เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Book Reviewไอตี๋นักอ่าน
THINK LIKE A *FREAK

  • คิดพิลึก แบบนักเศรษฐศาสตร์

    เพราะการมองโลกอย่างเป็นเหตุเป็นผล...

    อาจทำให้เราไม่เห็นอะไรเลย

    ใช่ครับ แค่ประโยคจากปกหน้าหนังสือ ประกอบกับผู้เขียนที่เคยเขียนหนังสือ Freakonomics และ SuperFreakonomics ซึ่งผมยังไม่เคยอ่าน 2 เล่มนี้เลย แต่ผมสนใจมาสักพักแล้วเพราะหลังจากสนใจเรื่องการลงทุนก็อยากหาความรู้เพิ่มเติมกับความรู้ที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งยังเป็นหนังสือแนะนำใน The 8 Best Economics books of 2022 บนเว็บ Investopedia

    ผมจะขอเรียนผู้เขียนทั้ง 2 ตลอดการรีวิวว่า คุณ 2S

    Steven D. levitt ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่เคยรับรางวัลทั้งยังเป็นคนนำวิธีคิดแบบเศรษฐพิลึกมาใช้กับวงการธุรกิจ และการกุศล

    และอีกท่าน Stephen J. Dubner นักเขียน นักข่าว ผู้จัดรายการวิทยุ และโทรทัศน์ ซึ่งเขาทำงานให้กับหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ และเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม

                     สุดท้ายผู้แปล คุณวิโรจน์ ภัทรทีปกร

    ผมอ่านจบรวดเดียว 9 บท มันอ่านง่าย ได้แนวคิดแปลกๆ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและสนุกไปกับการคิดตามเนื้อหา



  • เราเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าการฝึกสมองให้รับมือกับปัญหาน้อยใหญ่ต่างๆด้วยวิธีที่ต่างจากเดิมนั้นมีประโยชน์มาก  คุณ 2 S

    เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือ อยากให้เราลองคิดพิลึก

    คุณ2S เขียนมาทั้ง 9 บทผมจะสรุปแต่ละบทสั้นๆ เพื่อให้ทุกคนกระเป๋าเงินสั่นกันนะครับ

    1.คิดพิลึกหมายว่าอะไร

    มันคือ Commonsense ครับ

    แต่เหตุผลที่ไม่มีใครทำเป็นเพราะเรามีอคติและคล้อยตามคนอื่น

    คุณ2S เลยมีแนวคิดมาให้ 

    2.คำสามคำที่พูดยากที่สุด

    ฉันไม่รู้!

    คนเรามักทำเป็นรู้มากกว่าที่ตัวเองรู้จริงๆ เนื่องจากการหาคำตอบให้ได้อย่างแท้จริงนั้นเป็นเรื่องยาก

    มีตัวอย่างนึงครับ

    จากงานวิจัย96% ของผู้เชี่ยวชาญที่จบ ป.โท/เอก คิดว่าตัวเองรู้มากกว่าที่รู้

    เพราะการคาดการ์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ดีไปกว่าลิงชิมแปนซีปาลูกดอกเลือกคำตอบสักเท่าไหร่

    โดยลักษณะของคนที่คาดการณ์แย่เป็นพิเศษคือ ทิฐิ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้อีกมาก ด้วยวิธีการทดลองเพื่อจะได้ข้อมูลป้อนกลับ

    3.ปัญหาของคุณคืออะไร

    ถ้าเราไม่รู้คำถามที่ถูกต้องมันจะเป็นอย่างไรครับ

    Garbagein, garbage out หน่ะสิครับ (GIGO)

    สิ่งที่คุณ2S ต้องการจะบอกคือ ไม่ว่าเรากำลังแก้ไขปัญหาเรื่องอะไรก็ตามแต่เราต้องแน่ใจว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งของปัญหาที่เราสนใจ

    ดังนั้นตีความปัญหาใหม่ และหาข้อจำกัดทั้งส่วนที่ยอมรับและไม่ยอมรับ

  • 4.ผมที่ย้อมไม่ดีมองไม่เห็นได้จากโคนผม

    มีแต่นักคิดตัวจริงเท่านั้นที่จะมองเห็นหนทางใหม่ๆจากการพิจารณาปัญหาที่ทุกคนได้พิจารณาไปแล้ว” คุณ2S

    เพราะคนส่วนใหญ่มีแนวโมที่จะมองหาสาเหตุใกล้ตัวและเด่นชัดที่สุด

    มุมมองระยะยาวอาจทำให้เราพบสาเหตุต้นตอของปัญหาได้

    5. คิดแบบเด็ก

    การคิดพิลึกคือการคิดเล็ก ไม่ใช่คิดใหญ่

    จริงๆแล้วปัญหาใหญ่ๆ ล้วนถูกพิจารณามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเหล่าคนที่ฉลาดกว่าเรามากครับ

    ดังนั้นการที่มันยังเป็นปัญหาใหญ่นั่นหมายความว่ามันยากเย็นเกินกว่าที่จะแก้ไขได้อย่างสิ้นเชิงในคราวเดียว

    เริ่มจากตั้งคำถามเล็กๆที่ไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

    ปัญใหญ่มักเกิดจากปัญหาเล็กๆจำนวนมาก

    การเปลี่ยนแปลงของปัญหาเล็กๆมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า

    คิดใหญ่เป็นวิธีที่ไม่สามารถช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องหรือบางทีอาจถึงขั้นได้แต่ เดา!

    นอกจากนี้อย่ากลัวที่จะตั้งคำถามในสิ่งที่เห็นได้ชัดและความสนุกสนานแบบเด็ก

    6.ค้นหาสิ่งจูงใจที่ดึงดูดผู้คนเหมือนที่ดึงดูดเด็กๆ

    การเข้าใจแรงจูงใจของผู้คนที่มีส่วนร่วมในสถานการณ์

    คือ พื้นฐานของการแก้ปัญหาทุกประเภท หรือก็คือ 

    เราต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจความคิดของผู้อื่นเพื่อหาคำตอบว่า อะไรสำคัญต่อพวกเขาอย่างแท้จริง

    ปัญหาคือ มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ตรงไปตรงมาที่สุดในโลก เพราะชอบพูดอย่าง ทำอีกอย่าง 55555

  • 7.กษัตริย์โซโลมอนและเดวิด ลี รอธคล้ายกันตรงไหน

    บทนี้จะเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีเกมแบบง่ายๆ และส่วนมากเป็นเรื่องราว และตัวอย่างครับ สนุกมากๆ บอกไว้ก่อน

    8.วิธีโน้มน้าวคนที่ยึดมั่นในความคิดตัวเอง

    เราต้องเข้าใจว่าความคิดเห็นของอีกคนมีแนวโน้มตั้งอยู่บนพื้นบานของอุดมการณ์และการคิดตามกลุ่มมากกว่าข้อเท็จจริงรวมถึงหลักเหตุผล

    คุณ2S จะมีวิธีการคิดหาข้อโต้แย้งที่อาจเปลี่ยนความคิดของคนบางคนได้5 ข้อ ซึ่งผมสรุปง่ายๆ ไม่ได้ผลจริงๆ เพราะเป็นเรื่องเล่าและตัวอย่างที่ต้องวิเคราะห์ตามไปด้วย

    9.ข้อดีของการยอมแพ้

    การฝึกให้คนเข้าใจความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของงานและถ้าการล้มเหลวของพวกเขาเป็นสิ่งที่น่าพอใจ บริษัทก็จะอนุญาตให้พวกเขาล้มเหลวได้อีกเรามีโอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น หากเงินที่หมดไปกับความล้มเหลวมีมูลค่าเพียง10,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่ 10 ล้านดอลลาร์ เจฟฟ์ ดีน

    มีปัจจัยอย่างน้อย3 อย่างที่ทำให้เรามีอคติต่อการยอมแพ้

    เราถูกบอกมาทั้งชีวิตว่าการยอมแพ้เป็นสัญญาณของความล้มเหลว

    ต้นทุนจม - เพราะลงทุนไปมากจึงไม่ล้มเลิก

    ให้ความสำคัญกับต้นทุนที่เป็นรูปธรรมมากเกินไป(สิ่งที่คำนวณได้ง่าย) และให้ความสำคัญกับต้นทุนค่าเสียโอกาสน้อยเกินไป

    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทรัพยากรมีจำกัดเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ถ้ายังไม่โยนสิ่งที่ไร้ประโยชน์ทิ้ง

    หัวใจสำคัญคือการล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และไม่สิ้นเปลือง

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in