My Fictionpanus & chanin
คำโกหกสีขาว
  • “ฮัลโหล”
      
     “แม่ อิงเองนะ แม่เป็นยังไงบ้างจ้ะ ยังปวดอยู่มั้ย หมอว่ายังไงบ้าง”

     “โอ๊ย หมอบอกว่าดีขึ้นจนจะหายอยู่แล้ว นัดอีกทีเดือนหน้านู่น อิงไม่ต้องห่วง เอ้อ แม่ได้ยินคนเค้าคุยกันบอกว่าเศรษฐกิจแย่ โรงงานปลดคนออกตั้งเยอะ อิงเป็นยังไงบ้าง”

     “สบายมากจ้ะ ที่โรงงานยังไม่ไล่ใครออกเลย แถมอิงยังจะได้ย้ายไปทำอีกส่วนที่ได้เงินมากขึ้นด้วยนะ งานที่ร้านอาหารอิงก็ยังทำอยู่” 

     “อิงพักบ้างนะลูก แม่ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆแล้ว ไม่ต้องส่งเงินมาก็ได้ แม่ยังพอมี”

     “จ้ะแม่ หนูต้องวางแล้ว อย่าลืมไปหาหมอตามนัดนะจ้ะ”

     “อิง.... แม่รักลูกนะ”

     “.... อิงก็รักแม่จ้ะ”

     หญิงชรากดปุ่มวางสาย ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา เธอหยิบสมุดบัญชีที่วางอยู่ข้างตนขึ้นมาเปิดดู นัยน์ตาส่องประกายแห่งความยินดีขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อคิดถึงจำนวนเงินในนี้ที่มากพอสมควร เพราะอิ่มไม่เคยถอนออกมาเลยเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีแล้ว นับตั้งแต่รู้ว่าโรคที่ตนเป็นไม่มีทางรักษาหาย อีกทั้งยังมีค่ารักษาจำนวนมากในแต่ละครั้ง อิ่มไม่ได้ไปโรงพยาบาลมานานมากแล้ว หญิงชรารู้ว่าเวลาของตนเหลือไม่นาน เธอไม่ต้องการให้เงินที่บุตรสาวคนเดียวหามาด้วยความเหนื่อยยากหมดไปอย่างไร้ประโยชน์ จนท้ายที่สุด เงินเก็บของอิ่มที่พยายามใช้อย่างประหยัดก็ได้หมดลงในวันนี้

    ท้องฟ้าภายนอกมืดสนิท ภายในบ้านปราศจากแสงไฟ หญิงชราถอนหายใจแผ่วเบา วางสมุดบัญชีลงบนซองจดหมายที่จ่าหน้าถึงบุตรสาว ร่างผอมเกร็งค่อยๆลุกจากเตียงอย่างยากลำบาก เดินคลำทางไปจนถึงบันไดที่ทอดตัวยาวลงไปชั้นล่าง ทันใดนั้น อิ่มก็ทิ้งตัวลงมาจากบันได ศีรษะฟาดกับขั้นบันไดอย่างแรง ร่างของเธอกระแทกและไถลลงไปตามความชัน ก่อนจะหยุดที่พื้นชั้นล่าง อิ่มนอนคอพับอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรง และลมหายใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นปรากฏรอยยิ้มบางๆเมื่อคิดว่าบุตรสาวกำลังมีชีวิตที่ดีอยู่ในกรุงเทพ และจะดีขึ้นไปอีกเมื่อไม่มีเธอเป็นภาระต่อจากนี้...

     อิงรีบกดปุ่มวางสายทันทีที่จบการสนทนากับมารดา มืออีกข้างยกขึ้นมาปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น ร่างเล็กเซไปพิงต้นไม้ด้านข้าง หญิงสาวยืนร้องไห้เพียงอึดใจก็รีบปาดน้ำตาทิ้ง เธอจะทำตัวให้มีพิรุธไม่ได้ ดวงตาของอิงแดงช้ำแต่ยังคงเห็นประกายความแน่วแน่ อันที่จริงหญิงสาวตกงานมาเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว เธอไม่ได้ถูกไล่ออก แต่โรงงานและร้านอาหารที่เธอทำงานต่างปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ เหลือเพียงงานที่ร้านอาหารแห่งนี้ที่จะเปิดถึงแค่สิ้นปีเท่านั้น อิงพยายามหางานมาตลอด แต่ก็ล้มเหลว เงินเก็บก้อนสุดท้ายพึ่งถูกส่งไปให้แม่ แต่สิ่งเหล่านี้อิงได้คิดเผื่อไว้แต่แรกแล้ว จึงแบ่งเงินส่วนหนึ่งทำประกันตั้งแต่ได้งานที่กรุงเทพ

    หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดลง ร่างเล็กในเครื่องแบบร้านอาหารดูนาฬิกา เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเปิดร้านก็หลุดเสียงถอนหายใจ อิงยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงก่อนจะออกวิ่งอย่างรวดเร็ว จนเมื่อถึงถนนใหญ่เธอก็กระโจนไปกลางถนนอย่างไม่ลังเล รถกระบะที่ขับมาด้วยความเร็วสูงปะทะกับร่างเล็กจนกระเด็นไปไกล ลมหายใจของอิงหยุดลง ใบหน้าโชกเลือดที่ฟุบกลางถนนปรากฏรอยยิ้ม เมื่อคิดว่าผู้เป็นมารดาอาการดีขึ้นมาก และเงินก้อนนี้จะช่วยรักษาแม่ให้หายจากความทุกข์ทรมาน...

    “หรือบางที คำโกหกนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป...”

    THE END

    Panus

    *หมายเหตุ : ผลงานชิ้นนี้เคยเผยแพร่ลงใน นิตยสารฏีกาออนไลน์ ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in