Death of the Author (Literally)cloudburst
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน I am that very VVitch
  • ไม่รู้นางมาเยือนตั้งแต่เวลาใด ก่อนจำความได้ หรือก่อนการถือกำเนิด นางเหมือนเงาในยามที่ทะเลเมฆบดบังดวงอาทิตย์ ไม่ดำเข้ม ไม่อ่อนจาง มีอยู่รอบขอบเหลี่ยมมุม มีอยู่ตรงสุดหางตา เป็นวงเงาแหวกว่ายเลียบพื้น เป็นมือสีสลัวเอื้อมสุดปลายแขน คนรู้ว่ามีแต่ไม่สำนึกว่ามี และหากทันใดที่เมฆหมุนคว้างก็สายเกินกว่าจะหนีรอด นางกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่งบนโลก ครอบงำทั้งสิ่งที่หยุดนิ่งและสิ่งที่เคลื่อนไหว จากระยะห่างไกล นางใกล้เข้ามาจนกระทั่งได้ยินคำกล่าวที่ดังเท่าลมหายใจของเจ้าเอง


    “มองเข้าไปในกระจก” นางยกกระจกขึ้น บังใบหน้าครึ่งล่าง เหลือเพียงตาคู่โตเบิกกว้าง นัยน์ตาอันซีดขาวราวพระจันทร์คู่ลอยเหนือทะเลสาบเงา เงาของเจ้า “เจ้าจำตัวเองได้หรือไม่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเงาที่เห็นนั้นเป็นใคร”


    เจ้าทำตามนาง เจ้ามองกระจก เอียงคอ ขยับหน้า ขมวดคิ้ว เงาคล้อยตาม ทว่ามีบางสิ่งแปร่งปร่าผิดธรรมดา อาจเป็นความมืดข้างหลัง มันเคลื่อนไหว แต่เจ้าได้ยินเสียงลมพายุข้างนอกจึงมิใช่ว่ามันไหวด้วยตัวเอง เช่นนั้นเป็นเพราะอะไร เจ้าขยับเข้าไปใกล้ขึ้น


    เสียงกระซิบแผ่วของนางเสียดแทงยิ่งกว่าความเย็นเยียบจากหยาดฝน “เจ้าเห็นอะไร” นางถามย้ำ “เห็นบางสิ่งที่ไม่ควรอยู่ข้างหลังหรือไม่”


    เจ้าหันหลังขวับ แม้ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากห้องหับอันโกโรโกโส แต่การกระทำนี้ฉีกทำลายความลำพอง ลมหายใจของเจ้าสะดุดสั่นเมื่อหันกลับมา ก่อนแทบหยุดนิ่งไปพร้อมกับก้อนเนื้อในอก เมื่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลังกลับปรากฎอยู่เบื้องหน้า ความว่างเปล่าที่เจ้าเพิ่งมองดูฉายอยู่หน้ากระจก


    กระพริบตาหนึ่งครั้ง สองครั้ง เงาคืนกลับมาในครั้งที่เจ็ด


    เจ้ากุมมือเข้าหากัน ทว่าการกอบความสั่นไหวเข้าด้วยกันไม่อาจสร้างความมั่นคงขึ้นได้ จึงวางบนโต๊ะ ใช้สายตาจ้องให้พวกมันหยุด


    เมื่อเงยหน้า เงาในกระจกกลับไม่เคลื่อนตาม ตัวเจ้าในกระจกยังคงจ้องเครื่องเซ่นคำอธิษฐาน ทำไม ทำไมจึงไม่เงยขึ้นมา เจ้ายื่นหน้า ได้ยินเสียงลม ไม่ใช่ลมพายุ และเป็นลมลอดโพรงปอด กรีดพลอดผ่านผิวลิ้นและขอบปาก เงากำลังทำบางสิ่ง คล้ายสวดภาวนา เจ้าเงี่ยหูฟัง


    ‘หยิบขวานขึ้นจามหัวนาง’


    ความเหน็บหนาว ลามเลียจากศีรษะลงปลายเท้า


    ‘หยิบขวานขึ้นจามหัวนาง’


    “เจ้าเห็นอะไรหรือ”


    นางหลังกระจกเอ่ยถาม เจ้าเหลือบตาขึ้นตอบ


    “เจ้าเห็นแล้วว่ามันคืออะไร” ดวงตานางราวกับขยายกว้างขึ้นอีก “ใช่ลูกกลมแดงหรือไม่” นางตัวสั่น หัวเราะแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน


    เจ้ามองกระจกอีกครั้ง แต่เห็นสิ่งอื่น


    เสียงแตกเพล้ง และตามมาด้วยเกล็ดสีเงินระยับเกลื่อนพื้น สัมผัสที่เคยกุมคลายออก สีแดงกลมมากมายระบายบนหลังมือ


    “ทำเช่นนั้นทำไมกัน” นางถามเสียงแหลมเล็ก ไม่เวทนา ไม่มีสิ่งใดเจือปน เป็นความสงสัยอันบริสุทธิ์ผุดผาด


    เสียงพายุเงียบไปแล้ว เงียบและมืด เงียบเกินไป เจ้าจ้องนาง เปล่งเสียงกรีดร้อง พยายามทำลายความนึกคิดที่กลุ้มรุมผรุสวาท และกลบทุกสิ่งที่ตาเห็น


    เพราะนางที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ตั้งแต่ปลายจมูกลงมา โล่งว่าง ไร้อวัยวะที่ใช้เปล่งวาจา


    ทว่าความไม่มีไม่สามารถหยุดนางตั้งแต่จุดเริ่มต้น ส่วนเสียงกรีดร้องหรือ สิ้นเปลืองกำลังนัก


    แต่มันมีข้อดี มันทำให้เจ้าหยุด นั่งนิ่ง มันทำให้เสียงในหัวเบาลง


    ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี เจ้าวางมือบนโต๊ะ ขยับปลายนิ้วทั้งสิบไล่เรียงเป็นคลื่น เสียงกริ๊กดึงความสนใจของเจ้าให้ก้มลงมอง


    กีบเท้าข้างหนึ่งย่ำบนเงาเพดาน รอยร้าวแตกรากบนพื้นผิวเรียบวาว สะท้อนเป็นเสียงว่า ‘หยิบขวานขึ้นจามหัวนาง’


    เจ้าเงยหน้าขึ้น เอ่ยกลั้วหัวเราะ “เจ้าเห็นมันไหม”


    เจ้าก้มตัวลงกำเศษกระจกปลายแหลมทั้งสองมือ มองแขนที่สั่นเทาด้วยความงุนงง ก่อนพบว่าเป็นทั้งตัวตนกำลังสั่นพร่า 


    เสียงลมผ่านลำคอ ก่อนก้องออกมาเป็นเสียงหัวเราะหฤหรรษ์ “เจ้าเห็นมันไหม” เจ้าบรรจงเสียบกระจกบนดวงตาทั้งคู่ของนาง นางดูงดงาม เสียงแผดดังของนางยามสีชาดชโลมแก้มไพเราะกว่าแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า “เจ้าเห็นมันแล้วใช่ไหม!”


    เจ้านั่งรอ หัวเราะ ไม่อาจหยุดหัวเราะ ขณะมองเพลิงโหมท่วมเหนือหัว เจ้าอ้าแขนกว้างรับ ใจเต้นเร่าคึกคะนอง ตัวเบาหวิวคล้ายจะลอยหลุด แต่เจ้าไม่ไปไหน เจ้ารอ จนกระทั่งนางเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังเงียบเป็นเวลานาน ด้วยเสียงแหบโหยดังสัตว์ใกล้ตาย


    ไม่ ไม่ใช่เหมือน แต่เป็น เราทุกตัวคนล้วนเป็นเดรัจฉาน


    “เจ้าเป็นใคร” นางถาม "เจ้าต้องการอะไร"


    อะไรกัน นางไม่เห็นหรอกหรือ


    เจ้ายิ้มและขยับตัวเข้าไปใกล้ กระซิบด้วยเสียงเดียวกับที่นางชอบทำ เบาเท่าลมหายใจ


    “แล้วมีอะไรที่เจ้า...ให้ไม่ได้บ้าง”

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in