Death of the Author (Literally)cloudburst
ฉันอยากให้คุณมองไปบนท้องฟ้า
  • ฉันเคยอาศัยในห้องสีดำ


    เมื่อโลกทั้งใบบรรจุในห้อง ๆ หนึ่งที่เป็นสีดำ ฉันไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่มองอยู่เป็นความมืดหรือโทนสี ฉันไม่รู้ว่าห้องกว้างขวางหรือคับแคบ ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นทรงเหลี่ยมหรือมนกลม ฉันเพียงแต่มองและเข้าใจว่าห้องแห่งนี้คือทั้งหมดที่สามารถครอบครอง ฉันฝันเห็นเพียงแต่เวลาที่เคลื่อนตัวอย่างเฉื่อยชา และกำลังเหือดแห้งในจุดหมายสุดท้าย


    แต่ในห้องแห่งนี้มีหน้าต่าง ซึ่งบางครั้งฉันพบว่าตนเองมองออกไปอย่างคาดหวังทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังหวังสิ่งใด ฉันเห็นผู้คนแปลกหน้า ฉันเห็นถ้อยความโปรยปรายบนผนังแตกร้าว ฉันได้ยินเสียงขับขานที่ใครต่างหลงใหล ฉันเห็นทิวทัศน์ที่พวกเขาใช้ปลอบประโลมใจ แต่ทั้งหมดนั้นไม่มีความหมายใดต่อฉันเลย


    แล้วทันใดนั้นฉันก็ได้พบคุณ


    ถ้อยความของคุณไม่เหมือนสิ่งใดที่ฉันเคยพบ สิ่งที่คุณกลั่นกรองออกมา ความละเอียดลออของมัน สร้างรสสัมผัสไม่ใช่ที่ปลายลิ้นแต่เป็นที่ใจ คุณไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของความรักกับความตาย แต่คุณแสดงให้ฉันเห็น ความรู้สึกของฉันเป็นเหมือนตุ๊กตาชักใยทุกคราที่มือแตะผ่านหน้ากระดาษ หรือออกแรงเปิดหน้าต่างเพื่อมองหาคุณ ที่ปลายเส้นเชือกนั้นคุณคือผู้ควบคุมความหนักเบา คุณควบคุมทิศทางของฉัน คุณทำให้ห้องของฉันกระจ่างใสและยกสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า คุณทำให้ฉันต้องมองออกไปสุดขอบความไกลโพ้น และตั้งคำถาม


    ในโลกที่แสนกว้างใหญ่นี้ ไม่มีใครสามารถเล่นแทนบทบาทของใคร มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ฉันจะตื่นจากสีดำมืด และยอมร่วงหล่นลงไปในความสวยงามรอบด้าน แทนที่จะมุ่งสู่จุดหมายอันเหือดแห้ง ไม่ดีกว่าหรือหากจะเผชิญประสบการณ์ของการเปียกปอนสักครั้ง


    ดังนั้นถ้อยคำจึงเกิดความหมาย เสียงเพลงจึงระรื่นหู และภาพร่างของธรรมชาติสะกดใจฉันมากกว่าที่เคยเป็นมา ฉันได้รู้ความจริงมากมายที่รอคอยให้ชีวิตใหม่เข้ามาเอื้อมจับ ฉันเห็นความสวยงามที่ทั้งเกิดเองและถูกสร้าง ฉันพบกับความอัปลักษณ์และเรียนรู้ที่จะเคารพรัก ฉันเข้าใจความรู้สึก ไปพร้อมกับการไม่รู้สึกอะไรเลย ฉันได้ประจักษ์ต่อหลายสิ่งหลายอย่าง และตื่นตาเมื่อเห็นว่าเส้นทางเบื้องหลังที่ผ่านมายาวไกลไม่แพ้เส้นทางเบื้องหน้า


    เวลาไม่ได้ไหลผ่านเหมือนเม็ดทรายอีกต่อไปแล้ว ทว่ามันไหลผ่านเหมือนสายน้ำ ชุ่มชื้น ดับกระหาย และไม่มีวันคงรูปร่าง มันผ่านไปนานเหลือเกินเมื่อฉันเริ่มมองหาคุณอีกครั้ง นานจนคล้ายเป็นความบังเอิญ แต่เมื่อฉันพบคุณ คราวนี้ฉันกลับเห็นคุณจากหน้าต่างห้องของคุณเอง


    มนุษย์หลงทางอยู่ตลอดเมื่อเป็นเรื่องของการตามหาเส้นทาง แต่โอกาสอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ และในครั้งนี้เป็นฉันที่เห็นห้องของคุณจากผนังกระจกของห้องตัวเอง


    ห้องของคุณเป็นสีถ่าน คุณนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น เรียบนิ่งเหมือนบึงน้ำไร้คลื่น แต่ในดวงตานั้นทรยศต่อทุกความเงียบสงบที่เปล่งออก ความไม่พอใจฉายออกมาเป็นคลื่นเงียบ มีรอยตำหนิในถ้อยความ มีอักขระที่หลงทาง และแทนที่ระเบียบอันสมบูรณ์แบบ กลับเป็นความยุ่งเหยิงที่เกี่ยวพันบนปลายนิ้ว คุณสูดเถ้าถ่านเข้าไปอย่างงุ่นง่านและซึมเซา ไม่รู้อีกแล้วว่าควรตระหนกต่ออากาศที่กำลังร่อยหรอหรือไม่ เพราะข้างในห้องนั้นมีเพียงเถ้าถ่านที่มอดสนิท


    จากตรงนี้ ฉันอยากบอกคุณเหลือเกินว่ามีใครอีกหลายคนที่ยังหลงใหลถ้อยความนั้นอยู่


    คุณเคยเป็นเข็มทิศให้กับฉัน คุณเคยเป็นกุญแจที่ปลดกลอนหน้าต่างให้กับฉัน คุณชำระล้างสีดำออกจากผนังที่ฉันไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่ตรงนั้น และตอนนี้ฉันอยากเป็นทั้งหมดที่คุณเคยเป็นให้กับฉัน


    แต่ความหลงใหลของแต่ละคนต่างกันไป คุณหลงใหลในความรักและความตาย แต่ฉันหลงใหลในสิ่งที่อยู่ไกลออกไปด้วยเวลาปีแสง ฉันจะไม่ชี้ชวนให้คุณดูความรักอันอ่อนหวานที่คุณถนัดถนี่ ฉันจะไม่ละเลียดความตายออกมาให้คุณได้เห็นแจ้ง


    ฉันอยากให้คุณมองไปบนท้องฟ้า


    ผ่านยอดไม้ ผ่านก้อนเมฆ และหมู่ดาว คุณเห็นเหมือนที่ฉันเห็นหรือเปล่า


    คุณคงนึกว่าฉันอยากให้ดูดวงดาวใช่ไหม


    ดวงดาวที่ระยิบระยับสวยงาม พวกมันมีเป็นพันเป็นล้าน เสมือนเกาะกลุ่มกัน แต่แท้จริงค่อย ๆ แยกห่าง คุณนึกว่าฉันกำลังวาดภาพต่อดวงดาวพวกนั้นใช่ไหม เหมือนที่ปราชญ์โบราณเคยทำ คุณคิดว่าฉันกำลังเริ่มอธิบายความเป็นไปได้มากมายข้างนอกนั่นผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์ใช่หรือเปล่า


    แต่ไม่เลย นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันกำลังจะทำ มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากแสดงให้คุณเห็น


    ฉันอยากให้คุณมองดูความมืดข้างบนนั้น


    จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลใช่ไหม เรายังไม่อาจเห็นจุดสิ้นสุดของมันเลยใช่ไหม เราจึงตีความว่ามันเป็นอนันต์ คุณเห็นหรือเปล่าว่าในระยะอนันต์อันแสนใหญ่โตนี้เต็มไปด้วยอะไร


    ความว่างเปล่า


    ความว่างเปล่ากินพื้นที่มหาศาล ความว่างเปล่าที่เรามอบความมืดให้เป็นอัตลักษณ์ มันมีอยู่มากมายเหลือเกิน แท้จริงแล้วมันอาจเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ในอวกาศอันว่างเปล่านี้มีคำถามมากมายที่ยังไม่รู้คำตอบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัด


    ถ้าความว่างเปล่าที่เป็นองค์ประกอบมากมายในเอกภพคือสิ่งสามัญ เช่นนั้นแล้วการมีอยู่ของดวงดาวที่กำลังลุกไหม้มิใช่เรื่องน่าอัศจรรย์ใจหรือ


    เทียบกันแล้ว ดาวฤกษ์มีอยู่น้อยเหลือเกิน ยิ่งเมื่อเป็นดาวเคราะห์ พวกมันยิ่งหาได้ยากนัก แล้วดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยชีวิตอีกเล่า เทียบกับทั้งจักรวาลแล้ว พวกเราเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในองค์ประกอบของห้วงเวิ้งว้างว่างเปล่าสีดำที่ใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการถึง


    ลองคิดดูสิว่าการที่มีคุณเกิดขึ้นมา คุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน มันเป็นความบังเอิญที่วิเศษเพียงใด คุณรู้หรือเปล่าว่าตัวตนของคุณในเอกภพนี้พิเศษแค่ไหนต่อตัวฉัน


    ดังนั้นในเวลาที่ท้อแท้ ในเวลาเถ้าถ่านกลับเข้ามาอยู่ในลมหายใจ


    ฉันอยากให้คุณมองไปบนท้องฟ้า
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in