เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เรื่องเล่าจากบุคคลที่ชื่อAunyanat Rattanasang
ชีวิตคืออะไรในทัศนะของคนอินเดียโบราณ
  •           ชีวิตของมนุษย์เรานั้นเปรียบเสมือนจุดหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะลากยาวเป็นเส้นตรง ไปจนถึงจุดจบของชีวิต ความสงสัยในจุดเริ่มต้น ก่อนที่เราจะเกิดนั้นตัวเราอยู่ที่ไหนทำอะไร และความสงสัยในจุดจบว่า ตายแล้วเราไปอยู่ที่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ การตั้งคำถามของชาวอินเดียตั้งแต่โบราณ จนก่อให้เกิดศาสนา ในภายหลังขึ้นตามมา ความสงสัยในเรื่องของชีวิต เช่นว่า ทำไมคนเราถึงมีอายุเฉลี่ยในการตายได้ใกล้เคียงกันนัก ทำไมคนเราถึงต้องเกิด แก่ เจ็บ และตายไป ทำไมทั้งที่เป็นครอบครัวเดียวกันหรือเป็นพี่น้องกัน ถึงได้มีความคิดอ่านที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งคำถามเกี่ยวกับชีวิตเหล่านี้ผลักดันให้พวกเขาหาคำตอบถึงความจริงที่เกิดขึ้น จนเกิดเป็นคำสอนและคัมภีร์สำคัญต่างๆ ตามมาในภายหลังนั่นเอง

              ในช่วงเวลา 100 ปีก่อน พุทธศาสนาจะถือกำเนิดขึ้นนักปราชญ์ หรือนักบวช ในยุคสมัยนั้นก็ได้ตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาเช่นกัน ความสงสัยในธรรมชาติและการมีตัวตนอยู่บนโลกของมนุษย์เราที่ไม่มีความชัดเจน จนทำให้เกิดคำถามที่ว่า“ฉันเป็นใคร” ธรรมชาติสร้างเรามาได้อย่างไร จนเกิดคัมภีร์พระเวท ที่อธิบายเรื่องโลกภายนอกขึ้นมาจนไปถึงการตั้งคำถามของการเอาชนะธรรมชาติ โดยมองว่าการที่เราปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกใบนี้มันคือพันธนาการ เรากำลังติดอยู่ในห้อง ๆ หนึ่งที่มีความสุขเป็นเรื่องฉาบฉวยและมีความทุกข์เป็นโครงสร้างที่แท้จริงดูเหมือนไม่มีทางออก ไม่มีที่สิ้นสุด หากแต่มันเป็นเพียงแค่ดูเหมือนเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกใดๆ เลย แน่นอนเรามีทางออกเสมอ ซึ่งทางออกนั้นก็คือ “การหลุดพ้น”

              เมื่อเราได้คำตอบเรื่องโลกภายนอกอย่างอิ่มตัวก็เริ่มกลับมาสงสัยตัวเรา ตัวมนุษย์ สิ่งที่มีอยู่ในตัวเรา หรือตัวมนุษย์ จนเกิดเป็นคัมภีร์อุปนิษัทขึ้นมาซึ่งคัมภีร์อุปนิษัทอธิบายถึงว่า มนุษย์เรานั้นมีอาตมันในตัวกันทุกคนและทุกสรรพสิ่งก็มีอาตมันมันเป็นส่วนหนึ่งของความดี หรือนัยหนึ่งคือวิญญาณของเรานั้นถูกแบ่งมาจากความดีและเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า ถึงแม้ตัวเราจะชั่วช้าสามานก็ตาม แต่ก็มีส่วนที่ดีซึ่งการมีอาตมันนี้ทำให้เรามองว่าทุกชีวิตเท่ากันหมดนั่นเอง

              กล่าวโดยภาพรวมคือ ทัศนะของคนอินเดียโบราณคือการมีชีวิตวนเวียนในโลกที่ไม่สามารถหาจุดเริ่มต้น หรือจุดสิ้นสุดได้เราทุกคนอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ ที่ให้มนุษย์ทุกคนต้องมีจุดจบลงที่ความตายเหมือนกันหมด ซึ่งการตายนั้นมันก็เหมือนกับการที่เราหลับไปตื่นหนึ่ง ก่อนจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาบนโลกอีกครั้ง โลกที่เปรียบเสมือนห้องที่เต็มไปด้วยแสงสีฉูดฉาด ดูสนุกตื่นตา มันล่อลวงเราไปกับสิ่งยั่วยุเหล่านั้น ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งที่เมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้วโครงสร้างแท้จริงของมันกลับสร้างขึ้นด้วยความทุกข์ที่ ทับซ้อนของการเวียนว่ายในสังสารวัตรที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งการที่เราจะออกจากโลกนี้ได้ก็คือการหลุดพ้น หรือที่เรียกว่า โมกษะ หรือในพุทธเราก็คือ นิพพาน ซึ่งวิธีที่จะหลุดพ้นก็แตกต่างกันออกไปตามคำสอนของแต่ละศาสนาที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ช่วงเวลานั้นและถัดมาจากนั้นนั่นเอง 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in