Book ReviewSlowiciency
EP.3 THE LITTLE BOOK of COMMON SENSE INVESTING
  • ก่อนจะเริ่มบทต่อไปย้อนกลับไปบทก่อนนิดนึงครับ

     จะเห็นว่าเรื่องเล่าจากบทก่อนสะท้อนถึงความขัดแย้งของผลประโยชน์(Conflict of Interest) ระหว่างผู้ที่ทำงานในธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน (พวกคนกลางเช่น Broker ครับ) กับ นักลงทุน เนื่องจากว่าการสร้างรายได้ของคนกลาง คือการโน้มน้าวลูกค้าว่า “Don’t just stand there. Do something” ในทางกลับกันการสร้างความมั่งคั่งของนักลงทุนคือ การทำตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง “Don’t do something. Just stand there”  ดังนั้นแล้วนักลงทุนที่ชาญฉลาดจะได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจหากลงทุนในระยะเวลาที่ยาวพอ และไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป



  • ADVERTISEMENT

    CH 2 : Rational Exuberance – 

    Shareholder Gains Must Match Business Gains.


  • ประเด็นสำคัญของบทนี้ จะอยู่ที่ลักษณะทางธรรมชาติของผลตอบแทนในตลาดหุ้นคุณ Bogle ใช้ชื่อว่า The dual nature of stock market return ดังนั้นผลตอบแทนจึงมีอยู่ 2 ลักษณะครับ

    1. ผลตอบแทนจากการลงทุน (investment return) ประกอบด้วย เงินปันผลตอบแทนและอัตราการกำไรที่เติบโตขึ้นของหุ้น – สองตัวนี้มัดรวมกันก็คือสิ่งที่เราคุ้นๆหูกันมูลค่าที่แท้จริง intrinsic value

    2.ผลตอบแทนจากการเกร็งกำไร (speculative return) ตัวนี้ คือผลจากการเปลี่ยนแปลงของ 1 ในอัตราส่วนทางการเงิน Price to Earnings Ratioอัตราส่วนราคาต่อกำไร

                   อย่าพึ่งตกใจผมจะค่อยๆ สรุปให้ฟังครับทีละเรื่อง 


  • อันดับแรกมาดูกราฟในส่วนบนสุด Investment return กันครับ เป็นข้อมูลผลตอบแทนเฉลี่ยเริ่งตั้งแต่ปี 1900 ถึง 2010  (1 แท่งต่อ 1 ทศวรรษครับ) จะเห็นว่าผลตอบแทนจากการลงทุนโดยเฉลี่ยนั้นเป็นบวกและแกว่งไปมาในช่วง 8%-13% ซึ่งค่อนข้างมั่นคงยกเว้นช่วงปี 1930 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก The Great Depression  เพราะฉนั้นผลตอบแทนโดยเฉลี่ยช่วง 11 ทศวรรษจะอยู่ที่ 9%

                   ถัดมาในส่วนตรงกลาง Speculative return แสดงตัวเลขการเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนกำไรต่อราคา P/E ทีนี้ P/E คืออะไร?เกี่ยวอะไรกับผลตอบแทนการเกร็งกำไร...

                   เอา P/E ก่อนถ้าตามตัวอย่าง มันก็คือการเทียบกันระหว่างราคาหุ้นกับผลกำไรที่ได้รับต่อหุ้น เป็นภาษาคนขึ้นอีกหน่อย ราคาที่นักลงทุนยินดีที่จะจ่ายเพื่อได้รับเงิน1 ดอลลาร์สรอ. ในทษวรรษถัดๆ ไป

                   สมมติราคาหุ้นสิ้นทศวรรษที่1 คือ 10 ดออลาร์สรอ./หุ้นถ้านักลงทุนตัดสินใจซื้อทษวรรษนี้ อีก 10 ทษวรรษหน้าก็จะคืนทุนครับ

    (ถ้ายังไม่เข้าใจผมจะเขียนเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย Breakdown ให้แบบลึกซึ้งยันที่มา หากทุกคนสนใจ comment ว่า + ไว้นะครับ)

              ทีนี้กลับมาดูที่กราฟจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของ P/E นั้นผันผวนมากๆเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะว่า P/E ผันผวนตามการซื้อมาขายไปของนักลงทุน (ถ้าเศรษฐศาสตร์หน่อยก็ Demand กับSupply) จากภาวะอารมณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้... ทำให้ราคาหุ้นผันผวนตามไปด้วย จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ P/E ในช่วง 11 ทศวรรษอยู่ที่ 0.5%

      และเมื่อนำผลตอบแทนทั้ง2 มารวมกันก็จะได้เป็น ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นทั้งหมดครับ (Stock Market Returns) ก็คือ 9% + 0.5% = 9.5%

              พิสูจน์ให้เห็นเลยใช่มั้ยครับว่าผลตอบแทนแทบทั้งหมดมาจากผลตอบแทนจากการลงทุนเกิดจากผลกำไรที่เติบโตของกิจการ โดยกำไรเหล่านี้เกิดขึ้นจากการขายสินค้าและ บริการแบบจับต้องได้จริงๆหักค้าใช้จ่ายจริงๆ จึงจะได้กำไรจริงๆ เราจะเรียกว่า Real Market ครับ  

                   มีตลาดจริงแล้วก็ต้องมีตลาดไม่จริง ซึ่งมีชื่อว่า Expectation Market ราคาหุ้นไม่ได้กำหนดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงใน Real Market แต่กำหนดด้วยความคาดหวังของนักลงทุน  เพราะฉนั้นแล้วราคาหุ้นในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นหากนักลงทุนคาดว่ากิจการนั้นมีแนวโน้มไปทางที่ดีแม้ว่าจะยังไม่ได้เห็นยอดขาย หรือกำไรของกิจการเลยก็ตาม

    สรุปด้วยข้อความของคุณปู่ Warren Buffet

    “Over time, the aggregate gains made by . . . shareholders must of necessity match the business gains of the company”

    พูดง่ายๆ ก็คือผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นได้รับนั้นสอดคล้องกับผลกำไรของธุรกิจ

    *Investment return + Speculative return = Stock market return

    โดยที่

    Investment return = Dividend yield + EarningsGrowth

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in