Masterpieces of World Literatureกีอัลลาร์
【Week 2】มหากาพย์กิลกาเมช (3) สู่ชีวิตนิรันดร์
  • เทพกับมนุษย์

    เรื่องราวหลังจากที่ได้สังหารฮุมบาบามีอยู่ว่า เมื่อกิลกาเมชกลับถึงนครอูรุค วีรกรรมของสองสหายในครั้งนี้ก็รู้ไปถึงหู อิชทาร์ เทพีประจำนครอูรุค อิชทาร์เกิดความพึงพอใจในตัวกิลกาเมชจึงเสนอตัวขอแต่งงาน แต่กิลกาเมชกลับปฏิเสธเธออย่างไร้เยื่อใย เทพีอิชทาร์โกรธมากที่ถูกหยามหน้าจึงคิดแก้แค้น แต่ครั้นจะไปลงโทษที่ตัวกิลกาเมชเองมันยังไม่สาแก่ใจ หวยเลยไปออกที่คนที่กิลกาเมชรักที่สุดอย่างเอนคิดูแทน

    รูปสลักเทพีอิชทาร์
    เนื้อเรื่องช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างราชากับเทพ ราชาถึงจะเป็นสมมุติเทพสำหรับประชาชน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นข้ารับใช้และบางครั้งก็อาจมีสถานะเป็นคนรักของเทพจริงๆ บนสวรรค์ด้วย (มีกิจกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ เช่น ราชาต้องไปนอนกับโสเภณีประจำวิหารเทพีประจำเมือง)

    สรุปสั้นๆ ก็คือราชามีหน้าที่เป็นสื่อกลางประนีประนอมระหว่างเทพกับประชาชน แต่กิลกาเมชกลับไม่ไว้หน้าอิชทาร์ เป็นผลให้เพื่อนรักต้องตายนั่นเอง


    ตำนานน้ำท่วมโลก

    มาถึงเนื้อเรื่องส่วนที่ทำให้มหากาพย์เรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วค่ะ อย่างที่ได้เล่าไปในเอนทรีแรกๆ ว่าตำนานน้ำท่วมโลกในมหากาพย์กิลกาเมชเป็นเพียงเนื้อเรื่องส่วนสั้นๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าที่ไม่ได้เดินเรื่องบนเส้นเรื่องหลักด้วย

    (วัฒนธรรมการเขียนเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าเป็นอะไรที่แพร่หลายในแถบตะวันออกกลางค่ะ ทุกคนคงรู้จักเรื่องพันหนึ่งราตรีที่เป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าไปเรื่อยๆ แต่ในวรรณกรรมยุคเก่ากว่านั้นอย่างวรรณกรรมอียิปต์ก็มีลักษณะการเขียนแบบนี้เช่นกัน)

    ตำนานน้ำท่วมโลกปรากฏในเนื้อเรื่องของมหากาพย์ช่วงหลังจากที่กิลกาเมชเสียเอนคิดูไปแล้ว เขาครุ่นคิดถึงความตายของตนและนึกอยากมีชีวิตอมตะ จึงออกตามหาชายผู้มีชื่อว่า อุทนาปิชติม ซึ่งว่ากันว่าได้รับความเป็นอมตะจากเทพ

    ในแผ่นดินเหนียวที่ 11 กิลกาเมชถามอุทนาปิชติมว่าเขาได้ความเป็นอมตะมาอย่างไร อุทนาปิชติมจึงเล่าเรื่องน้ำท่วมโลกให้ฟัง สรุปสั้นๆ คือเทพต้องการล้างโลก อุทนาปิชติมได้รับบัญชาจากเทพให้สร้างเรือ พาครอบครัวและสรรพสัตว์ขึ้นเรือหนีน้ำท่วม หลังน้ำลดเขาจึงได้รับความเป็นอมตะพร้อมภรรยา (เนื้อเรื่องโดยละเอียดก็คล้ายๆ โนอาห์ค่ะ ไม่แปลกใจว่าทำไมคุณจอร์จ สมิธถึงสนใจ)

    รูปสลักอุทนาปิชติมต่อเรือหนีน้ำท่วม
    แล้วตำนานน้ำท่วมโลกที่เล่าขึ้นมาเป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่ามีความสำคัญยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ? คำตอบคือในทางเทคนิคแล้วนี่เป็นวิธีที่ทำให้เรื่องยาวขึ้น และยังเป็นการขยายโครงสร้างของเรื่องให้มีแง่มุมกว้างขวางขึ้น ที่ผ่านมาเนื้อเรื่องเล่าแค่การเดินทางของกิลกาเมชซึ่งเป็นปัจเจกบุคคล แต่ตำนานน้ำท่วมโลกที่ถูกเสริมเข้ามาได้ขยายสเกลของเรื่องไปถึงข้อจำกัดของมนุษยชาติทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งก็คือประเด็นเรื่อง ความตาย นั่นเอง

    ว่าแต่ทำไมตำนานโบราณถึงมักเขียนให้เทพล้างโลกด้วยน้ำท่วมกันนะ? นั่นก็เป็นเพราะชนชาติโบราณทั้งหลายมักมีความเชื่อร่วมกันว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากดินค่ะ ส่วนชาวเมโสโปเตเมียนั้นเชื่อว่ามนุษย์ถูกเทพเอนคิสร้างขึ้นจากดินเหนียว (อย่างที่บอกไปว่าวัฒนธรรมเขาเป็นวัฒนธรรมดินเหนียว) โดนไฟจะยิ่งแข็ง แต่อ่อนแอไร้ค่าไร้ความหมายมากเมื่อโดนน้ำ เวลาเทพจะล้างโลกจึงต้องบันดาลให้เกิดน้ำท่วมเพื่อชะก้อนดินพวกนี้ให้ละลายไปซะ

    นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมโลกยังเป็นจุดแบ่งระหว่างยุคสมัยแห่งเทพปรณัมกับยุคปัจจุบันอีกด้วย การพบกันของกิลกาเมชซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ในโลกปัจจุบันกับอุทนาปิชติมซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากยุคสมัยแห่งเทพปกรณัมจึงมีนัยยะสื่อถึงความสัมพันธ์และความแตกต่างระหว่างเทพกับมนุษย์

    มนุษย์เคยมีอายุยืนยาวเป็นแสนปีก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมโลก เส้นแบ่งระหว่างเทพกับมนุษย์ก็ไม่ชัดเจน เทพกับมนุษย์ติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องมีตัวกลาง แต่ปัจจุบันเทพกับมนุษย์ไม่ได้อยู่ร่วมโลกเดียวกันอีกต่อไป อายุขัยที่แสนสั้นก็เป็นข้อจำกัดที่ทำให้มนุษย์ห่างไกลจากความเป็นเทพออกไปทุกที


    ชีวิตนิรันดร์

    อุทนาปิชติมพยายามบอกใบ้หลายๆ อย่างเพื่อช่วยให้กิลกาเมชได้รับชีวิตอมตะ แต่ไม่ว่าจะช่วยสักแค่ไหน กิลกาเมชก็ทำไม่สำเร็จ ซึ่งจุดนี้ก็เป็นการสื่อสารแนวคิดที่ได้บอกไปข้างต้นคือมนุษย์มีข้อจำกัดที่ไม่ว่าอย่างไรก็ก้าวข้ามไปไม่ได้อยู่

    กิลกาเมชกลับมาที่นครอูรุคอีกครั้งและได้จารึกเรื่องราวของตัวเองลงบนกำแพงเมือง โลกในตอนจบของมหากาพย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากโลกตอนต้นเรื่อง ราชามนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่สามารถต่อต้านเจตจำนงของเทพ ไม่สามารถเข้าใกล้ความเป็นเทพได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่สิ่งที่เขาได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้คือการเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่กับข้อจำกัดของมนุษย์อย่างดีที่สุด

    แม้จะไม่ได้มีชีวิตอมตะ แต่ชื่อของกิลกาเมชก็ยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไปถึง 4,000 ปีแล้วก็ตาม


    เรื่องราวของมหากาพย์กิลกาเมชปิดฉากลงตรงนี้ค่ะ ต่อไปเราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทกวีของโฮเมอร์และมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกอีกชิ้น เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ มหากาพย์โอดิซซี นั่นเอง มหากาพย์เรื่องนี้จะมีอะไรให้เราเรียนรู้บ้าง กรุณาติดตามในเอนทรีถัดไปนะคะ~! *โค้ง*

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in