หลังอ่านนิยายไทยหลังอ่านของน้ำฝน
ปรารถนา...คุณอีกสักครั้ง | นัทธิมา


  • ชื่อหนังสือ : ปรารถนา...คุณอีกสักครั้ง ชุด Wishing You ด้วยรัก... และปรารถนา
    ผู้แต่ง : นัทธิมา
    สำนักพิมพ์ : แจ่มใส (Love)
    พิมพ์ครั้งที่ : 1 (มีนาคม 2563)
    จำนวนหน้า : 477 หน้า
    รายละเอียด : ‘ภูริตา’ อดีตคุณหนูสายเปย์ต้องพบกับอภิมหาความซวยซ้ำซวยซ้อนในชีวิต ตั้งแต่ดราม่าแฟนคลับของนักร้องดังถล่มอินสตาแกรม ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย และพ่อผู้เป็นสปอนเซอร์หลักในชีวิตก็ดันมาจากไปเพราะโรคร้ายพร้อมทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้จนหมดเนื้อหมดตัว แต่ว่ากันว่าในวิกฤตมักมีโอกาสเสมอ แล้วโอกาสนั้นก็มาในรูปของผู้ชายตัวใหญ่ หน้าหล่อคมเข้มชื่อพี่เขม อดีตคนรักเก่าที่บัดนี้กลายเป็นนายหัวฟาร์มไข่มุกชื่อดังระดับประเทศ แม้สิบปีก่อนภูริตาจะเคยหักอกเขาเสียยับเยิน แต่เธอเชื่อว่าบุญคุณที่พ่อมีต่อเขาจะทำให้พี่เขมยอมใจอ่อนให้ที่พักพิงกับคุณหนูตกอับอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของ ‘หัวใจ’ ภูริตาคงต้องงัดสารพัดมารยาร้อยเล่มเกวียนมาทวงหัวใจเขาคืนมาให้จงได้!


    ✿ บันทึกหลังอ่าน

    ระหว่างที่กำลังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอ่านนิยายแนวไหนและเรื่องไหนดี ก็ไปเห็นเซตนี้เข้า เลยคิดได้ว่าควรอ่านนิยายใหม่ๆ มั้ง ไม่ใช่จ้องแต่จะอ่านนิยายเก่า... (ยี่ยังตบตีกับตัวเองไม่หาย เพราะอยากกลับไปอ่านคิวบิคซ้ำอีกรอบ) 

    พอเลือกได้แล้วก็หยิบอ่านทัน โดยที่ไม่รู้อะไรเลยนะ รีวิวไม่ได้อ่าน หลักปกก็ไม่สนใจ รู้แค่ว่ามีนักเขียนที่รู้จักอยู่ในเซตนี้ด้วย ซึ่งแต่ละเล่มในเซตเชื่อมกันยังไงก็ไม่รู้ มารู้ก็ตอนเริ่มอ่านคำนำจากเรื่องนี้แหละ

    มาว่าด้วยเรื่องของเซตนิยายกันก่อน 

    "Wishing You ด้วยรัก... และปรารถนา" 

    ธีมหลักของนิยายเซตนี้มาจากสามสาวที่รู้จักกันสมัยเรียนและสนิทกันหลังจากออกค่ายอาสา แล้วมาพบกันหลังจากต่างคนต่างไปใช้ชีวิตหลังจากที่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อพบปะสังสรรค์เม้าท์มอยกันตามภาษาสาวๆ เสร็จ ก็พากันไปไหว้ศาลที่ขึ้นชื่อเรื่องการข้อคู่ ณ ห้างใหญ่ชื่อดังใจกลางกรุง 

    เรื่องราวก็ในนิยายแต่ละเล่มก็หลังจากที่สาวๆ ขอพรกันเสร็จค่ะว่า แต่ละคนขอพรว่าอะไร และผลจะเป็นยังไง ได้พบ ได้เจอ ได้รับพร สมหวังตามคำที่ขอหรือไม่ 

    ไม่พร่ำเยอะ ขอเล่าเรื่องราวของเรื่องนี้เลยแล้วกัน

    "ปรารถนา...คุณอีกสักครั้ง" ก็ตามชื่อเรื่องค่ะ

    นางเอกเป็นคุณหนูที่ถูกสปอยล์จนทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง นอกจากเอาแต่ใจตัวเองและใช้เงินแบบจัดหนักจัดเต็มไปกับทุกเรื่อง รวมไปถึงหน้าบางในแบบที่เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ ถึงคราวตกอัพ ชีวิตเจอมรสุม ผู้ปกครองคนเดียวที่เหลืออยู่มาจากไปแบบไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ เงินมากมายที่คิดว่าใช้ยังไงก็ใช้ไม่หมด กลับหมดลงเพราะอาแท้ๆ โกงและหอบเงินหนีโดยทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้ ต้องขายบ้าน ขายรถ ขายทรัพย์สินเพื่อใช้หนี้ และเงินก้อนสุดท้ายก็หมดลงไปกับการที่ไม่ยอมเสียหน้า ยังไม่จบเพียงเท่านั้น งานที่คิดว่ากำลังจะไปได้ดี ทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่น่าจดจำก็เจ๊ง ชื่อเสียงยังไม่ทันมี ชื่อเสียกลับมากมายจากบรรดาแฟนคลับของคนที่มาตามตื้อเธอ 

    ชีวิตถึงคราวเจอทางตัน ไม่รู้จะทำยังไง ก็ทำให้นึกถึงบุคคลในความทรงจำสมัยที่เริ่มรู้จักกับคำว่ารัก เลยขอเดิมพันกับตัวเองว่า ยังไงคนๆนั้นที่เป็น "แฟนเก่า" ของเธอจะต้องยังรักและต้องเห็นใจเธออยู่แน่ๆ ความหวังสุดท้ายของเธอคือเขา เขาเท่านั้นที่เธอจะไปขออาศัยพึ่งพิงได้ เธอก็ได้แต่ขอพรไปว่า "ขอให้เขายังรักเธอ แล้วเธอจะดีกับเขา ไม่ทำร้ายเขาอีก" 

    พระเอกเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่มีชื่อในภูเก็ต ที่อยู่ดีๆ คนในความทรงจำที่เขาฝั่งลึกในใจก็มาหาเขาถึงที่ ทำให้เขาหวั่นไหว และขุดเอาความทรงจำแย่ๆที่เขาพยายามไม่สนใจกลับมา ใจหนึ่งก็หวั่นไหว ใจหนึ่งก็เข็ดไม่อยากยุ่งด้วย นอกจากต้องตบตีกับตัวเอง เขายังต้องตบตีและหาทางรับมือก็สาวเจ้าปัญหาคนนี้ด้วย

    เรื่องราวก็นางเอกที่แสนเอาแต่ใจกับพระเอกขี้หวงปากหนัก ที่อีกฝ่ายขอตื้อจะอยู่ด้วย อีกฝ่ายผลักไสหนีออกห่าง แต่ก็มีเรื่องราวให้ไม่สามารถทิ้งสาวเจ้าปัญหาคนนี้ไปได้ จนลงเอยกัน

    จบปิ๊ง

    เท่านี้แหละค่ะ พล็อตง่ายๆ เบาๆ ขายฟินกันไป

    แต่...

    ไม่ใช่ทางของน้ำฝน

    ไม่ใช่ว่านิยายพล็อตแบบนี้ไม่ใช่ทางนะ แต่เป็นเพราะอ่านนิยายเรื่องนี้แล้วทำให้รู้สึกอิน รู้สึกจอย และรู้สึกร่วมไปกับนิยายไม่ได้เลย 

    ไม่ได้เลยจริงๆ แม้แต่นิดเดียว

    ของเตือนก่อนว่า หลังจากนี้อาจจะมีสปอยล์หลุดมา ถ้าใครไม่อยากถูกสปอยล์ ให้ปิดเลยค่ะ ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้ ขอบคุณค่ะ

    นางเอกมีความน่ารําคาญสูงมาก อายุ 26 ปี เรียนไม่จบเพราะจะตามความฝัน บวกกับขี้เกียจเป็นทุนเดิม เป็นลูกสาวคนเดียวที่พ่อสปอยล์แบบสุดๆ ใช้เงินเลี้ยงลูกจนลูกใช้เป็นแต่เงิน เปย์ทุกอย่างด้วยเงินจนทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง นอกจากชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว

    ความน่ารำคาญนี้ไม่ได้มาจากการขี้นิ้วสั่งคนอื่นนะ แต่เริ่มมาจากตั้งแต่หน้าแรกของนิยายแล้ว พ่อที่เป็นผู้ปกครองเพียงคนเดียวเสียไปแบบไม่ทันตั้งตัว ผ่านไปสองเดือนหลังจากที่แก้ไขปัญหาหนี้สินได้แล้ว ก็ไร้ซึ่งความโศกเศร้าใดๆ รักพ่อมากค่ะแต่ขอไปหาผู้ชายก่อน ลำบาก เงินหมด อยากได้เงินมาใช้ และทั้งเรื่อง หาจุดที่เสียใจจากการจากไปของคนเป็นพ่อได้น้อยมาก 

    ต่อมาก็เรื่องเสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ อันนี้เป็นอะไรที่อยากจะมองบนมาก เจอมรสุมชีวิตขนาดนั้น แต่กลับคิดไม่ได้ คนรู้สึกที่สนิทกันออกปากเตือนก็ไม่สนใจ เงินไม่มีแต่ต้องอยู่ดีกินดีทำตัวเหมือนมีเงินใช้ ไม่ว่าอะไรก็ขอวีนไว้ก่อน นู้นไม่ได้ นี่ไม่ได้ แต่เป้าหมายในตอนนี้ต้องทำให้ได้ ด้วยการหาผู้ชายให้เจอค่ะ ยังไงก็ขอเจอผู้ชายให้ได้ ทุกคนต้องยอมซิ ทุกคนต้องตามใจซิ บลาๆๆ 

    และอื่นๆ อีกมากมาย ความเรื่องเยอะสิ่งของนางมันเกินไป เกินกว่าที่จะได้พบเจอคนแบบนี้จริงๆ ทั้งการพูดจาตอบโตคนอื่นๆ ทั้งคนรู้จัก คนสนิท และคนที่เพิ่งรู้จัก ที่ทำให้ยิ่งอ่านแล้วยิ่งเพิ่มความรำคาญไปเรื่อยๆ จนแม้แต่บทสุดท้ายของเรื่องยังไม่หายรำคาญเลย

    เอาจริงๆ ตัวพระเอกก็ไม่แพ้กัน แต่คนละแง่มุม ความรำคาญพระเอกเกิดมาจากความผีเข้าผีออก เอาแน่เอานอนไม่ได้ และความไม่ให้เกียรติผู้หญิง 

    โอเค เรื่องนี้เป็นนิยาย ยุคสมัยนี้เริ่มยอมรับการอยู่ก่อนแต่งแล้ว แต่การให้เกียรติผู้หญิงไม่ใช่แค่การมีอะไรกันหลังแต่งงาน แต่หมายถึงคุณต้องไม่ทำให้ผู้หญิงเสียชื่อเสียงและไม่ใช่คนที่ทำให้ผู้หญิงมีชื่อเสียๆ พระเอกรู้ทั้งรู้ว่าคนทั้งเกาะลือและซุบซิบกันกับความเป็นสมภารกินไก่วัด กินหม้อกันจนยกระดับจากคนงานเป็นคนบนเรือน พี่เขาก็โนสนโนแคร์ ถามคนสนิทว่าเขาลือกันว่ายังไง อ๋อ ลือกันแบบนั้นเหรอ อื้ม ฉันไม่สน ลื้อกันไปซิ ดีซะอีก คนอื่นจะได้ไม่มายุ่งกับคนของตัวเอง

    เดี๋ยว!!

    พี่จะไม่สนจริงๆเหรอ? ถึงพี่คิดจะกินไก่จริงๆ แล้วคิดว่าที่พี่ทำมันไม่ได้ไปหนักหัวใคร แต่พี่ก็ต้องสนใจหน่อยไหม? นั้นคือคนที่พี่บอกว่าพี่รักพี่แคร์เลยนะ ไปเรียนรู้เรื่องการให้เกียรผู้หญิงใหม่นะ ถึงพี่จะยอมหักใจไม่กินก่อนแต่งก็ตาม แต่ก็ไม่ควรไปสร้างชื่อเสียให้ผู้หญิงที่บอกว่ารักว่าแคร์แบบนี้ 

    มันไม่แมน

    มาว่ากันด้วยความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมชาติของนิยายเรื่องนี้

    น้ำฝนตกใจมากนะตอนที่อ่านนิยายแล้วเจอตัวละครที่พูดจิกใส่กันเก่งในแบบที่ไม่ใช่แค่ตัวละครเดียว และไม่ใช่แค่ความเป็นคาแรคเตอร์ของตัวละครใดตัวละครหนึ่ง แต่อ่านเจอจนรู้สึกแปลกใจที่ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในบริษัท แม่บ้าน คนงาน รวมไปถึงลูกสาวเจ้าของบริษัท บทบาทต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันในเรื่องคือคำพูดที่ดูจิกที่อ่านแล้วได้แต่ตั้งคำถามว่า “เราสามารถพูดแบบนี้กับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้จริงๆเหรอ?”

    ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัทฝ่ายประชาสัมพันธ์ แล้วมีแขกมาตื้อขอพบเจ้านายของเรา ด้วยคำพูดเอาแต่ใจว่าจะพบให้ได้ตามให้หน่อย โอเค คุณอาจจะหงุดหงิด ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ด้วยอารมณ์ส่วนตัว ความรำคาญ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่คุณสามารถตอบกลับแขกคนนั้นด้วยคำว่า “เป็นพนักงานค่ะ ไม่ใช่เมีย ดิฉันจะทราบทุกเรื่องของนายได้ยังไงคะ”
    .... พนักงานประชาสัมพันธ์ตอบกลับแขกที่มาแบบไม่น่ารักด้วยการพูดแบบนี้ได้ 
    จริงๆ ใช่ไหม?

    เด็กสาวอายุ 18 ปี ครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ จัดได้ว่าฐานะดีเลยนะ เพราะมีเงินเหลือพอที่จะจ้างครูมาสอนส่วนตัวได้ ที่อยู่แต่ในบ้านไปไหนไม่ได้ด้วยสภาพร่างกาย ต้องเรียนหนังสือผ่านระบบออนไลน์ และมีเพื่อนเป็นกลุ่มคนในโซเชียล เจอคนงานในบ้านมาเป่าหูมาว่าคนนั้นไม่ดี คนนั้นจะเป็นแบบนั้นจะเป็นแบบนี้ แล้วก็เชื่ออย่างง่ายได้แบบไม่มีข้อสงสัยใดๆ คิดวิเคราะห์อะไรใดๆ ไม่มี เชื่อไปแล้ว พอเจอคนๆ นั้นจริงๆ ในครั้งแรกก็ตั้งแง่กับเขา เท่านั้นไม่พอ ยังจิกเรียกเขาด้วยกริยาที่ไม่น่ารักด้วย ถึงจะมีนิสัยเอาแต่ใจขี้วีนแบบไหน ก็ไม่น่าจะเรียกคนที่เพิ่งรู้จักครั้งแรกด้วยคำแบบนั้น ทั้งๆที่เขาอายุมากกว่า 

    ไม่รู้ซิ ด้วยความที่น้ำฝนโลกแคบไปมั้งที่มีความคิด (ที่คิดไปเอง) ว่า ถ้าเราอยู่ในสังคมแบบไหน และโตมาในสังคมแบบไหน เวลาสื่อสารและพูดคุยกับใครในครั้งแรกที่เจอกันจะเป็นในแบบที่เราคุ้นชินจากสังคมรอบข้างที่เราซึมซับมา

    ไม่รวมกับคำว่ากาละเทศะนะ เพราะถ้าเราไม่ได้ถูกสอนมาให้รู้จักกับคำนี้ยังไงก็ไม่มีทางมีแน่ๆ แต่ความคิดไปเองแบบนี้ใช้ไม่ได้กับทุกเรื่องจริงๆ โดยเฉพาะกับนิยายเรื่องนี้จริงๆ

    สมมตินะ ถ้าเราโตมาในบ้านที่คนในครอบครัวไม่พูดคำหยาบหรือคำสมัยกรุงเก่าเลย 
    - หิวข้าวหรือยังคะ
    - ดื่มน้ำอะไรดีคะ 
    - ทานอาหารอะไรดี 
    - คุณแม่บ้านไม่สบาย พี่เลี้ยงลาป่วย วันนี้เล่นคนเดียวไปก่อนนะคะ
    คุยกันแบบนี้ โต้ตอบกันไปมาแบบนิ่มนวล พอเข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่มีกลุ่มคนหลากหลาย เราอาจจะซึมซับคำพูดที่เปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง ได้รับรู้ศัพท์ใหม่จากกลุ่มเพื่อนที่โตกันมาอย่างหลากหลายด้วย แต่พอกลับบ้านมาก็ยังคุยกับคนในครอบครัวแบบเดิมอยู่ อย่างน้อยๆ พื้นฐานแล้วก็ต้องเป็นคนพูดคุยแบบเดิมเพราะชินจากการโตมาด้วยการพูดลักษณะนี้ แค่เปลี่ยนการพูดให้เข้ากับสังคมได้เท่านั้น

    และในวันที่ต้องเจอกับคนที่ไม่ชอบ ไม่ถูกชะตาในครั้งแรก เขาจะเลือกการใช้คำแบบไหน? 
    1. คำเดิมที่คุ้นเคย - คุณ เธอ พี่ น้อง
    2. คำพูดจิกกัน - แก มึง เห้ย ไอ้ อี

    นิยายเรื่องนี้ เลือกที่จะให้เด็กสาวอายุ 18 ปีที่น้ำฝนได้บอกไปข้างต้นเรียกคนที่ตัวเองไม่ชอบที่มีอายุมากกว่าหลายปีเพราะเข้าใจว่าคนๆนั้นจะไปแย่งพี่ชายตัวเองไปว่า "แก"

    แก ในแบบที่ไม่ใช่คำแซวเพื่อนว่า เห้ย แกร๊~~ แบบนั้น 
    แต่เป็น แก ในแบบที่จิกเรียกคนด้วยอารมณ์แง่ลบ

    ก็ได้แต่คิดนะว่า เด็กคนนี้ถูกสอนมายังไง โตมาในสังคมแบบไหน โตมายังไง ถึงมีทัศนคติและคำพูดจาแบบนั้น 

    แต่ ทุกอย่างก็พลิกค่ะ เมื่อได้รับการสั่งสอนจากผู้ชายที่ตัวเองรัก

    โอ๊ะ ความรักจากคนที่แอบรักเปลี่ยนได้ทุกอย่างในทันทีจริงๆ 

    พอจะนึกออกไหมคะ?

    จะอธิบายยังไงดีละ ถ้าจะเขียนให้เข้าใจแบบสั้นๆ คือ เรื่องนี้มีความเป็นนิยายเยอะเกินไปจนขาดความเป็นธรรมชาติที่ควรจะเป็นไปเยอะมาก 

    แค่เรื่องการโต้ตอบกันระหว่างตัวละครก็รับรู้ได้เลยว่า ถ้าเป็นเรา หรือคนอื่น คนทั่วๆไป ไม่มีทางจะพูดและทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ แน่ๆ แบบแน่ๆ เลยนะ 

    มีอีกหลายจุดที่อ่านแล้วรู้สึกตะขิดตะขวงใจจนต้องพัก หาอะไรทำ แล้วกลับมาอ่านต่อเพื่อให้จบเรื่อง

    อย่างจุดที่พระ/นางเลิกกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว นางเอกก็บอกว่าตัวเองผิดเองที่ทำไม่ดีต่อพี่เขา ส่วนพระเอกก็มีนึกเรื่องราวในอดีตก็มีจุดที่ตัวเองจะบอกเลิกเองแบบผีเข้าผีออก ผลักน้องออกไป แล้วก็มาหึงน้องใหม่แล้วก็มากุ๊กกิ๊กกัน แล้วก็ดราม่าคนพ่อ วุ่นวายอะไรไม่รู้จนจบเรื่อง จนคนอ่านของน้ำฝนจะบ้า เพราะต้องมาปะติดปะต่อจากคำบอกเล่าของแต่ละฝ่ายแล้วมามโนเองว่าตกลงเมื่อ 10 ปีมันอะไรกันแน่ ยังดีที่มีตอนพิเศษเสริมมาอีกนิดเพราะให้กระจ่างขึ้นมา เพราะถ้าอ่านจากตัวเนื้อเรื่องแล้ว ก็แทบจะไม่หาจุดโยงกันได้เลย เหมือนจิกซอคนละภาพแต่อยู่ในกล่องเดียวกัน

    ยังมีเรื่องของเหตุผลที่น้ำฝนก็ไม่เข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันอยู่ตั้ง 10 ปี
    นางเอกพร่ำบอกว่ารัก คอยตามเขาอยู่ห่างๆ ตามโซเชียล แต่มีโซเชียลแล้วทำไมไม่เข้าไปทัก ทั้งๆที่ตอนเขาหนีหายไปปากก็บอกว่ารักเขา ไม่อยากให้เขาไป อยากตามเขากลับมา แต่พอมีช่องทางติดต่อทำไมไม่ติดต่อไปละ งงจัง จะมาบอกว่ารู้สึกผิด มันก็ดู... นิยายไป
    พระเอกที่บอกว่าคอยสืบหาข่าวอยู่ห่างๆ แต่รู้ทั้งรู้ว่านางเอกลำบากก็ไม่สนใจ ไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง คอยตามนางเอกผ่านโซเชียล คอยหวง คอยหึงอยู่ในใจ แต่ก็ไม่ช่วยเพราะแค้นใจกับเหตุการณ์ที่เจอมาเมื่อ 10 ปีก่อน แต่พอนางเอกมาเจอ มาหา ก็หวง แต่ก็พลักเขาไป แต่ก็ห่วง โอ๊ย ไปตบตีกับตัวเองก่อนไหมว่าตกลงจะมีนิสัยยังไง 

    ใช่ค่ะ ยังมีเรื่องนิสัยของตัวละครที่ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลัก ตัวละครรอง ตัวประกอบ ไม่มีนิสัยหรือบุคลิกที่ชัดเจนแบบแยกแยะได้ว่าคนนี้มีพื้นเพนิสัยยังไง บทจะเป็นแบบนั้น ก็มีบทสนทนาให้เรารู้ว่าเขาเป็นคนแบบนั้น บทจะพลิกนิสัย เปลี่ยนแปลงตัวเองและความคิดได้ ก็ทำได้ ด้วยการมีบทพูดให้รู้ว่าเปลี่ยนไปแล้ว แต่ไร้ซึ่งเหตุการณ์และบทบรรยายมาเสริมให้คนอ่านอิน

    ง่ายๆ เลยคือ ตัวนางเอก ที่แต่เดิมมีนิสัยน่ารำคาญ และเอาแต่ใจ คุณหนูเกินเบอร์เกินเรื่อง ทำงานนั้นไม่ได้ ทำงานนี้ก็เกี่ยง อยู่ดีๆ ก็ขยันเลย คนอ่านจะได้รู้ว่าขยันก็ผ่านบทสนทนาค่ะ คนอ่านไม่รู้นะว่านางเอกเปลี่ยนความคิดแล้ว มารู้อีกทีก็ท้ายๆ ใกล้สรุป ใกล้จบเรื่องที่นางเอกพูดบอกว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้เพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดได้แล้ว เลิกเป็นแบบนั้นแบบนี้แล้ว บลาๆๆๆ 

    และทุกอย่างในเรื่องรับรู้และอาจจะเข้าใจได้ผ่านบทสนทนาและคำพูดของตัวละครค่ะ เน้นๆ เลย จะอ่านแค่คำพูดอย่างเดียวก็เข้าใจเรื่องได้ แต่อาจจะต้องทนความน่ารำคาญบางอย่างไปก่อน

    ตัวละครที่บทจะร้าย ก็ร้ายเลยจ้า อยู่ดีๆ ก็มีจุดนี้โผล่ออกมา เพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ไม่มีบอก มาบอกก็ตอนใกล้จบเรื่อง บทจะคลายปมก็บอกหมดทุกอย่าง

    บทจะอยากให้นักอ่านรู้เรื่องก็บอก บทจะไม่ให้รู้ก็ไว้ก่อน มโนไปเองพลางๆ ก่อน

    สมมตินะ A คุยกับ B อยู่ที่ห้างแห่งหนึ่ง เหตุการณ์ทุกอย่างมีแค่สองคนนี้ที่รู้ แล้ว C ที่อาศัยอยู่คนละที่และไม่ได้อยู่ในห้างๆนั้นเข้ามาคุยกับ B เหมือนรู้เรื่องที่ A กับ B คุยกัน รู้ความเป็นมาประหนึ่งเป็นคนวงใน ซึ่ง B ไม่รู้สึกเอะใจอะไร ตามน้ำกันไปเหมือนทุกคนรู้แล้ว

    น้ำฝนก็ได้แต่ร้อง อ้าว เธอไปรู้มาได้ยังไงก่อน แล้วเธออีกคนไม่เอะใจหน่อยเหรอว่าเขารู้เรื่องนี้ เดี๋ยวๆๆๆ แบบนี้ไม่ได้ มั่นใจมากกว่าตัวเองไม่ได้อ่านข้ามแน่ๆ ช่วงแรกๆของนิยาย ต้องซึมซับเนื้อเรื่องและเนื้อหาทั้งหมดเลยไม่อ่านข้าม แต่ทำไมตัวละครไปหลังไมค์กันแล้วไม่บอกให้คนอ่านรู้ คนอ่านต้องมโนเองงี้เหรอ มันไม่ใช่แล้วไหม... 

    ซึ่งเป็นแบบนี้เยอะมากในเรื่องนี้ ความซุบซิบ ความนินทา ความบอกต่อ ความรู้กันแล้วจะมาแบบไม่บอกไม่กล่าว ที่คนอ่านอย่างน้ำฝนก็ได้แต่ต้องมโนไปว่าเขาไปหลังไมค์กัน...

    ในเมื่อเนื้อเรื่องและตัวละครทำให้อินไม่ได้ ก็หวังกับฉากฟิน ซึ่งฉากฟินก็ไม่ทำให้อินค่ะ ไม่ว่าจะก่อนแต่งหรือหลังแต่ง 

    สุดท้ายแล้ว

    นิยายเรื่องนี้ก็โฟกัสแค่เรื่องพระ/นางเท่านั้นจริงๆ ปมอื่นๆ มาเสริมเพื่อให้เป็นสีสัน ความหนาของเล่มก็มาจากสีสันพวกนี้ค่ะ 

    แน่นอนว่า จบที่พระ/นางแต่งงานกันและอยู่ด้วยกัน ชีวิตสดใส สมหวังทุกประการ แต่สิ่งที่ทิ้งค้างไว้คือ นางเอกไม่สนใจจะทวงเงินของตัวเองที่อาโกงไป ไม่สนใจจะตามหาและไม่สนใจจะเรียกร้องอะไรที่เป็นของพ่อตัวเองคืนเลยสักอย่างเพราะผู้ชายที่แต่งงานด้วยมีเงินค่ะ 

    จบ

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับรสนิยมคน ต่างคน ต่างความคิด ต่างความชอบ 
    เรื่องนี้ไม่ใช่ทางของน้ำฝน น้ำฝนไม่ได้อยู่ในกลุ่มตลาดของเขา แต่อาจจะถูกปากถูกรสถูกใจคนอื่นก็ได้ ถ้าใครสามารถคิดว่า นิยายก็แค่นิยาย ก็น่าจะอ่านได้ อ่านสนุกค่ะ 


    P.S.
    → น้ำฝนเคยอ่านงานพี่ของนัธเรื่องแรกเมื่อปี 2014 แล้วกลับมาอ่านอีกในเรื่องนี้ ก็ห่างกันเยอะอยู่นะ หลายปีมาแล้ว แต่เหมือนอะไรๆ จะเหมือนเดิมเลย... ขอพักไปอีกสักสองสามปีแล้วกัน ค่อยกลับมาอ่านผลงานใหม่ ไม่ก็อ่านจะผ่านเลย คิดว่าน้ำฝนน่าจะไม่ใช่กลุ่มตลาดของเขาแล้วละ


    More.
    → Goodreads


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in