WHISPER, I LOVE YOU | KAIHUN FT. CHANSOObabiesfaith94s
Prologue
  • that destiny brought us together.

        

    /

     

    เสียงเปียโนแสนไพเราะยังคงสามารถทำให้ใจของเขาเย็นลงได้เสมอ ดวงตาคมแสนดุดันในยามนี้เปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยนและชื่นชม รอยยิ้มที่น้อยคนนักจะได้สัมผัสปรากฏบนใบหน้าอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ทันทีที่ลูกแก้วกลมสวยราวกวางน้อยเบนมาจ้องสบ แม้ระยะห่างจากเวทีการแสดงกับที่นั่งวีไอพีจะไกลกันสักแค่ไหน หากก็เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เพื่อให้นัยน์ตาทั้งสองคู่สะท้อนภาพของกันและกันให้นานที่สุด


                ก่อนศิลปินเอกของงานจะหันไปสนใจตัวโน๊ตตรงหน้าพร้อมอมยิ้ม เจ้าตัวคงนึกไม่ถึงว่าคิมจงอินจะเดินทางมาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อชมการแสดงเดี่ยวที่ปารีสในค่ำคืนนี้ เนื่องจากนายใหญ่แห่งตระกูลคิมไม่เคยว่างเลยสักครั้งยามลู่หานเอ่ยชวน กระทั่งเสียงปรบมือเกรียวกราวดังไปทั่วบริเวณเมื่อการแสดงจบลง แม้ช่วงเวลาสองชั่วโมงจะช่างน้อยนิดทว่าสีหน้าของผู้ชมกลับเต็มไปด้วยความสุข สมกับการรอคอยมาแสนนาน เพราะกว่าลู่หานจะตัดใจสินใจจัดงานก็เล่นเอาแฟนคลับลุ้นกันตัวโก่ง


                สำนักข่าวหลายสำนักต่างพากันจับภาพเป็นพัลวันทันทีที่ช่อดอกไม้ราคาแพงได้ยื่นขึ้นไปบนเวที ก่อนอ้อมกอดอันแสนโหยหาจะถูกส่งมอบอย่างแนบแน่น พร้อมจูบแสนหวานต่อหน้าสาธารณะชนนับหมื่นถือเป็นการยืนยันว่านักเปียโนระดับโลกอย่างลู่หานมีผู้ดูแลหัวใจไปซะแล้ว หลังจากเคยสัมภาษณ์ลงนิตยสารว่าเป็นความลับให้เดาเอาเองมาโดยตลอด


                “ว่างแล้วเหรอครับ ถึงมาที่นี่ได้” น้ำเสียงแสนงอนเปล่งขึ้นขณะเริ่มดินเนอร์สุดหรู เจ้าของกายสีน้ำผึ้งซึ่งกำลังจรดริมฝีปากจิบไวน์จำเป็นต้องหลุดเสียงหัวเราะอย่างขำขันกับท่าทางน่ารักนั้น ลู่หานยู่หน้าใส่ในทันทีก่อนจะตักอาหารเข้าปากอย่างไม่สนใจ เมื่ออีกฝ่ายมีปฏิกิริยากลับมาแบบนี้


                “ก็ไม่ว่างหรอก แต่พอดีผม --” แก้วใสในมือถูกย้ายมาวางบนโต๊ะ นายใหญ่ตระกูลคิมเท้าคางจดจ้องคนรักด้วยสายตาเอ็นดู “คิดถึงคุณน่ะ”


                “จะยอมเชื่อดีไหมนะ”


                “ลู่หาน ผมรักคุณ” แม้จะน่าสงสัยไปบ้างกับการกระทำแสนหวานเลี่ยน หากลู่หานก็ยอมสอดประสานมือเข้ากับอีกฝ่าย ซึ่งเอื้อมมากุมไว้ราวกำลังยืนยันคำพูดที่ออกมาจากปาก เจ้าของใบหน้าหวานยิ้มก่อนจะยื่นจมูกตัวเองเข้าไปใกล้เพื่อหยอกล้อจมูกโด่งปลายทู่ด้วยความมันเขี้ยว


                “ร้อยวันพันปีไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ แอบทำอะไรผิดมาหรือเปล่าครับนายใหญ่”


                “ผมต้องกลับคืนนี้แล้ว ผมทำผิดหรือเปล่า”


                “เรื่องแค่นี้เอง ผมเข้าใจน่า” ถูกบีบแก้มสากไปหนึ่งที จงอินหัวเราะขำในลำคอ ลู่หานมักจับทางเขาได้แทบทุกเรื่องและเราไม่มีความลับต่อกัน...เว้นไว้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาคงให้อีกฝ่ายรู้ไม่ได้เด็ดขาด  


               แต่งงาน กับคนที่หาไว้ให้แล้ว...


    พินัยกรรมของคุณปู่กำลังทำให้เขาเป็นบ้า ถึงแม้ตอนนี้จงอินจะขึ้นเป็นนายใหญ่ของตระกูลคิมอย่างเต็มตัว ทว่าหากปฎิเสธเงื่อนไขในข้อนี้ ทุกสิ่งที่ลงทุนลงแรงสร้างมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่าทันที เพราะลูกชายอีกคนของพ่อจะเข้ามามีบทบาทในหน้าที่นี้แทน และแย่งทุกอย่างของเขาไปเป็นของตัวเอง


    ซึ่งคิมจงอินไม่มีทางให้มันสมหวังแน่นอน


    แม้การเจอกันในครั้งนี้จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากเขาก็สบายใจขึ้นมาก หลังจากหงุดหงิดมาหลายวันกับประโยคบ้าบอนั้นซึ่งไม่สามารถขจัดออกไปจากความคิดได้สักที ทำได้เพียงบอกตัวเองว่าให้อดทนอีกสักหน่อย ยังไงซะพอถึงเวลาอันสมควรและเป็นไปตามข้อตกลงที่ต้องการสุดท้ายแล้วจงอินก็ต้องให้เด็กนั่นหย่าอยู่ดี แล้วเขาจะได้แต่งงานกับคนที่รักอย่างลู่หานโดยไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดอีก


    รอแค่เวลาเท่านั้น


    รอลู่หานทำตามความฝันอีกสองปี... 


    “นายใหญ่ครับ”


    “รู้แล้ว กำลังจะไป” จอห์นนี่มือขวาคนสนิทเดินเข้ามาเมื่อถึงเวลาที่เจ้านายต้องเดินทางกลับเกาหลีใต้ หากเสียงทุ้มขึ้นจมูกกลับตอบแทรกด้วยอารมณ์ที่แสดงถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ทว่าก็ถูกดวงตาหวานถลึงใส่เป็นเชิงปรามก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้คนที่ยืนก้มหน้าอยู่ ขนาดคนสนิทยังทำเป็นวางมาดน่าหมั่นไส้ขนาดนี้ ลูกน้องคนอื่นๆ คงกลัวกันจนหัวหด


    “สวัสดีจอห์นนี่ สบายดีนะ”


    “สวัสดีครับคุณลู่หาน สบายดีครับ” ดูสิ แค่เขาทักทายนิดๆ หน่อยๆ ยังจ้องเขม็งแทบกินหัวซะให้ได้


    “เลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดสักทีเถอะจงอิน รีบไปได้แล้ว เดี๋ยวตกเครื่องหรอกครับ” จงอินยอมพยักหน้าเชื่อฟังแต่โดยดี ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อสวมกอดคนตัวเล็กกว่า ในใจมันอยากอยู่ที่นี่ไม่อยากจากไปไหน หากเขาก็ทำแบบนั้นไม่ได้


    “อย่าซ้อมหนักมากนะ ผมเป็นห่วง ดูแลตัวเองด้วย”


    “ผมอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้วนะ ยังต้องห่วงอะไรอีก “ นั่นสิ ห้าปีแล้วที่คิมจงอินรอให้คนรักกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่เขาต้องเข้าใจว่าความฝันของอีกฝ่ายมันยิ่งใหญ่มากแค่ไหน ผมต้องบอกคุณมากกว่า อย่าตายก่อนผมกลับเกาหลีล่ะ ผมไม่อยากเป็นม่ายนะ”


    “คุณก็รีบกลับเกาหลีสักทีสิ”


    “กลับแน่นอน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เดินทางปลอดภัยที่รัก”


    “ผมไปนะ” ลู่หานพยักหน้ารับรู้ก่อนจะโน้มต้นคอหนาลงมารับจูบแสนวาบหวาม มันไม่ใช่จูบลา ทว่านี่เป็นคำสัญญาว่ายังไงเขาก็จะกลับไปหาจงอินเร็วๆ นี้


    ไม่อยากให้ต้องรอนานอีกแล้ว เกิดจงอินเปลี่ยนใจไปรักคนอื่นขึ้นมา


    ลู่หานคงได้กลายเป็นคนใจร้ายเป็นแน่ เพราะเขาจะไม่ยอมเสียผู้ชายคนนี้ให้ใครเด็ดขาด

     

     

     

     

    /

             

     

         

                เด็กน้อยกำลังทำตัวไม่ถูก 


                มือขาวกำชายเสื้อตัวเองแน่น ขณะนั่งอยู่ในห้องโถงของบ้านหลังใหญ่ ทั้งที่คุ้นเคยกับบ้านหลังนี้เป็นอย่างดีแต่การถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนน่ากลัวในชุดสูทสีดำทั่วสารทิศที่ไม่รู้จักกลับสร้างความอึดอัดให้เจ้าตัวเป็นอย่างมาก แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ใจดีอย่างคุณย่านั่งอยู่ด้วย หากโอเซฮุนก็ไม่สามารถวางใจได้เลย อีกทั้งการนัดหมายได้ล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมง จนต้องชะเง้อมองประตูทางเข้าหลายครั้งหลายหน หากก็ไร้วี่แวว


                แต่แล้วการรอคอยจึงสิ้นสุดลง พร้อมกลุ่มบอดี้การ์ดตั้งแถวรอรับนายใหญ่ของตระกูลอย่างพร้อมเพรียง เจ้าของกายสีน้ำผึ้งก้าวเดินเข้ามาโดยไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งรอบตัวสักนิด ใบหน้าหล่อนิ่งสนิท ดวงตาคมไม่แม้จะเหลียวมองว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้นเป็นใคร มีเพียงเสียงถอนหายใจแทนการทักทายเท่านั้น มือหนาหยิบปากกาพลางเซ็นเอกสารตรงหน้าด้วยความรวดเร็วแล้ววางมันกระทบพื้นโต๊ะจนเกิดเสียงดัง


                “เซ็นสิ รออะไรล่ะ” พร้อมเอ่ยห้วนๆ จนกายบางสะดุ้งด้วยความตกใจ ละล่ำละลักทำตามจนตัวสั่นเรียกเสียงถอนหายใจด้วยความรำคาญหูรำคาญตาส่งมาอีกครั้ง ทว่าสุดท้ายคิมจงอินจึงถูกคุณย่าปรามเอาจนได้ มาช้ายังจะเร่งคนอื่นเขาอีก เอาแต่ใจไม่เคยเปลี่ยน


                “แค่นี้นะครับ จดเพียงทะเบียนสมรสก็จบ และจะไม่มีการจัดงานแต่งงานอันยุ่งยากใดๆ เกิดขึ้นเด็ดขาด”


                “ตาจงอิน...”


                “ผมไม่ได้ผิดเงื่อนไขนี่ครับคุณย่า ยังไงซะ เด็กคนนี้ก็เป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จะเอาอะไรอีก” ผู้อาวุโสได้แต่พรั่งพรูลมหายใจหนักๆ สามีของเธอคิดผิดหรือเปล่ากับการฝากเจ้าหลานหัวรั้นให้ดูแลหนูเซฮุน ข้อดีของคิมจงอินน่ะมี แต่น้อยกว่าข้อเสียอันมากมาย ทั้งขี้รำคาญ ไม่ยอมใคร เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ แม้จะขึ้นชื่อถึงความเด็ดขาดแต่นั่นก็เปรียบเสมือนดาบสองคมซึ่งส่งผลให้เธออดเป็นห่วงเด็กตัวขาวไม่ได้อยู่ดี


             โอเซฮุนไม่เหมือนเด็กคนอื่น...


    หลังจากเหตุการณ์นั้นที่เป็นดั่งฝันร้ายตั้งแต่ยังเด็กทำให้เซฮุนไม่กล้าสุงสิงกับใคร หวาดกลัวต่อเสียงดัง เสียงตวาด รวมไปถึงคนแปลกหน้า...


    และที่สำคัญไม่ยอมพูด...จนส่งผลให้พูดไม่ได้ไปในที่สุด


    คุณปู่คิมเข้าไปพบในสภาพที่น่าสงสาร จึงนำมาอุปการะตั้งแต่อายุได้ห้าขวบ จนตอนนี้เซฮุนกำลังย่างเข้าสู่ปีที่สิบเจ็ด  


                “งั้นดูแลน้องดีๆ ถือว่าย่าขอร้อง และห้ามไล่น้องไปนอนที่อื่น ต้องนอนห้องเดียวกับหลานเท่านั้น ถ้าไม่ทำตาม เราจะได้เห็นดีกัน” เธอเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนคิมจงอินจะคว้าแขนเซฮุนให้เดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว หากเด็กน้อยยังไม่ลืมที่จะหันมาโค้งลา เห็นอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างนี้ คงต้องแวะไปหาบ่อยๆ เพื่อควบคุมความประพฤติไม่ให้ก้าวร้าวไปมากกว่าที่เป็นอยู่


                ความเงียบครอบคลุมไปทั้งห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ผะแผ่วซึ่งเคลื่อนไปตามถนนสายหลักแว่วเข้ามาให้ได้ยิน ผู้ทำหน้าที่เป็นสารถีได้แต่เหลือบตาขึ้นจดจ้องกระจกมองหลังเป็นระยะ สีหน้าของผู้เป็นนายไม่สู้ดีนัก คิ้วหนาเอาแต่ขมวดจนแทบผูกเป็นปมเพราะความหงุดหงิดยังคงไม่หายไป ส่วนสะใภ้ตระกูลคิมได้แต่นั่งก้มหน้าเนื่องจากกลัวทำอะไรไม่ถูกใจ


                รถหยุดลงยังหน้าบ้านหลังใหญ่อีกหลัง หลังที่เซฮุนไม่คุ้นเคย พร้อมคนที่ไม่คุ้นเคย เด็กน้อยหันซ้ายหันขวาเพื่อสำรวจบริเวณโดยรอบ หากก็ถูกเสียงทุ้มขึ้นจมูกซึ่งไม่เคยเป็นมิตรกับตนสักครั้งเรียกให้ตามไปโดยเร็ว เนื่องจากค่ำมืดเต็มที คุณย่าบอกว่าคุณจงอินเพิ่งเดินทางไปต่างประเทศมาและอีกฝ่ายคงเหนื่อยมาก ส่งผลให้ต้องรีบเดินเพราะไม่อยากกลายเป็นตัวปัญหา กายบางเดินตามเจ้าของบ้านจนถึงห้องนอนแสนกว้างใหญ่ซึ่งตกแต่งอย่างเป็นระเบียบ มีปล่องไฟเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว กลิ่นอายภายในห้องช่างสดชื่น จนเด็กน้อยอดอมยิ้มไม่ได้ สวยเหมือนในหนังสือนิทานภาษาอังกฤษที่คุณปู่เล่าให้ฟังก่อนนอนเลย


    “นอนห้องเดียวกัน ก็อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้นายร่วมเตียง ฉันแค่ไม่อยากมีปัญหากับคุณย่า ที่ของนายคือตรงนั้น --” ดวงตาใสเบนมองตรงนั้นตามที่อีกคนเอ่ยบอก ก่อนจะพยักหน้าส่งให้เป็นเชิงเข้าใจ ว่าฟูกบางๆ บนพื้นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเซฮุนสักนิด กายบางก้าวเท้าตรงไปยังพื้นที่ของตนเอง หมายจะวางของอันพะรุงพะรังให้เข้าที่หากคำพูดอันทำร้ายจิตใจไม่จบสิ้นก็ดังขึ้นให้ต้องชะงักค้าง  


    “อ้อ แล้วรู้ไว้ด้วยนะว่าชื่อของนายในทะเบียนสมรสมันก็เป็นแค่นาม อีกอย่างฉันมีแฟนแล้ว ฉะนั้นสถานะระหว่างเราเป็นเพียงนายใหญ่กับเด็กในบ้าน ที่สำคัญห้ามให้คุณลู่หานรู้เรื่องนี้เด็ดขาด จำใส่สมองเอาไว้”


                ควรจำใส่ทั้งสมอง ทั้งหัวใจ ว่าต่อให้พยายามทำดีสักแค่ไหนก็คงไม่มีความหมาย ไม่มีทางอยู่ในสายตา...


                เพราะโอเซฮุนเป็นเพียงคนไร้ค่าสำหรับคิมจงอินเท่านั้น

     

     

      

    TBC

    แล้วเราจะได้เห็นดีกันคิมจงอิน!

    #รักแผ่วเบาคฮ

    ฝากด้วยนะคะ

    Babiesfaith94s

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in