เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เรื่องเล่าจากบุคคลที่ชื่อAunyanat Rattanasang
การตายของเงือกน้อยที่สะท้อนความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตาย
  •           “The little mermaid” หรือที่ใคร ๆหลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากแอนิเมชั่นของค่าย Disney นั่นเองซึ่งทางค่ายหนังอย่าง Disney นั้นได้หยิบยืมต้นฉบับวรรณกรรมสำหรับเด็กสุดคลาสสิคของ Hans Christian Andersen มาปรับเปลี่ยนเรื่องราวในช่วงตอนผจญภัยของเงือกน้อยตอนต้นเรื่องและในตอนจบของเรื่องให้เป็นแบบHappy ending มากขึ้นเพื่อนำเสนอให้แก่เยาวชนซึ่งแตกต่างจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิงหากแต่งานเขียนนี้ไม่ได้จะวิเคราะห์ถึงแอนิเมชั่นที่ทางค่าย Disney ได้นำเสนอหรือนำมาเปรียบเทียบกันกับต้นฉบับแต่อย่างใด หากจะนำเสนอถึงประเด็นในเรื่องของความตายของเงือกน้อยที่ปรากฎในต้นฉบับที่ซึ่งมีการกล่าวถึงความเชื่อในโลกหลังความตายและจิตวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองแต่ก่อนที่จะวิเคราะห์ประเด็นดังที่กล่าวมานั้นจำเป็นที่จะต้องเล่าถึงต้นฉบับของเรื่องเงือกน้อยอย่างคร่าวๆ เสียก่อน


              ซึ่งเงือกน้อย หรือ The little mermaid หากว่าตามต้นฉบับของ Hans Christian Andersen นั้นต้องกล่าวว่าเงือกน้อยเป็นผู้ที่หลงใหลไปกับความสวยงามของโลกมนุษย์เป็นอย่างมากและปรารถนาที่จะขึ้นไปบนบกเพื่อดูความสวยงามนั้นรวมไปถึงดูความเป็นไปของมนุษย์ด้วยเช่นกันเธอเฝ้ารอคอยวันเวลาในแต่ละวันเพื่อที่จะถึงช่วงวัยของเธอที่จะได้ขึ้นไปยังเหนือน้ำทะเลซึ่งในระหว่างที่เธอเฝ้ารอในแต่ละปีนั้นพวกพี่ ๆ ของเงือกน้อยที่ขึ้นเหนือผิวน้ำทะเลก่อนเธอก็จะนำเรื่องที่ตนได้พบเจอมามาเล่าให้กับเงือกน้อยฟังว่าโลกเบื้องบนนั้นงดงามเพียงใดแปลกประหลาดเพียงใดรวมไปถึงตัวเงือกน้อยเองที่ชอบอยู่กับคุณย่า ซึ่งคุณย่าเองก็เล่าเรื่องโลกให้เธอฟังด้วยเช่นกันนั่นจึงเป็นเสมือนการกระตุ้นที่ทำให้เงือกน้อยต้องการรู้จักกับโลกมนุษย์มากขึ้นและตั้งคำถามถึงโลกที่แปลกประหลาดนั้นจนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงวัยที่เธอสามารถขึ้นไปยังเหนือน้ำได้แล้วนั้นเงือกน้อยแทบจะไม่รีรอที่จะขึ้นไปในทันที และภาพที่เธอได้เห็นนั้นทำเอาเธอหยุดนิ่งกับความสวยงามของโลกเบื้องบนแต่ในขณะเดียวกันเธอก็ได้ตกหลุมรักกับเจ้าชายด้วยเช่นกันท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นนั่นทำให้เรือของเจ้าชายโครงเครงไปมา ก่อนที่เจ้าชายจะตกลงทะเลไปเงือกน้อยที่เห็นดังนั้นก็รีบว่ายน้ำไปช่วยเจ้าชายและพาเจ้าชายขึ้นฝั่งก่อนจะกลับลงทะเลไปเมื่อได้ยินเสียงคนเข้ามาใกล้และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอก็คิดถึงแต่เจ้าชายมีบ้างที่เธอขึ้นไปเหนือน้ำเพื่อเฝ้ามองเขาอยู่เงียบ ๆและมีบ้างที่ได้ยินถ้อยคำชมเชยเจ้าชายคนนั้นจากชาวบ้านว่าเป็นคนที่เก่งและเป็นคนดีซึ่งนั่นก็ทำให้เธอตกหลุมรักมนุษย์มากขึ้นจนทำให้เธอนึกสงสัยถึงความแตกต่างของชีวิตมนุษย์กับเงือกรวมไปถึงความตายด้วยเช่นกันเธอจึงนำไปถามผู้เป็นย่าของเธอและได้คำตอบมาว่า


              “...พวกเขาก็ต้องตายเช่นกันช่วงชีวิตของพวกเขานั้นสั้นกว่าของเราเราอาจมีชีวิตอยู่ถึง 300 ปี เมื่อเรา    ตายเราจะกลายเป็นฟองลอยขึ้นไปบนผิวน้ำที่ใต้ทะเลนี้เราไม่มีแม่แต่ที่ฝังศพผู้ที่เรารัก วิญญาณของเราไม่  เป็นอมตะเหมือนสาหร่ายทะเลสีเขียวที่เมื่อถูกตัดออกไปแล้วก็ไม่อาจจะงอกงามขึ้นมาใหม่แต่มนุษย์นั้น ตรงกันข้ามพวกเขามีวิญญาณที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์แม้ร่างกายกลายเป็นธุลี วิญญาณก็จะลอยขึ้นสู่อากาศไกลออกไป ไกลออกไปจากหมู่ดาวระยิบระยับ...สู่ดินแดนอันยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์ที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก...”
    (รัศมี มณีนิล 45:39 – 46:53 ถอดเทป)


    พอได้ฟังคำตอบดังนั้นเงือกน้อยก็มีความต้องการอยากได้วิญญาณนิรันดร์นั้นเหมือนกับมนุษย์บ้างผสมกับความรักที่มีต่อเจ้าชาย ทำให้เธอยอมแลกทุกอย่างทั้งเสียงอันไพเราะและหางของเธอซึ่งชีวิตต่อจากนี้ของเธอนั้นราวกับติดอยู่ในคำสาปและในตอนท้ายของเรื่องนั้นอย่างที่เรารู้กันดีว่าไม่ได้จบแบบHappyending เพราะเธอนั้นไม่กล้าถอนคำสาปให้ตัวเองกลับเป็นเงือกเหมือนดังเดิมด้วยเธอไม่กล้าพอที่จะฆ่าคนที่เธอรักนั่นเองเธอจึงยอมเสียสละชีวิตตัวเองและกลายเป็นฟองคลื่นไปในที่สุด หากเนื้อเรื่องในตอนท้ายนั้นวิญญาณของเงือกน้อยก็ได้ลอยขึ้นสู่สวรรค์และเป็นนางฟ้าถึงแม้เผ่าเงือกจะไม่มีวิญญาณอมตะก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถรับวิญญาณอมตะได้ซึ่งสิ่งที่เงือกน้อยต้องทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาเธอต้องทำงานเกี่ยวกับความดีงามทั้งสิ้นรวมเป็นระยะเวลายาวนานถึง300 ปีจึงจะได้รับวิญญาณอมตะนั้นมาเหมือนกับมนุษย์


              ดังที่เราจะเห็นได้จากการตายของเงือกน้อยนั้นที่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นฟองคลื่นแทนการถอนคำสาปให้กลับมาเป็นดังเดิมซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนมองว่ามัน คือภาพสะท้อนของการมีมนุษยธรรมในตัวของเงือกน้อยทั้งที่ตนเองนั้นไม่ใช่มนุษย์และอาจมองไปในเชิงของความเมตตาที่พึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็ได้เช่นกัน ถึงแม้เงือกน้อยนั้นจะมีเงื่อนไขในการถอนคำสาปว่าต้องฆ่าเจ้าชายก็ตาม หากแต่เธอก็เลือกที่จะยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อความถูกต้องแทนการเอาชีวิตของผู้อื่นซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนมองว่าเงือกน้อยนั้นก็มีความเป็นมนุษย์อยู่ภายในตัวตนของเธอนั่นเอง


              หากแต่สิ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจนั้นคือส่วนหลังจากการตายของเงือกน้อยที่มีการกล่าวถึงในเรื่องโลกหลังความตายและจิตวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเราจะเห็นได้ตลอดจากตัวเรื่องว่ามีการพูดถึง ความแตกต่างระหว่างชีวิตมนุษย์กับเงือกซึ่งในช่วงท้ายก็เป็นเสมือนการยืนยันว่าโลกหลังความตายนั้นมีอยู่จริงในตัวของวรรณกรรมและถูกเล่าผ่านโดยประสบการณ์หลังความตายของเงือกน้อย และในส่วนนี้เองที่ผู้เขียนมองว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อในเรื่องของศาสนาที่นับถือแบบเอกเทวนิยมหรือเชื่อในเรื่องของพระเจ้า และมันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องเงือกน้อยเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่มีการให้มุมมองเรื่องความเชื่อทางศาสนาในรูปแบบของจิตวิญญาณและการกลับไปสู่อาณาจักรของพระเจ้าหากยังมีวรรณกรรมอีกหลากหลายเรื่องที่สามารถตีความและมองในมุมมองนี้ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องเจ้าชายน้อย ซึ่งเรื่องของเจ้าชายน้อยกับส่วนที่ผู้เขียนมองว่าคล้ายคลึงกันกับเรื่องของเงือกน้อยนั้นก็คือการกล่าวถึงการตาย หรือการกลับสู่ดวงดาวบ้านเกิดของเจ้าชายน้อยที่จำเป็นต้องให้งูพิษกัดเพื่อที่จะทิ้งร่างกายและกลับสู่บ้านของตนนั่นเอง


              “เธอเข้าใจไหม มันไกลเกินไปเธอไม่สามารถแบกร่างที่หนักนี้ไปด้วยได้ มันหนักเกินไป”
              “มันก็เหมือนกับเปลือกคราบเก่า ๆที่เราทิ้ง ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าเลยสำหรับการทิ้งคราบเก่า ๆ นี่...” (เจ้าชายน้อย:151-152)


    จากถ้อยคำดังกล่าวนั้นทำให้ผู้เขียนมองว่าบ้านที่แท้จริงของเจ้าชายน้อยนั้นก็เปรียบเสมือนกับอาณาจักรของพระเจ้าที่ที่ไม่สามารถนำร่างกายผ่านไปได้ต้องอาศัยเพียงจิตวิญญาณในการไปถึงบ้านหลังนั้น ซึ่งในส่วนนี้เองที่เรื่องทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันโดยที่ตัวละครนั้นให้ภาพการตายในมิติของความเชื่อในรูปแบบศาสนาแบบเอกเทวนิยมเชื่อในพระเจ้า รวมไปถึงความเชื่อในเรื่องของวิญญาณอมตะของมนุษย์และเรื่องโลกหลังความตายนั่นเอง

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in