Short Fiction [รวมเรื่องสั้น]nillzeronoun
Library


  • 'เห็นหมกอยู่ห้องสมุดทุกวัน ช่วงนี้ขยันหรอวะ โทรุ....'

     

     นั่นคือประโยคที่เรียวตะทักเขาก่อนแยกย้ายไปหาเนื้อย่างข้างมอกับโทโมยะสองต่อสอง

     

    ไม่ใช่ว่าใกล้สอบหรืออะไรหรอก  เพิ่งจะเปิดเทอมมาเดือนกว่าเอง ปีสองอย่างเขาพอไม่ต้องมาคอยเข้าห้องประชุมเชียร์ ซ้อมร้องเพลงมหาลัย  ก็เลยรู้สึกเหมือนว่าได้เวลาส่วนตัวคืนมา

     

    เรื่องมันเริ่มต้นตอนที่ไปหาหนังสือแก้สูตรแคลคูลัสในห้องสมุดกลาง เขาถึงได้รู้ว่าห้องสมุดอาจจะเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ที่สุดในมหาลัย

     

    เผลอๆจะดีกว่าหน้าคณะบัญชีหรือนิเทศน์ด้วยซ้ำ....

     

    น่ามาฝากทั้งชีวิตที่เหลือไว้ที่นี่

     

     

    คนตัวสูงหอบหนังสือกองโตมาถมไว้กลางโต๊ะกลมตัวที่อยู่ใกล้กับเคาน์เตอร์บรรณารักษ์ที่สุด  สายตาคอยเหลือบมองคนตัวเล็กที่เดินไปเดินมาระหว่างจุดลงทะเบียนยืมคืนกับรถเข็นเก็บหนังสือใช้

     

    เพิ่งจะวันจันทร์แท้ๆแต่ทำไมนักศึกษาถึงเดินกันขวักไขว่ไปมาจนน่าปวดหัว  แถมยังเป็นวันจันทร์ต้นเทอมด้วยซ้ำ ทำไมเด็กมหาลัยนี้ถึงขยันกันนักนะ

     

    เดี๋ยวบรรณารักษ์อาสาของเขาก็เหนื่อยกันพอดี...ตัวยิ่งเล็กๆอยู่ด้วย

     

    ปกติเขาจะมาสิงอยู่ห้องสมุดทุกวันบ่ายสามถึงหกโมงเย็นยอมลงเรียนทุกวิชาในช่วงเช้าที่คนยี้กันที่สุด ยอมกันเวลาช่วงบ่ายเพื่อการนี้

    ความจริงเทอมนี้เขาลงเรียนบ่ายหมดแล้วทุกตัวเลยด้วยซ้ำ  ใครจะบ้าตื่นแต่เช้ามานั่งรียน ง่วงจะตาย แต่พอมาพบสิ่งที่น่าสนใจในห้องสมุดก็ชักคิดว่าตื่นเช้าก็ดีเหมือนกันน้า  รีบจัดการทำเรื่องย้ายเวลาเรียนมาเช้าหมดเลย อาจารย์ที่ปรึกษาเขาถึงกับปาดน้ำตาคงคิดว่าเขากลับตัวมาเป็นคนดี

     

    หารู้ไม่ยามาชิตะ โทรุ ทำอะไรล้วนคิดมาแล้ว วางแผนทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  ให้คนไปสืบมาแล้วเรียบร้อย

    ทั้งชื่อ ชั้นปี สาขา และเวลาเข้ากะ ตามจนอีกนิดก็จะรู้ที่อยู่หอพร้อมเบอร์ห้อง

    งานแบบนี้แค่ให้ทิปรุ่นน้องปีหนึ่งในสังกัดถือเป็นค่าเปิดปาก  เดี๋ยวข่าวก็วิ่งมาเหมือนม้าเร็วเอง  ง่ายกว่านี้ก็หายใจแล้วล่ะ

    แต่ข่าวที่ฟังละชื่นใจนักหนาจนจ่ายทิปไปซะหลายพันเยนนั่นก็คือคุณอาสาบรรณารักษ์.....เขาโสด  อิอิ

     



    อุ้ยๆ เข็นรถออกมาแล้ว สงสัยจะเอาหนังสือไปเก็บ  ทำทีไปหาหนังสือแถวนั้นดีกว่า

    คนตัวสูงรีบลุกออกไปจากโต๊ะ  ไม่ทันให้ใครบางคนได้รู้สึกตัว

     



    หมอนั่น...วันนี้ก็มาอีกแล้วครับ  

    น่าจะเป็นรุ่นพี่ปีสี่ไม่ก็รุ่นพี่ปีสี่ที่ซิ่วมาแล้วสามปี อันนี้ผมคำนวณจากใต้ตาเจ็ดชั้นเอาเองนะ  ถ้าเป็นคนสนิทกันว่าจะแนะนำอายครีมให้  นี่ก็ยังไม่เคยคุยกันหรอกครับ นอกจากบทสนทนาทั่วไปเวลายืมคืนหนังสือ

     

    เขาดูขยันมากเลย ผมต้องมองด้วยสายตาชื่นชมเลยล่ะ  เพิ่งจะต้นเทอมแท้ๆ ยังมาอ่านหนังสือที่นี่ทุกวันนี่ถ้าไม่ได้เกียรตินิยมเหรียญทอง  ผมว่ามหาลัยต้องพิจารณาตัวเองแล้วล่ะ

     

    ผมล่ะอยากขยันให้ได้อย่างเขาบ้างเลย  ที่บ้านฝากความหวังไว้เยอะแถมเป็นเด็กทุนด้วยยิ่งต้องทำทั้งการเรียนและกิจกรรมอาสาหนักกว่าปกติ  ยิ่งเกรดยิ่งต้องห้ามตก

     

     พูดไม่ทันขาดคำพอเลี้ยวมุมมาเห็นพี่ปีสี่ซิ่วสามยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าชั้นหนังสือหมวดสัตว์น้ำ

    “หาอะไรอยู่รึเปล่าครับ” ผมรีบถามทันที

    เขาทำมีสีหน้าตกใจนิดหน่อยก่อนแปลเป็นลำบากใจแทน “กำลังหาหนังสือเพาะพันธุ์ปลากัดครับ คุ้นๆว่าอยู่แถวนี้ คุณบรรณารักษ์พอจะทราบมั้ยครับ” 

    ประโยคหลังเขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ท่าทางเป็นมิตรน่าทำความรู้จัก  จนผมอดคิดไม่ได้ว่านี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีให้ผมได้ลองพูดคุยสอบถามว่าฮาวทูทำตัวขยันบายพี่ปี่สี่ซิ่วสามก็เป็นได้


    ผมพาพี่ตัวสูงมาอีกฟาก  มุมนี้ปกติก็จะมืดๆและคนน้อย ไม่ค่อยมีใครมาหาหนังสือเพาะพันธุ์ปลากัดกันบ่อยๆหรอก  แต่คงเป็นสัตว์เลี้ยงของพี่เขากระมัง แค่สัตว์เลี้ยงยังน่าสนใจขนาดนี้ ชีวิตส่วนตัวของอัจฉริยะจะขนาดไหนกันนะ

     

    หนังสือนั่นอยู่ชั้นบนสูงเองการแน่นอนว่าบรรณารักษ์อาสาที่สูงเพียงร้อยหกสิบนิดๆแบบเขา หยิบไม่ถึงแถมชั้นส่วนนี้ใช้งานน้อยจนไม่มีรางเลื่อนแบบโซนอื่น

    เหมือนพี่เขาจะรู้ว่ามันเกินกว่าความสามารถปกติที่เขาจะทำได้  มุมปากสวยจึงเพียงยกยิ้มบางแล้วเอื้อมมือขึ้นไปคว้า แทบไม่ต้องเขย่งแค่สุดความยาวแขนปกติก็หยิบถึง คนตัวสูงนี่ดีจังน้าพี่เขาอาจจะเป็นนักบาสมหาลัยด้วยก็ได้

     

    แต่...เสื้อสั้นจังมันหลุดจากขอบกางเกงนักศึกษาจนโชว์สะโพกสอบขาวเนียนออกมาละนั่น  

    เขามองอะไรเนี่ย !


    คนตัวเล็กรีบเบนสายตาไปอีกทางหน้าแดงหูแดงไม่รู้ตัว คนตัวโตที่ปรายตามองอยู่ตลอดเวลายกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะหดตัวกลับลงมาช้าๆ


    “ได้แล้วครับ สภาพยังดีอยู่เลย” เขาพูดเสียงเบาพลางพลิกหน้ากระดาษไปมา


    “ชอบอ่านหนังสือหรอครับ” อาสาบรรณารักษ์ถามขึ้นแววตาสุกใสที่เขาติดใจตั้งแต่ครั้งแรก  ดวงตากลมอยู่ใกล้มากเมื่อมันไม่มีเคาน์เตอร์คั่นกลาง


    ชอบกลิ่นน่ะครับ ชอบสัมผัสด้วยเสน่ห์ของหนังสือน่ะครับ จริงๆเรื่องนี้ค้นจากอินเทอร์เน็ตง่ายนิดเดียวแต่ผมก็ชอบหนังสือมากกว่า”


    โห...ความคิดพี่เขาก็สุดยอดไปเลยด้วย

    คนตัวเล็กฉีกยิ้มกว้างท่าทางตื่นเต้นดีใจ

     

    “เหมือนผมเลยครับกลิ่นกระดาษนี่สุดยอดไปเลยเนอะ


    “ใช่มั้ยล่ะครับ ผมนี่ติดใจเลยล่ะ” คนติดใจไม่ได้ก้มหน้ามองที่หนังสือแต่กำลังมองหน้าอาสาบรรณารักษ์แววตาวิบวับจนคนตัวเล็กชักหายใจไม่ทั่วท้อง

     

    “ก็ว่า...เห็นมาทุกวันขนาดนี้คิดว่าคงชอบห้องสมุดมากแน่ๆ”เลี่ยงหลบตาเขา  กำลังจะเดินออกไปจากซอยนี้คุณพี่ปีสี่ก็ยกแขนขึ้นเท้าปิดทางเอาไว้ก่อน

     

    “จำได้หรอครับ ดีใจจัง” เขาว่าเสียงนุ่ม ก่อนจะหมุนตัวทำทีหยิบหนังสืออีกเล่มที่อยู่ใกล้ตัว  

     

    “ต้องจำได้สิอยู่แล้วล่ะครับ ก็ผมเป็นคนทำยืมคืนให้อยู่ทุกวัน”เสียงใสๆนั่นกล่าวด้วยท่าทีกระตือรือร้นแฝงความชื่นชมอยู่ในที  ช่างเป็นเด็กน้อยซื่อบริสุทธิ์เสียนี่กระไร

     

    “อ่า....นั่นสินะครับ” เขารับคำเบาๆคีพลุคท่าทีสุขุมนุ่มลึก  ดึงแว่นใสออกมาจากกระเป๋าเสื้อแว่นนี้ก็ยืมเพื่อนในคณะมานั่นล่ะ เพราะบางทีสำหรับบางคนก็ชอบหนุ่มแว่นไงอันนี้รีเสริชมาจากเพื่อนสาวในคณะอ่ะนะ เห็นแม่นางชอบอ่านการ์ตูนวายกันเอามาอะแดปนิดนึง

     

    คนตัวเล็กใจเต้นสะดุด ตอนที่พี่เขากางขาแว่นแล้วเสียบเข้าซอกหูดันขาแว่นน้อยๆให้กระชับ ท่าทางเนิร์ดๆดูมีองค์ความรู้ทำเอาเขาใจเต้นขึ้นมาซะอย่างนั้น

     

    เทพ....ต้องใช่มหาเทพคงแก่เรียนแน่ๆ

     

    “ถ้าชอบขนาดนั้นมาเป็นอาสาสมัครด้วยกันสิครับ”เขาหลุดปากออกไปเฉย เหมือนร่างกายพยายามหาวิธีชักนำมหาเทพให้เข้ามาวนเวียนชี้ทางชีวิตในรั้วมหาลัยแก่เขา  เป็นร่างกายที่รู้ใจเจ้านายดี

     

    เห็นพี่เขาเงียบไป ไม่สะดวกหรือเปล่านะ หรือเหตุผลยังไม่เพียงพอ

     

    “เดี๋ยวช่วงใกล้สอบคนจะเยอะขึ้น  ถ้าได้คนมาช่วยอาจารย์คงดีใจ ผมเองก็มาได้แค่ช่วงไม่มีเรียน”อาสาบรรณารักษ์ตีหน้าเศร้า 


    อื้อหือ...คนเหลือบมองอยากดึงมากอดปลอบ  แต่คีพลุคอยู่  เราต้องมีมาดต้องมีฟอร์ม

     

    “แล้วนี่...อยู่คณะอะไรเหรอครับ” คนตัวสูงถามเสียงเบา เหมือนกับถามเรื่องราวสัพเพเหระทั่วไป  จริงๆก็ถามไปงั้นล่ะ เขารู้ข้อมูลน้องน้อยมาหลดละนี่

     

    “อักษรศาสตร์ครับ  เพิ่งจะปีหนึ่งเอง ทากะฮิโระ โมริอุจิครับ”


    โอเค...ข้อมูลส่วนนี้ถูกต้อง


    คนตัวสูงปิดหน้าหนังสือในมือเบาๆ ก่อนหันมายิ้มบางแล้วแนะนำตัวเองบ้าง


    “เป็นน้องปีหนึ่งที่ขยันมากครับ  ผมยามาชิตะ โทรุอ ยู่ประมงปีสอง”

    คนตัวเล็กอ้าปากค้าง  จ้องเขาเหมือนคาดไม่ถึง น้องเขาอึ้งอะไร  ฝ่ามือหนายกโบกขึ้นตรงหน้าเหมือนเขาจะเริ่มรู้ตัวรีบกระพริบตาถี่

    ปีสองเองหรอ...สายตาเราประมาณการไปไกลมากรู้สึกผิดบาปต่อพี่เขาจัง  อย่าให้เขารู้เชียว


    “แล้วตกลงรุ่นพี่สนใจมาเป็นอาสาห้องสมุดกับผมมั้ยครับ  ถ้าตกลงเดี๋ยวผมจะแจ้งอาจารย์ทันทีอาจจะมีค่าขนมเล็กน้อยให้ด้วย”


    เขาสลัดความคิดไม่ดีของตัวเอง แล้วเอ่ยถามเรื่องนั้นขึ้น ดีที่นึกขึ้นได้ว่าพี่เขายังไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้า  


    “สนใจครับ สนใจมานานแล้ว  งั้นเย็นนี้เสร็จงานที่นี่น้องรีบไปไหนมั้ยครับไปกินข้าวกัน อยากคุยเนื้อหางานกันคร่าวๆก่อน”  


    เขาคงเป็นคนที่โชคดีมากๆจังหวะมันดีไปหมด ได้ทั้งช่องทางใกล้ชิดในอนาคตและชวนเดทเย็นนี้ 


    คนถูกชวนขยับยิ้มกว้าง แววตาสดใส

    “ตกลงครับ งั้นหกโมงเย็นเจอกันหน้าห้องสมุดครับ”


    คนตัวเล็กกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากไป ท่าทางดีใจมากจริงๆ ยามาชิตะ โทรุ ถอดแว่นปลอมที่มีแต่กระจกไม่มีเลนส์จริงๆออก  เขาเหน็บมันเข้ากระเป๋าตามเดิม นับว่ายุทธการหนุ่มแว่นได้ผมสินะ ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นกดส่งข้อความไปหาเรียวตะเลื่อนนัดที่จะประชุมงานวันนี้ไปก่อน


    ไม่ถึงนาทีหมอนั่นโทรมาเลย


    [เห้ยอะไรวะรุ เพื่อนนัดครบละนะ เมิงจะเลื่อนได้ไง]


    “กุปวดท้องน่ะ ท้องเสียทั้งบ่ายเลยนี่อยู่ห้องพยาบาล โอ้ะๆปวดอีกแล้วว่ะ แค่นี้ก่อนนะ”


    [อ้าวเห้ย เป็นไรมากมั้ยเมิง เออๆไม่ต้องมา นอนพักไปก่อนไม่ไหวเดี๋ยวกุไปรับ]


    “ขอบใจมากนะเมิง เพื่อนรักของกู”


    เขากดวางสายไปแอบขอโทษเพื่อนอยู่ในใจ แต่ถ้าถามว่าระหว่างเพื่อนกับคู่  เรียวตะก็รู้ว่าควรจะเลือกอะไร 




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in