Death of the Author (Literally)cloudburst
โต๊ะสองที่นั่ง
  • Sleeping Beauty in alternative universe —



    ชาวเมืองทุกคนรู้จักเด็กสาวชุดคลุมสีน้ำเงินผู้มาเยือนพร้อมผ้าทอเนื้องามที่ไม่เคยปรากฎนับแต่คำสั่งทำลายเครื่องปั่นด้ายของกษัตริย์ นางจะนั่งอยู่ที่โต๊ะหินข้างสะพานท้ายเมืองซึ่งนำไปสู่ป่าหนาม ดังรูปปั้นสลักจากศิลา งดงามทว่าเย็นชา มาเพื่อจุดหมายเดียว และไปโดยไม่อาจคาดคะเน แต่ด้วยคำบอกเล่าปากต่อปาก จากครอบครัวไม่กี่เรือนมาขดตัวหลบลมหนาวอยู่ใต้เงาโรงนาร้าง รอเวลามาถึงของนางท่ามกลางความมืดกับหมู่ดาว สถานที่ที่เคยเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยเค้าร่างมากมายที่รอโอกาสอย่างเงียบงัน บ้างนั่งบนลังไม้เปล่า บ้างยืนกอดอก หากทุกคนล้วนเฝ้าคอยว่าเด็กสาวจะขายผืนผ้าทอแก่ใคร


    นางไม่ได้มอบสิทธิ์ครอบครองแก่ผู้ที่ประมูลได้สูงสุด นางมอบจากความพึงใจ ครั้งหนึ่งเด็กสาวมอบผ้าทอให้หญิงชราชุดขาดปุปะโดยไม่รับทองสักเหรียญเดียว ครั้งหนึ่งนางมอบให้วาณิชโดยแลกกับม้า บางคราวนางแลกกับดอกไม้หนึ่งช่อ หรือเพียงเรื่องเล่าซุบซิบในพระราชวัง ไม่มีใครอ่านใจนางออก เช่นเดียวกับที่ไม่อาจนับการกระพริบของดวงดาว


    และค่ำคืนนี้ก็เต็มไปด้วยผู้พลาดหวัง พ่อค้าคนหนึ่งเดินคอตกกลับไปยังม้านั่ง คนอื่นเดินรี่ไปแทนที่ ส่วนใหญ่คือคนที่คุ้นตา ปะปนด้วยผู้กล้าหน้าใหม่ที่ต้องการลองเชิงเด็กสาว แต่ความผิดหวังยังดำเนินต่อไป กระทั่งถึงตาของหญิงถือไม้เท้า ตั้งแต่หยุดยืนใต้กิ่งก้านต้นไม้ซึ่งยืนตาย ไม่มีผู้ใดกล้าเยื้องกรายเข้าหา นางสวมชุดดำกรุยพื้น ผมดำยาว ย่างก้าวสง่า ดวงตาคมปลาบไม่มีผู้ใดกล้าสบมอง ยกเว้นเด็กสาวคนนั้น เด็กสาวเจ้าของผ้าทอผู้ที่ไม่มีใครรู้จักนาม


    โต๊ะสองที่นั่งถูกยึดโดยครบครันอีกครั้ง หญิงชุดดำประสานมือบนหัวไม้เท้า เสียงอีกากรีดก้องผ่านเวิ้งทุ่งร้าง คนมองสะบัดร้อนสะบัดหนาว เด็กสาวยังเยือกเย็นไม่ไหวติง


    “ท่านไม่เคยมาที่นี่” เด็กสาวเปรย


    หญิงชุดดำหลุบสายตาลงมองผ้าทอพับบนโต๊ะหิน ผิวมันวาวยามสะท้อนคบไฟแสดงคุณค่าอันประเมินมิได้ ด้ายที่ใช้ต้องปั่นจากพรแสวง ถักทอด้วยหยดเหงื่อและเลือด


    “เจ้าทอเอง” หญิงชุดดำเอื้อมมือขึ้นอย่างขออนุญาต เด็กสาวพยักหน้า นางจึงสัมผัสผ้าทอ มันนุ่มและลื่นดังคาด “ชอบทอผ้าหรือ”


    “เป็นความอยากรู้อยากลองเสียมากกว่า”


    “ต้องทุ่มเทเพื่อเติมเต็มความสงสัยถึงเพียงนี้” หญิงชุดดำจ้องหน้าเด็กสาวซึ่งถูกบดบังด้วยเงาผ้าคลุม ดวงตาสีฟ้าจรัสในความมืด ไม่ระย่นระย่อต่อคำแฝงนัยจากคนแปลกหน้าสักนิด


    “กล่าวไปก็น่าละอาย ข้าเป็นคนใจร้อน ทั้งยังไม่รู้จักพอ แต่ผลตอบแทนก็คุ้มค่า”


    “รีบร้อนไปไยเล่า ...แต่จะกล่าวว่ารีบร้อนก็ออกจะเกินความไปกระมัง เจ้าไม่ได้ร้องขอทองทุกครั้งที่นำผ้าทอมา”


    “ดังที่กล่าวไว้ ข้าไม่รู้จักพอ เป็นคนโลภถึงขนาดที่ชั่วนิรันดร์ก็ยังสั้นเกินไป” เด็กสาวหัวเราะแผ่วเบา “กระทั่งชั่วนิรันดร์ยังสั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงชีวิตเล็ก ๆ ของข้าเลย ข้ารีบร้อนจะไปยังที่ที่ไม่เคยเห็น แล้วยังปรารถนาจะให้คนอื่นได้พบความสุขสบายสักเล็กน้อยในคืนฤดูหนาว...”


    หญิงชุดดำกระพริบตาครั้งแรกนับแต่นั่งลง มีความพิกลในน้ำเสียง มีท่วงทำนองทอดถอนอาลัยอันไม่น่าเกิดแก่เด็กสาววัยเยาว์ แต่หญิงชุดดำระงับความใคร่รู้ให้กับสิ่งที่เด่นชัดกว่า “เจ้าอยากไปที่ใด”


    “ที่ใดก็ได้” เด็กสาวตอบ “อาจเป็นทะเล อาจเป็นป่าลึก ที่ใดก็ตามที่สวยงาม อาจเป็นแดนหิมะที่ว่ามีแสงสีประหลาดระบายบนท้องฟ้า” เด็กสาวหยุดก้มศีรษะ ราวกับชั่งใจ ก่อนเงยหน้าขึ้น ปลายผมสีทองยาวสยายลงเคลียบ่า ขณะที่นางเหลียวหน้า “อาจเป็นในป่าหนามแห่งนั้น”


    “ป่าที่ดูรกร้างเช่นนั้นมีสิ่งใดน่าชมกัน”


    “สิ่งที่ปรารถนาจะเห็นสักครั้งไม่จำเป็นต้องน่าชม” เด็กสาวยิ้มจาง “โลกไม่อาจเป็นดังใจได้ทุกครั้ง”


    หญิงชุดดำหัวเราะในลำคอคล้ายเยาะหยัน “เช่นนั้น เจ้าต้องการสิ่งใดแลกกับผ้าทอ”


    เด็กสาวผ่อนลมหายใจ นางกล่าวเสียงกระซิบราวกับกลัวว่าความหมายจะไปไม่ถึงหู “ข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากท่าน” นางดึงผ้าทอเข้าหาตัว “ท่านให้มามากเกินพอแล้ว”


    ก้มมองผ้าทอสลับกับใบหน้าเรียบเฉยอย่างประหลาดใจ หญิงชุดดำเอียงคอ “ข้าให้อะไรเจ้าไปตั้งแต่เมื่อใด”


    เด็กสาวยิ้มอีกครั้ง “เราจะยังเล่นเกมนี้กันต่อหรือ ผ้าทอผืนนี้ไม่ได้มีค่าต่อท่านมากไปกว่าเศษหินดินทรายเลย หากท่านจะตอแยยุแหย่กันเช่นนี้ก็กลับไปเสียเถอะ”


    “แต่ข้าให้สิ่งที่เจ้าต้องการได้” หญิงชุดดำคลี่ยิ้มเยี่ยงผู้กำชัย “ข้าพาเจ้าไปยังสถานที่ที่เจ้าเอ่ยมาทั้งหมดนั้นได้ในทันที”


    “อาจเป็นไปได้” เด็กสาวกล่าว “แต่ข้าจะไม่ยอมรับสิ่งใดจากคนที่ยัดเยียดมันมาให้แต่แรกหรอก”


    สายลมราวกับจะหยุดหายใจ สรรพเสียงเงียบงันยามหญิงชุดดำเอื้อนคำทีละถ้อย “หมายความว่ายังไง...”


    “ข้าคงไม่มีความปรารถนานี้แต่แรก หากไม่ใช่เพราะถูกยัดเยียดวันตายมาให้แต่เกิด” เด็กสาวถอนสายตาจากป่าหนาม แล้วตวัดกลับมามองราวกับแส้ “ข้าคงไม่แสวงหาทักษะใกล้ตายแล้วปลุกมันขึ้นมามีชีวิต ข้าคงใช้ชีวิตอย่างรีรอว่าใครสักคนจะตามหาและเข้ามาเปลี่ยนแปลงวันเวลาอันน่าหน่าย ข้าคงทิ้งลมหายใจไปโดยไม่รู้เลยว่าเวลานับถอยหลังเข้ามาใกล้กว่าใครทั้งหมด ในเรื่องร้ายมีเรื่องดี ต้องขอบคุณท่านแล้วที่ทำให้ข้ามองเห็นคุณค่าในแต่ละวินาที และไม่ยอมให้สิ่งใดที่เข้ามาแล้วต้องสูญเปล่า”


    ฟังความคิดซึ่งพรั่งพรูจนหมดสิ้น หญิงชุดดำได้แต่นั่งตะลึงลาน มองเด็กสาวหยุดพักหายใจ มองอารมณ์โศกเหือดหาย กลายเป็นยะเยือกลงทันตา เด็กสาวที่นางเห็นว่าไร้เดียงสาตลอดมา แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงยอดทิวเขาที่ซ่อนรากชอนไชไว้ใต้พิภพ


    “เจ้ารู้ได้ยังไง” มาเลฟิเซนต์เอ่ยถาม


    “ข้าจดจำสายตาของท่านได้แม้ไม่เคยพบหน้า” เกรงว่าจะเปิดเผยมากเกินกว่าที่ยอมรับได้ ออโรร่าไม่ยอมสบตาเลยยามเอ่ยคำสารภาพ “ข้ารู้ว่าท่านมองดูอยู่ตลอดแม้กระทั่งในความฝัน ในฝันท่านแสนอ่อนหวาน จนข้าไม่กล้าคาดหวังว่าฝันจะกลายเป็นจริง แต่ก็ไม่คาดคิดว่าความจริงจะทารุนถึงเพียงนี้... ฉะนั้น ไม่ว่าจะความจริงหรือในฝัน เราอย่ามาพบกันอีกเลยดีกว่า ท่านแม่ทูนหัว”
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in