Death of the Author (Literally)cloudburst
ชุมนุมแม่มด: ก่อนรุ่งสาง (2)
  • คำว่า 'ปล่อยไปไม่ได้' ควรจะคุกคามความรู้สึกผู้ฟังไม่มากก็น้อย แต่เพเรกรินกลับนึกพิศวง ไม่เพียงแต่เพราะหญิงสาวนามเนีย นากาชิมะ จะกล่าวออกมาอย่างสุภาพและปราศจากทุ้มโทนข่มขู่เท่านั้น ยังเป็นเพราะเธอดูไม่ได้ตั้งใจจะกระทำตามคำประกาศผูกมัดนั้นเลย


    เป็นเพเรกรินที่ตามติดเธอแจ และถามไถ่ถึงหนังสือทุกเล่มที่ปลายนิ้วของเนียกวาดผ่าน


    เนียไม่แสดงอาการอึดอัดรำคาญ ตรงกันข้าม หญิงสาวยิ้มและคอยเขย่งปลายเท้าขึ้นลงราวกับตื่นเต้นที่ได้รับความสนใจในเรื่องอันเป็นที่โปรดปราน "บันทึกการเดินทางในทันดราของคณะบายโลบ็อกก็น่าระทึกใจ คุณชอบช่วงไหนที่สุดคะ ดิฉันชอบช่วงระหว่างขุดอุโมงค์บนภูเขาหิมะที่สุด ภาพต่าง ๆ ที่เออร์เวนเห็นนั้นน่าจะแสดงถึงความกลัวภายในจิตใจของเธอเอง"


    "อา ดิฉันก็ชอบช่วงนั้นเช่นกันค่ะ!" เพเรกรินร้อง เธอฉีกยิ้มกว้างเสียจนสองแก้มปวดหนึบ "แม้ในท้ายที่สุดทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพหลอน แต่สิ่งที่เออร์เวนและเพื่อนของเธอเห็นนั้นน่าอัศจรรย์ น่าขนลุกขนพอง ดิฉันอดที่จะเชื่อไม่ได้ว่ามีบางสิ่งอาศัยอยู่ในภูเขาน้ำแข็งนั้นจริง และพยายามจะบอกใบ้ให้พวกเขาหลุดออกจากภาพมายาเหล่านั้น"


    "คุณก็เชื่อเช่นนั้นหรือ ดิฉันคิดว่ามีแต่ตนเองที่คิดเพ้อเจ้อเสียอีก!" เนียหัวเราะ ก่อนทำตาตื่น โบกมือพัลวัน "ไม่ใช่จะว่าคุณเป็นพวกเพ้อเจ้อหรอกนะคะ!"


    "ดิฉันเข้าใจค่ะ" เพเรกรินรีบกล่าว ยิ้มมองหญิงสาวตรงหน้าหัวเราะเสียงแห้งอีกครู่หนึ่ง จึงเอ่ยสิ่งที่คั่งค้างในใจ "แต่เรื่องราวทำนองนี้มิควรเป็นเรื่องปกติของแม่มดหรือคะ"


    เนียชะงักอย่างกะทันหัน เพเรกรินลอบนึกตระหนก กลัวว่าจะล่วงล้ำอาณาเขตอันไม่ควร "หากคุณไม่สะดวกใจที่จะกล่าว..."


    "เปล่าเลยค่ะ คุณทราบแล้วว่ามีแม่มด และยังไม่นึกกังขาเลยแม้สักนิดเดียว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรคุณอีก" เนียพยักหน้ากับตนเอง "ในหมู่พวกเราเอง ก็มีเรื่องที่ถูกมองว่าเหลวไหลไร้สาระอยู่ค่ะ เหมือนกับที่พวกคุณบางคนคิดว่าการทำนายโชคชะตาจากเดือนเกิดนั้นหลอกลวง หรือการเชื่อว่าเลขสิบสามจะนำโชคร้ายคือเรื่องงี่เง่า..."


    เพเรกรินกระแอมไอ พยายามไม่นึกถึงกองหนังสือดูดวงที่วางอยู่ในห้องนอนของเธอ "อย่างนี้เอง"


    "แต่หากเป็นเรื่องโชคลางที่ทำให้จิตใจไขว้เขว ก็ไม่เสียหายที่จะป้องกันไว้ก่อนใช่ไหมล่ะคะ" เนียไม่สังเกตเห็นอาการประดักประเดิดก่อนหน้า "โดยทฤษฎีแล้ว การทำให้คนกลุ่มหนึ่งเห็นภาพหลอนพร้อมกันเช่นเดียวกับคณะบายโลบ็อกนั้นเป็นไปได้ค่ะ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เห็นภาพหลอนที่มีลักษณะจำเพาะใกล้เคียงกัน ดังเช่นการเห็นความกลัว อำนาจของแม่มดทำไม่ได้ค่ะ มีแต่การเข้าไปอยู่ในสถานการณ์หนึ่งเท่านั้นที่จะทำให้ความกลัวของพวกเรามีชีวิตขึ้นได้"


    "สถานการณ์ใดหรือคะ" เพเรกรินถาม


    "เมื่อจิตรับรู้ของเราเข้าไปในโลกหลังความตายค่ะ" เนียตอบเสียงสดใส


    เพเรกรินนิ่งไปอย่างไม่รู้จะกล่าวต่อว่าอย่างไรได้ นอกจากจะได้รู้ว่าแม่มดมีตัวตนอยู่จริง ยังได้รู้อีกว่าตนมีสถานที่ให้ไปต่อหลังความตาย ช่างเป็นวันที่หนักหนาเสียนี่กระไร


    แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่มีน้ำหนักเหนือข้อความใดที่เนียเคยกล่าว คือเพเรกรินไม่รู้สึกเคลือบแคลงสงสัยเลย เพราะเหตุใดก็ไม่ทราบแน่ชัด — หรือบางที อาจเป็นเพราะมันคือเรื่องราวที่เธอเฝ้าฝันถึง เมื่อสิ่งที่ต้องการได้ยินถูกเอ่ยยืนยัน เธอจึงพร้อมที่เชื่อทันทีโดยไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน


    เพเรกรินมองหญิงสาวแปลกหน้า ผู้กำลังมองเธอกลับเช่นกัน อย่างใจเย็น รอยยิ้มไม่เคยเลือนหาย "คุณไปไหนมาหรือคะ"


    เพเรกรินยิ้มพลางขมวดคิ้ว "ไม่ได้ไปไหนนี่คะ"


    เนียเอียงคอ ดวงตาสลับระหว่างเพเรกรินกับบางสิ่ง "แต่ดูเหมือนว่าเราคงต้องรีบไปแล้วนะคะ"


    เพเรกรินเหลียวหน้า ตรงสุดทางเดินแคบที่ห้อมล้อมด้วยชั้นหนังสือ มีนาฬิกาโบราณตั้งอยู่ เข็มสั้นเคลื่อนเข้าหาเลขสี่ เข็มยาวเคลื่อนชี้ขึ้นฟ้า "สายขนาดนี้แล้ว" เพเรกรินไม่ได้ตั้งใจจะออกมานานขนาดนี้เลย แม้จะไม่มีใครในบ้านรู้ว่าเธอออกมาแต่แรกก็ตาม "คุณมีที่พักแล้วหรือยังคะ"


    "ไม่มีค่ะ" เนียส่ายหน้า ถูมือสองข้างเข้าด้วยกัน "ดิฉันกำลังจะขอไปค้างคืนที่บ้านของคุณเลย...แค่คืนเดียวเท่านั้นค่ะ! หรือต้องเรียกว่าแค่เช้าเดียว"


    เนียหัวเราะเสียงแห้งอีกครั้ง เพเรกรินคิดว่าตนอาจเผยสีหน้ามากเกินไป แน่นอน ตนผู้แสนจะหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวอย่างเธอย่อมกระอักกระอ่วนใจที่จะนำคนแปลกหน้าเข้าบ้าน แม้ว่าคนแปลกหน้าผู้นี้จะมีเสน่ห์น่าคบหาอย่างพบพานได้ยากยิ่ง


    "ไม่สะดวกใจสินะคะ" เนียยิ้มบาง นัยน์ตาเศร้า "แต่อย่างไรก็ต้องออกจากที่นี่ก่อนค่ะ ไว้ค่อยคุยต่อข้างนอก ให้อยู่ในบ้านไม่ได้ แต่ให้ดิฉันตั้งเต๊นท์ในสวนคุณก็ได้นะคะ!"


    หญิงสาวเอ่ยเสียงคึกคักเหมือนปลุกปลอบกัน เพเรกรินยิ้มเดินตามเธอไปเหมือนต้องมนต์หฤหรรษ์ ลืมเลือนไปเสียสนิทว่าตนออกมาเพื่อหาหนังสือเล่มใด ผ่านชั้นหนังสือติดเพดานมากมาย ประตูที่ลั่นเสียง
    กรุ๊งกริ๊งเมื่อเปิดปิด กระทั่งเมื่อออกมาข้างนอก ลมเย็นกลางเดือนตุลาคมโบกตีหน้า เธอจึงได้สติ


    "ดิฉันลืมหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาด้วย" เพเรกรินอุทานเสียงเบา ทำท่าจะเดินกลับเข้าไปใหม่ ทว่าเนียรั้งแขนเธอไว้


    "อย่าดีกว่าค่ะ เดี๋ยวออกมาไม่ทันนะคะ" เนียทำตาโตเหมือนครั้งที่เอ่ยถึงหนังสือของเดลาโน หรือขณะเผยความลับของแม่มด ตื่นเต้น ถวิลหา แต่หวาดกลัว


    "ทำไมหรือคะ" เพเรกรินสงสัย ร้านหนังสือเก่าไม่มีเวลาเปิดปิด เหตุใดจึงต้องรีบร้อน


    “คุณอาจจะออกมาจากร้านก่อนรุ่งสางไม่ทันค่ะ” เนียทอดถอนใจ “เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดิฉันเข้าใจคุณผิด คุณคงไม่รู้อีกเช่นกันว่าเราไม่ควรอยู่ข้างในร้านระหว่างที่พระอาทิตย์ปรากฎอยู่บนท้องฟ้า”


    เพเรกรินไม่รู้มาก่อนจริงตามที่ว่า เธอรอคำอธิบายเพิ่มเติม ด้วยใจจดจ่อและโครมครามกว่านาทีใดในวันนี้


    “ร้านหนังสือเก่าแห่งนั้น” เนียผายมือไปยังอาคารไม้สีน้ำตาลตรงหัวมุมถนนต้นโอ๊ค “เป็นร้านของแม่มดทองคำค่ะ อำนาจของเธอแปรผันตามดวงตะวันและแร่ใต้พิภพ คุณต้องระวังหน่อยนะคะ หากจะมาร้านนี้ คุณต้องมาหลังพระอาทิตย์ตกดินและกลับก่อนแสงแรกจะทอขึ้นฟ้าเท่านั้น”


    เนียกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น บุคลิกอันสนุกสนานของเธอเหือดหาย ดวงตาติดจะลุกลนเมื่อเผลอเหลือบมองไปยังร้านหนังสือเก่า และบรรยากาศนี้ส่งต่อถึงคู่สนทนา เพเรกรินกลืนน้ำลายลงคอ ยกมือขึ้นลูบแขนตนเอง ความหนาวเย็นที่น่าประหลาดโอบล้อมรอบกายเธออย่างแนบสนิท


    “หากคุณออกมาไม่ทัน อาจจะถูกแม่มดท่านนั้น...เล่นกลแผลงได้ค่ะ” เนียยิ้มเซียว เธอลดทอนเนื้อความในคำพูดอย่างเห็นได้ชัด


    “โชคดีนะคะที่ดิฉันไม่เคยไปร้านนั้นในเวลากลางวันเลย” เพเรกรินเอ่ยติดตลกเพื่อคลายความกดดันที่พองตัวคล้ายลูกโป่งใบใหญ่ เตรียมจะระเบิดความตระหนกตกใจ และระหว่างนั้น หากขนกายเธอจะลุกชัน มันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับลมต้นฤดูหนาวทั้งสิ้น
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in