

     

    มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย

    และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย

     

    แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้เมื่อทุกครั้งที่มีเธอใกล้

    ว่าถ้าชีวิตคือทำนองเธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ

     

    ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียงที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน

    อยู่ด้วยกันตราบนานๆดั่งในใจความบอกในกวี

     

    ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง

    คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจฉันมีปลายทาง...

     

     

    โน้ตตัวสุดท้ายจบลงแล้ว พร้อมกับคนที่เคยอยู่บนเวทีมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ ดวงตาสีดำสดใส จ้องสบกับแววตาจริงจังของคนตรงหน้า   ภายในร้านเงียบกริบ ถ้าเพียงใครสักคนขยับตัวเพียงนิดคงได้ยินจนชัดเจน

     


    โทรุหลุบตาลง มือใหญ่กว่าคว้ามือเล็กขึ้นช้าๆก่อนที่จะเอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบนั้น




    “ทากะ...เป็นแฟนกันนะครับ”




    คนตัวเล็กเบิกตากว้าง ใช้เวลานานกว่าประโยคนั้นจะซึมลึกเข้าไปในสมองผ่านไปถึงหัวใจเขา



    คนรอบีบมือเล็กแน่นขึ้น ทุกนาทีที่ผ่านไปเต็มไปด้วยความกดดันแต่คนตรงหน้าเอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่ยอมเงยขึ้นมาซะที มันทำให้เขาเริ่มกลัว



    “ทากะ....”เสียงทุ้มเอ่ยสั่น

     


    “ใครบอกให้ทำแบบนี้มันเขินนะ” เสียงใสเอ่ยกระซิบต่ำ  ก่อนจะเงยหน้าแล้วถลึงตาใส่เขาดุๆ  โทรุหัวเราะ ก่อนจะดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดแน่น ท่ามกลางเสียงผิวปากแซวของเพื่อนๆในร้าน

     


    “ว่าไง ยังไม่ตอบเลย”


     

    “ขอเวลาเล่นตัวบ้างสิ ปล่อยให้รอตั้งนาน นึกว่าจะเป็นแค่เพื่อนซะแล้ว”คนตัดพ้อกอดเขาแน่น

     


    “ไม่ต้องเสียเวลาแล้ว เลือกมาเลยว่าจะคบหรือจะคบ”

     


    “เดี๋ยวเหอะ งั้นเลือกข้อสามละกัน” ประโยคที่คนฟังเลิกคิ้ว ทากะผละออกช้าๆยกยิ้มเจ้าเล่ห์  มือขาวยกขึ้นปิดตาคนตัวสูง



    โทรุยืนนิ่งยอมทำตามใจคนตัวเล็กกว่าก่อนจะรับรู้ได้ถึงสัมผัสนุ่มหยุ่นที่แตะลงบนริมฝีปากไวๆพร้อมกับภาพตรงหน้าที่กลับมาสว่างอีกครั้ง คนตัวเล็กยิ้มกว้างแก้มติดจะแดงๆแล้วว่า


    “คำตอบน่ะ ให้ไปแล้วนะ” นิ้วเรียวเล็กแตะค้างบนริมฝีปากอีกฝ่าย โทรุรวบคนตัวเล็กเขามาใกล้กว่าเดิม แล้วเป็นฝ่ายก้มหน้าลงหาบ้าง

     

     

    “งั้นผมก็ต้องได้เอบวกใช่มั้ยครับจารย์  ฮ้า...ป๊าต้องรู้เรื่องนี้ ป๊าต้องดีใจมากแน่  ฝากโอนี่ด้วยนะฮะจารย์”

     

    เสียงเล็กที่ทากะจำได้ดีดังขึ้นจากด้านหลัง ดึงคนสองคนให้หันไปหา ฮิโระยิ้มกว้างส่งท้ายก่อนจะวิ่งหนีหายออกไปทันที  คนตัวเล็กหันมาหรี่ตามองคนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์ด้วยท่าทีสนิทสนมนั่น แล้วถอยออกมายืนกอดอกรอฟังคำอธิบาย

     


    “เริ่มจากตรงไหนดีก่อนละครับ”  โทรุยกยิ้มเจ้าเล่ห์

     

    .


    .


    .


    .


     

    อ้าว ฮิโรกิคุง ยังไม่กลับอีกหรอครับ?’

     

    กำลังจะกลับแล้วครับจารย์ วันนี้ผมต้องไปรับพี่ชายต่อ

     

    อ่อ งั้นไม่เป็นไร เสียดายจัง ผมกะจะชวนไปหาอะไรกินสักหน่อยจะได้คุยเรื่องโปรเจคเทอมนี้ของนายด้วยเลย

     

    อ่า...งั้นพรุ่งนี้แล้วกันครับ ผมต้องรีบไปจริงๆ  ไม่ได้หรอกครับต้องไปกันท่าหน่อย พี่ชายผมเสน่ห์แรงอย่าบอกใครเชียว รำคาญพวกชอบมาตอแย

     

    ขนาดนั้น ?’ อาจารย์หนุ่มทวนคำเสียงสูง

     

    พี่น่ะปฏิเสธคนไม่เก่ง ชอบถูกเอาเปรียบอยู่เรื่อยไว้มีโอกาสผมจะแนะนำนะครับจารย์ พี่เป็นนักแต่งเพลงมือทอง ฝีมืออย่างเจ๋งเลยจารย์ต้องชอบแน่ๆ

     


    ฮิโรกิออกจากห้องไปแล้วตอนที่โทรศัพท์ของเขาสั่นขึ้นในกระเป๋ากางเกง  เบอร์โชว์หน้าจอคุ้นเคยจนเขายกยิ้ม นึกแปลกใจว่าอีกฝ่ายจะชิงโทรมาทำไมในเมื่อเขาก็นัดกันไว้พรุ่งนี้อยู่แล้ว

     


    ไงเดฟ  หืม...มีคนอยากให้ไปเจองั้นหรอ

     

    ตอนนี้เนี่ยนะ ? ที่ร้านนายเออๆก็ได้ งั้นเลี้ยงข้าวด้วยล่ะ

     

    อืมๆ...เจอกัน

     

    โทรุจอดรถไว้หน้าร้านก่อนจะเปิดประตูก้าวเข้ามาด้านในลูกค้ามากมายจอแจกว่าเมื่อสามปีก่อนเป็นไหนๆ  บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าธุรกิจของเพื่อนเขากำลังไปได้สวย  พลันใครบางคนก็ทักเขาจากทางขวามือซะก่อน


    อ้าวจารย์  หวัดดีครับฮิโรกิลูกศิษย์ตัวแสบเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาหาเขา

     

    ไหนบอกไปรับพี่ชาย

     

    โน่นไงครับ คนที่นั่งอยู่หน้าเปียโนนั่นน่ะ พี่ทากะ  พี่ชายผมเองครับ

     

    โทรมองตามสายตาของเด็กหนุ่มก่อนไฟทั้งร้านจะดับลง  แล้วเสียงเปียโนที่มาพร้อมกันกับเสียงใสกังวานของคนตรงนั้นจะฉุดเขาให้ตกอยู่ในภวังค์จนไม่อาจละสายตาได้



    ‘…Let's live like we're immortal

    Maybe just for tonight

    We'll think about tomorrow  when the sun comes up

    'Cause by this time tomorrow

    We'll be talking 'bout tonight

    Keep doing what we want, we want, we want

    No more wasted nights…’

     


    เสียงโน้ตสุดท้ายจบลงพร้อมกับเสียงใสที่ยังดังสะท้อนอยู่ในหัว 

     

    พร้อมกับแผนการทั้งหมดที่เริ่มต้นขึ้น โดยมีเจ้าน้องชายคอยเป็นกุนซืออยู่ไม่ห่าง



    ‘สำเร็จมั้ยครับเล่นแรงแบบนี้ถ้าอีกฝ่ายรู้ผมต้องโดนไล่ออกจากบ้านแน่’


    ‘ไม่หรอกครับ เชื่อมือผมสิ’


    ผมก็ต้องเชื่อจารย์อยู่แล้ว ก็เกรดผมอยู่ในมือจารย์นี่ฮะ'


    'อืม....แต่ผมโน้ตให้ฮิโระคุงไว้ที่บีบวกแล้วนี่นะ ถ้าสำเร็จก็จะได้เอ'


    'เอ้า ไหนจารย์บอกว่ามีสิทธิ์ถึงเอบวกไง'


    'เอาพี่ชายมาแลกก่อนสิครับ'


    'นี่เห็นว่าเป็นจารย์หรอกนะผมเลยไว้ใจ นี่จังไม่ค่อยจะทันคนผมละโคตรเป็นห่วงเลย ไม่อยากยกให้ใคร จารย์ต้องดูแลพี่ดีๆนะ'


    ‘รับทราบ จะดูแลอย่างดีครับ'



    วันนั้นเขาตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ทากะฟัง โดนเจ้าตัวงอนนิดหน่อยที่รวมหัววางแผนกัน เดฟเองก็เป็นทั้งเพื่อนสนิทเขาและทากะ  ความจริงเจ้าตัวก็ตั้งใจจะแนะนำทากะให้ แต่เขาบอกปัดไปก่อน  หลังจากนั้นพอเลิกงานออกจากมหาลัยเขาถึงไปคอยแอบมองเวลาทากะนั่งทำงานที่ชั้นลอยทุกวัน  แต่ก็ไม่เคยสบโอกาสเหมาะจนกระทั่งวันที่ฝนตกหนักนั่น

     

     

    ภาพความทรงจำในเหล่านั้นยังติดตรึงเขาไม่ให้ก้าวไปไหนได้ คนตัวสูงเลิกแขนเสื้อแขนยาวขึ้นเล็กน้อยพอให้พ้นจากนาฬิกาเรือนสวย

     


    คงได้เวลาแล้ว ข้างนอกฝนครึ้มมาตามเคย ไม่ช้านานคงกลั่นเม็ดลงมาจนได้แล้วก็นะ...ถ้ามัวชักช้าใครบางคนได้หนีกลับไปก่อนพอดี สายตาคมเหลือบมองร่มคันใสที่พิงไว้ข้างฝา

     

     

    .



    .

     

    ข้างนอกฝนตกหนักอีกแล้วปีเก่าผ่านไปปีใหม่พร้อมกับสายฝนชุ่มฉ่ำยังคงแวะเวียนมาตามฤดูกาลอย่างสม่ำเสมอ  ทากะถอนใจเป็นไปได้ว่าฝนตกหนักแบบนี้ใครบางคนอาจจะยังออกมาจากมหาลัยไม่ได้ และเขาก็ไม่ควรฝืนกลับบ้านก่อนทั้งที่ฝนยังไม่ขาดเม็ด 


    ทว่าในความมืดนั้นเอง เขากลับเห็นใครบางคนมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านแล้ว


    .

    .

    .

    กริ๊ง

    .

    .

    .


    เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงฝนกระทบร่มดังไม่ขาดสาย มีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ


    เขามาพร้อมร่มคันเล็กสีใส  คนที่ตัวสูงกว่าเขามาก แผ่นหลังเหยียดตรงร่างโปร่งบางใต้เชิ้ตสีเข้มตัดกับเส้นผมสีอ่อน ทากะเผลอไล่สายตามองตามหยดน้ำที่กลิ้งตัวลงตามแนวร่มไถลไปตามแรงโน้มถ่วง

     


    “รอใครอยู่หรอครับ ?” ทากะขยับยิ้มกว้าง เอียงคอกอดอกยามเอ่ยถาม  ใครคนนั้นค่อยๆหันกลับมาหา คนที่ส่งยิ้มสว่างไสวไม่ต่างอะไรกับวันนั้น

     


    “รอแฟนน่ะครับ กลับบ้านกันนะ”






    END



     

    Special Thank,

    กันและกัน – Flure

    Wasted Nights : ONE OK ROCK

     

    -------------------------------------------------------------------------------------------

    Talk :  เป็น SF ที่ไม่ได้แพลนมาก่อน จู่ๆก็รู้สึกอยากใช้เพลงนี้มาเขียนฟิค ประกอบกับอากาศช่วงนี้ที่ทำให้หัวแล่นดีเป็นพิเศษแต่ไปๆมากว่าจะเขียนเป็นชิ้นเป็นอันก็นานอักโขซะได้ โล่งใจจังเหมือนทำการบ้านเสร็จไปอีกหนึ่งชิ้น ความยากง่ายของ SF ต่างจาก LF ตรงที่จบแล้วก็จบไม่ต้องติดพัน เหลือบมอง LF นั้นนน // ปิดฝาฉึบ ใครอ่านมาจนถึงตรงนี้ก็จะดีใจมากนะครับ 555555 ช่วงนี้หายคู่เลย คิดถึงอ่ะเนอะแต่งฟิควนไป

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in