เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
SOCArt
ปลายทางต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าต่างคนต่างไป
  • ในการเดินทางเรามีปลายที่เราต้องมุ่งไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ในสังคมที่เราอยู่ เป็นที่แน่ชัดว่าการเดินทางได้กลายเป็นสิ่งที่เรารับผิดชอบตัวเอง "เป็นหลัก" เมื่อการรับผิดชอบตัวเองในการเดินทางเป็นหลัก แสดงว่าการไปสู่ปลายทางก็เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างไป แม้ว่าบางคนจะมีปลายทางเดียวกันกับเราก็ตาม 

    หลายคนสามารถเดินทางไปสู่ปลายทางได้ อาจมีอุปสรรคบ้างในการเดินทางล่าช้า อุบัติเหตุ ขณะที่อีกหลายคนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปสู่ปลายทางได้ 

    ทุกการเดินทางสู่ปลายทางไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเรียน ไปเที่ยว ไปโรงพยาบาล หรือกลับบ้านข้ามจังหวัด และไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรูปแบบใดก็ตาม รถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง รถไฟ เราจะพบว่าการเดินทางมักจะมีปัญหาตามมา ได้แก่ ปัญหารอรถสาธาณะเป็นเวลานาน จากที่มีรถส่วนตัวจำนวนมากบนท้องถนนทำให้จราจรติดขัด 

    อีกปัญหาที่สำคัญคืออุบัติเหตุบนถนน ที่มีแนวโน้มสูงมากจากผู้ใช้รถจักรยานยนต์ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเรา คนส่วนใหญ่ถูกทำให้รับผิดชอบชีวิตตนเองบนความเสี่ยงมากกว่าจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน คนที่ไม่มีรถส่วนยนต์ตัว จึงต้องแบกรับความเสี่ยงมากที่สุด ทั้งเรื่องของอุบัติเหตุ และเวลา

    เมื่อพบว่าสังคมเรากำลังมีปัญหาในการเดินทาง แต่การพัฒนาการปรับปรุงตรงกันข้าม ในหลายพื้นที่การพัฒนาไม่ใช่การที่ลดปริมาณรถยนต์ แต่เป็นการก่อสร้างขยายถนน เพิ่มพื้นที่การเดินทางให้กับรถยนต์ 

    ปัญหาที่ตามมาคือเกิดอุบัติเหตุกับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ได้ง่าย เพราะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ต้องเดินทางบนถนนเส้นเดียวกับผู้ใช้รถยนต์ ซึ่งการขยายถนนทำให้รถยนต์สามารถขับแซงกันได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ต่อให้ไม่ประมาท สวมหมวกนิรภัย พวกเขาก็ต้องแบกรับความเสี่ยงในการเดินทางอยู่เสมอ 

    ถ้าหากเป็นผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ไม่สามารถใช้รถจักรยานยนต์ได้ พวกเขาต้องต้องรอรถโดยสารประจำทางเป็นเวลานาน ไม่มีเวลาแน่นอน โดยส่วนมากราคาค่าเดินทางขึ้นอยู่กับระยะทาง บางพื้นที่รถโดยสารประจำทางไม่เอื้อต่อผู้พิการด้วย นอกจากนี้ในพื้นที่ที่รถประจำทางเข้าไม่ถึง เมื่อเวลาผู้คนเจ็บป่วย พวกเขาต้องเหมารถยนต์ของเพื่อนบ้านที่มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่ทางสังคม

    ถ้าเป็นในเมืองเราสามารถเดินทางได้ด้วยรถไฟฟ้า แต่เราต้องเสียค่าเดินทางที่คิดเป็น 26-28% ของค่าแรงขั้นต่ำ นับว่าสูงมาก แม้ว่าจะระบบขนส่งสาธารณะรองรับการเดินทาง ที่เราสามารถใช้ร่วมกันผู้อื่นได้โดยไม่ต้องมีรถส่วนตัว แต่ก็การเดินทางที่ต้องแบกรับภาระไม่น้อย 

    ระบบขนส่งสาธารณะในสังคมนี้อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่คนหนึ่งคนสามารถเลือกได้ บางคนเลือกไม่ได้ในการเดินทา อาจเพราะค่าใช้จ่ายที่แบกรับไม่ไหว ทำให้จำเป็นต้องใช้บริการรถเมล์ที่หากไม่ใช่รถปรับอากาศก็จะมีสภาพที่เก่า และบางเส้นทางต้องรอรถเป็นเวลานาน เหมือนเรากำลังถูกหลอกว่าตัวเลือกเรามีมากมาย แต่ในความเป็นจริงหลายคนกลับเลือกไม่ได้ 

    เราได้เงินจากการทำงาน เราต้องเสียค่าเดินทางไปแล้ว 15-28% แต่ก็ไม่ได้สะดวกมากนัก ทำให้หลายคนที่มีรายได้สูงหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัว ทำให้สะดวกกว่า ถึงแม้ว่าจะพบกับปัญหารถติด แต่ก็ยังสามารถอยู่บนรถยนต์ที่อากาศเย็นได้ ถ้าหากเป็นผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งคนที่เดินทางโดยรถจักรยานยนต์ เดินทางบนทางเท้าและใช้จักรยาน พวกเขาต้องพบกับสภาพอากาศที่ร้อน มีมลพิษจากควันรถที่มีจำนวนมากบนท้องถนน 

    การขยายถนนในเมืองเอื้อต่อการคงไว้ซึ่งมลพิษ  ทำให้เราไม่มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการเดินทางเท้า หรือปั่นจักรยาน เราไม่สามารถปั่นจักรยานรอบเมืองได้ และเราไม่สามารถเดินทางเท้าได้อย่างสะดวกได้ ทั้งที่การเดินทางดังกล่าวเป็นวิธีที่ไม่นำให้เกิดมลพิษทางอากาศ 

    เราต้องพบกับทางเท้าขนาดเล็ก มีพื้นที่ไม่เท่ากัน บางที่มีสะพานลอยมาขวาง  และสำหรับทางม้าลายที่รถต้องระวังไม่ให้มาชนเรา แต่ความเป็นจริงเราต้องระวังรถไม่ให้มาชนเมื่อข้ามทางม้าลาย ดังนั้นในการพัฒนาเมืองด้วยการลดทางเท้าหรือทางจักรยาน ทำให้เป็นการลดธรรมชาติไปด้วย 

    เรามีธรรมชาติพื้นที่สีเขียวน้อยลง อาจเป็นเพราะการที่เราอยู่บนรถยนต์ส่วนตัวนั้น ทำให้เราไม่ได้รู้สึกติดต่อกับธรรมชาติ หรือผู้คนในสังคม เราจะมองว่ามันไม่ได้สำคัญมากเท่าไรนัก แต่หากเรามีขนส่งสาธารณะ(รวมทางเท้า และทางจักรยาน) เราจะสามารถใกล้ชิดกับผู้คนได้มากขึ้น เราจะรู้สึกหวงธรรมชาติมากขึ้น อาจทำให้รู้สึกว่าเรากับผู้คนในสังคมเป็นเจ้าของร่วมกัน

    การเคลื่อนที่การเดินทางเป็นการใช้ชีิวิต และเป็นชีวิตทางสังคม เราอาจจะมีวิธีการเดินทาง จุดหมายปลายทางที่ต่างกัน แต่การเดินทางของเรามีผลต่ออีกคนเสมอไม่มากก็น้อย ดังนั้นการออกแบบสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน ผู้คนมีจำเป็นในการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งและไปอีกหลายๆจุด ควรเน้นรูปแบบเส้นทางที่มีความหลากหลายมากกว่าเน้นรูปแบบเส้นทางที่เน้นรถยนต์ ที่จะนำไปสู่การขยายความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม 

    รูปแบบเส้นทางที่เน้นความหลากหลาย สามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากเคลื่อนย้ายไปสู่อีกจุดด้วยเวลาไม่นาน เมื่อเทียบกับรูปแบบเส้นทางที่เน้นรถยนต์ ดังนั้นสิ่งสำคัญของการเคลื่อนย้ายคือการเคลื่อนย้ายของผู้คนไม่ใช่รถยนต์ และสังคมสามารถไปต่อได้ การให้ความสำคัญกับผู้คนอย่างเท่าเทียมจึงต้องมาก่อนเสมอ 

    ความเป็นไปได้ในทุกๆการเดินทาง สังคมสามารถออกแบบเส้นทางที่ทำให้เราเดินทางร่วมกับผู้อื่นได้ โดยไม่ต้องมีเรื่องรายได้ กายภาพ มาเป็นข้อจำกัด บางทีระหว่างการเดินทางเราจะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้คนมากขึ้น ระหว่างการเดินทางเราอาจรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่มีร่วมกัน ก่อนที่เราจะแยกย้ายไปสู่ปลายทางของแต่ละคน

    รูปภาพประกอบจาก Mayday
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in