OS/SFspaceunderbar
(OS) I’ll take you one day at a time: Haoxuan x Jiyang
  • Title: I’ll take you one day at a time

    Pairing: Wang Haoxaun x Song Jiyang

    BGM: fallingforyou - The 1975

    Note: เรื่องนี้น้องจี้อายุมากกว่าพี่ฮ่าวนะคะ








    เอาหน่อยไหมมึงแก้วใสทรงเหลี่ยมที่บรรจุวิสกี้สีอำพันถูกยื่นมาตรงหน้า ในขณะที่หวังฮ่าวเซวียนนั่งห้อยขาอยู่ริมสระนํ้าเพียงลําพัง

    ขอบใจเขารับแก้วจากอี้ป๋อมาดื่มนิดหน่อย

    แล้วมึงมานั่งเป็นพระเอกเอ็มวีอะไรตรงนี้ ทําไมไม่ไปสนุกกับพวกมันเจ้าของงานที่อาสาเปิดบ้านเลี้ยงฉลองเรียนจบถาม แล้วบุ้ยใบ้ไปทางกลุ่มเพื่อนที่กําลังเมามันกับดนตรี EDM อยู่อีกด้านของสระ

    ฮ่าวเซวียนหันไปมองเพื่อนแล้วก็อดทึ่งในพลังงานอันล้นเหลือของพวกมันไม่ได้ ขนาดทําโปรเจกต์จบกันแบบหามรุ่งหามคํ่ามาหลายวัน พวกมันยังมีแรงเหลือมาเต้นอีก

    เขาคงต้องยอมแพ้พวกมันวันหนึ่ง ถ้าอี้ป๋อมันไม่ดึงดันจะลากเขามาให้ได้ด้วยเหตุผลว่า
    ถ้าไม่มาแล้วมึงจะเสียใจ’ ป่านนี้เขาคงนอนหลับเป็นตายอยู่ที่ห้องไปแล้ว

    “วันนี้กูขอผ่าน มึงไปเหอะ ไม่ต้องห่วงกูฮ่าวเซวียนสะบัดมือไล่เจ้าของบ้าน

    ใครห่วงมึง กูกลัวมึงหลับในหัวทิ่มจมน้ำตาย แล้วกูต้องเสียเวลาล้างสระต่างหาก

    ปากดี งั้นเชิญพวกมึงสนุกกันตามสบาย กูไปนอนบนห้องมึงละฮ่าวเซวียนลุกขึ้นจะเดินออกไปแต่ก็ถูกแขนยาว ๆ ของอี้ป๋อล็อกคอไว้

    ใครจะปล่อยให้มึงไปนอนง่าย ๆ กูบอกแล้วไงว่าถ้ามึงพลาดงานนี้ มึงจะต้องเสียใจ

    อะไรของมึงเนี่ย ปล่อยกู!แม้จะโวยวายเหมือนไม่อยากไป แต่ด้วยความอยากรู้ว่าสิ่งที่อี้ป๋อพูดหมายถึงอะไร ฮ่าวเซวียนจึงยอมให้มันลากตัวไปรวมกับกลุ่มเพื่อนง่าย ๆ และพอพวกมันเห็นหน้าเขาก็ออกปากเชียร์ให้มาเต้นทันที

    พอไม่มีสาว ๆ แล้วทิ้งให้พวกกูเหงาเลยนะมึงจะมีก็แต่กัวเฉิงที่พูดแขวะอ้อนตีนมากกว่าชวนเต้น

    นั่นมึงรึเปล่าที่เจอสาวแล้วทำเป็นคีพคูลเต้นเบา ๆ แต่อยู่กับพวกกูนี่สเต็ปแว๊นฉิบหายฮ่าวเซวียนไม่ต้องเสียปากด่ากัวเฉิงให้เปลืองน้ำลาย เพราะเผยซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สวนกลับแทนเขาทันที ก่อนที่มันจะโดนกัวเฉิงวิ่งไล่เตะรอบสระ

    ไม่ใช่ว่าเผยซินมันรักเขามากเลยช่วยด่าหรอกนะ แต่ไอ้สองคนนี้มันชอบขัดคอกันเองเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

    หลังจากดื่มไปนิดหน่อยฮ่าวเซวียนตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะนั่งแกร่วไปจนงานเลิก เขาปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงดนตรีและดื่มไปอีกหลายแก้ว อยากจะรู้เหมือนกันว่าอี้ป๋อมันลากเขามาเพราะไม่อยากให้พลาดบรรยากาศรื่นเริงเหล่านี้ หรือจริง ๆ แล้วมันมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่กันแน่

    ไม่นานนักสิ่งที่เขาสงสัยก็ได้รับคำเฉลย เมื่อจู่ ๆ กลุ่มรุ่นพี่สาขาฟิล์มที่เรียนจบไปเมื่อปีที่แล้วมาปรากฏตัวในงาน ซึ่งเรียกเสียงเฮจากพวกเขาได้เกรียวกราว อี้ป๋อเลยออกตัวว่าเป็นคนชวนรุ่นพี่เอง เพราะพวกเราไม่ได้มาดื่มด้วยกันนานแล้ว

    หลังจากทักทายกันตามประสารุ่นพี่รุ่นน้อง จั๋วเสวียนกับป๋อเหวินก็ตรงดิ่งไปที่โต๊ะชงเหล้า ส่วนอวี๋ปินกับจี้หลี่กอดคอกันไปวาดลวดลายกลางฟลอร์ริมสระ

    ฮ่าวเซวียนมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกคิดถึง ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองยังเป็น
    24 ชั่วโมงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า

    ทำไมเขารู้สึกว่าช่วงเวลาสนุก ๆ สมัยเรียนช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินพวกรุ่นพี่จบไปไม่ทันไร เงยหน้าจากการทำโปรเจกต์มาอีกทีเขาก็เรียนจบแล้วเหมือนกัน

    ไง จบแล้วนะมึง ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความจริงป๋อเหวินเดินเข้ามาตบไหล่ฮ่าวเซวียนเป็นการทักทาย

    โห่ อย่าเพิ่งตอกย้ำกันดิพี่” ฮ่าวเซวียนเข้าใจความหมายในคำพูดของป๋อเหวินดีว่าช่วงวัยของการทำงานเนี่ยแหละคือการใช้ชีวิตของจริง

    สเตตัสบนโซเชียลมีเดียของรุ่นพี่หลายคนทำให้เขาพอจะรู้ว่าความลำบากที่บ่น ๆ กันในสมัยเรียนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับชีวิตวัยทำงาน

    พวกเขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อยก่อนจะชวนกันไปที่โต๊ะชงเหล้า แต่สายตาก็ไม่วายมองหาใครบางคนที่อาจมาพร้อมรุ่นพี่กลุ่มนี้ ทั้งที่รู้ดีว่าคนที่เขามองหาไม่มีทางปรากฏตัวที่นี่ได้
     แต่ในใจก็ยังแอบหวังอยู่ดี

    จะไม่ให้เขาหวังได้ยังไง ในเมื่ออี้ป๋อมันเอาแต่ย้ำว่าถ้าไม่มาเขาจะต้องเสียใจ

    ฮ่าวเซวียนถอนหายใจเบา ๆ และดึงสายตากลับมาที่วงเหล้าเหมือนเดิม เมื่อไม่พบใครคนนั้นที่เขาอยากเจอมากที่สุดในเวลานี้ เขาอาจจะคิดมากไปเอง อี้ป๋อมันคงอยากให้เขามาดื่มกับพวกรุ่นพี่แค่นั้นแหละ

    การปรากฏตัวของรุ่นพี่ที่ไม่ได้เจอกันหลายเดือนสร้างบรรยากาศสนุก ๆ ในงานได้มากกว่าเก่า เสียงเพลง
    Pop สากลถูกเปิดคลอเบา ๆ หลังจากทุกคนย้ายมานั่งล้อมวงดื่มกัน

    เสียงสบถด่า เสียงหัวเราะ และเสียงแก้วกระทบกันดังขึ้นเป็นระยะ บ่งบอกว่าปาร์ตี้คืนนี้คงไม่มีทางจบลงง่าย ๆ ในเมื่อยิ่งดึกความสนุกสนานก็ยิ่งผุดออกมาเรื่อย ๆ ตามนิสัยบ้าระห่ำในแบบวัยรุ่นชาย และเหยื่อของความบ้าระห่ำนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากฮ่าวเซวียน

    เขาถูกหามไปโยนลงสระด้วยฝีมือของใครบ้างฮ่าวเซวียนก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะพวกมันกรูเข้ามาแบกเขาด้วยความรวดเร็ว

    ทันทีที่ร่างกายสัมผัสความเย็นของน้ำในสระฮ่าวเซวียนสาบานเลยว่าจะขึ้นไปลากพวกมันทุกคนลงน้ำให้หมด

    เหี้ย ไอ้พวกเว--ดีดตัวขึ้นมาจากน้ำได้ก็สบถด่าพวกที่ยืนหัวเราะหน้าสลอนอยู่ริมสระ แต่คำด่าที่เหลือกลับกลืนหายไปในลำคอ เมื่อสายตาไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของคนคนหนึ่งที่มาร่วมวงหัวเราะเขาด้วย

    รอยยิ้มที่คุ้นเคยช่วยยืนยันว่าคนตรงหน้าคือคนเดียวกับที่ฮ่าวเซวียนมองหาเมื่อชั่วโมงก่อน

    แต่อีกใจหนึ่งเขากลับคิดว่าตัวเองกำลังฝัน ความจริงแล้วเขาอาจจะไม่ได้อยู่บ้านอี้ป๋อ แต่กำลังหลับอยู่บนเตียงนอนในห้องของตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะตกลงไปในสระแล้วมาโผล่ที่อเมริการาวกับมีประตูมิติเชื่อมถึงกัน

    เอ้า ขึ้นมาดิ ยืนบื้ออยู่นั่นแหละ มึงไม่หนาวรึไงคนที่เขาอยากเจอมาตลอดหนึ่งปียื่นมือมาให้เพื่อช่วยพาเขาขึ้นจากสระ

    ฮ่าวเซวียนมองมือนั้นสลับกับรอยยิ้มกวน ๆ บนใบหน้าอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกราวกับมันเป็นภาพฝัน เขาพิสูจน์มันด้วยการยื่นมือออกไปจับมือนั้นไว้ และคนตรงหน้าก็กระชับมือเขาจนแน่น

    ความรู้สึกเขาในตอนนั้นคล้ายกับมีใครจุดเทียนในห้องที่มืดสนิทจนเกิดแสงวูบวาบเล็ก ๆ ฝ่าความมืดออกมา


    ถ้านี่เป็นความฝัน เขาก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย

     

     

    ...

     

     

    มึงมองหน้ากูนานแล้วนะ มีปัญหาอะไรกับกูรึไงซ่งจี้หยางละความสนใจจากเรื่องตลกของกัวเฉิงมาถามฮ่าวเซวียนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันด้วยน้ำเสียงติดขำหน่อย ๆ

    อ่า นี่เขาเผลอจ้องหน้านานเกินไปจนอีกฝ่ายรู้ตัวเลยเหรอ

    เปล่า ผมแค่สงสัยว่าพี่มาได้ยังไง

    พอขึ้นจากสระอี้ป๋อก็ไล่เขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องมัน กลับมาเขาก็เห็นจี้หยางนั่งร่วมวงดื่มด้วยแล้ว ฮ่าวเซวียนเลยได้แต่นั่งลงเงียบ ๆ เพราะไม่อยากขัดบทสนทนาในวง เขาเลยไม่รู้ว่าจู่ ๆ จี้หยางซึ่งเป็นรุ่นพี่อีกคนในกลุ่มป๋อเหวินมาโผล่กลางงานได้ยังไง ในเมื่ออีกฝ่ายไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาเมื่อปีที่แล้ว

    มันมางานแต่งพี่สาว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็บินกลับแล้วเซียวจ้านที่นั่งข้าง ๆ จี้หยางตอบแทนเจ้าตัว ฮ่าวเซวียนเลยเดาว่าทั้งสองคนคงมาด้วยกัน เพราะเขาก็เพิ่งเห็นหน้าเซียวจ้าน

    ฮ่าวเซวียนพยักหน้ารับรู้แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา บทสนทนาในวงจึงกลับเข้าสู่เรื่องที่กัวเฉิงโม้ค้างไว้แล้วค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยเรื่องนั้นเรื่องนี้จากคนอื่น ๆ พร้อมกับสติสัมปชัญญะของแต่ละคนที่ลดลงเรื่อย ๆ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

    ในเวลาตีหนึ่งกว่า ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่ยกแก้วซดเหมือนตายอดตายอยากก็เมาหมดสภาพแทบทุกคน จะมีก็แต่เซียวจ้านที่แพ้แอลกอฮอล์เลยไม่ดื่ม อี้ป๋อที่ดื่มไปแค่นิดหน่อยโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านต้องคอยเก็บซากคนเมา และฮ่าวเซวียนสายคอทองแดงที่ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่เมา แถมวันนี้ยังดื่มน้อยจนอี้ป๋อที่เป็นมือชงเหล้าแอบสังเกตได้

    เอาไงเนี่ย ลากไปนอนในบ้านมึงเหรอไอ้ตี๋เซียวจ้านมองไปรอบ ๆ วงเหล้าด้วยสีหน้าระอาใจ ก่อนจะหลุดขำเมื่อเห็นกัวเฉิงกับเผยซินที่ปกติกัดกันอย่างกับหมานั่งกอดคอร้องเพลงประสานเสียงกันเฉย

    เออดิพี่ ทิ้งไว้ตรงนี้เดี๋ยวมีใครละเมอลุกขึ้นมาเดินตกสระน้ำตาย

    แล้วพี่จี้หยางล่ะ พรุ่งนี้ต้องบินไม่ใช่รึไง ค้างบ้านมึงจะไม่เป็นไรเหรอฮ่าวเซวียนมองไปยังร่างสูงเพรียวที่นั่งมึนทำตาปรือปรอยจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่

    “ไอ้ควาย นี่ไงกูถึงบอกให้มึงมา” อี้ป๋อลดเสียงลงเพราะกลัวคนเมาที่เหลือจะล่วงรู้ระดับความสัมพันธ์ของฮ่าวเซวียนกับจี้หยาง ซึ่งตอนนี้มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ มึงก็ไปส่งพี่จี้หยางที่บ้านสิวะ

    นี่มึงรู้ว่าพี่จี้หยางกลับมาแต่ไม่ยอมบอกกู?”

    กูผิดเหรอที่อยากเซอร์ไพรส์มึง อะ ๆ หยุดคิดที่จะด่ากูเลยนะ มึงควรขอบคุณกูด้วยซ้ำที่เปิดทางให้มึงขนาดนี้

    ไอ้เหี้ยตี๋ นี่มึงตั้งใจชงเหล้าเข้มให้ไอ้จี้หยางใช่ไหม ปกติมันไม่น็อกง่ายขนาดนี้ กูเห็นมันกินไปไม่กี่แก้วเองเซียวจ้านตบหัวอี้ป๋อไม่เบานักจนคนโดนประทุษร้ายต้องลูบหัวป้อย ๆ

    แฮะ ๆ นิดหน่อยเองพี่

    กูไม่น่าบอกมึงเลยว่าจะพามันมาด้วย ถ้าพรุ่งนี้มันแฮงก์จนบินไม่ไหวจะทำยังไง

    ผมขอโทษ พี่ก็รู้ว่าผมอยากช่วยเพื่อน

    ช่วยได้มากไอ้สัส เมาขนาดนี้กูไม่ต้องคุยอะไรแล้วแหละ พี่จี้หยางคงหลับยาวจนถึงบ้านฮ่าวเซวียนนึกอยากโบกหัวไอ้เพื่อนตัวดีซ้ำ แต่ก็ทำไม่ลงเพราะอย่างน้อยมันก็ทำเพื่อช่วยเขา

    ถึงจะดูเหมือนช่วยผิดวิธีก็เถอะ

    อย่ามาทำเป็นโง่เลย มึงรู้ดีว่าเวลาเมาพี่จี้หยางเป็นยังไง กูโคตรช่วยมึงเลยเหอะ

    เออ ๆ มึงสองคนหยุดเถียงกันแล้วรีบ ๆ แบกไอ้พวกนี้เข้าบ้านเหอะ กูง่วง” เซียวจ้านแทรกขึ้นมาด้วยความรำคาญ

    แม้จะรู้สึกผิดกับเพื่อนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยเลยตามเลย เพราะรู้ดีว่าฮ่าวเซวียนคงอยากมีเวลาอยู่กับจี้หยางสองคน

    งั้นมึงก็ไปส่งไอ้จี้หยางแล้วกัน มันมากับกู ไม่ได้เอารถมา

    ครับพี่

    แล้วนี่ไอ้จี้หลี่หายไปไหนวะ” เซียวจ้านเอ่ยถามเมื่อมองไปทั่ววงเหล้าแล้วไม่เห็นเพื่อนตัวเล็ก

    พี่จี้หลี่! จะไปไหนวะนั่น” อี้ป๋อตะโกนเรียกเมื่อหันหลังกลับไปแล้วพบว่าเจ้าของชื่อเดินโซซัดโซเซอยู่ริมสระ

    ตู้มมม!!!

    เหี้ยยยยย!!!

     

     

     

     

    ล้อรถชะลอความเร็วลงก่อนจะหยุดนิ่งเมื่อสัญญาณไฟข้างหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง ฮ่าวเซวียนละสายตาจากถนนมามองใบหน้าคนเมาที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวตั้งแต่เขาพาขึ้นรถมา ทั้งที่เมื่อก่อนเมาแล้วพูดไม่หยุดแท้ ๆ แต่วันนี้ดันหลับสนิทจนเขานึกเสียดายโอกาสที่มี

    อุตส่าห์ดีใจแทบตายตอนเห็นหน้า

    ทั้งที่อยากมีเวลาคุยด้วย

    แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่มองหน้าตอนหลับ

    ใจคอพี่จะมาให้เจอหน้าอย่างเดียวจริง ๆ เหรอเพราะมั่นใจว่าคนโตกว่าหลับสนิทถึงได้กล้าพูดออกมา

    ผมคิดถึงพี่จะตายอยู่แล้ว

    อือจี้หยางงึมงำในลำคอพลางขยับตัวหาท่านอนที่สบาย ท่าทางที่ขดเป็นกุ้งดูก็รู้ว่าหนาว

    ฮ่าวเซวียนเบาแอร์ในรถ แล้วหยิบเสื้อแจ็กเก็ตที่แขวนไว้มาคลุมไหล่เพื่อให้จี้หยางหลับสบายขึ้น

    เลขวินาทีสีแดงนับถอยหลังจนกระทั่งสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ฮ่าวเซวียนจึงออกรถและหันกลับไปสนใจถนนเช่นเดิม รถยนต์มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่คุ้นเคย เพราะในอดีตมีเหตุให้ต้องแวะเวียนไปที่บ้านรุ่นพี่คนสนิทหลายครั้ง และส่วนใหญ่ก็คือการไปส่งเจ้าตัวที่เมาจนขับรถกลับเองไม่ได้เหมือนอย่างวันนี้

    ภายในรถเงียบงัน ต่างจากเวลาอื่นที่ฮ่าวเซวียนขับรถคนเดียว เขาไม่เคยปล่อยให้ห้องโดยสารปราศจากเสียงเพลง เขาไม่ชอบความเงียบ โดยเฉพาะความเงียบในตอนนี้

     

    ตอนที่เวลาที่ได้อยู่กับจี้หยางกำลังจะหมดลง

     

    กูยังไม่อยากกลับบ้านเสียงเรียบนิ่งไม่มีอาการอ้อแอ้อย่างคนเมาดังมาจากคนข้างตัว

    ฮ่าวเซวียนชะงักจนเกือบเหยียบเบรกกะทันทัน โชคดีที่ยังมีสติมากพอจึงไม่ได้ทำเรื่องเสี่ยงอันตราย เขาหันไปมองคนข้าง ๆ เพราะคิดว่าจี้หยางอาจจะเพ้อตามประสาคนเมา

    ทว่าดวงตามีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่หลังเปลือกตามาตลอดทางกลับกำลังมองมาที่เขา

    ตื่นแล้วจริง ๆ ด้วย

    เอ่อแล้วพี่จะไปไหน” ฮ่าวเซวียนพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

    แต่ให้ตายเถอะ จี้หยางต้องจับอาการเขาได้แน่ ๆ ไม่รู้ว่าจะได้ยินที่เขาพูดเมื่อกี้ด้วยหรือเปล่า

    หิว พาไปหาอะไรกินหน่อย

    นี่พี่ไม่ได้เมาเหรอ

    กูเหมือนคนเมาไหมล่ะ

    ก็ก่อนหน้านั้นเหมือน แต่ตอนนี้ไม่เหมือนแล้ว

    อือ ก็ตามนั้น ถ้ากูเมามึงคงไม่ได้ขับรถเงียบ ๆ หรอก

    แต่ไอ้อี้ป๋อ--

    ไอ้อี้ป๋อแม่งโง่ กูแอบส่งแก้วให้ไอ้จี้หลี่ตั้งหลายรอบแม่งไม่เห็นฮ่าวเซวียนหลุดหัวเราะเมื่อได้ยินจี้หยางคายแผนการตลบหลังอี้ป๋อ เขาลืมไปได้ยังไงว่ารุ่นพี่คนนี้แอกติ้งเก่งแค่ไหน

    พี่แม่งร้ายว่ะ

    น้อยกว่าพวกมึงแล้วกัน หลอกมอมเหล้ากู ควรด่าว่าอะไรดี

    ไม่ต้องด่าดีกว่า

    สัสจี้หยางถลึงตาใส่คนเด็กกว่าที่ได้แต่ยิ้มแหยรับคำด่าของเขา มึงมันเจ้าเล่ห์ไอ้เด็กเวร เลี้ยงเนื้อย่างกูเลย

    ผมเปล่านะ ไอ้อี้ป๋อมันคิดเองทำเองคนเดียว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่กลับมาไม่รู้ทำไมประโยคสุดท้ายพูดไปแล้วเจ็บหัวใจนิด ๆ ถ้าคืนนี้เขาไม่มาบ้านอี้ป๋อก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจี้หยางกลับมาจีน

    อะไร ทำเสียงอ่อนเสียงเศร้าเหมือนเด็กขี้น้อยใจ ที่กูไม่บอกมึงเพราะอยาก--” จี้หยางชะงักไปเมื่อรู้ตัวว่าเกือบจะหลุดพูดสิ่งที่คิดในใจออกมา

    เออ ช่างเหอะ มึงรีบหาร้านเร็ว ๆ กูหิว

    จะตีสองแล้วนะ ร้านไหนจะเปิดให้พี่กิน

    เยอะแยะ มึงขับวน ๆ ไปเหอะเดี๋ยวก็เจอ กูต้องได้กินฮ่าวเซวียนส่ายหัวน้อย ๆ เมื่อเห็นอาการเอาแต่ใจของอีกคน

    แต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกรอยยิ้มจากเขาได้ไม่ต่างจากเมื่อก่อน ทั้งที่มันก็เป็นแค่ท่าทางโวยวายในแบบผู้ชายตัวโต ๆ ไม่ได้น่าเอ็นดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ เลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีพลังมหาศาลทำให้เขาต้องยอมตามใจโดยไม่มีข้อแม้ทุกครั้ง

     

     

     

     

    ผมต้องขับรถไปส่งพี่นะ แล้วถ้าพี่จะแกล้งเมาแต่แรก ผมว่าตอนนี้พี่ก็ไม่ควรเมาจริง ๆ ฮ่าวเซวียนขัดขึ้นมาอย่างรู้ทันขณะที่จี้หยางกำลังจะเอ่ยสั่งเบียร์

    ขอโค้กแล้วกันครับ

    จี้หยางจิ๊ปากอย่างขัดใจที่ฮ่าวเซวียนสั่งเองเสร็จสรรพ แต่เขาไม่สนใจหรอก ใครจะยอมให้เมาจริง ๆ ล่ะ ในเมื่อนี่คือโอกาสสุดท้ายของเขาแล้ว


    พนักงานขานรับออเดอร์สุดท้ายก่อนจะทวนรายการอาหารที่พวกเขาสั่งแล้วเดินออกไป

    มึงเป็นพ่อกูรึไง พ่อกูยังไม่เจ้ากี้เจ้าการเท่ามึงเลย กูไม่ได้ยอมยกวิสกี้แพง ๆ ให้ไอ้จี้หลี่เพื่อมากินโค้กนะเว้ย” ฮ่าวเซวียนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เขาไม่ได้มีความสุขที่โดนด่า แต่ชอบสีหน้าไม่พอใจนั่นมากกว่า

    ยอมรับว่าสนุกเวลาได้แกล้งคนที่มักจะเป็นฝ่ายแกล้งคนอื่นอยู่เสมอ เหมือนได้เห็นอีกด้านที่คนอื่นไม่มีทางได้เห็นจากผู้ชายคนนี้ 
    เพราะจี้หยางจะไม่ยอมเปิดเผยความรู้สึกทั้งหมดให้คนอื่นรู้ หากไม่ได้สนิทกันหรือไว้ใจจริง ๆ

    ต่อหน้าเพื่อนและรุ่นน้อง จี้หยางจึงเป็นผู้ชายหล่อ เฟรนด์ลี่ อารมณ์ดี มีความสามารถ และมีความมั่นใจตลอดเวลา จนใคร ๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านั่นมันโคตรเพอร์เฟกต์แมน แต่สำหรับฮ่าวเซวียนจี้หยางยังมีด้านอื่น ๆ ที่ไม่ยอมแสดงออกมาให้ใครเห็น เป็นจี้หยางคนธรรมดาที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ทุกคนพูดถึง

    ไม่ว่าจะเป็นจี้หยางที่ขาดความมั่นใจจนแสดงท่าทางประหม่า

    จี้หยางที่วิตกกังวลกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

    จี้หยางที่ไร้เหตุผลและตัดสินใจไปตามอารมณ์

    จี้หยางที่ทุ่มเทเวลาทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ หากเจ้าตัวคิดว่ายังทำได้ไม่ดีพอ แม้คนอื่นจะบอกว่ามันดีแล้ว

    จี้หยางที่แอบหลบมาร้องไห้คนเดียว เมื่อรู้สึกผิดหวังกับผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้

    ด้านเว้าแหว่งขาด ๆ เกิน ๆ เหล่านี้ฮ่าวเซวียนมองเห็นมาตลอด และเข้าใจเสมอมาว่าจี้หยางไม่ใช่ลูกรักของพระเจ้าอย่างที่ใคร ๆ เปรียบเทียบและบ่นอิจฉา

    จี้หยางก็เป็นแค่ผู้ชายหน้าตาดีที่มีความพยายามมากกว่าใคร และมีหัวใจอ่อนไหวไม่ต่างจากคนอื่น

     

    และนั่นก็ทำให้ฮ่าวเซวียนหลงรักจี้หยาง

     

    แล้วถ้าเขาไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองมากไป การที่จี้หยางยอมให้เขาอยู่ข้าง ๆ ในเวลาที่อีกฝ่ายแสดงท่าทางเงอะงะหรือเปิดเผยด้านอ่อนแอออกมา ก็ทำให้เขามั่นใจว่าจี้หยางอาจจะไม่ได้มองเขาเป็นแค่รุ่นน้องคนหนึ่งเหมือนกัน

    ฮ่าวเซวียนเลยตัดสินใจพูดความรู้สึกออกไปในวันหนึ่งที่มีบรรยากาศคล้ายกับวันนี้ ในงานฉลองเรียนจบของจี้หยางกับเพื่อน ๆ ที่มีแก๊งพวกเขาเสนอหน้าไปกินเหล้าฟรีตามคำเชิญชวนของป๋อเหวิน

    เขายังจำได้ดีว่าตัวเองใจเต้นแรงและเผลอยิ้มกว้างแค่ไหนตอนได้ยินจี้หยางบอกว่ารู้สึกพิเศษกับเขาเหมือนกัน

    เพียงแต่คำพูดต่อมากลับทำให้หัวใจเขาบีบรัดจนเหมือนจะเต้นช้าลง

     

    แต่อย่าเลยดีกว่าว่ะ อีกสามเดือนกูจะไปต่อป.โทที่อเมริกาแล้ว

    .

    สองปีมันนานนะเว้ย กูไม่อยากให้มึงพลาดโอกาสถ้าวันหนึ่งมึงเจอคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขมากกว่าตอนอยู่กับกู

    .

    เออ ยอมรับด้วยก็ได้ว่ากูยังไม่อยากปิดกั้นตัวเอง กูอยากมีอิสระ ยังมีอะไรอีกตั้งเยอะที่กูอยากทำ มึงเข้าใจกูใช่ไหม

     

    เข้าใจสิ เขาเข้าใจดีเลยล่ะถึงได้ยอมปล่อยให้จี้หยางจากไป แต่มันก็น่าโมโหนิดหน่อยที่เห็นอีกฝ่ายได้ใช้ชีวิตอิสระอย่างที่อยากใช้กับเพื่อนใหม่ หรือหนึ่งในนั้นอาจจะเป็น คนที่รู้สึกพิเศษคนใหม่’—เขาไม่ได้ส่องชีวิตอีกคนในอินสตาแกรมหรอกนะ แค่บังเอิญเลื่อนไปเห็นรูปก็เท่านั้นในขณะที่เขาเอาแต่คิดถึงจี้หยางอยู่เหมือนเดิม

    รู้ว่าคิดถึงกูมาก แต่มึงไม่ต้องจ้องหน้าขนาดนี้ได้ปะ กินไม่ลงเว้ยเสียงบ่นที่มาพร้อมแรงเตะบริเวณหน้าแข้งดึงฮ่าวเซวียนออกจากภวังค์ความคิด

    โอ๊ย! เจ็บนะพี่แสร้งทำหน้าเจ็บปวดและร้องโอดโอยเกินความจำเป็นเพื่อแก้เก้อ เพราะโดนอีกฝ่ายจับได้ว่าเขาเอาแต่นั่งมองหน้าอีกแล้ว

    สมน้ำหน้า กินเข้าไป สั่งมาตั้งเยอะจะให้กูกินคนเดียวรึไง

    ก็พี่บ่นหิว แถมยังกินไม่หยุดตั้งแต่เปิดเตามาเนี่ย เห็นแล้วไม่อยากแย่ง กลัวพี่ไม่อิ่ม

    มึงว่ากูตะกละเหรอ

    เฮ้ย เปล่า

    มึงไม่ต้อง-- แค่ก ๆ ๆ

    เอ้า นั่นไง ค่อย ๆ กินก็ได้” ฮ่าวเซวียนรีบคว้าแก้วน้ำส่งไปให้คนตรงหน้าที่อ้าปากด่าเขาทั้งที่ยังเคี้ยวไม่หมด สุดท้ายเลยสำลักเพราะติดคอ

    จี้หยางรับแก้วน้ำไปดื่มโดยมีีฮ่าวเซวียนช่วยลูบหลังไม่ห่าง สักพักอาการสำลักหน้าดำหน้าแดงก็หายไป

    กลับไปนั่งได้แล้ว คนในร้านมองกูหมดแล้วเนี่ย เว่อร์จังเลยมึงอะ

    เพราะคำพูดนั้นฮ่าวเซวียนถึงได้รู้สึกตัวว่าเขาลุกจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมายืนลูบหลังให้จี้หยาง และทำหน้าเป็นกังวลแค่ไหน

    เอ่อ
    ก็ตอนนั้นขามันก้าวออกไปเองนี่นา

    ครับ ค่อย ๆ กินล่ะ

    เมื่อฮ่าวเซวียนกลับไปนั่งจี้หยางก็คีบเนื้อย่างที่เพิ่งสุกมาตัดเป็นชิ้นพอดีคำใส่ในจานเขา พอชิ้นใหม่ในเตาสุกก็คีบมาอีก ฮ่าวเซวียนนึกจะปฏิเสธเพราะอยากให้อีกฝ่ายกินเองมากกว่า

    กินเข้าไปเยอะ ๆ มึงผอมลงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หน้าจะเล็กกว่ากูแล้ว

    สุดท้ายก็ได้แต่มองมือที่
    ตัดเนื้อย่างด้วยความคล่องแคล่วจนพูนจานเล็ก ๆ นั่นแล้วยิ้มอยู่คนเดียว

    ก็ทำโปรเจกต์จบแทบไม่ได้นอน บางวันก็จำไม่ได้หรอกว่ากินข้าวยัง


    เฮอะ ดีนะที่มึงไม่ตายก่อนเรียนจบ ขี้เกียจ ๆ อย่างมึงคงกินแต่บะหมี่ล่ะสิ บ้ารึไง ทำไมไม่ห่วงสุขภาพบ้างวะริมฝีปากที่ขยับยื่นยาวขณะพร่ำบ่นเขาช่างน่ามองเหลือเกินในสายตาฮ่าวเซวียน

    พี่เป็นห่วงผมเหรอ

    ห่วงหมาบ้านมึงมั้งจี้หยางตอบกวน ๆ แล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม หวังให้น้ำเย็น ๆ ดับความเห่อร้อนบนใบหน้าที่เกิดจากคำถามตรงไปตรงมาของคนเด็กกว่า

    แต่ฮ่าวเซวียนรู้ทันหมดแหละว่าภายใต้ท่าทางมั่นใจกล้าถามกล้าตอบแบบนั้น ความจริงแล้วจี้หยางก็เขินคำพูดตัวเองไม่น้อย

    อีกอย่าง...บ้านเขาก็ไม่ได้เลี้ยงหมาเสียหน่อย


    ทำยังไงดี ตอนนี้เขาหยุดยิ้มไม่ได้เลย


    แต่พี่อ้วนขึ้นนะ บ่นผมทั้งที่ตัวเองก็กินแต่ฟาสต์ฟู้ด คิดว่าผมไม่รู้เหรอ

    เสือกชีวิตกูทุกวันสินะมึง กูไม่ได้อ้วนเว้ย แค่เพิ่มน้ำหนักให้มันบาลานซ์กับส่วนสูงฮ่าวเซวียนหัวเราะให้กับข้อแก้ตัวของคนที่พยายามจะเอาชนะเขาทุกครั้งที่เถียงกัน

    ได้คุยเล่นและแกล้งหยอกจี้หยางแบบนี้รู้สึกเหมือนหยิบหนังเรื่องโปรดมาดูอีกครั้ง เป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะดูกี่รอบก็ยังสนุกเหมือนเดิม

    แต่น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่ามันจะสนุกแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนั้นก็ต้องดำเนินมาถึงตอนจบอยู่ดี

    กูอิ่มแล้ว คิดเงินเลยนะจี้หยางเงยหน้ามาพูดกับเขาหลังจัดการเนื้อย่างจนหนำใจแล้ว ฮ่าวเซวียนจึงยกมือเรียกพนักงาน

    ระหว่างรอให้พนักงานคิดเงิน ฮ่าวเซวียนนึกอยากให้ระยะทางระหว่างร้านนี้กับบ้านจี้หยางอยู่ห่างกันสักพันไมล์

    เขาอยากยืดเวลาออกไป

    อยากอยู่กับจี้หยางให้นานที่สุด

    ก่อนจะต้องบอกลากันอีกครั้ง

     

     

    ...

     

     

    ขอบใจที่มาส่ง ดึกแล้วมึงขับรถกลับไหวปะเนี่ย

    ถ้าผมบอกว่าไม่ไหว พี่จะให้ผมนอนค้างบ้านพี่ไหมล่ะ

    ฮ่าวเซวียนแกล้งถามอย่างต้องการหยอกเย้าเพราะเดาได้ว่าจี้หยางคงด่ากลับมา แต่อีกฝ่ายกลับเงียบไม่ตอบอะไร เขาเลยต้องพูดแก้สถานการณ์ที่จู่ ๆ ก็ดูแปลกไป

    ล้อเล่นน่า ขับรถแค่นี้สบายมาก พี่เข้าบ้านไปนอนเถอะ

    อือ ไปแล้วนะจี้หยางหันมาสบตาฮ่าวเซวียนและยิ้มให้ รอยวูบไหวปรากฏในดวงตามีเสน่ห์เพียงแวบเดียวก็หายไป แต่ฮ่าวเซวียนก็ทันเห็นมัน ภายใต้รอยยิ้มนั้นอีกฝ่ายรู้สึกยังไงกันแน่

    ด้วยนิสัยที่ชอบซ่อนความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม ทำให้สิ่งนี้เป็นเรื่องยากสำหรับฮ่าวเซวียนเสมอบางครั้งเขาก็คาดเดาไม่ได้ว่ารอยยิ้มของจี้หยางมีความหมายแบบไหน

    ร่างสูงโปร่งที่เขาแซวว่าอ้วนขึ้น ทว่าก็ยังผอมกว่าเขาอยู่ดีหันไปจับประตูรถแต่กลับนิ่งค้างไม่ยอมเปิดมันออก

    ฮ่าว…” จี้หยางหันกลับมามองหน้าเขาและเรียกด้วยเสียงแผ่วเบา สายตาเลื่อนลงไปมองข้อมือ เมื่อฮ่าวเซวียนมองตามไปถึงได้รู้ว่าตัวเองยึดข้อมือจี้หยางไว้แน่น

    เอ่อโทษที” ฮ่าวเซวียนรีบปล่อยมือราวกับเด็กน้อยที่ถูกจับได้ว่ากำลังแอบหยิบฉวยของของคนอื่น เขายกมือลูบหลังคออย่างทำตัวไม่ถูก ผมแค่…”

     

    แค่ไม่อยากให้พี่ไป

     

    ถ้าบอกความจริงออกไปจี้หยางคงด่าเข้าให้หลายประโยค เพราะเขากำลังทำตัวเหมือนเด็กที่พูดแล้วไม่ยอมฟัง ดื้อรั้นและดึงดันแบบที่เคยโดนว่าตอนไปส่งจี้หยางที่สนามบิน

    ทั้งที่คุยกันรู้เรื่องแล้วว่าจะปล่อยให้จี้หยางไปมีชีวิตในแบบที่ต้องการ

     

    ชีวิตที่ไม่มีเขาอยู่ในนั้น

     

    แค่อะไรจี้หยางถามกลับเมื่อฮ่าวเซวียนเงียบไป

    “…”

    “…”

    “…”

    ขับรถดี ๆ นะ กูเข้าบ้านแล้ว” จี้หยางเลือกที่จะไม่คาดคั้นต่อเมื่อไม่ได้รับคำตอบกลับมา

    ให้ผมรอพี่ได้ไหม

    ประโยคเดิมที่เคยถามไปเมื่อปีที่แล้วถูกยกมาต่อรองความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจี้หยางอีกครั้ง

    จนถึงตอนนี้ผมยังไม่เจอใครที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขมากกว่าตอนอยู่กับพี่เลย

    ”...”

    แค่ครึ่งเดียวที่ผมรู้สึกกับพี่ก็ไม่มีน้ำเสียงที่เปล่งออกมามันชัดเจนแล้วว่าคนพูดยอมแพ้แค่ไหน


    ฮ่าวเซวียนไม่มีวิธีอื่นจะมารั้งจี้หยางอีกแล้ว นอกจากร้องขอในสิ่งที่เคยผิดหวังมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากการควักหัวใจตัวเองออกมาให้อีกคนเห็นว่ามันบอบช้ำแค่ไหนที่เขายังเอาแต่รอ

    แม้รู้ว่าจี้หยางอาจจะไม่พอใจ หรือมองว่าเขางี่เง่าเซ้าซี้ไม่เลิกรา ร้ายแรงกว่านั้นคืออาจเปลี่ยนสถานะของเขาเป็นแค่คนแปลกหน้า

     

    แต่ฮ่าวเซวียนก็ยังคงหวัง...เขาหวังว่าจี้หยางจะเปลี่ยนใจ

     

    จี้หยางหันหน้ากลับมาหาฮ่าวเซวียน แววตาขี้เล่นช่างแกล้งของคนเด็กกว่าหายไป เหลือเพียงสายตาเว้าวอนเหมือนลูกหมาที่เรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ นั่นทำให้มุมปากของคนมองค่อย ๆ ยกขึ้นก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างในที่สุด

    จี้หยางรู้สึกเหมือนความอึดอัดทรมานใจจากการรอคอยมาตลอดหลายชั่วโมงสิ้นสุดลง เมื่อสิ่งที่เขาวอนขออยู่ในใจซ้ำ ๆ ได้รับการเติมเต็ม

    กูก็เหมือนกัน ทั้งที่ได้ทำอะไรสนุก ๆ ได้เจอคนที่น่าสนใจ นิสัยดี แต่ทำไมเด็กกวนตีนที่เอาแต่แกล้งกูอย่างมึงถึงทำให้กูเลิกคิดถึงไม่ได้ก็ไม่รู้

    เพราะคิดว่าความรู้สึกพิเศษที่มีให้ฮ่าวเซวียนยังไม่ถึงขั้นพัฒนาเป็นความรักแบบคนรัก เขารู้สึกดีมากก็จริงเวลาที่อีกฝ่ายอยู่ใกล้ ๆ แต่อีกใจก็ยังหวงแหนชีวิตอิสระ เลยตัดสินใจปฏิเสธเมื่อฮ่าวเซวียนเอ่ยขอคบ

    จี้หยางคิดว่าถ้าไม่ได้เจอฮ่าวเซวียนทุกวันอย่างเคย ไม่ได้คุยกันบ่อย ๆ เหมือนตอนเรียน สักวันความรู้สึกพิเศษนั้นคงจะหายไปเอง

    แต่วันนี้ที่ได้เจอฮ่าวเซวียนอีกครั้งทำให้จี้หยางรู้ว่าเขาไม่เคยรู้สึกกับอีกฝ่ายน้อยลงเลย ทั้งที่ห่างกันไปตั้งหนึ่งปี

    นี่พี่--

    มึงหยุดให้กูพูดบ้าง กูทนไม่ไหวแล้ว มึงรู้ไหมว่าในใจกูเป็นบ้าแค่ไหนตั้งแต่เห็นหน้ามึง กูแม่งภาวนาเป็นร้อย ๆ รอบขอให้มึงพูดคำนี้ออกมา แต่มึงก็เอาแต่ยิ้มโง่ ๆ เหมือนตลอดเวลาที่คุยกันมึงไม่ได้รอ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับกูแล้ว เหมือนมึงโว้ยยย! มึงแม่ง!!!

    จี้หยางระเบิดความรู้สึกออกมาโดยไม่พักหายใจ ความรู้สึกโมโห น้อยใจ โล่งใจตีกันมั่วไปหมด และฮ่าวเซวียนที่ได้ฟังก็กำลังยิ้มโง่ ๆ เหมือนที่เขาด่าอีกแล้ว

    ยิ้มที่ทำให้เขาหงุดหงิดว่ามันจะยิ้มอะไรนักหนา

    ยิ้มที่กวนใจเขาตลอดเวลา เพราะแม่งทำให้รู้สึกดีเนี่ยแหละ

    แล้วทำไมพี่ไม่พูดเองล่ะ ถ้าผมไม่พูดพี่ก็จะไปทั้งที่ยังคิดถึงผมเนี่ยนะ ใจร้ายว่ะ

    ก็กูเป็นคนบอกมึงเองว่าไม่ต้องรอ ถ้าตอนนี้จะมาขอร้องให้มึงรอก็เหี้ยเกินไปแล้ว

    ใช่ เขาคงไม่กล้าเห็นแก่ตัวขนาดนั้น เพราะไม่รู้ว่าตลอดหนึ่งปีที่ไม่ได้เจอกันความรู้สึกของฮ่าวเซวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน จะมีคนใหม่ที่อยากอยู่ด้วยมากกว่าเขาหรือยัง

    เขาไม่กล้าถาม ไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้ ยอมรับก็ได้ว่ากลัว

    กลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจจากเขาไปแล้ว

    พี่แม่ง…” ฮ่าวเซวียนดึงจี้หยางมากอดจนไหล่เล็กจมไปกับแผ่นอกกว้าง จะน่ารักไปถึงไหนวะ

    ทุกความรู้สึกของคนที่รอคอยถูกส่งผ่านอ้อมกอดกระชับ วงแขนแข็งแรงโอบรอบเอวบางของจี้หยางเสียแน่นหนาจนไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน จมูกโด่งฝังลงบนกลุ่มผมนุ่มสีดำสนิท

    จี้หยางที่ขัดเขินกับสัมผัสใกล้ชิดในทีแรกค่อย ๆ วาดแขนโอบรอบแผ่นหลังกว้างอย่างรู้สึกดี

    ภายในรถเงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไรอีกหลังจากนั้น ราวกับต่างคนต่างกำลังสื่อสารความรู้สึกผ่านอ้อมกอด เนิ่นนานจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกของตัวเองไว้หมดแล้วจึงผละออกจากกัน

    วันนี้บินกี่โมง ให้ผมไปส่งนะ

    ทีงี้ล่ะยอมให้กูไปง่าย ๆ

    ก็ได้ใจมาแล้ว ห่างกันอีกแค่ปีเดียวผมทนได้จี้หยางส่งกำปั้นไปทุบต้นแขนอีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ในคำพูดเลี่ยน ๆ

    มึงไม่ต้องไปส่งหรอก เห็นหน้ามึงเดี๋ยวกูไม่อยากไป

    โห พี่รักผมมากกว่าที่คิดซะอีก ดีใจนะเนี่ย

    ใครรักมึง กูยังไม่ได้พูดเลย

    มันเขียนไว้ตรงนี้หมดแล้วครับคุณซ่งจี้หยาง” นิ้วยาวจิ้มไปบนริมฝีปากบางของคนโตกว่า อยากยิ้มก็ยิ้มเถอะ ไม่ต้องกลั้นไว้หรอก อยู่กับผมพี่ไม่ต้องมีฟอร์มอะไรทั้งนั้นแหละ ผมรักที่พี่เป็นแบบนั้น

    ประโยคบอกรักอ้อม ๆ ทำให้จี้หยางไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มต่อไปได้อีก แต่คำพูดต่อมาของฮ่าวเซวียนก็พรากรอยยิ้มไปจากใบหน้าได้ในทันที

    ถ้าไม่ให้ไปส่ง งั้นขอจูบลาตอนนี้ได้ปะ

    ทะลึ่งแล้วมึง กูจะเข้าบ้านแล้ว

    โห่ ไม่ได้เจอตั้งหนึ่งปีได้แค่กอดเดียวเอง รู้งี้ยอมให้เมาแล้วพาเข้าโรงแรมก็ดี

    สัส ไอ้เด็กเวร ชั่วจริง ๆ เลยมึง” จี้หยางตบหัวคนที่เขามองว่าเป็นเสือร้ายในร่างลูกหมาตัวโตแบบไม่ออมแรง ไอ้เด็กนี่มันเจ้าเล่ห์กว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลย

    โอ๊ย!!! ตบซะแรงเกิดความจำเสื่อมลืมไปว่ารักพี่จะทำยังไง ถึงตอนนั้นอย่ามาร้องไห้เสียใจนะ

    จี้หยางนึกอยากให้เขามีไม้สักท่อนในมือ จะได้ตีไอ้เด็กแสบให้สลบไปเลย พูดแต่ละอย่างมันน่าด่าจริง ๆ แต่เพราะไม่มีอาวุธอะไรจึงทำได้แค่พุ่งเข้าไปเขย่าคอฮ่าวเซวียน

    คนเด็กกว่าอาศัยจังหวะที่จี้หยางโถมตัวเข้าหาคว้าตัวอีกฝ่ายมากดริมฝีปากลงบนกลีบปากบางที่เคยแต่ลอบมอง ลมหายใจจี้หยางสะดุดลงเพราะจูบที่ไม่ทันตั้งตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ผลักไสอีกคนออกห่าง

    สัมผัสของฮ่าวเซวียนไม่ได้รีบร้อนรุนแรง ริมฝีปากของคนที่ช่วงชิงอากาศหายใจไปจากเขากดย้ำซ้ำ ๆสลับกับผละออกโดยไม่ได้รุกล้ำเข้ามา แต่เพียงเท่านั้นก็สามารถเร่งจังหวะการเต้นของหัวใจจี้หยางได้ สองมือขยุ้มเสื้อเชิ้ตฮ่าวเซวียนไว้แน่น ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้ได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากตัวอีกฝ่ายชัดเจนจนจี้หยางอดพูดไม่ได้

    ยังใช้น้ำหอมกลิ่นนี้อยู่อีก เลี่ยนชะมัด

    แต่ผมชอบกลิ่นน้ำหอมใหม่ของพี่นะ” ฮ่าวเซวียนยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกดริมฝีปากลงมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่จี้หยางใช้ หรือริมฝีปากนุ่มหยุ่นของเจ้าตัวกันแน่ที่ดึงดูดให้ฮ่าวเซวียนต้องการลิ้มลองรสชาติจูบที่ใกล้ชิดกว่าเดิม

    ฮ่าวเซวียนใช้ลิ้นดันให้เขาเปิดปากรับสัมผัสลึกซึ้ง วินาทีนั้นจี้หยางไม่มีสติมากพอจะมาสนใจแล้วว่าจะมีคนในบ้านออกมาเปิดประตูเพราะได้ยินเสียงรถไหม หรือจะมีใครขับรถผ่านไปมาแถวนี้หรือเปล่า

    เขาเพียงแค่ภาวนาให้คนในบ้านหลับสนิท และขอให้ฟิล์มกรองแสงของรถคันนี้ช่วยอำพรางพวกเขาจากแสงไฟด้านนอก

    เขาขอเวลาอีกนิดเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึกผ่านจูบนี้

    จูบที่รุนแรงขึ้นจนไม่รู้ว่าเขาถูกดันให้แผ่นหลังแนบชิดไปกับกระจกรถตั้งแต่เมื่อไหร่ ฮ่าวเซวียนโถมตัวเบียดเข้ามาคร่อมร่างเขาไว้ทั้งตัว ริมฝีปากร้อนผ่าวเลื่อนลงมาแตะจูบแผ่วเบาที่ซอกคอขาว

    ฮื่อ อย่าทำรอยจี้หยางเอ่ยเสียงพร่า และนั่นยิ่งกระตุ้นให้ฮ่าวเซวียนนึกอยากแกล้งมากขึ้นอีก เขากดจูบที่แอ่งเว้าตรงไหปลาร้าที่ดึงดูดสายตาเขาเสมอเวลาจี้หยางใส่เสื้อคอกว้าง

    ฮ่าวเซวียนหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ เมื่อสัมผัสที่เริ่มเกินเลยทำให้จี้หยางสั่นสะท้านจนต้องดึงเขาเข้าไปประกบจูบอีกครั้ง

    จี้หยางยกแขนคล้องคอคนเด็กกว่า สอดนิ้วมือเข้าไปขยุ้มกลุ่มผมอีกคนโดยไม่รู้เลยว่าการตอบสนองนั้นยิ่งทำให้ฮ่าวเซวียนปลดปล่อยอารมณ์ผ่านจูบมากกว่าเดิม ลิ้นของคนที่ชักนำสัมผัสใกล้ชิดรุกไล่แกล้งคนเป็นพี่อย่างเอาแต่ใจ

    กระทั่งจี้หยางรู้สึกเหมือนกำลังจะจมลงสู่ใต้ท้องน้ำ หลังตะเกียกตะกายว่ายอยู่ในแม่น้ำเชี่ยวกรากอยู่นานจนอ่อนแรง สองมือก็ผลักฮ่าวเซวียนออกแต่ยังแกล้งงับริมฝีปากล่างของอีกฝ่ายตอนผละออกจากกัน

    จี้หยางหอบหายใจสะท้าน แต่คนฉวยโอกาสสร้างจูบแรกยังคงมองปากบวมช้ำของเขาด้วยสายตาอาวรณ์อย่างแสนเสียดาย

    พอแล้ว มึงจะจูบถึงเช้าเลยรึไง

    ผมทำได้นะ

    แต่กูไม่ให้ทำโว้ยขืนปล่อยให้ฮ่าวเซวียนจูบต่อไปเขาคงแย่ แค่นี้หน้าก็ร้อนกว่าเตาเนื้อย่างที่กินเมื่อกี้แล้ว แม่งจูบเก่งเป็นบ้า

    ยอมรับเลยว่าจูบแรกระหว่างพวกเขาสองคนพิเศษจนจี้หยางรู้สึกดีอย่างยากจะบรรยาย เพราะมันเป็นจูบที่ทำให้เขามั่นใจว่าฮ่าวเซวียนจะรอเขาอย่างที่พูดจริง ๆ

    ขอบคุณนะที่รอกูไม่ได้อยากสับสวิตช์เข้าโหมดซึ้งนักหรอก เคยทำซะที่ไหนล่ะ ปกติมีแต่ปากหมาใส่มัน

    แต่สำหรับความรู้สึกดี ๆ ในครั้งนี้ เขานึกอยากขอบคุณฮ่าวเซวียนจริง ๆ ที่ยังไม่ถอดใจจากเขา

     

    ไม่ใช่แค่ฮ่าวเซวียนหรอกที่มีความสุขเวลาอยู่กับเขา เขาเองก็มีความสุขที่ได้อยู่ข้าง ๆ มันเหมือนกัน

     

    ฮ่าวเซวียนยิ้มและพยักหน้าให้เขาเบา ๆ มือใหญ่วางลงข้างแก้ม นิ้วหัวแม่มือไล้ผิวแก้มแผ่วเบาราวต้องการทะนุถนอม

    ขอบคุณพี่เหมือนกันที่ยอมเปลี่ยนใจ

    จี้หยางวางมือทาบทับหลังมือใหญ่แล้วส่งยิ้มกลับไป แต่ยังไม่ทันที่ฮ่าวเซวียนจะซาบซึ้งกับรอยยิ้มนั้น จี้หยางก็คว้ามือเขามากัดเต็มแรง

    ฮ่าวเซวียนสะดุ้งโหยงร้องเสียงหลง ขนาดรีบชักมือกลับแล้วจี้หยางยังไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ เลย โหดเป็นบ้า

    สมน้ำหน้า อยากเจ้าเล่ห์กับกูดีนักเจ้าของรอยฟันบนสันมือขาวเบ้ปากเยาะเย้ย

    พี่เป็นสายเอสเหรอ วันนี้ผมช้ำไปทั้งตัวแล้วเนี่ย

    เออ เป็นกับมึงคนเดียวเลยด้วย เห็นหน้ามึงแล้วอยากสับหลังคอให้สลบ เจ้าเล่ห์ฉิบหาย

    ฮ่าวเซวียนหัวเราะให้กับถ้อยคำประชดประชันของคนเป็นพี่อย่างอารมณ์ดี แม้จะเจ็บตัวแต่ถ้าแลกกับการได้เห็นสีหน้าเกรี้ยวกราดของจี้หยางเขาก็ถือว่าคุ้มแล้วล่ะ

    บอกแล้วไงว่าการแกล้งจี้หยางคือความสุขอย่างหนึ่งของเขา

    พี่เข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวตอนสาย ๆ ผมโทรหา

    อืม มึงก็ขับรถดี ๆ ล่ะ

    ครับ ฝันดีนะ

    ฮ่าวเซวียนมองตามหลังจี้หยางที่เดินลงจากรถแล้วไปหยุดอยู่หน้าประตูบ้าน แต่ยังไม่ทันได้เปิดประตูเข้าไปอีกฝ่ายก็เดินย้อนกลับมา และทำมือบอกให้เขาลดกระจกลง

    กูมีของฝากให้มึงด้วย แต่ลืมไว้ที่บ้านไอ้อี้ป๋อ มึงไปเอาเองแล้วกัน ถุงสีดำอะ

    รักผมมากจริง ๆ ด้วยแฮะ นึกถึงผมตลอดเวลาเลยอะ

    ไม่ใช่โว้ย ซื้อมาฝากญาติแล้วมันเหลือจี้หยางแสร้งโกหกเพราะเขินเกินกว่าจะบอกว่าเขาตั้งใจซื้อมาให้ฮ่าวเซวียนโดยเฉพาะ

    หวังว่าความมืดในบริเวณนั้นจะช่วยปิดบังรอยระเรื่อแดงบนสองข้างแก้มเขาไว้ไม่ให้ฮ่าวเซวียนสังเกตเห็น แต่ดูเหมือนแสงไฟจากเสาไฟฟ้าจะทำหน้าที่ของมันได้ดีเหลือเกิน

    หน้าแดงแล้วล่ะคุณซ่งจี้หยาง

    จี้หยางตีหน้านิ่งกลบเกลื่อนทั้งที่หน้าร้อนผ่าวเพราะถ้อยคำล้อเลียนนั้น

    กวนตีนพอยัง ไป ๆ กลับไปได้แล้ว เบื่อหน้ามึง

    เสียงหัวเราะของฮ่าวเซวียนยังดังแว่วให้ได้ยิน แม้ว่าจี้หยางจะรีบหันหลังเดินหนีออกมาแล้วก็ตาม ฮ่าวเซวียนรอจนอีกคนเข้าบ้านแล้วเรียบร้อย จึงสตาร์ทรถขับออกไปอย่างอารมณ์ดี

     

    สงสัยต้องไปขอบคุณไอ้อี้ป๋อแล้วล่ะที่ลากเขาไปบ้านมันในคืนนี้

     

     

     


    END

     

     

     

     

     

    Epilogue

     

     

     

    ผมขอไปส่งพี่ไม่ได้เหรอ นะพี่จี้หยาง” ฮ่าวเซวียนส่งเสียงออดอ้อนผ่านสายโทรศัพท์ สายตามองไปยังกล่องน้ำหอมในมือ

    เมื่อคืนเขาง่วงเกินกว่าจะขับรถกลับไปเอาของฝากที่จี้หยางพูดถึง ช่วงสายของวันนี้ฮ่าวเซวียนเลยโทรศัพท์ไปหาอี้ป๋อให้ช่วยดูว่าถุงนั้นอยู่ที่ไหนแล้ววานมันเก็บไว้ดี ๆ แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายตัวเองจะพุ่งไปหยิบกุญแจรถแล้วขับมาที่บ้านมัน เพียงเพราะได้ยินสิ่งที่มันพูด

     

    กูคงไม่ต้องเดาสถานการณ์ระหว่างมึงกับพี่จี้หยางแล้วล่ะ ซื้อน้ำหอมกลิ่นที่มึงใช้มาให้แบบนี้ คนไม่สังเกต ไม่ใส่ใจเขาไม่รู้กันหรอกเว้ย

    แล้วมึงรู้ได้ไงว่าเป็นกลิ่นที่กูใช้อยู่

    ก็พี่จี้หยางส่งข้อความมาถามกูว่ามึงเปลี่ยนน้ำหอมยัง กูถึงต้องเนียนไปห้องมึงวันนั้นไง

     

    นั่นแหละสาเหตุที่ทำให้เขาโทรมาวอแวจี้หยางในตอนนี้

    [อะไรของมึงอีกเนี่ย]

    ก็อยากเจอ

    [ยังจากกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย คิดถึงกูแล้วเหรอ]

    อือ ก็หลังจากวันนี้จะไม่ได้เจอพี่แล้วนี่นา จะฉีดน้ำหอมให้ฟุ้งเลยด้วย

    [อะอะไร มึงไม่ต้องฉีดมาเลยนะ กลิ่นเลี่ยนจะตาย]

    เหรอ ผมนึกว่าพี่ชอบมากซะอีกถึงซื้อมาให้

    […]

    เงียบแบบนี้แสดงว่าจริงสินะ” ฮ่าวเซวียนหัวเราะอย่างคนรู้ทัน “แล้วเจอกันนะครับ

    [เดี๋ยว ใครบอกมึงว่า--] ฮ่าวเซวียนรีบตัดสายก่อนที่จี้หยางจะโวยวายจบ เดาได้เลยว่าอีกฝ่ายคงกำลังเขินอยู่แน่ ๆ

    หึ จี้หยางคนปากแข็ง

    .

    .

    .

    Real End


    Talk: ฝากติดตามด้วยนะคะ อาจจะเขียนอีกเรื่อย ๆ ถ้ามีพล็อตและมีเวลา ถ้าไม่สะดวกคอมเมนต์ในนี้ไปสกรีมในแท็ก #spaceunderbarfic หรือทวิตเตอร์ @spaceunderbar ก็ได้ค่ะ

    ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ :)

     

     

     


     

     

     

     



     

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in