Me and My WhaleButterr Noey
I whale tell you of a whale sinking down at the red cross building
  • 21 วันกับการใช้ชีวิตเป็นผู้ป่วยวอร์ดจิตเวช 
    ช่วงนี้ต้องยอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นักว่าอาการของฉันแย่ลง
    แผนการฆ่าตัวตายโผล่เข้ามาในหัวทุกครั้งที่ฉันเครียด
    ฉันเปิดโน๊ตบุ๊คขึ้นมาด้วยมือที่ยังสั่นเพราะฤทธิ์ยา 
    บวกกับความสามารถในการมองเห็นที่ลดลงเพราะน้ำตาที่กำลังเอ่อร้นออกมาเต็มที 

    ฉันจะบอกความลับให้ว่า
    ฉันเปิดโน๊ตบุ๊คเพื่อเขียนจดหมายลาตาย 
    ตอนนั้นก็คิดอยู่นานว่าหลังจากฉันตาย 
    จะมีใครมาเปิดโน๊ตบุ๊คฉันไหมนะ 
    แต่ถ้าคนใกล้ตัวฉันได้อ่านบล็อกนี้ 
    หลังจากที่ฉันตายก็วางใจได้เลย
    ว่าจดหมายของฉันต้องถึงพวกเขาแน่ 

    ฉันเขียนจดหมายไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด 
    พอ ๆ กับความคิดฆ่าตัวตายไหลเข้ามาในหัวฉันไม่หยุด 

    ฉันรวบรวมสติให้ได้มากที่สุดในชีวิต
    และส่งข้อความไปหาแม่หลังจากนั้น 

    :แม่
    :ว่าไง
    :พรุ่งนี้ไปหาหมอกันเถอะ 


    ฉันตัดสินใจทำสิ่งที่ดีต่อทุกฝ่ายมากที่สุด 
    ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่คือการไปพบแพทย์ทันที
    ฉันรู้ตัวว่านี่มันไม่ปกติ ฉันปล่อยให้มันอยู่กับฉันเกิน 1 วันไม่ได้ 
    ไม่งั้นฉันต้องตายจริง ๆ แน่ 

    : อาการเป็นไงบ้างครับ
    : อยากฆ่าตัวตายค่ะ (ฉันตอบไม่ตรงคำถามเท่าไหร่นัก)
    : วางแผนไว้แล้วหรือยังครับ
    : เรียบร้อยค่ะ 
    : ทำยังไงบ้างครับ
    : เขียนจดหมายไว้แล้ว อันที่จริงพิมพ์ไว้ในโน๊ตบุ๊ค
      เขียนลา แล้วก็เขียนแบ่งสมบัติหมดแล้ว
    : แล้ววิธีการฆ่าตัวตายล่ะ
    : จะโดดน้ำค่ะ ว่ายน้ำไม่เป็น
    : ที่ไหนครับ
    : สะพานปทุมฯ ตัดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาค่ะ
    : ทำวันไหน กี่โมงครับ
    : ยังไม่ได้คิดค่ะ แต่คงเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินแล้ว

    บทสนทนาระหว่างฉันกับหมอ
    หมอบอกว่าฉันอาการหนักมาก น่าเป็นห่วง
    หมอจะปรับยาให้และฉันจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ 
    หมอคงไม่กล้าปล่อยฉันกลับบ้านไปทั้งที่สภาพยังเป็นแบบนี้ 
    หมอคงกลัวไม่ได้เจอฉันอีกตลอดกาล
    หลังจากนั้นหมอเรียกแม่ฉันเข้าไปคุย 
    หมอบอกแม่ว่าหลังจากการทำจิตบำบัดฉันจะดีขึ้น 

    ฉันถูกส่งตัวมาเป็นผู้ป่วยในในวอร์ดจิตเวชทันที 
    ความรู้สึกแรกที่เข้ามาที่นี่
    บอกตามตรงว่าฉันรู้สึกอุ่นใจยังไงบอกไม่ถูก 
    พยาบาลที่นี่ทุกคนใจดีมากกว่าพยาบาลไหน ๆ ที่ฉันเคยเจอ
    แต่ติดอย่างเดียวที่วอร์ดนี้มีกฎประมาณ 8 แสนล้านอย่าง 
    แต่ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และเพื่อให้การรักษาดำเนินไปได้ด้วยดี 
    เช่น ต้องตื่น 6 โมงเช้า นอน 2 ทุ่ม 
    9 โมงเช้าออกกำลังกาย 10 โมงกับบ่าย 2 ทำกิจกรรมกลุ่มจิตบำบัด 
    ญาติที่มาเยี่ยมห้ามนำของมีคมเข้ามา ขวดแก้วเอย 
    ไม้แหลมเสียบลูกชิ้นเอย ส้อมเอย อะไรเอย 
    โทรศัพท์ของผู้ป่วยต้องฝากไว้ที่พยาบาล ใช้ได้แค่วันละ 2 เวลา  
    คือเวลาเที่ยงตรง กับทุ่มครึ่ง ครั้งละ 30 นาทีเท่านั้น 
    ลืมบอกไป ที่วอร์ดนี้มีกล้องวงจรปิดติดตามพฤติกรรมของผู้ป่วยทุกระเบียดนิ้ว
    แต่ก็ยกเว้นในห้องน้ำให้ได้หายใจหายคอและทำภารกิจส่วนตัวกันบ้าง 

    ฉันต้องใช้ชีวิตแบบนี้ 21 วัน 
    มันไม่ได้เลวร้ายอะไร ออกจะดีเสียด้วยซ้ำ 
    เหมือนฉันมาพักผ่อนอะไรแบบนั้นเลย 
    ข้าวที่โรงพยาบาลก็ไม่ได้แย่ ไม่ได้จืดชืดอะไรขนาดนั้น
    วิวที่เตียงนอนฉันก็ดีสุด ๆ เพราะได้นอนริมหน้าต่าง 
    เวลาว่างฉันชอบที่จะนั่งอ่านหนังสือไปพลางมองวิวข้างนอกไปเพื่อพักสายตา 
    ให้ฉันอยู่ต่ออีกเป็นเดือนฉันก็ทำได้ สบายมาก 

    แต่พอออกจากโรงพยาบาลมาแล้วบอกตามตรง
    ว่ามันไม่ได้ช่วยทำให้จิตใจหรือความคิดฉันดีขึ้นเท่าไหร่อย่างที่หมอบอกแม่ 
    เหมือนฉันมาบำบัดอาการติดโทรศัพท์มากกว่าอาการทางจิตด้วยซ้ำ

    ถึงวันนี้ ฉันออกจากโรงพยาบาลมาอยู่หอได้ 3 วันแล้ว
    ก่อนออกจากโรงพยาบาลทั้งคุณหมอ และพี่พยาบาล
    มักจะถามฉันอยู่ซ้ำ ๆ ว่า ถ้าออกไปเจอปัญหาอีกจะแก้ไขอย่างไร 
    บางครั้งฉันก็ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง 
    มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่กุ๋งกิ๋ง พี่พยาบาลสุดน่ารักในวอร์ด เดินมาถามฉันที่เตียงว่า 

    : ถ้ากลับออกไปแล้วเจอปัญหาอีกจะทำยังไง
    : ปัญหาแบบไหนคะ 
    : อะไรก็ได้ แบบเดิมก็ได้ 
    : ยากจังขอคิดก่อนได้ไหมคะ 
    : ได้ พี่ให้เวลาถึงตอนเย็น 

    ตอนแรกฉันก็นึกว่าพี่กุ๋งกิ๋งพูดเล่น 
    เพราะตอนเย็นพี่กุ๋งกิ๋งออกเวรแล้ว จะมาถามได้ยังไง
    หลังจากที่พยาบาลเวรเช้าออกไป เวรบ่ายเข้ามาแทน 
    พี่เกี้ยว พี่พยาบาลสุดแสนจะร่าเริงในวอร์ด 
    ก็เดินมาถามฉันที่เตียงว่า 

    : พี่กุ๋งกิ๋งฝากมา ไหนคิดได้หรือยัง
    : โห่ นี่เนยต้องส่งการบ้านหรอเนี้ย
    : 55555555(พี่เกี้ยวหัวเราะ) คิดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ผิด 
      ค่อย ๆ คิด พี่ไปละ 

    ตอนนั้นฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องซีเรียสที่ต้องตอบให้ได้
    แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าถ้าวันนั้นตอบคำถามนี้ของพี่กุ๋งกิ๋งได้ก็คงจะดีนะ 
    เอาจริง ๆ หลังจากไปนอนโรงพยาบาลมา 21 วัน 
    บวกกับการทำกิจกรรมจิตบำบัดกับนักจิต 
    แล้วย้อนกลับมาถามตัวเองว่าตอนนี้คะแนนเต็ม 10 
    ฉันให้คะแนนความเศร้าเท่าไหร่ 
    ก็คงตอบไปทันทีว่า 6 คะแนน

    เมื่อวันก่อนฉันเศร้ามาก 
    ฉันรู้เหตุผลที่ทำให้ฉันเศร้าถึงขนาดนี้ 
    แต่ฉันขอเก็บเป็นความลับว่าเหตุผลนั้นคืออะไร 
    ฉันบอกกับเพื่อนสนิทเรื่องการฆ่าตัวตายอีกครั้ง 

    : ยังไม่ทำตอนนี้ได้ไหม
    : ก็ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก มีอะไรที่ตั้งหน้าตั้งตารออยู่ 

    เพื่อนฉันเงียบไป จนฉันต่อบทสนทนาทำเป็นทีเล่นทีจริงของฉันว่า

    : ไปหาหมอตามนัดครั้งนี้หมอจับกูแอดมิทอีกแน่เลยว่ะ5555

    เป็นคำพูดตลกร้ายที่ฉันพูดกับเพื่อน 
    ก่อนที่ฉันจะหลับลงไปเพราะฤทธิ์ของยา    

    แล้วคืนนั้นฉันก็ฝัน 
    ฉันฝันว่าฉันนั่งอยู่ริมสะพานที่ตัดผ่านแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหนซักที่ 
    ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีส้มอมชมพู มีเมฆลอยสูงบางส่วน 
    ฉันจะเรียกท้องฟ้าแบบนี้ว่า 'vanilla sky' 
    แต่แม่ฉันจะเรียกช่วงเวลาแบบนี้ว่า 'แดดผีตากผ้าอ้อม'
    ข้างตัวฉันมีเบียร์ 1 กระป๋อง น่าแปลกใจเพราะปกติฉันไม่ดื่มเบียร์ 
    ถัดไปเป็นโน๊ตบุ๊ค เหมือนฉันกำลังเขียนเรื่องราวอะไรบางอย่างอยู่ 
    ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้า และร้องไห้ 
    ในฝันฉันยังไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการร้องไห้ แล้วฉันก็ตื่น 

    เวลาสิบโมงเช้า
    ผ้าห่มสีกรมท่าไร้ลวดลายคลุมทับตัวฉันที่เต็มไปด้วยเหงื่อ 
    การไม่เปิดแอร์นอนในช่วงที่อากาศร้อนจัดแบบนี้คือการตัดสินใจที่ผิดพลาด 
    แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะประหยัดเงินค่าไฟช่วยแม่ 
    หรือฉันควรจะเอาตัวเองไปนอนหอเพื่อนที่เปิดแอร์ดี 

    เอาล่ะ ฉันเริ่มนอกเรื่อง 
    ฉันลุกขึ้นไปอาบน้ำ ไร้อาการสะลึมสะลือ
    หงุดหงิดเล็กน้อยที่ตื่นมาแล้วเหนียวตัวเพราะเหงื่อ 
    แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับการเขียนคิ้วสำหรับฉัน
    คือการใส่นาฬิกา ฉันชอบใส่เครื่องประดับที่แขนเยอะ ๆ 
    เพราะมันช่วยปิดบังข้อมือที่เล็กเกินไปจนน่ากลัวของฉัน 
    แต่แล้วฉันก็เพิ่งมาสังเกต

    นาฬิกามันหยุดเดินแล้ว
    ฉันไม่อยากเรียกมันว่านาฬิกาตาย
    เรียกว่าหยุดเดินแล้วกัน
    ถึงมันจะหยุดเดิน แต่มันก็บอกเวลาถูก 2 ครั้งใน 1 วัน 
    ฉันก็ยังถือว่ามันมีประโยชน์อยู่นะ
    หวังว่าถ้าถึงเวลาที่ตัวฉันหยุดเดิน
    ฉันยังจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง

    ฉันคิดพลางใส่นาฬิกา 
    หยิบถุงเท้าในลิ้นชักชั้นล่างสุด 
    ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่ไม่เคยเบื่อเลย 
    แล้วเดินออกจากห้องไปใช้ชีวิต
    แบบที่ฉันยังไม่รู้หรอกว่าการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองน่ะมันเป็นยังไง
    แต่ก็จะลองดู อีกครั้ง และอีกครั้ง 
    จนลมหายใจสุดท้าย

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in