WHISPER, I LOVE YOU | KAIHUN FT. CHANSOObabiesfaith94s
Episode One
  • my heart is broken up into pieces.

     



    /

     

    เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนกำลังขะมักเขม้นในการทำอาหารเช้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง อาจเป็นเพราะความเคยชินซึ่งกระทำอยู่ทุกวันจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการรับผิดชอบในส่วนนี้ กอปรกับเมื่อคืนเขานอนไม่ค่อยหลับเนื่องจากยังคงไม่ชินกับสถานที่ใหม่เลยทำให้ต้องตื่นขึ้นมาทำสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเจ้าของบ้านมากกว่าการนอนเป็นไหนๆ แม้ครั้งแรกแม่ครัวจะไม่ยอมแต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ให้กับความตอแยของเขาจนได้

     

                อาหารมากมายถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรอคอยให้นายใหญ่ตระกูลคิมได้ลิ้มลอง รอยยิ้มบางเผยบนใบหน้าสวยขณะมองสำรับตรงหน้า เพราะทั้งหมดนี้เป็นของโปรดอีกฝ่ายทั้งนั้น เมื่อก่อนตอนคุณปู่ยังอยู่เซฮุนก็เป็นคนจัดเตรียมเอาไว้ให้ แม้จะอยากอยู่ช่วยคุณย่าแต่ทว่าท่านมอบหมายให้มาช่วยตรงนี้แล้ว ตนจึงต้องดูแลคุณจงอินเหมือนที่ดูแลท่านทั้งสองอย่างไม่ขาดตกบกพร่องด้วยความเต็มใจ ถึงจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก หากอย่างน้อยก็สามารถแบ่งเบาภาระบางส่วนได้บ้าง

     

    ถอยหลังออกมาเพื่อเตรียมตักข้าวใส่จานทันทีที่กายหนาปรากฏตัวตรงมายังโต๊ะกินข้าว แต่แล้วมือขาวจึงต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเสียงทุ้มขึ้นจมูกซึ่งแสดงถึงความหงุดหงิดอย่างไม่ปกปิดจะถูกส่งมาจนเด็กน้อยจุกคอไปหมด

     

                “อย่าบอกนะ ว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือเด็กนี่” ก้านนิ้วยาวชี้ไปยังอาหารซึ่งวางเรียงรายอยู่ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก

     

                “ใช่ค่ะ ของชอบนายใหญ่ทั้งนั้นเลยนะคะ คุณเซฮุนตั้งใจทำมากๆ เลยค่ะ” แม่ครัวประจำบ้านเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มใจดี โดยหวังว่าผู้เป็นนายจะยอมฟัง

     

                “งั้นก็ให้คนอื่นกินเถอะ ฉันกินไม่ลง และต่อจากนี้อย่าละเลยหน้าที่ตัวเองอีก” ชี้หน้าคาดโทษแม่ครัวด้วยความไม่พอใจ จนต้องพยักหน้ารับในทันที หากเธอก็ยังคงยื่นมือลูบหลังกายบางเพื่อปลอบประโลม แม้คำพูดจะไม่ได้เอ่ยว่าเด็กตัวขาวชัดเจนนัก แต่การกระทำของนายใหญ่กลับมีผลกระทบโดยตรงจนน้ำตาคลอเต็มหน่วยเมื่อความตั้งใจทุกอย่างถูกพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี ก่อนคิมจงอินจะปลีกตัวออกมาจากตรงนั้นราวไม่อยากใช้อากาศหายใจร่วมนานมากนัก

     

    ใช่ เพียงเสี้ยววินาทีก็ไม่อยากพบเจอ แค่นอนห้องเดียวกันก็แทบจะบ้าตายอยู่แล้ว

     

                เซฮุนมองตามแผ่นหลังใต้เสื้อสูทภูมิฐานที่เคลื่อนห่าง ก่อนจะหันมายกยิ้มบางส่งให้หญิงวัยกลางคนซึ่งยังคงพยายามปลอบตนด้วยการลูบหลังขึ้นลงอยู่อย่างนั้น เพื่อบ่งบอกให้เธอสบายใจว่าเขาไม่เป็นอะไร เพราะรับรู้อยู่แก่ใจ ไม่ว่าจะทำดีสักแค่ไหน อีกฝ่ายคงไม่เคยคิดมองเห็น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยังอยากดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ให้นายใหญ่อยู่ดี

     

                “ออกรถ” เสียงทุ้มน่าเกรงขามเอ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ทันทีที่ขึ้นมาบนรถซึ่งจอดรอรับอยู่ ส่งผลให้ผู้ทำหน้าที่เป็นสารถีต้องเหลือบมองด้วยความไม่เข้าใจ พลางเบนสายตาไปทางประตูบ้านหลังใหญ่เพื่อหวังพบกับเจ้าของกายบาง หากก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

     

                “ไม่รอคุณเซฮุนเหรอครับ” จอห์นนี่ตัดสินใจถามออกไปเมื่อรับรู้ถึงความอยากรู้ของจองแจฮยอนที่เอาแต่มองเลิ่กลั่กอยู่อย่างนั้น จนเขาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ทนอึดอัดไม่ไหว ขืนไม่ชิงถามก่อนมีหวังโดนนายใหญ่ด่าให้ โทษฐานสั่งไปแล้วไม่รีบทำตาม

     

                “ทำไมต้องรอ” แต่ดูเหมือนจะทำให้ผู้เป็นนายหงุดหงิดกว่าเดิมซะมากกว่า น้ำเสียงเย็นเฉียบจนคนได้ยินเป็นอันต้องขนลุกไปตามๆ กัน แม้จะทำงานรับใช้มาหลายปี หากไม่เคยชินกับอารมณ์ฉุนเฉียวนี้ได้สักทีเนื่องจากไม่ค่อยได้เผชิญบ่อยนัก แต่ช่วงนี้นายใหญ่มักแสดงมันออกมาทุกเวลา

     

                “แต่ว่า...คุณเซฮุนเดินออกมาแล้วนะครับ ทำไม --

     

                “ออกรถ อย่าให้ฉันต้องพูดประโยคซ้ำๆ เป็นครั้งที่สาม” แจฮยอนเป็นอันต้องหยุดคำพูดตัวเองเอาไว้แค่นั้น แม้จะหันมองเจ้าของกายบางด้วยความเป็นห่วงแต่ทว่าไม่อาจขัดคำสั่งคิมจงอินได้ ตั้งแต่คุณเซฮุนมาอยู่ที่นี่ไม่เคยเลยที่นายใหญ่ตระกูลคิมจะคุยด้วยดีๆ ยิ่งกว่านั้นยังปล่อยให้ไปโรงเรียนเองด้วยรถเมล์ทุกวันไม่เว้นแม้แต่ตอนกลับโดยไม่คิดจะเอ่ยปากให้ไปส่งหรือไปรับสักครั้ง

     

                มือสวยกระชับสายกระเป๋าให้มั่น ลมหายใจถูกพรั่งพรูอย่างแผ่วเบาขณะก้าวเท้าไปตามทางข้างหน้า เมื่อรถยนต์คันหรูขับผ่านไปจนสุดสายตา เซฮุนชินแล้วกับการถูกปฏิบัติราวเป็นธาตุอากาศมาตลอดสองเดือน ทำได้เพียงยิ้มรับการกระทำเหล่านั้นอย่างไม่สามารถทำอะไรได้ ในเมื่อไม่ใช่คนที่อีกฝ่ายต้องการตั้งแต่แรกก็ควรต้องเจียมตัวว่าเป็นได้แค่ไหน

     

                โอเซฮุนเป็นได้เพียงแค่เด็กในบ้านคนหนึ่งเท่านั้น

     

    “คุณระวัง!” ร่างทั้งร่างลอยวืดเพื่อหลบจากรถยนต์ซึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูงหลังจากคำเตือนจากใครคนหนึ่งดังขึ้น อาจเป็นเพราะกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจึงทำให้ไม่ได้มองทางสักเท่าไหร่ ส่งผลให้ตอนนี้เจ้าของกายบางตกอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงไปโดยปริยาย ก่อนเสียงทุ้มนั้นจะดังไล่หลังขึ้นอีกครั้งด้วยความโมโห แม้คู่กรณีจะไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ตาม “ไม่เห็นคนหรือไงวะ!

     

                มือเล็กพยายามผลักอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้ปล่อย ซึ่งคนตัวสูงก็ยอมแต่โดยดี ความจริงจะโทษเจ้าของรถคันนั้นฝ่ายเดียวคงไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากเซฮุนเอาแต่เหม่อกับความคิดของตัวเองอยู่อย่างนั้น อีกคนมองหน้าเขาเพียงนิดก่อนจะเบนสายตาสำรวจว่าตนบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ส่งผลให้เด็กตัวขาวต้องส่ายหัวเป็นคำตอบ

     

                “ไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ” พยักหน้ายืนยัน ก่อนจะโค้งให้เป็นเชิงขอบคุณ มือเรียวหยิบเอาสมุดพกออกมาจากกระเป๋าสะพายพร้อมปากกาคู่ใจ บรรจงเขียนข้อความให้เจ้าของผมสีเงินได้รับรู้

     

                ขอบคุณที่ช่วยนะครับ :)’

     

    ซึ่งอีกฝ่ายคงเข้าใจว่าเขาสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้ แม้จะเกินความคาดหมายไปบ้างกับการที่คนตัวสูงยื่นมือมาขยี้ผมสีน้ำตาลอ่อนจนมันยุ่งเหยิงพร้อมรอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าหล่อ ช่างดูดีจนเซฮุนยิ้มตาม

     

                “คราวหน้าก็ระวังด้วยล่ะ” เด็กน้อยพยักหน้ารับอีกครั้ง แล้ววิ่งไปขึ้นรถเมล์ซึ่งหยุดจอดยังป้ายประจำ โดยมีแววตาอ่อนโยนคู่นั้นมองตามแผ่นหลังบางด้วยความเอ็นดู น่ารัก...คำนี้ผุดขึ้นในความคิดทันทีเมื่อได้นึกถึงเจ้าของใบหน้าหวานเมื่อครู่ ก่อนชายหนุ่มจะตรงไปคร่อมเจ้าดูคาติพานิกาเล่สีดำทะมึนลูกรัก หากรอยยิ้มนั้นยังคงปรากฏบนใบหน้าจนยากจะจางหาย

     

                โอเซฮุนยังคงน่ารักอยู่เสมอ

     

                ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง...แม้อีกฝ่ายจะจำเขาไม่ได้ก็ตาม       

     

     

    /

     

     

     

                เสียงบีทหนักๆ ดังกระหึ่มไปทั้งบริเวณ บรรดานักท่องราตรีทั้งหลายต่างโยกย้ายร่างกายตามจังหวะเพลง แม้ดีเจของวันนี้จะแปลกตาไปจากทุกสัปดาห์ แต่ทว่าความสนุกกลับสุดเหวี่ยงจนหลายคนติดใจ เรือนผมสีเงินเด่นเป็นสง่าท่ามกลางแสงไฟหลากสี รับกับใบหน้าหล่อแสนสะดุดตา ดึงดูดสาวๆ ทั้งหลายให้ติดกับจนอยู่หมัด เจ้าของผับมองภาพตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ กลับมาจากอเมริกาคราวนี้ ปาร์คชานยอล โกยเงินเข้าร้านให้เขาได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

     

                คิมจุนมยอนยกแก้วใสบรรจุของเหลวไร้สีขึ้นทันทีที่คนตัวสูงเดินตรงเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้าม หลังจากทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้น พร้อมเสียงเพลงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานเมื่อใกล้เวลาปิดทำการในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า มือใหญ่เอื้อมรับแก้วซึ่งถูกส่งมาให้พร้อมกระดกวอสก้าดีกรีแรงลงคอจนหมด

     

                “คราวนี้อยู่นานแค่ไหน” จุนมยอนเปิดบทสนทนา ขณะเพื่อนตัวสูงเติมเครื่องดื่มใส่แก้วตรงหน้าให้เต็มอีกครั้ง

     

                “ไม่รู้ว่ะ” เสียงทุ้มเปล่งออกมาแค่นั้น จนเพื่อนต้องขมวดคิ้ว เนื่องจากดูเหมือนปาร์คชานยอลกำลังมีอะไรในใจให้ต้องคิด มันถึงได้นิ่งไม่สนใจสิ่งรอบข้างใดๆ ทั้งสิ้น

     

                “ไม่มีกำหนด?”

     

                “อืม คงไม่กลับไปอเมริกาแล้วล่ะ”

     

                “ทำไมวะ” ถามต่อด้วยความสงสัย เนื่องจากรับรู้ดีว่าการกลับเกาหลีใต้คือตัวเลือกสุดท้ายในชีวิตที่ปาร์คชานยอลคิดจะทำ

     

                “ฉันมีเรื่องต้องสะสาง” น้ำเสียงแปรเปลี่ยนไปจากเดิมโดยเห็นได้ชัด ดวงตาแข็งกร้าวราวเขาไปจี้จุดบางอย่างขึ้น ขณะชานยอลจดจ้องรูปถ่ายซึ่งหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างไม่วางตา จนจุนมยอนต้องชะโงกคอมองตาม พร้อมยื่นมือหวังจะแย่งมาดูให้เห็นชัดๆ แต่ทว่าอีกฝ่ายไม่ยอมให้เขาทำตามตั้งใจ สิ่งนั้นถูกดึงออกห่างไม่ให้เห็นแล้วเก็บใส่กระเป๋าดังเดิม

     

                “แล้วนั่นรูปใคร ทำไมมันโดนขยำจนยับขนาดนั้น”

     

                “ฉันจะกลับแล้ว” คนตัวสูงเลี่ยงที่จะตอบคำถามอันแสนสงสัยด้วยการเอ่ยตัดบท จนจุนมยอนได้แต่กระตุกยิ้มมุมปาก ไม่ว่าจะนานแค่ไหนนิสัยอันเย็นชายังคงเหมือนเดิม ซึ่งเขาเบื่อมันมาก...ทว่านิสัยไม่สนโลกของชานยอลนี่แหละกลับกลายเป็นเสน่ห์ให้สาวๆ หลงใหลมากมาย

     

                ช่างน่าอิจฉาจริงๆ

     

                “เออ ขับรถดีๆ” จุนมยอนทำได้เพียงโบกมือลาพร้อมส่ายหัว แม้จะอยากรู้คำตอบใจแทบขาดหากก็จำเป็นต้องปล่อยผ่าน คนอย่างปาร์คชานยอลถึงเค้นให้ตายยังไงหากเป็นเรื่องที่ไม่อยากบอกจริงๆ มันไม่มีทางปริปากเด็ดขาด

     

                ไม่คิดว่าจะยังคงหงุดหงิดได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่ออกมาพบปะผู้คนแล้วแท้ๆ แต่มือเจ้ากรรมดันอยากจะหยิบภาพนี้ออกมาดูอยู่ดี ดวงตากลมจดจ่อไปยังถนนอันทอดยาวข้างหน้าด้วยความขุ่นเคือง หลังจากรับรู้ข่าวสารบางอย่างจากคนเป็นแม่ เขาได้แต่โกรธตัวเองที่กลับมาช้าไป จนทำให้เรื่องทุกอย่างตาลปัตรเป็นแบบนี้

     

                สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด เพื่อลบสิ่งกวนใจเหล่านั้นให้จางหาย แต่แล้วก็ต้องกำเบรกอย่างกะทันหันด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ดันมีคนโผล่พรวดออกมากลางถนน กำลังจะเอ่ยปากโวยแต่พอสายตาสบกับร่างเล็กตรงหน้า ชานยอลดันพูดอะไรไม่ออก เพราะสภาพของอีกฝ่ายดูไม่ได้สักนิด ทั้งปากแตกซึ่งคาดว่าคงเกิดจากการถูกตบเพราะแก้มใสขึ้นรอยมืออย่างชัดเจน เนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ย เท้าเปล่าที่ใช้วิ่งมีแต่แผลถลอก ท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนหนีบางสิ่ง กระทั่งปะทะเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนซึ่งวิ่งตามมา ส่งผลให้เขาตัดสินใจรับอีกฝ่ายซ้อนท้ายโดยไม่ต้องคิดในทันที

     

                ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ สองข้างทางไม่มีรถสวนผ่านเนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาตีสอง ได้ยินเพียงเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ราคาแพง ชานยอลก้มมองมือเล็กสองข้างซึ่งเกาะเอวเขาไว้แน่นเพียงนิดก่อนจะกลับมาจดจ่อกับเส้นทางข้างหน้าดังเดิม สภาพอากาศอันหนาวเย็นเรียกให้เขาต้องเพิ่มความเร็วเพื่อให้ถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด

     

                ดูคาติคู่ใจจอดลงยังบ้านสไตล์ลอฟท์ทรงสูงใจกลางเมืองหลวง ถือวิสาสะคว้าแขนอันเย็นเฉียบของคนตัวเล็กให้เดินตามเข้าไปในบ้าน ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น อีกคนยังคงดูหวาดกลัวหากก็ยอมเป็นเด็กดีทำตามที่ต้องการเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบ เพื่อให้นั่งรออยู่ที่โซฟา ไม่นานนักเจ้าของบ้านจึงเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมเสื้อผ้าสำหรับแขกและกล่องปฐมพยาบาล เขาคิดอยู่นานก่อนจะให้คนตรงหน้าไปอาบน้ำแล้วค่อยทำแผล

     

                ใช้เวลาพอสมควรกว่าคนตัวเล็กจะออกจากห้องน้ำ รอยบาดแผลมากมายนั้นคงทำให้เจ็บปวดไม่น้อย  

     

                “ผม ปาร์คชานยอล” แนะนำตัวด้วยรอยยิ้มเพื่อสร้างความอุ่นใจขณะเทยาลงสำลี

     

                “ดะ...โดคยองซูครับ”

     

                “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับคยองซู ตอนนี้คุณอยากให้ผมไปส่งที่บ้านหรือเปล่า ถ้าคุณอยากกลับบ้านหลังทำแผลเสร็จผมจะไปส่งนะ” ปกติชานยอลไม่ใช่คนใจเย็นขนาดนี้ อาจเป็นเพราะคยองซูทำให้เขานึกถึงใครบางคน ส่งผลให้เกิดความเอ็นดูขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ บวกกับตัวเล็กๆ น่ากอดนั่นอีก หากสีหน้าที่แสดงถึงความสับสนก็ทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายกำลังอึดอัดใจ เรียกมือใหญ่ต้องยื่นไปลูบกลุ่มผมสีดำขลับแผ่วเบา “มีอะไรอยากบอกผมหรือเปล่า หื้ม”

     

                “ผมไม่อยากกลับบ้าน พวกเขาจะขายผม พอไม่ยอม เขาก็ขังผมไว้ แล้วก็ทุบตีจนกว่าผมจะยอม แม่ที่เอาแต่ทำร้าย พ่อเลี้ยงที่จ้องจะทำเรื่องอันน่าขยะแขยง ผมไม่อยากกลับไป ฮึก ผมเกลียดพวกเขา” ความอัดอั้นถูกพรั่งพรูออกมา เสียงนั้นสั่นแต่ก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ชานยอลไม่รู้ว่าคยองซูต้องเจอเรื่องแบบนี้มานานแค่ไหน แต่เขาก็รับรู้ว่ามันได้สร้างแผลในใจเอาไว้มากมายและมองไม่เห็นแสงสว่างที่จะพาตัวเองออกมาจากตรงนั้นยังไง มือที่คอยลูบกลุ่มผมปลอบประโลมแปรเปลี่ยนเป็นโอบกายเล็กเข้ามากอด ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มากนักแต่ชานยอลก็เชื่อว่าเขาสามารถเป็นผู้ฟังที่ดีได้

     

                “ถ้าไม่อยากกลับก็อยู่ที่นี่ ผมคิดค่าเช่าไม่แพงหรอก แค่ช่วยทำงานบ้านให้ผม ตกลงไหม” เชื่อเถอะ ถ้าจุนมยอนได้มาเห็นเขาในมุมนี้ มันคงไม่เชื่อสายตาตัวเองเป็นแน่ ชานยอลไม่เคยคิดให้ใครเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัว แต่เพื่อนมนุษย์ตัวน้อยกำลังเดือดร้อนตนก็ไม่กล้าจะใจร้ายนักหรอก

     

                “ผมเกรงใจ”

     

                “คุณไม่ได้มาอยู่ฟรีๆ สักหน่อย” คยองซูเผลอขมวดคิ้ว ใช้เวลาคิดทบทวนไม่นานนักจึงพยักหน้ารับเงื่อนไข

     

                “ขอบคุณนะครับ ถ้าผมมีเงินพอจะหาที่อยู่ได้ ผมจะไม่รบกวนคุณ”

     

                “รบกวนได้ตลอด ผมยินดีเสมอ” รอยยิ้มหวานที่ปรากฏกำลังซ้อนทับกับภาพของใครอีกคน เหมือนกันมาก — ตั้งแต่ได้สบดวงตาใสแสนเศร้า นี่คงเป็นเหตุผลที่ชานยอลไม่คิดผลักไสโดคยองซูทั้งที่สามารถทำได้ หากมีอีกฝ่ายอยู่ด้วยก็เหมือนมีคนที่เขาคิดถึงในทุกลมหายใจอยู่ด้วยเช่นกัน 

     

     

    /

     

     

                ขาเรียวใต้กางเกงนักเรียนหยุดชะงักทันทีที่เสียงบีบแตรของรถคันหรูแสนคุ้นตาดังขึ้น เด็กหนุ่มหันมองด้วยความงุนงง พลางก้าวถอยหลังอย่างระวังตัว ถอนหายใจราวโล่งอกเมื่อพบว่ากระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงเผยให้เห็นหนุ่มลูกครึ่งผู้เป็นมือขวาของนายใหญ่แห่งตระกูลคิม จอห์นนี่ยิ้มก่อนจะพาตัวเองลงจากรถแล้วตรงเข้ามาหา โค้งให้เหมือนที่ปฏิบัติกับนายใหญ่ แล้วผายมือไปยังรถเพื่อสื่อสารกับคนตัวเล็กกว่าให้รับรู้ถึงสิ่งที่ต้องการ

     

    คิ้วสวยขมวดแสดงถึงการตัดสินใจที่ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่พออีกฝ่ายพยักหน้ากลับมาตนจึงจำใจก้าวเท้าเดินตามอย่างไม่มีทางเลือก จนต้องมานั่งจมปุกบนรถด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ กระทั่งได้สบตากับคนขับผ่านทางกระจกมองหลังถึงจะไม่ได้เขียนข้อสงสัยลงบนสมุดส่งให้ หากจอห์นนี่ก็พอดูออกว่าตนกำลังหมายถึงอะไร เสียงทุ้มจึงเปล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ

               

                “ถ้าผมบอกว่านายใหญ่ให้มารับ คุณจะเชื่อไหมครับ” แน่นอนว่าเขาโกหก ซึ่งคุณเซฮุนก็ส่ายหัวกลับมาเป็นคำตอบอย่างเชื่อไม่ลงว่าสิ่งที่จอห์นนี่เอ่ยนั้นเป็นความจริง พร้อมเสียงถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ขณะก้มลงบรรจงเขียนบางอย่างลงบนสมุด

     

                คุณไม่ควรทำแบบนี้นะครับ ถ้านายใหญ่รู้เข้า คนที่เดือดร้อนก็คือคุณ’ สีหน้านั้นแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลโดยไม่ปกปิด ช่างเป็นคนที่ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองซะจริง ตั้งแต่รู้จักคุณเซฮุนเขาไม่เคยเห็นคนๆ นี้ห่วงตัวเองเลยสักนิด พระอาทิตย์กำลังลับลาขอบฟ้าอยู่รอมร่อจะให้จอห์นนี่ยอมปล่อยอีกฝ่ายกลับบ้านโดยรถเมล์ตามลำพังได้ยังไง ทุกวัน...เขาและแจฮยอนได้ตกลงกันว่าควรสลับกันมาคอยดูแลคุณเซฮุนจนกว่าจะแน่ใจว่าถึงบ้านอย่างปลอดภัย ถึงแม้ต้องขัดคำสั่งนายใหญ่ก็ตาม

     

                “วันนี้นายใหญ่ไปญี่ปุ่นครับ กว่าจะกลับคงดึกๆ ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมไม่เป็นอะไรหรอก” ชี้แจงให้ได้อุ่นใจ เป็นการดีที่คนตัวขาวพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะแบมือทั้งสองข้างโดยทุกนิ้วชิดกันจากนั้นยกขึ้นมาขนานในแนวตั้งแล้วดึงออก ซึ่งภาษามือเบื้องต้นนี้เขาพอเข้าใจว่าโอเซฮุนกำลังขอบคุณ

     

                ขับรถมาได้สักพักจอห์นนี่จึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าสวนสนุกเนื่องจากสังเกตได้ว่าเจ้าของกายบางยืดตัวขึ้นโน้มมาข้างหน้า ยกมือเกาะเบาะข้างคนขับเพื่อชะโงกมองสิ่งปลูกสร้างอันเด่นเป็นสง่าซึ่งสามารถมองจากที่ไกลๆ ได้ ดวงตากลมเป็นประกาย พร้อมรอยยิ้มซึ่งประจุดขึ้น แม้จะเป็นแค่การได้มองเพียงนิดหากเขารู้สึกถึงมวลความสุขมากมายแผ่ออกมาปกคลุมทั่วทั้งรถ และจอห์นนี่อยากให้คุณเซฮุนได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นตามใจหวัง

     

    เด็กน้อยเหลือบสายตามองด้วยความประหลาดใจ แต่ในความประหลาดใจนั้นกลับปะปนกับความดีใจอันล้นปรี่ ยอมรับเลยว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับนายใหญ่ที่เขาเห็นใบหน้าสวยนั้นปราศจากความเศร้า

     

    “เดินเล่นที่นี่ก่อนค่อยกลับดีไหมครับ” เซฮุนหันมองสถานที่รอบตัวเมื่อถูกถามขณะผู้เป็นมือขวาของนายใหญ่เปิดประตูให้เพื่อรอตนก้าวลง แต่ทว่ากลับมีบางสิ่งดึงเอาไว้จนเกิดความลังเลใจขึ้น ทั้งที่อยากมาเยือนสถานที่แห่งนี้มากแค่ไหน หากสุดท้ายเด็กหนุ่มกลับส่ายหัวปฏิเสธ เพราะไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน

     

    เขาเป็นแค่เด็กในบ้านไม่สมควรได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ นอกเหนือคำสั่งผู้เป็นนายใหญ่

     

    จอห์นนี่มองท่าทางนั้นก่อนจะพรั่งพรูลมหายใจอย่างหมดหนทาง แววตาอันสดใสเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นหม่นลงราวมันไม่เคยเกิดขึ้น ริมฝีปากบางเม้มแน่นขณะจรดปลายปากกาเขียนประโยคลงบนสมุดเพื่อบอกความตั้งใจของตัวเอง อยากหว่านล้อมให้คุณเซฮุนใจอ่อน แต่ดูเหมือนคราวนี้คงไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากท่าทางของอีกฝ่ายกำลังอ้อนวอนให้เขาทำตามคำร้องขอ บอดี้การ์ดหนุ่มจึงน้อมรับแต่โดยดีอย่างทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้

     

    กลับบ้านกันเถอะครับ

     

                เหลือบมองปราสาทสูงตระหง่านในสวนสนุกอีกครั้ง ขณะรถเคลื่อนตัวห่างเรื่อยๆ เพียงแค่ได้มาเห็นใกล้ๆ สักครั้งในชีวิต แค่นี้...

     

    โอเซฮุนก็ดีใจที่สุดแล้ว

     

     

    /

     

     

                คิมจงอินกลับมาถึงเกาหลีใต้ในเวลาเที่ยงคืน แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากแค่ไหนแต่ทว่าเขาก็ต้องสะสางงานสำหรับโปรเจ็คใหญ่วันพรุ่งนี้ให้เสร็จสิ้น ใช่ว่าการเป็นประธานบริษัทจะสบายอย่างที่ใครๆ คาด ขืนทำตัวแบบนั้นมีหวังสิ่งที่ตั้งใจสร้างมาคงได้ล้มเหลวตั้งแต่วันแรกซึ่งเข้ามามีบทบาท งานพรุ่งนี้สำคัญมากและจงอินก็อยากได้ที่ดินนับหมื่นไร่ในปูซานมาครอบครอง

     

                ยื่นสูทสีดำขลับตัวนอกส่งให้จอห์นนี่ซึ่งวันนี้ไม่ได้ติดตามไปด้วย เนื่องจากตนมอบหมายให้ดูแลความเรียบร้อยที่นี่ เหตุเพราะหลายวันมานี้มักมีคนของตระกูลคู่แข่งมาด้อมๆ มองๆ รวมไปถึงแฝงตัวเป็นหนอนบ่อนไส้เพื่อหวังสร้างความปั่นป่วนต่อตระกูลคิมให้ต้องสั่นคลอน ฉะนั้นคนที่เขาไว้ใจเพื่อจัดการเรื่องนี้ก็เห็นมีเพียงมือขวาคนสนิทเท่านั้น

     

                “ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”

     

                “ครับนายใหญ่” ผู้เป็นนายเพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะตรงไปยังห้องนอนบนชั้นสองทว่าจำต้องชะงักเท้าเมื่อสังเกตเห็นเจ้าของกายบางนั่งอยู่บนพื้นโดยฟุบหน้าหลับกับโซฟาที่ห้องนั่งเล่น ส่งผลให้ดวงตาคมตวัดมองหนุ่มลูกครึ่งในทันที ซึ่งไม่ต้องให้ถามจอห์นนี่ก็พอจะรู้ว่ากำลังหมายถึงอะไร

     

                “เอ่อ คุณเซฮุนเห็นว่านายใหญ่ยังไม่กลับน่ะครับ”

     

                “แล้วเกี่ยวอะไรด้วย” น้ำเสียงทุ้มขึ้นจมูกเปล่งออกมาอย่างหงุดหงิด เมื่อเจตนาของอีกฝ่ายต้องการบอกว่าเด็กนั่นมานั่งอดหลับอดนอนจนอยู่ในสภาพนั้นเพื่อรอเขากลับบ้าน

     

                “นายใหญ่ครับ อย่าใจร้ายกับคุณเซฮุนนักเลยนะครับ” ประโยคที่แสนเข้าข้างสะใภ้ตระกูลคิมนั้นช่างขัดหู จนจงอินได้แต่มองหน้าคาดโทษ

     

    “ไปปลุกให้ไปนอนบนห้องดีๆ” ใจจริงก็อยากปล่อยให้นอนอยู่แบบนั้น แต่ถ้าเกิดมีใครคนอื่นมาเห็นแล้วเสร่อเอาไปฟ้องคุณย่า คนลำบากคงหนีไม่พ้นเขา เพราะที่นี่มีคนของคุณย่าอยู่ไม่น้อย

     

    จอห์นนี่มองตามผู้เป็นนายด้วยความอ่อนใจ ไม่ว่าจะพูดยังไงนายใหญ่ก็ยังคงเต็มไปด้วยอคติมากมายทั้งที่คุณเซฮุนไม่ได้สร้างเรื่องให้ต้องวุ่นวาย อีกทั้งยังเจียมตัวอยู่เสมอ ไม่เคยเอาคำว่าสะใภ้ตระกูลคิมมาข่มคนอื่นแม้กระทั้งคนรับใช้ในบ้าน อยากได้อะไรต้องทำเอง อยากไปไหนต้องไปเอง ซึ่งจอห์นนี่รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่ายเลย อย่างน้อยนายใหญ่ก็ควรดูแลบ้าง

     

    เด็กน้อยสะดุ้งตื่นด้วยความสะลึมสะลือเมื่อมือของใครสักคนเขย่าแขนอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มเป็นมิตรปรากฏในกรอบสายตา น้ำเสียงแสนอ่อนโยนเอ่ยบอกว่านายใหญ่กลับมาแล้ว เซฮุนพยักหน้ารับรู้ก่อนจะลุกขึ้นยืน พลางโค้งขอบคุณคนอายุมากกว่า พร้อมพาตัวเองมายังห้องครัว เพื่อทำนมอุ่นไว้ให้เจ้าของบ้าน กลับมาเหนื่อยๆ หากได้ดื่มนมอุ่นก่อนนอนจะทำให้หลับสบายขึ้น

     

    ประตูห้องถูกแง้มเปิดอย่างระวังมือ กระทั่งพบกับเจ้าของกายหนาซึ่งกำลังเช็ดผมหลังจากอาบน้ำเสร็จอยู่หน้ากระจก ทันทีที่สายตาคมแสนดุดันเบนมาจ้องสบจนเด็กน้อยต้องก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ พร้อมเสียงถอนหายใจดังแสดงออกให้รู้ว่าการปรากฏตัวของโอเซฮุนทำให้อีกคนอารมณ์เสียแค่ไหน       

     

                “จะยืนเกะกะอีกนานไหม” ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงทุ้มขึ้นจมูกมายืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ เซฮุนสะดุ้งตัวโยนจนนมอุ่นกระเฉาะแก้วเลอะพื้น ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่ายหนักกว่าเดิม สายตาที่ตวัดมองสื่อให้เห็นว่าคิมจงอินแทบอยากบีบคอเขาให้ตายคามือ เด็กหนุ่มได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดอย่างระงับอารมณ์ และที่สำคัญตนไม่กล้าแม้แต่จะเงยมอง กระทั่งมือใหญ่ผลักไหล่ให้หลบทาง “ซุ่มซ่ามจริงๆ ไปหาผ้ามาเช็ดให้เรียบร้อย อ้อ —”

     

                กายหนาหันกลับมาอีกครั้ง พลางก้านนิ้วยาวชี้มายังแก้วในมือ

     

                “ต้องให้บอกสักกี่ครั้ง ว่าไอ้นมรสชาติห่วยแตกนั่นฉันไม่กิน เลิกทำอะไรที่มันน่ารำคาญสักที” แม้คำพูดจะใจร้ายมากแค่ไหน หากเซฮุนก็ยังพยักหน้ารับรู้ เพื่อไม่สร้างปัญหาให้กับนายใหญ่ไปมากกว่านี้ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ดวงตาหวานเริ่มร้อนผ่าวแต่ต้องกลั้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอไม่ให้ใครเห็น

     

    แม้จะดูเป็นคนโง่ สำหรับการพยายามให้กับคนไม่มีใจ

     

    แต่เขายอมโง่...

     

    หากสิ่งที่ทำมันช่วยให้นายใหญ่ไม่ต้องเหนื่อยมากกว่าที่เป็นอยู่

     

    ทำงานทุกวันก็หนักมากพอ ขอแค่เซฮุนได้เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้อาบ เตรียมรีดสูทให้เนี๊ยบ เตรียมขัดรองเท้าให้มันวาว เตรียมของโปรดไว้ให้อิ่มหนำในทุกๆ วัน หากนายใหญ่ไม่อยากเห็นหน้า เซฮุนจะไม่ออกมาให้พบเจอ เพียงได้มองอยู่ห่างๆ และเห็นว่าอีกฝ่ายสบายดี ไม่เจ็บป่วย ไม่เครียดจนเกินไป เท่านี้ก็พอแล้ว

     

    “มีอะไรอีกไหม ถ้ามีก็ให้ไว” ว่าจะไม่ถาม แต่พอเห็นสีหน้าหงอยเป็นหมาและกระดาษในมือขาว จงอินเลยจำเป็นต้องเอ่ยถาม เพราะเห็นแล้วมันหงุดหงิดชิบหาย ได้ยินอย่างนั้นเซฮุนก็เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงยื่นกระดาษที่กำไว้ส่งให้

     

    พรุ่งนี้ ผมขออนุญาตไปเยี่ยมคุณย่าได้ไหมครับ เมื่ออ่านจบริมฝีปากหนาจึงแสยะยิ้ม พลางขยำกระดาษไร้สาระนั้น แล้วขว้างใส่หน้าเจ้าของมันที่ทำให้เขาต้องมาเสียเวลากับอะไรแบบนี้

     

    “จะไปไหนก็ไป ไปแล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีกเลยยิ่งดี”

     

    สิ้นเสียงทุ้ม ประตูห้องจึงถูกปิดลงด้วยเสียงที่ดังสนั่นแสดงความไม่พอใจ พร้อมหยาดน้ำใสของอีกคนไหลลงอาบแก้มในทันที

     

    คนไร้ค่า ยังไงก็คือคนไร้ค่าอยู่วันยังค่ำ


     

    /

     

     


                สองเดือนแล้วที่ไม่ได้มาหาคุณย่า บรรยากาศรอบตัวยังคงอบอุ่นเสมอ ดอกเดซี่ที่ปลูกเอาไว้ในสวนหน้าบ้านได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จนตอนนี้ออกดอกสีขาวสะพรั่งให้ต้องยิ้มชื่นชม เซฮุนรู้สึกปลอดภัยทุกเวลายามเขาพาตัวเองมาอยู่ในที่แห่งนี้

     

                “เด็กน้อยของย่า” เสียงเรียกของคนที่แสนคิดถึงส่งผลให้เด็กตัวขาววิ่งเข้าไปสวมกอดไว้เต็มรักโดยไม่ลังเล ดีใจจนอธิบายไม่ถูก ได้เพียงแต่ปล่อยหยาดน้ำตาออกมาแทนความรู้สึก “ร้องไห้ทำไมครับลูก ไม่ดีใจที่ได้เจอย่าหรือไง หื้ม”

     

                คนถูกถามส่ายหน้าอย่างรวดเร็วจนผมนุ่มปลิวไสวไปตามทิศทาง ก่อนจะยกมือที่กำไว้ขึ้นแล้วใช้นิ้วชี้สัมผัสที่ขมับ จากนั้นจึงชี้มาที่เธอบ่งบอกว่าเด็กน้อยคิดถึงเธอมากแค่ไหน

     

                “ย่าก็คิดถึงหนูครับลูก เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า คุณน้านารากำลังเตรียมของว่างไว้ให้พอดีเลย” เธอเอ่ยก่อนจะคว้ามือนุ่มพาเข้าไปในบ้าน ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มกับการได้พบเด็กน่ารักอย่างโอเซฮุนอีกครั้ง ยังคงเป็นเด็กอ่อนน้อมถ่อมตน น่าเอ็นดูอยู่เสมอ

     

                “พี่จงอินมาส่งหรือเปล่าลูก ทำไมไม่เห็นเข้ามา” ดวงตาใสสั่นไหวเพียงนิดขณะตอบคำถาม หากก็พยายามแสดงออกให้ปกติ แม้จะนั่งรถเมล์มาเองหากเซฮุนกลับบอกผู้อาวุโสว่านายใหญ่มาส่งก่อนจะไปทำงานต่อ เพื่อให้คุณย่าสบายใจ และที่สำคัญเขาไม่อยากรบกวนใคร “ไม่อยากจะเชื่อเลย”

     

                เธอพูดไปตามที่รู้สึก เจ้าหลานชายจอมดื้อ เย่อหยิ่ง จองหองอย่างคิมจงอินน่ะเหรอจะยอมเสียสละเวลาในการบริหารงานแวะมาเฉียดที่นี่ แต่ในเมื่อเซฮุนยืนยันอย่างนั้น เธอจึงต้องจำใจเชื่อ หลังจากไม่ได้เจอกันมาสองเดือนเห็นได้ชัดเลยว่าโอเซฮุนผอมลงมากทั้งที่เป็นเด็กกินเก่ง อีกทั้งหน้าตาก็ไม่สดใสเหมือนเดิม ส่งผลให้ต้องหวนนึกถึงตอนที่สามีเธอพาเด็กคนนี้เข้ามาในบ้านครั้งแรกอีกครั้ง เหมือนในตอนนั้นไม่มีผิดเพี้ยน

     

                ดวงตากลมไร้เดียงสาแต่ทว่ามากล้นไปด้วยเรื่องราวมากมาย จนไม่สามารถปกปิดความหม่นหมองและความเศร้าในจิตใจได้เลย

     

                “เซฮุน พี่จงอินเขาดูแลหนูดีหรือเปล่าลูก” ไม่รู้ทำจู่ๆ คิมฮเยจาถึงได้ถามออกไปแบบนั้น พอเห็นท่าทีในวันจดทะเบียนสมรส เธอไม่เคยแน่ใจเลยสักนิดว่าหลานตัวดีจะทำให้เธอวางใจได้ และจากที่เด็กในบ้านส่งข่าวให้รับรู้เป็นระยะ มันบ่งบอกว่าความสัมพันธ์ไม่ดีเอาซะเลย มือซึ่งเริ่มมีริ้วรอยไปตามวัยยื่นมากุมแก้มใสอย่างแผ่วเบา เซฮุนเผยรอยยิ้มบางก่อนจะพยักหน้ายืนยัน พร้อมยกมือขึ้นสื่อสารกับเธอว่าคิมจงอินดูแลตนดีมากแค่ไหน

     

                เพราะเลี้ยงเด็กคนนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าความจริงเป็นยังไง

     

                ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคิมจงอิน เซฮุนคงไม่ยอมบอกว่าโดนทำอะไรบ้าง และไอ้คำที่ว่า อยู่ด้วยกันไปนานๆ อีกเดี๋ยวคงรักกันเองมันใช้ไม่ได้กับหลานชายของเธออย่างแน่นอน

     

                เรื่องเดียวที่สามารถยกมาเป็นข้อต่อรองได้เห็นจะมีเพียงพินัยกรรมอีกฉบับซึ่งคิมฮเยจาได้รับจากทนายประจำตระกูลมาเมื่อไม่นาน ระบุเอาไว้ว่า ผู้เป็นนายใหญ่แห่งตระกูลคิมจะต้องมีทายาทสืบสกุลรุ่นต่อไปโดยต้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของโอเซฮุนครึ่งหนึ่ง ถ้าหากคิมจงอินอยากได้ทุกอย่างที่คุณปู่ยกให้ จะต้องทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด

     

                เพียงแต่ตอนนี้ต้องดูพฤติกรรมไปก่อน เพราะเธอไม่อยากใช้วิธีการบังคับเนื่องจากตัวอย่างก็มีให้เห็นมาแล้ว แต่ถ้าขืนยังดื้อด้านไม่ยอมฟังใครคงต้องยื่นคำขาดสักวัน น้องน่ารักขนาดนี้...อยากรู้เหมือนกันว่าจะทนเย่อหยิ่งได้นานแค่ไหน ระหว่างนั้นก็ได้แต่ภาวนาให้เซฮุนอดทนและรักษาความดีที่ทำมาทั้งหมดเอาไว้

     

                เชื่อเถอะ สักวันนายใหญ่แห่งตระกูลคิมต้องพ่ายแพ้ให้เด็กคนนี้อย่างราบคาบ


     

     

    /

     

               


                “จอห์นนี่ เรื่องที่ฉันให้ไปทำ ถึงไหนแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างราบเรียบขณะมือยังคงจรดเซ็นเอกสารรายละเอียดที่ดินแห่งใหม่ในปูซาน คนถูกถามลอบถอนหายใจอย่างแผ่วเบา เนื่องจากสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้จัดการนั้นตนไม่เห็นด้วยเลยสักนิด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นหากจอห์นนี่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งผู้เป็นนายได้ มือใหญ่วางซองเอกสารสีน้ำตาลไหม้ไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนมันไปตรงหน้าเจ้าของกายสีน้ำผึ้ง และนั่นเป็นเหตุให้ดวงตาคมเบนมาสนใจ ริมฝีปากหนายกยิ้มอย่างพึงพอใจทันทีที่เนื้อความในกระดาษปรากฏให้รับรู้ “เด็กนั่นกลับมาหรือยัง”

     

                “กลับมาแล้วครับ”

     

                “ไปตามมาพบฉัน”

     

                “ครับ นายใหญ่” ตอบรับไม่เต็มเสียงนัก แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามคำสั่งอันเด็ดขาด ขายาวก้าวออกจากห้อง หลังจากปิดประตูบานใหญ่ลง หนุ่มลูกครึ่งผู้มีตำแหน่งมือขวาของนายใหญ่แห่งตระกูลคิมได้พรั่งพรูลมหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งด้วยความลำบากใจ รู้ว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งหรือเปลี่ยนแปลงอะไร แต่เขาไม่อาจห้ามความคิดตัวเองได้ว่าทำไมนายใหญ่ถึงไม่นึกถึงจิตใจคนอื่นได้ขนาดนี้ เพราะตั้งแต่ทำงานรับใช้มานายใหญ่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ถึงจะปากร้ายและเด็ดขาดแต่ก็ไม่เคยถือตัวหรือดูถูกลูกน้องสักครั้ง

     

                ยิ่งพอได้เห็นรอยยิ้มอันไร้เดียงสาอย่างสดใสของคุณเซฮุน จอห์นนี่ยิ่งไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเผชิญกับสิ่งที่ต้องเกิดต่อจากนี้ เจ้าของใบหน้าหวานขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เมื่อตนแสดงท่าทีกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด คนตัวเล็กกว่าจึงเดินเข้ามาใกล้ พลางก้มเขียนบางอย่างลงบนสมุดแล้วส่งให้

     

                มีอะไรหรือเปล่าครับ’ เขาก้มอ่าน แล้วเงยมองรอยยิ้มกว้างนั้นอีกครั้ง

     

                “นายใหญ่เรียกพบคุณครับ” แม้รอยยิ้มจะยังคงปรากฏบนใบหน้า ทว่าดวงตาสวยนั้นกลับเต็มไปด้วยความสับสนราวคิดไม่ตก หากอีกฝ่ายก็ยอมพาตัวเองตรงไปยังห้องทำงานใหญ่ที่ปีกฝั่งขวาของบ้านในทันที โดยไม่ปล่อยให้นายใหญ่ต้องรอนาน ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าการเรียกพบในครั้งนี้...

     

                คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ     

     

                ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกด้วยความระมัดระวัง ดวงตาคมเหลือบมองเพียงนิดก่อนจะวางปากกาในมือลงบนโต๊ะ เมื่อกายบางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ จงอินผินหน้าไปทางเก้าอี้เป็นเชิงให้เด็กตัวขาวนั่งลงยังฝั่งตรงข้าม ท่าทางของเด็กน้อยช่างน่าขัน จนเขาหลุดหัวเราะเบาๆ จะว่าอารมณ์ดีก็คงใช่...เพราะตนกำลังจะได้ทำตามความตั้งใจที่หวังเอาไว้

     

                บางสิ่งถูกยื่นมาปรากฏในกรอบสายตา มือบางยกรับด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเปิดดูเนื้อความซึ่งถูกกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรระบุให้รับรู้ถึงความต้องการอย่างชัดเจน

     

                “ห้ามคุณย่าหรือใครรู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแทนที่จะได้อยู่ที่นี่หนึ่งปีจนครบสัญญา มันจะกลายเป็นแค่วันสุดท้ายที่นายจะได้เสนอหน้าอยู่ในบ้านหลังนี้ เข้าใจนะ”

     

                มันก็แค่กระดาษแผ่นเดียวเท่านั้น

     

                กระดาษแผ่นเดียวที่ทำให้โอเซฮุนแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่ยังยอมพยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก ดวงตาคู่สวยสั่นระริก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ความเจ็บปวดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ตรงลำคอจนยากกำจัด ไม่มีทางไหนที่เขาจะสามารถคัดค้านหรือออกความเห็น

     

                สิ่งที่โอเซฮุนทำได้ก็คงจะมีเพียง การจับปากกาแล้วเซ็นชื่อเป็นหลักฐานการยินยอมทั้งสองฝ่ายตามคำสั่งอันเด็ดขาดของอีกคน

     

                สัญญาการหย่า                       

               

                ที่ระบุไว้ว่าโอเซฮุนไม่มีสิทธิ์อะไรเกี่ยวข้องกับคิมจงอินทั้งนั้น

     

                ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว

     

     

               

      

    TBC

    นี่แค่เรียกน้ำย่อยค่ะ 5555

    กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญนะคะ

    #รักแผ่วเบาคฮ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in