clandestine;-
ghost วิญญาณ์
  • ฟิลลิปทำเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองไปยังแผ่นหินราวกับคาดหวังให้มันกล่าวคำสักอย่างกลับมา แต่แผ่นหินไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาได้ เช่นเดียวกันกับที่คนตายไม่มีวันฟื้นคืนมาเอ่ยอะไรกับผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ บุคคลผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาจากไปแล้ว ที่เหลืออยู่บนโลกนี้มีแค่เขา


    ฟิลลิปผ่อนลมหายใจออกมา ประโยคของอดัมยังคงเล่นวนไปมาในหัวเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่สมประกอบที่กระตุกอยู่กับประโยคเดิม ๆ สุดท้ายมันจึงเป็นการจ้องมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าบนแผ่นหินสีขาว เลื่อนสายตาอ่านตัวอักษรพวกนั้นซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่มีอะไรเข้าหัว เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ฟิลลิปไม่อาจทราบ กระทั่งใครคนหนึ่งมาถึง


    การปรากฏกายของแรนดอลนั้นค่อนข้างเงียบเชียบแต่มากพอจะเรียกให้เขากลับไปสนใจ ฟิลลิปคลี่รอยยิ้มบาง แต่ไม่เขยื้อนออกจากหยุดที่ยืนอยู่ เขาปล่อยให้คุณมือขวาประจำตัวทำหน้าที่ที่เหลือ ช่อดอกไม้ถูกวางลงอย่างนุ่มนวล สักการะสุดท้ายเเด่ผู้วายชนม์ แต่ฟิลลิปไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว เขาเชื่อมั่นว่าคนตายไม่มีตัวตนอยู่บนโลกแล้ว นับตั้งเเต่วินาทีที่ตาย วิญญาณของผู้ลาโลกไปนั้นก็ถูกตัดเป็นเสี้ยว เว้าแหว่ง รูปลักษณ์ไม่แน่นอน กระจัดกระจายกันไป หลบซ่อนอยู่ในหัวใจของผู้คน แทรกสอดอยู่ภายในความทรงจำ บางเสี้ยวอาจกลายเป็นความรู้สึกอบอุ่น เป็นผู้พิทักษ์ในคืนฝันร้ายมาเยือน บางเสี้ยววิญญาณก็อาจแผลงฤษธิ์เป็นความเศร้า กอบกุมดวงใจของผู้ที่ต้องพยายามใช้ชีวิตอยู่ต่อไปให้ทุกข์ทรมานกว่าเก่า หลอกหลอนอย่างร้ายกาจ


    สำหรับเขาพ่อก็เป็นเช่นนั้น ครอบครองพื้นที่หนึ่งในใจของเขา สลักเสลาคำว่าความเเค้นเอาไว้เสียจนยากจะลบเลือน ฝากรอยแผลอันมองไม่เห็นไว้และคงไม่อาจสมานคืนได้ตลอดกาล เป็นอดีต เป็นตัวตนของมนุษย์เพศชายคนหนึ่งบนโลก ผู้พยายามจะเป็นมนุษย์ในฐานะพ่อที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการสอนลูกชายในวันเจ็ดขวบเรียนรู้วิธีการจับปืนมากกว่าการวิ่งเล่นไล่จับก็ตาม


    แก้วตาสีบุษราคัมหลุบต่ำลงเล็กน้อย เลื่อนสายตาจากบรรทัดชื่อที่ใช้ฟ้อนท์ Helvetica (กิมมิคร้ายกาจของพ่อที่เคยพูดไว้ว่าฟ้อนท์ที่สวยงามที่สุดในโลก; สมใจอยากแล้วกระมัง ได้เป็นฟ้อนท์ที่ใช้ตีพิมพ์ในวานศพตัวเองน่ะ) ลงมายังประโยคไว้อาลัยบรรทัดสุดท้าย ประโยคที่เขาเป็นคนเอ่ยให้อดีตมือขวาของบิดาจารึกมันลงไปเอง ตัวเขาตอนนั้นยังคงเด็ก ฟิลลิฟไม่แน่ใจอายุ เเต่ก็มั่นใจว่าเป็นตอนที่เขาโตพอจะเข้าใจอะไรหลายอย่าง ความรัก ความเจ็บปวด ความสุข ความเศร้า ความดี ความชั่ว รวมถึงการทรยศโตพอที่จะรู้ว่าพ่อเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่เคยเป็นอิสระ จะจากห่วงอันชื่อว่าภาระหน้าที่การงาน หรือจะจากห่วงอันเป็นที่รักก็ตามที ต่อให้พ่อไม่อยากฟาดฟันชิงดีชิงเด่น ต่อให้พ่ออยากทำเพียงใช้ชีวิตอยู่ในวันอาทิตย์อันแสนสงบร่วมมีความสุขกันกับหญิงที่ตนรัก 


    อีริค ลูเซียโน่ก็ไม่มีวันทำได้ และวันอาทิตย์นั้นก็ไม่มีวันดำเนินไปได้ตลอดนิรันดร์


    แล้วตอนที่อีกฝ่ายรู้ตัวว่าปีกแห่งอำนาจที่ตนมีอยู่นั้น เเท้จริงแล้วไม่เคยสามารถบินได้เลย กรงที่ตนเองใช้กักขังคนอื่นเสมอมานั้น เเท้จริงแล้วกลับเป็นกรงที่กักขังตัวเขาออกจากคนอื่น ก็เป็นตอนที่เขาไม่สามารถหยุดตัวเอง ไม่สามารถพักเพื่อกรีดร้องและโวยวายว่าเหตุอันใดเขาจึงไม่เป็นอิสระเมื่อเขาถลำลึกลงมาเกินควร


    นั่นแหละ ตัวตนของเอริค ลูเซียโน่ในสายตาลูกชายเพียงคนเดียวของเขาเสมอมา


    แต่จะบอกว่าประโยคที่เขาเขียนลงไปนั้นส่งถึงพ่อ ก็คงจะเป็นเรื่องขบขันเล็กน้อย เพราะพ่อตายไปแล้วเขาทำได้แค่อวยพรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งพระเจ้าจะฟังหรือไม่ ฟิลลิปคิดว่าจำนวนคนที่ตายโดยสาปแช่งพ่อของเขาน่าจะมากกว่าคนที่หวังว่าพ่อจะไปได้ด้วยดี เผลอ ๆ อาจจะมีมือนับร้อยรอฉุดพ่อลงสู่หุบเหวของซาตานก็ได้ อะไรแบบนั้น ซึ่งฟิลลิปก็คิดว่าเขาไม่ต่างกันหรอก เผลอ ๆ เขาอาจจะมากกว่า?


    โปรดบินอย่างอิสระดังใจหวัง


    อย่างไรก็ดี นี่เป็นประโยคที่ฟิลลิปฝากถึงผู้คนทุกคนที่จะมาอ่านมัน รวมถึงตัวเขาเองด้วย งานศพนั้นเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อปลอบประโลมคนเป็นหาใช่คนตาย แล้วฟิลลิปก็แค่หวังว่าใครสักคนที่มาปรากฏตัวที่นี่จะเพราะเคียดแค้นก็ดี จะเพราะอาลัยอาวรณ์ก็ดี จะเป็นอิสระจากห่วงโซ่เเห่งความทุกข์ จะเผชิญหน้าบนโลกนี้ด้วยอิสระและดำเนินไปตามใจหวัง จะสุขก็ดี จะทุกข์ก็ดี ปรารถนาสิ่งใดไว้ก็จงงอกงามตามนั้น อย่าได้ติดหล่มในกาลเวลา แล้วไม่อาจก้าวไปข้าวหน้าได้อย่างภาคภูมิเลย


    คลื่นกระแสความคิดและความทรงจำหยุดลงเมื่อสายตาลากผ่านไปยังช่อดอกไม้อันไร้ความหมาย แล้วพบเจอกับบางสิ่งที่นอนนิ่ง แซมอยู่ในช่อนั้น


    ลิลลี่,


    ดอกไม้ที่แทบไม่เคยเห็นมานานพอสมควรกลับมาปรากฏอีกครั้ง สีเหลืองราวดวงจันทร์ยามค่ำคืนแทนที่จะเป็นสีขาวบริสุทธิ์เเบบที่เห็นกันทั่วไป ฟิลลิปนึกสงสัยว่าพนักงานจัดดอกไม้ร้านที่แรนดอลซื้อนั้นมีญาณสัมผัสอะไรหรือเปล่า หรือไม่วันนี้ก็เป็นวันแห่งพรหมลิขิต เขาพ่นลมหายใจออกมา ระบายรอยยิ้มบนใบหน้า รู้สึกราวว่านี่เป็นตลกร้ายสักเรื่องหนึ่ง จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ลิลลี่ก็คือลิลลี่ ก็แค่ดอกไม้ช่อหนึ่ง แต่พอคิดขึ้นมาว่าคนที่เคยครอบครองชื่อนี้ ชอบดอกไม้ดอกนี้ แต่ไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วเช่นเดียวกันกับพ่อของเขาก็ยังมิวายมีบางสิ่งให้กลับมาสอดคล้องกันอีก ฟิลลิปรู้สึกขำขึ้นมา ดูเหมือนว่ากระทั่งความตายก็เหวี่ยงพวกเขาออกจากกันไม่ได้อยู่ดี


    “ ผมไม่รู้ว่าต้องพูดว่าอะไรดี สุขสันต์ครบรอบวันตายก็คงใช่เรื่อง พ่อไม่น่าดีใจที่ตัวเองตายหรอก แต่จะให้ผมร้องไห้ก็คงไม่รู้จะร้องเพราะอะไรเหมือนกัน ผมร้องไปพ่อก็ไม่กลับมานี่ครับ เอาเป็นว่าผมมาเยี่ยมตามสัญญา เหมือนทุกปี ที่จะบอกก็คือกำลังใช้ชีวิตอยู่ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เติบโตบ้าง ไม่เติบโตบ้างเท่าไหร่สรุปกระชับสั้น ยังมีชีวิต แล้วก็คนที่วางดอกไม้ เป็นคนที่เคยเล่าให้ฟังเมื่อปีที่แล้ว ตามนั้นครับ พามาให้เจอแล้ว “


    รัวเป็นประโยคยาวเหยียด ให้หมดภายในหนึ่งลมหายใจ ทว่าความรู้สึกราวกับหายใจไม่ออกเพิ่มขึ้น แม้จะสูดลมหายใจเพิ่มเข้าไปอีกกี่คราก็ไม่รู้สึกหาย เนื้อหาดำเนินต่อ ตามที่ใครฝากฝังเอาไว้ ส่วนตกหล่นของบทสนทนาก่อนหน้า


    “ แล้วก็วันนี้— มีคนฝากมาบอก “


    “ ขอโทษ “


    “ อดัมฝากมา “


    ฟิลลิปทวน ทำตัวเป็นบุรุษไปรษณีย์รับสารมาส่งจดหมาย หมดลงแค่นี้ สองพยางค์แสนสั้นเเต่กลับมีความหมายมากมายอัดอั้นไว้ในนั้นเสียจนคนพูดยังรู้สึกหนักหน่วง ลำคอแห้งผาก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากจะลั่นไกโดยไม่เบี่ยงมือให้รู้แล้วรู้รอด ฝากสักแผล ระบายความรู้สึกทั้งหมดนี้แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่ทางแก้ปัญหา


    ผู้ถือครองนามสกุลลูเซียโน่หลับตาลง กัมหน้าต่ำเล็กน้อยยามทอดถอนใจ มือหนึ่งถูกยกขึ้นมาปิดบังดวงตา หลบเลี่ยงเเสงอาทิตย์ รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ จมจ่อมลงในความเงียบและภวังค์ ปิดบังตัวเองจากอะไรก็ตามสำหรับตอนนี้และนึก นึกอยากก้าวขาออกจากที่นี่แต่ก็ไม่อยาก แผ่นหลังที่มักเหยียดตรงภูมิฐานนั้นยังคงเหยียดตรงเข้มเเข็งเช่นเก่า


    แต่เพราะเหตุผลอันใดไม่อาจมีคำเขียนอธิบาย


    แผ่นหลังนั้นกลับดูอ้างว้าง โดดเดี่ยว และโรยรา



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in