หลังอ่านแปลจีนหลังอ่านของน้ำฝน
บุปผารัตติกาลแห่งฉางอัน : หนิงหล่ง

  • ชื่อหนังสือ : 花重錦官城 - บุปผารัตติกาลแห่งฉางอัน
    ผู้แต่ง : 尾魚 - หนิงหล่ง
    ผู้แปล : เจินจูไหน่ฉา
    สำนักพิมพ์ : แจ่มใส (มากกว่ารัก)
    พิมพ์ครั้งที่ : 1 (2563)
    จำนวนหน้า : 2,106 หน้า (529+518+545+514)
    รายละเอียด : ด้วยฉวีชิ่นเหยาดวงชะตามีเคราะห์หนัก วิญญาณชั่วร้ายรุมเร้าพัวพันนางจึงต้องกราบท่านชิงซวีจื่อแห่งอารามลัทธิเต๋าเป็นอาจารย์ เพื่อปราบปรามภูตผีปีศาจและสะสมบารมีให้แก่ตนเอง! และเพราะการปราบปีศาจนี้เองจึงทำให้นางได้พบกับเขาลิ่นเซี่ยวผู้เป็นหลันอ๋องซื่อจื่อ และเป็นหลานรักของฮ่องเต้การพบกันในครั้งนี้ทำให้เงาของนักพรตสาวสลักลึกลงไปในของหัวใจของเขา เขาทั้งหาทางใกล้ชิดนางและวางแผนการต่างๆ เพื่อให้นาง ‘เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว’ แต่อย่างไรยศศักดิ์ตระกูลขุนนางผู้หนึ่งกับวังหลันอ๋องนั้นก็มีความต่างกันราวฟ้ากับดินเขาจึงต้องใช้ทุกหนทางเพื่อให้ฮ่องเต้และบิดายอมรับในตัวนางทั้งยังต้องจัดการกับนักพรตน้อยผู้ไม่สนใจเรื่องความรักใคร่ ให้ได้รู้ว่า ‘ความสัมพันธ์ของบุรุษสตรี’ นั้นเป็นเช่นไร ทว่านางก็ยังมองหน้าภูตผีมากกว่ามองเขา คุยกับปีศาจมากกว่าที่คุยกับเขาอยู่ดีเช่นนี้แล้วเมื่อไรนางจะได้รับรู้ความรู้สึกที่เขามีต่อนางสักทีเล่า!


    ✿ หลังอ่านของน้ำฝน

    ขอเล่าความเป็นมาก่อน ตอนที่นิยายเรื่องนี้ออกขาย น้ำฝนบอกตัวเองแล้วว่าคงไม่อ่าน เหตุผลแรกเลยคือเป็นนิยายสี่เล่มหนาๆ ที่พล็อตไม่ได้ดึงดูดความสนใจเท่าไร แล้วพอจะเดาได้ว่าคงอ่านไม่รอด แต่ด้วยความรักเพื่อน เพื่อนอยากรู้ว่าเรื่องนี้เป็นยังไง ตรงกับความชอบของเพื่อนไหม น้ำฝนที่ตอนนั้นยังไม่รู้จะหยิบเรื่องไหนมาอ่านดีเลยรับปากเพื่อนไว้ว่า เดี๋ยวอ่านให้ก่อน แล้วจะไปเล่าให้ฟัง

    ผลของความรักเพื่อนคือใช้เวลาอ่านนิยายเรื่องนี้นานที่สุดเท่าที่เคยอ่านนิยายมา เริ่มอ่านเล่มแรกวันที่ 28 ตุลาคม อ่านจบหน้าสุดท้ายของเล่มสี่คือวันนี้ 21 พฤศจิกายน เกือบ 1 เดือนเลยทีเดียว ปกติเล่มละห้าร้อยหน้าถ้าตรงความชอบของตัวเองก็สามารถจบได้ภายในสองวันทำงาน (อ่านเฉพาะเวลาเลิกงาน)  ยอมรับว่าระหว่างที่อ่านเรื่องนี้มีแว๊บไปอ่านนิยายวายอยู่ 1 เรื่อง และพาตัวเองไปสิงอยู่ใน comico อีกพักหนึ่ง (อ่านจบไป 7 เรื่องได้) ถ้าไม่ขู่ตัวเองว่า ห้ามเปิดเรื่องใหม่จนกว่าจะจบเรื่องนี้ ก็คิดว่าจะลากยาวต่อไปอีก อ่านไม่จบแน่ๆ 

    (ถอนหายใจ)

    เล่าเรื่องเลยดีกว่า

    เปิดตัวด้วยพระเอกที่มีตำแหน่งเป็นซื่อจื่อของตำหนักอ๋อง กำลังไปทำภารกิจลับแต่ไม่สามารถลงจากภูเขาและหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่ในตอนนี้ได้ ระหว่างหาทางกลับก็บังเอิญพบกับนางเอกที่กำลังสระผม(?) แล้วก็พบความจริงว่าที่ตนเองลงจากภูเขาลูกนี้ไม่ได้เพราะมีเบื้องหลังบางอย่าง ซึ่งนางเอกที่เป็นนักพรตน้อยได้ทำการช่วยเหลือพวกเขาไว้จากเบื้องหลังนั้น

    หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวที่ทำให้ทั้งคู่พบเจอกันอีก แล้วการพบเจอกันในแต่ละครั้งก็ได้เพิ่มความสัมพันธ์ของคู่พระ/นางขึ้น จากคนแปลกหน้ากลายเป็นคนรู้จัก แล้วก็เริ่มที่จะกลายเป็นคนคุ้นเคย ส่วนหนึ่งก็เพราะพระเอกตามสืบประวัตินางเอก และหาโอกาสสร้างความบังเอิญให้ตัวเอง พบเจอกันในแต่ละครั้ง ฝ่ายพี่ก็หาเรื่องมาพูดมาคุยกับน้อง หาเหตุผลร้อยแปดพันเก้าเข้าหาน้องนาง บางครั้งตัวเองไม่ว่างก็หาคนมาดูแล ส่งคนมาคุ้มครอง น้องเดือดร้อนก็พร้อมช่วยขอเพียงแค่เอ่ยปากบอก แต่พอจังหวะไม่ได้หรือน้องสนิทกับคนอื่นก็หงุดหงิดเองในใจ คนน้องก็ไม่รู้อะไรใดๆ ทั้งสิ้น โฟกัสแต่กับคดีประหลาดและการกำจัดภูติผีปีศาจ แต่คนรอบตัวรู้กันจะหมดแล้วว่าซื่อจื่อมีใจ ส่วนตัวซื่อจื่อเองก็เริ่มวางแผน ด้วยความที่ตัวเองเป็นเชื้อพระวงศ์ การที่จะแต่งงานได้ต้องได้สมรสพระราชทาน แต่ตัวเองต้องตาต้องใจนางเอก แต่เหมือนฮ่องเต้ที่เป็นเสด็จลุงของตัวเองรู้ใจ เปิดโรงเรียนเพื่อส่งเสริมขัดเกล้าว่าที่สะใภ้ราชวงศ์ พระเอกก็ซิกแซกให้ในรายชื่อผู้เข้าร่วมเรียนมีชื่อนางเอกด้วย จัดการวางแผนเพื่ออนาคตตัวเองสุดๆ

    พอเข้าเล่มสอง ซื่อจื่อเริ่มทนไม่ไหว หาโอกาสให้ตัวเองได้สารภาพความในใจ แล้วก็เริ่มแสดงความรัก แสดงความเป็นเจ้าของ (ทั้งๆ ที่นางเอกยังเรียนไม่จบและยังไม่ปักปิ่น) จนสบโอกาสได้แต่งงานกันหลังผ่านพิธีปักปิ่นไปไม่นาน (ย้ำว่า ยังไม่ครบปีที่นางเอกเข้าเรียน) หลังจากนั้นก็แสดงความรักหวานชื่นรื่นรมย์ อุปสรรคใดๆ ก็หลบหลีกและแพ้ภัยตัวเองไปได้ เป็นแบบนี้จนจบเล่มสี่

    ซีนความรักก็ประมาณนี้ รักเดียวใจเดียว ไร้อุปสรรคใดๆ จนรู้สึกเนื่อย แล้วคิดว่าพอเขาแต่งกันก็จบเรื่องได้แล้วแหละ ไม่ต้องมีต่ออีกสองเล่มก็ได้ เพราะแทบจะไม่มีอะไรเลย แต่ก็นะ ความผีที่มีในเรื่องทำให้จบแบบนั้นไม่ได้

    ส่วนความแฟนตาซีในเรื่องที่เป็นเรื่องราวของภูติผีปีศาจต่างๆ เป็นส่วนที่ทำให้น้ำฝนอ่านเรื่องนี้ต่อได้ ในแต่ละเล่มจะแบ่งพาร์ทเป็นครึ่งหนึ่งซีนรักครึ่งหนึ่งซีนปราบผี แล้วในแต่ละเล่มความร้ายกาจและความอันตรายรวมถึงความเล่นใหญ่จะรุนแรงมากขึ้นตามจำนวนเล่ม 

    สองเล่มแรกเป็นในส่วนของการสืบคดีที่ตามรอยจากศพของชาวบ้าน แต่พอเริ่มเข้าเล่มสามไปจนถึงเล่มสี่จะขยายวงกว้างไปยังเรื่องราวที่เกี่ยวกับราชสำนัก และลามไปจนถึงการผลัดแผ่นดิน 

    ใช่แล้วค่ะ ผีปีศาจที่รวมเข้าไปกับเรื่องราวในรั้วในวัง

    ถามน้ำฝนว่าสนุกไหม

    จากที่บอกไปตอนต้นแล้ว สำหรับน้ำฝนเรื่องนี้ไม่ถือว่าสนุก แต่เป็นความรู้สึกเหมือนเป็นกราฟที่เริ่มแรกสามารถดึงความสนใจของน้ำฝนได้ แต่พออ่านไปเรื่อยๆ กราฟเริ่มตก แล้วก็ลากยาวจนถึงท้ายเล่มสามที่กราฟเริ่มสูงขึ้นมานิดนึงเพราะมีการทิ้งปมทิ้งความสงสัยให้ติดตาม แต่พอเริ่มอ่านเล่มสี่ก็เริ่มแผ่ว กราฟดิ่งลงอีก จนไม่อยากอ่านต่อ 

    คิดว่าน่าจะมาจากการเล่าเรื่องที่อ่านแล้วไม่น่าสนใจ ไม่ทิ้งอะไรให้ได้คิดหรือคาดเดา เรียบ เหนิบ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องย่อยด้วยซ้ำ รู้สึกเหมือนอ่านบทบรรยายมากกว่าอ่านนิยายที่ให้ได้คิด ให้ได้จินตนาการ ตัวละครนึกอะไร คิดแบบไหน เดาใจใคร ใครวางแผนอะไร ก็บรรยายอธิบายบอกหมด ขนาดเดาใจอีกคนยังเดาถูก คิดเองเออเองกันเก่ง แต่พอปกปิดความคิดของบางตัวละครเพื่อปกปิดปมสำคัญของเรื่องก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว๊าวหรือตื่นตาตื่นใจ แต่กลับรู้สึกว่าปมส่วนนี้มาได้ยังไงมากกว่า มีความอิหยังวะเบาๆ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ร้ายอื่นๆ กลับเขียนบรรยายชัดเจน ใครดี ใครร้าย ใครวางแผนอะไรบอกหมด ไม่ให้นักอ่านได้คิดหรือเดาอะไรมากมาย ฉันทิ้งปมตรงนี้ให้เดากันนะ แต่ต้องเดาเป็นคนนี้นะ ฉันใบ้ให้แล้ว อะไรแบบนี้ เหมือนกลัวนักอ่านคิดมาก แต่อีกส่วนกลับไม่กล่าวถึง ไม่มีแม้แต่สักนิด สามเล่มที่ผ่านมาไม่มีสัญญาณใดๆ แต่พอเข้าเล่มสี่ ก็เผยออกมาหมด มายังไง เอ๊ะ ไหนอะไรนะ เดี๋ยวๆ อยู่ๆ จะมาเล่นใหญ่แบบนี้ก็ได้เหรอ แล้วเนื้อเรื่องก็เฉลยตอนจบแบบเบ็ดเสร็จสวยงาม จบปิ๊ง

    จะอธิบายยังไงดี เอาเป็นว่าน้ำฝนรู้สึกเหมือนกับว่านักเขียนผลักนักอ่านออกมาให้ดูอยู่นอกกระจกมากกว่าจะให้นักอ่านร่วมรู้สึกหรือร่วมเหตุการณ์ในสถานการณ์นั้นไปพร้อมๆ กับตัวละคร แล้วการอยู่นอกกระจกแบบที่ไม่มีส่วนร่วมทำให้น้ำฝนที่อ่านเรื่องนี้อยู่ไม่อิน และไม่มีตัวละครไหนที่ทำให้รู้สึกอยากเอาใจช่วย ไม่มีตัวละครไหนเลยที่น้ำฝนรู้สึกประทับใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครคือตัวร้าย ใครคือคนดี ใครคือคู่กับใคร และใครที่เกิดมาเพื่อสร้างเหตุการณ์แล้วพอจบเหตุการณ์นั้นก็หมดสิ้นบทบาทไป ในเมื่อรู้แล้วก็เลยทำให้ขาดอารมณ์ร่วม แล้วทำให้ซีนสงสารไม่ได้น้ำตา ซีนบันเทิงไม่ได้รอยยิ้ม ซีนฟินกลับไม่ชวนให้เอ็นดู 

    สรุปว่า เรื่องนี้เหมาะกับสายหวานประมาณหนึ่ง แต่แบ่งเรื่องออกเป็นครึ่งๆ ในทุกๆ เล่ม ครึ่งหนึ่งรัก ครึ่งหนึ่งแฟนตาซี มีความในรั้วในวัง ผีไม่น่ากลัว สืบคดีไม่ซับซ้อน พระเอกรักเดียวใจเดียว สายรุกที่แท้ทรู แฮปปี้เอนดิ้งไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

    ** ทั้งหมดนั้นคือความคิดส่วนบุคคลนะเธอ ถ้าใครอยากลองก็ลองอ่านดู รสนิยมแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยังไงก็พิจกันเอาเองนะ


    P.S.
    → ทำไมช่วงนี้มือเสียกับหัวมากกว่ารัก T^T


    More.
    → Goodreads

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in