Masterpieces of World Literatureกีอัลลาร์
【Week 2】มหากาพย์กิลกาเมช (1) มหากาพย์ที่สาบสูญ
  • มาเริ่มทำความรู้จักกับวรรณกรรมโลกเรื่องแรกในคอร์สนี้กันค่ะ แน่นอนว่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากมหากาพย์เรื่องแรกของโลกอย่าง มหากาพย์กิลกาเมช หรือ Epic of Gilgamesh นั่นเอง!

    ในสัปดาห์นี้ นอกจากอาจารย์มาร์ตินซึ่งเป็นผู้เกริ่นนำเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณกรรมโลกแล้ว เรายังมีอาจารย์อีกท่านที่จะมาคุยเกี่ยวกับประวัติของมหากาพย์เรื่องนี้ ได้แก่ อาจารย์เดวิด แดมโรช (David Damrosch) จากภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบค่ะ


    การค้นพบ

    มหากาพย์กิลกาเมชมีประวัติย้อนกลับไปถึง 2,500-2,600 ปีก่อนคริสตกาลในดินแดนเมโสโปเตเมีย เป็นวรรณกรรมที่ได้รับการเผยแพร่ไปตามดินแดนต่างๆ ในแถบนั้นอย่างแพร่หลาย

    แรกเริ่มเดิมที เรื่องราวของกิลกาเมชมีลักษณะเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ ต่อมามีการจารึกครั้งแรกราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาลโดยคำสั่งของ กษัตริย์ชุลกีแห่งอูร์ (King Shulgi of Ur) ซึ่งกล่าวว่าตัวเองเป็นบุตรของเทพีนินซุนซึ่งเป็นมารดาของกิลกาเมช จึงถือเป็นพี่น้องกับกิลกาเมชด้วย

    มหากาพย์กิลกาเมชฉบับสุดท้ายซึ่งถือเป็นฉบับมาตรฐานเขียนขึ้นราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล จารึกบนแผ่นดินเหนียวด้วยอักษรคูนิฟอร์มเป็นภาษาอัคคาเดียนโดย ซิน-เลคี-อุนนินี (Sin-leqi-unninni) แต่ในช่วง 200-300 ปีก่อนคริสตกาล อารยธรรมแถบนั้นต่างก็พากันล่มสลายไป เมื่อไม่มีคนที่อ่านเขียนตัวอักษรคูนิฟอร์มได้ มหากาพย์กิลกาเมชก็สาบสูญไปจากโลกถึง 2,000 ปี

    แผนที่ดินแดนเมโสโปเตเมีย
    และแล้วกาลเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปรากฏว่ามีชายชาวอังกฤษผู้หนึ่งนามว่า ออสเตน เฮนรี เลยาร์ด (Austen Henry Layard) เดิมทีเขาทำงานกับญาติซึ่งเป็นทนายความ แต่เลยาร์ดเกลียดงานด้านกฎหมายสุดๆ จึงพยายามหาอะไรอย่างอื่นทำ แล้วฝันก็เป็นจริงเมื่อเขาถูกส่งไปรับงานใหม่ที่เกาะซีลอน (ศรีลังกาในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในยุคนั้น

    เลยาร์ดออกเดินทางสู่ซีลอนพร้อมเพื่อนชื่อ เอ็ดเวิร์ด มิทฟอร์ด (Edward Mitford) ซึ่งได้งานที่ซีลอนเช่นกัน ต้องบอกว่ามิทฟอร์ดน่าจะเป็นคีย์แมนอีกคนสำคัญกับเรื่องนี้มากพอๆ กับเลยาร์ด เพราะถ้าทั้งสองไม่ออกเดินทางด้วยกัน โลกนี้อาจไม่ได้รู้จักมหากาพย์กิลกาเมชก็เป็นได้

    เลยาร์ด ผู้คนพบแผ่นดินเหนียวจารึกมหากาพย์กิลกาเมช
    การเดินทางจากอังกฤษสู่ซีลอนนั้นโดยปกติแล้วจะไปทางเรือ แต่สองสหายกลับเลือกเดินทางทางบกเนื่องจากมิทฟอร์ทไม่ถูกโรคกับคลื่นทะเล นอกจากนี้เขายังชื่นชอบการดูนกเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นการเดินทางผ่านแถบตะวันออกกลางและเปอร์เซียจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับสุขภาพและงานอดิเรกของมิทฟอร์ดนั่นเอง

    สองสหายเดินทางไปตามดินแดนต่างๆ อย่างสุดชิวโดยไม่มีทีท่าว่าจะไปถึงจุดหมายสักที อยู่มาวันหนึ่ง เลยาร์ดก็ได้ยินว่าที่อิรักมีเนินดินประหลาดที่น่าจะมีอะไรบางอย่างฝังอยู่ เลยาร์ดไม่รอช้า รีบออกเดินทางสู่เมืองโมซูลประเทศอิรักแล้วลงมือขุดทันที

    เมืองโมซูลที่ว่านี้เป็นที่ตั้งเมืองโบราณของอาณาจักรอัสซีเรีย มีชื่อว่าเมืองนิเนเวห์ (ถ้าเคยอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลมาน่าจะคุ้นชื่อ) ก่อนที่เลยาร์ดจะไปถึงก็ได้มีบรรดานักแสวงโชคและนักโบราณคดีมาขุดค้นอยู่ก่อนแล้วแต่ไม่มีใครเจออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ปรากฏว่าเลยาร์ดนั้นดวงดีสุดๆ คือขุดแล้วเจอซากพระราชวังโบราณของอัสซีเรีย!

    แต่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในยุคนั้นไม่มีใครสนใจซากโบราณสถานในแถบตะวันออกกลาง ของที่ขุดได้มาก็ทำเงินไม่ได้อยู่ดี เลยาร์ดผู้อยากสานฝันการขุดเมืองโบราณต่อได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้เขียนหนังสือขายหาทุน และหนังสือที่เขาเขียนซึ่งมีชื่อว่า Nineveh and Its Remain ก็กลายเป็นหนังสือขายดี! เลยาร์ดจึงมีทุนมาขุดเมืองต่อในที่สุด

    และคราวนี้สิ่งที่เขาขุดพบก็คือ ห้องสมุดแห่งอาเชอร์บานิพัล (Library of Ashurbanipal) อันเป็นสถานที่เก็บรักษาแผ่นดินเหนียวที่จารึกมหากาพย์กิลกาเมชฉบับมาตรฐานเอาไว้นั่นเอง


    คืนชีพมหากาพย์

    แผ่นดินเหนียวจารึกมหากาพย์กิลกาเมชถูกส่งกลับไปที่อังกฤษ แต่ก็อย่างที่กล่าวไปคือความรู้ในการอ่านเขียนอักษรคูนิฟอร์มได้สูญหายไปจากโลกนี้กว่า 2,000 ปีแล้ว ครั้นจะไปอัญเชิญราชาวีรชนมาสอบถามก็คงเป็นไปไม่ได้ แล้วคนในยุคนั้นเขาถอดรหัสตัวอักษรคูนิฟอร์มกันยังไงนะ?

    คำตอบคือใช้หลักการเดียวกับการถอดรหัสอักษรเฮียโรกลิฟของอียิปต์ด้วยการเทียบกับตัวอักษรกรีกโบราณที่สลักบนศิลาโรเซตตาค่ะ

    จารึกสำคัญในการถอดรหัสอักษรคูนิฟอร์มมีชื่อว่า จารึกเบฮิสตูน (Behistun Inscription) เป็นรูปสลักบนหน้าผาแห่งหนึ่งในประเทศอิหร่านปัจจุบัน จารึกเบฮิสตูนที่ว่านี้สลักเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ดาริอุสมหาราชแห่งเปอร์เซีย โดยสลักเป็น 3 ภาษาด้วยกันได้แก่ ภาษาเปอร์เซียโบราณ ภาษาอีลาไมท์ และภาษาบาบิโลเนีย

    จารึกเบฮิสตูน
    ผู้ที่ถอดรหัสจารึกเบฮิสตูนได้สำเร็จคือ เซอร์เฮนรี รอว์ลินสัน (Henry Rawlinson) ซึ่งกว่าจะได้ต้นฉบับสำหรับถอดรหัสมาได้ก็ค่อนข้างผาดโผนพอสมควร ลองจินตนาการดูนะคะว่าจารึกนี้เป็นรูปสลักบนหน้าผา อยู่สูงจากพื้นขึ้นไป 200 ฟุต ไม่ใช่หินที่จะยกไปไหนมาไหนได้เหมือนศิลาโรเซตตา

    เพราะฉะนั้นเซอร์เฮนรีก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องปีนขึ้นไปลอกลายจารึกออกมาศึกษาค่ะ และภาษาแรกที่เขาลอกมาก็คือภาษาเปอร์เซียโบราณ เนื่องจากเคยมีผู้พยายามถอดรหัสจารึกเบฮิสตูนแล้วพบว่าภาษาเปอร์เซียโบราณมีลักษณะเป็นตัวอักษร (alphabet) ไม่ใช่ตัวหนังสือภาพ แต่ความพยายามถอดรหัสในยุคก่อนหน้านั้นยังไม่ประสบความสำเร็จนัก

    เมื่อเซอร์เฮนรีและคณะถอดรหัสภาษาเปอร์เซียโบราณได้ก็นำไปสู่การถอดรหัสภาษาอีลาไมท์และภาษาบาบิโลเนียตามมา ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไปถึง 20 ปี แต่ผลงานของพวกเขาก็มีคุณูปการมหาศาลต่อการศึกษางานเขียนโบราณที่เขียนด้วยอักษรคูนิฟอร์ม

    อักษรคูนิฟอร์มในภาษาต่างๆ
    ในที่สุดมหากาพย์ที่สาบสูญของเราก็จะได้รับการแปลแล้วค่ะ! *ตื่นเต้น* ซึ่งเรื่องราวการแปลมหากาพย์กิลกาเมชก็ไม่ธรรมดาเลย เพราะ จอร์จ สมิธ (George Smith) ผู้แปลส่วนหนึ่งของมหากาพย์เรื่องนี้ออกมาเป็นคนแรกไม่ใช่นักวิชาการที่ไหน เขามาจากชนชั้นแรงงาน ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนมัธยมด้วยซ้ำ

    สมิธเป็นอัจฉริยะ เขาเรียนวิธีการอ่านอักษรอัคคาเดียนด้วยตัวเอง สมิธได้รับบรรจุเข้าทำงานที่ British Museum ในฐานะคนทำความสะอาดแผ่นดินเหนียว แล้ววันหนึ่งเขาก็ไปพบกับแผ่นดินเหนียวที่จารึกเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกเอาไว้

    สมิธตื่นเต้นมากกับการค้นพบนี้ เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกที่ว่าตรงกับเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล เขาคิดว่าความเชื่อมโยงนี้น่าจะดึงดูดความสนใจของชาวตะวันตกได้ จึงเริ่มแปลข้อความในแผ่นดินเหนีียวนี้ออกมา และมันก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์กิลกาเมชที่เรารู้จักกันดีในภายหลังนั่นเอง

    มหากาพย์กิลกาเมชจึงได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้งในโลกยุคปัจจุบัน และต่อมาก็มีการแปลส่วนที่เหลืออย่างแพร่หลายในหลายภาษา กลายเป็นวรรณกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ตามมาอีกมากมาย


    เรื่องราวบนแผ่นดินเหนียว

    อย่างที่ได้เล่าไปช่วงต้นว่าประวัติของมหากาพย์กิลกาเมชนั้นยาวนานมาก ตั้งแต่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะจนเวอร์ชั่นสุดท้ายกินเวลาร่วม 1,300 ปี มหากาพย์เรื่องนี้จึงไม่ใช่ผลงานของนักเขียนเพียงคนเดียว แต่เป็นการรวบรวมเรื่องราวและบทกวีต่างๆ ที่มีมาก่อนแล้วมาเรียบเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน

    นอกจากนี้เนื้อหาของฉบับมาตรฐานและฉบับที่เก่าแก่กว่าก็มีส่วนที่แตกต่างกันพอสมควร มหากาพย์กิลกาเมชในยุคแรกๆ เน้นไปที่เรื่องราวการเดินทางผจญภัยของ "ราชาผู้ยิ่งใหญ่เหนือราชาอื่น" ขณะที่ฉบับมาตรฐานถูกรีไรท์จนแก่นของเรื่องกลายเป็นการตามหาความรู้เชิงปรัชญาเกี่ยวกับชีวิต การปกครอง และความตาย

    แผ่นดินเหนียวจารึกมหากาพย์กิลกาเมชแผ่นที่ 5
    มหากาพย์กิลกาเมชฉบับมาตรฐานจารึกบนแผ่นดินเหนียว 12 แผ่น ความยาวประมาณ 3,000 บรรทัด คิดเป็นหน้ากระดาษก็ประมาณ 50-60 หน้า ถือว่าสั้นมากถ้าเทียบกับมหากาพย์ของกรีกซึ่งมีความยาว 300 หน้ากระดาษและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย

    แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

    อันที่จริงมหากาพย์กิลกาเมชเป็นบทกวีที่ยาวมากแล้วถ้าเทียบกับงานเขียนอื่นๆ ในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบทกวีที่ยาวแค่ 300-500 บรรทัดเท่านั้น

    อาจารย์ได้วิเคราะห์ให้เราฟังว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความยาวของงานเขียนในเมโสโปเตเมียน่าจะเป็นเทคโนโลยีการเขียนนั่นเอง แม้ว่าการสลักตัวอักษรบนแผ่นดินเหนียวจะค่อนข้างเร็วและสะดวก แต่แผ่นดินเหนียวมีน้ำหนักมาก พกพาไม่สะดวก เป็นข้อจำกัดในการเขียนและอ่าน ส่งผลให้งานเขียนเมโสโปเตเมียมีลักษณะสั้นกระชับกว่างานเขียนในอารยธรรมที่มีการจดบันทึกบนกระดาษ


    ประวัติและภูมิหลังคร่าวๆ ของมหากาพย์กิลกาเมชก็มีอยู่ประมาณนี้ เอนทรีถัดไปเราจะมาคุยเจาะลึกกันถึงเรื่องราวในมหากาพย์เรื่องนี้กันค่ะ!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in