from the desert, with loveployapha.j
อเมริกาใต้ครั้งแรก 1 | บนฟ้าเหนือริโอ เดอ จานีโร
  • 23 July 2017










    ชีวิตนี้ได้มาเหยียบทวีปอเมริกาใต้แล้วว้อยยยยยยย!





    นี่เป็นความรู้สึกในหัวตอนที่ล้อเครื่องบินทัชดาวน์ที่รันเวย์ของสนามบิน Rio de Janeiro–Antonio Carlos Jobim International Airport หรืออ่านออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า ท่าอากาศยานนานาชาติอังโตนีอู การ์ลูช โชบิง  (บางทีชื่อสนามบินก็ยาวไป๊)





    นานมาแล้วที่ไม่ได้มีความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้เวลาบินไปไหน เพราะเหมือนกันว่าเราเริ่มเคยชินกับการขึ้นๆลงๆเครื่องบินและเปลี่ยนที่นอนร่อนเร่ไปเรื่อยๆรอบโลก แต่ 14 ชั่วโมงที่บินข้ามทวีปแอฟริกาและมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อมาเหยียบทวีปอเมริกาใต้เป็นอะไรที่เรารู้สึกพิเศษกว่าปกติ




    อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราวาร์ปข้ามโลกมาเยือนทวีปนี้ หรืออเพราะก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่เรางอแง จิตตก ฟิลลิ่งดาวน์ พลังใจในการทำงานหดหาย สติแตกเนื่องจากเราต้องอุดอู้อยู่ในดูไบ 5 วัน กลับกรุงเทพก็ไม่ได้เพราะไฟล์ทเต๊มเต็มทุกวี่วัน และพอไม่ได้ไปทำงานนานๆเข้าก็เกิดความขี้เกียจ พาลให้ไม่อยากไปบินแต่ก็คอลซิกไม่ได้เพราะคอลไม่ทันแล้ว จนในที่สุดเราเข็นตัวเองออกมาทำงานจนสำเร็จ ปลอบประโลมจิตใจอันห่อเหี่ยวด้วยความคิดที่ว่า...





    "เอาวะ ถือว่าใช้แรงกายจ่ายค่าเครื่องบินมาเหยียบอเมริกาใต้ซักครั้งในชีวิต
    แถมไฟล์ทนี้บิดโคตรยาก ถ้าไม่ไปวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกทีเมื่อไร ไป! ไปสู้!" 





    พร้อมกับผลักประตูเข้าห้องบรีฟด้วยความแจ่มใสราวกับมนุษย์หม่นหมองเบื่อโลกคนเมื่อกี้ไม่เคยมีอยู่จริง เซย์ฮายให้ทุกคน ชวนลูกเรือข้างๆคุยนุ้งนิ้ง ขึ้นมาบนไฟล์ทก็ร่าเริง ยิ้มแย้มให้ผู้โดยสาร ทำเซอร์วิสด้วยความสนุกสนาน แม้ว่าจะสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตามเพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่พูดภาษาโปรตุกีส (บราซิลเลี่ยน) และสแปนิช (อาร์เจนติเนี่ยน) พูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยคล่องเท่าไร แถมมีผู้โดยสารชาวจีนอีกจำนวนหนึ่ง ที่แน่นอนว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่ก็เฮฮาดีไม่ใช่น้อยตามสไตล์ลาตินโน่และพี่จีนทัวร์ลูกเจี๊ยบ




    พอแลนด์แล้วเลยรู้สึกดี๊ดี ใจกล้าขอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแสตมป์พาสเปอร์ตให้หน่อยเพราะปกติถ้าเป็นลูกเรือจะไม่ต้องปั๊มอะไรทั้งนั้น แต่ไหนๆก็มาแล้วและอยากได้เป็นที่ระลึกไว้ในพาสปอร์ตเลยออดอ้อนว่ามาครั้งแรกอะยู พลีสสสส เขาก็ใจดีให้ด้วยแหะ เย้เฮ



    เอาจริงๆนะ ขอปรบมือให้กับตัวเองสามทีแปะแปะแปะที่ขุดตัวเองออกมาได้ การมาทำงานในวันนี้เหมือนได้พาตัวเองออกมาจากจุดที่หม่นหมองเพื่อมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆในดินแดนละตินอเมริกัน ด้วยความอินอะไรก็ไม่รู้หรืออะไรดลใจก็ไม่ทราบ ระหว่างทางเลยนั่งฟัง A Head Full Of Dreams - Coldplay ไปด้วย มองวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ ซึ่งเราว่าเนื้อเพลงมันเหมาะกับช่วงชีวิตเราในตอนนี้มาก โอ๊ยตื่นเต้นนนนน!




    You, the people, have the power to make this life free and beautiful,
    to make this life a wonderful adventure!



















  • เรามาถึงโรงแรมประมาณสี่โมงครึี่ง เหล่าลูกเรือก็นัดแนะกันว่าจะออกไปกินข้าวกันข้างนอกกัน ซึ่งบอกตามตรงว่าตอนนั้นรู้สึกว่าร่างแหลกมาก บินยาวๆก็อยากนอน แต่แม้จะเหนื่อยจากการทำไฟล์ทอันยาวนานแค่ไหนก็คิดว่า เฮ้ย มาเหยียบที่นี่ทั้งทีแล้วอะ ครั้นจะนอนเฉยๆสั่งรูมเซอร์วิสมากินในห้องก็กระไรอยู่ มาแล้วก็ต้องออกไปให้สุด!








    แนะนำให้ใช้บริการ Uber เพราะราคาถูกกว่าแท็กซี่นะฮ้า









    ร้านอาหารที่เราไปกินอยู่ตรงโซนที่เรียกว่า Miraflores อยู่ใกล้ๆโรงแรม เป็นถนนที่มีร้านอาหารต่างๆเรียงรายอยู่มากมาย มีผับและบาร์ ร้านขายของอีกเยอะแยะ พวกเราก็เลือกร้านที่คนเยอะที่สุด ก็เอาโต๊ะมานั่งเรียงๆกันริมถนนนี่แหละ (รู้สึกเหมือนอยู่ไทย ใครอยากทำอะไรก็ทำยังไงก็ไม่รู้สิ)







    ร้านนี้แหละ Resenha Bar&Grill
















    บรรยากาศโดยรอบก็ประมาณนี้ ไม่กล้าหยิบมือถือออกมาถ่ายมาก
    แอบกลัวนิดนึงว่าจะโดนฉกแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย









    อาหารในร้านมีให้เลือกหลากหลายจนไม่รู้จะสั่งอะไรดีเพราะทุกอย่างในเมนูดูน่ากินไปหม๊ด เลยยกหน้าที่ให้ลูกเรือบราซิลเลี่ยนเป็นคนกุมชะตากรรม จัดการสั่งทุกอย่างให้ และนี่คือสิ่งที่ได้มา






    เริ่มจากเครื่องดื่มกันก่อน สิ่งนี้เรียกว่า Caipiras มีหลายรสให้เลือกลอง
    ซึ่งมออิส เพอร์เซอร์ลูกครึ่งบราซิเลี่ยนบอกว่าชอบมะนาวมากที่สุด
    โอเค อะไรที่ยูว่าดี ไอก็ว่าดี จัดไป!



    ความรูัสึกหลังดูดไปหนึ่งปื้ดคือ เชี่ยยยยย นี่มันเพียวแอลกอฮอล์รสมะนาว!
    แอลกอฮอล์รุนแรงมากจ้า แต่ก็อร่อยดีแหละ เปรี้ยวๆมึนๆ แต่ดื่มไปครึ่งแก้วเท่านั้นเพราะไม่ไหวเด้อ

    ถ้าใครอยากลองแนะนำให้เป็นรสสตอร์วเบอร์รี่จะนุ่มละมุนเป็นมิตรกว่านะจ๊ะ











    สำหรับเมนููออร์เดิร์ฟคือสิ่งนี้จ้ะ เรียกว่า Pastel เป็นเหมือนเกี๊ยว/พาย
    มีไส้สองแบบคือเนื้อสับที่โครตอร่อยและชีสที่โครตฟิน

    โฟกัสที่ของกินนะแก ไม่ใช่กล้ามแขน แม้ว่าจะน่ากัดเหมือนก็ตาม อิ๊








    และก็มาถึงเมนูหลักของค่ำคืนนี้กันบ้าง นั่นคืออออออ


    เนื้อย่างกระทะร้อนนนนนน










    เสิร์ฟพร้อมกับข้าวผัดเบคอน ซอสถั่วดำ เฟรนช์ฟรายด์ และกล้วยหอมชุปแป้งทอด
    มันต้องกินทุกอย่างรวมกันในคำเดียว ฟินมาก



    เนื้อดี๊ย์ดีย์ อร่อยมากแบบแสงพุ่งวาบเป็นออร่าไปทั่วร่าง
    ขออภัยที่ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเพราะแสงน้อยและฝากให้ลูกเรือฝรั่งเป็นคนถ่าย






    เนื้อ 1 กิโล แบ่งกัน 4 คนน่ารักๆ
    ซึ่งคาดว่าประมาณครึี่งกิโลได้มาอยู่ในท้องเราเรียบร้อยเพราะคนอื่นกินนิดหน่อยก็อิ่มกันแล้ว
    เราเลยฟาดเรียบ เก็บทุกชิ้นไม่มีเหลือค่ะ!








    ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก หลายเชื้อชาติเกิ๊น
    ไล่จากด้านซ้ายวนไปด้านขวานะ

    อาเจนติเนียน โครเอเชียน แทนซาเนียน ไอริช อียิปต์เชียน ออสซี่ ไทย สิงคโปร์เรียน
    สแปนิช บราซิเลี่ยน และ โปรตุกีส

    ทำงานที่นี่คือการทำงานกับคนเกือบรอบโลกจริงๆ






    พออิ่มจากของคาวแล้วก็ต่อด้วยของหวาน เราไปกินไอติม Acai Berry ที่ร้านฝั่งตรงข้ามมาเพราะเบอร์รี่นี้เป็นสิ่งที่มาเหยียบบราซิลแล้วต้องลองเพราะเป็นเบอร์รี่ที่มีเฉพาะในอะเมซอนเท่านั้น ปูไปรยาบอกว่ากินแล้วสวยเลยจัดไปหนึ่งถ้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา ลื๊มมม



    หลังจากท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน เราทิ้งปาร์ตี้พีเพิ่ลที่อยากไปแดนซ์ต่อไว้ที่ร้านอาหารแล้วโดดขึ้นแท็กซี่บึ่งกลับโรงแรม ใจจริงอยากไปให้สุด ปาร์ตี้ให้ยับเพราะไหนๆก็มาแล้วก็อยากจะไปให้สุดทาง แต่พรุ่งนี้เรามีภารกิจที่ต้องทำแต่เช้าเลยเอาไว้ก่อนละกันเนอะ หากได้มาอีก(ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร)จะไปแดนซ์แน่นอน!













  • 24  July 2017





    เช้านี้เรามีนัดตอนแปดโมงเช้า เลยได้ลุกขึ้นมานั่งจิบกาแฟ สัมผัสลมทะเลเย็นๆ รับแดดอ่อนๆ มองดูผิวน้ำในทะเลสาบที่เป็นประกายและพยายามสอดส่ายสายตาหาจระเข้ (ใช่! มันมีจระเข้อยู่จริงๆนะ)




    เป็นช่วงเวลาเงียบๆที่ได้อยู่กับตัวเองที่ดีมาก

    ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ในทุกๆวัน
















    วันนี้เราจะไปสานฝันของพี่ตูนที่อยากเห็นคนไทยบินได้โดยการไปร่อน Hang gliding กับคุณ Guiherme Gama (เรียกสั้นๆว่า Gui/กุย ก็ได้) ที่ปีใหม่แนะนำว่าต้องไปกับคนนี้เท่านั้นโดยทิ้งท้ายไว้ว่าเราจะได้พลังงานดีๆกลับมาแน่นอน!








    และก็เป็นจริงดังที่ปีใหม่ว่า เพราะตั้งแต่เจอกันกับกุยที่ล็อบบี้ เรารู้สึกว่าตัวเองยิ้มอยู่ตลอดเวลา เขาเป็นคนที่มีพลังงานบวกดีมากและมันแผ่ออกมาจนสัมผัสได้ ตั้งแต่ตอนแรกที่เจอกันเขาบอกว่า I want you to enjoy everything from now on. ซึ่งเราก็เอนจอยกับทุกโมเม้นจริงๆนะ


    เรานั่งรถเลียบชายหาดขาวๆของริโอมาเรื่อยๆ คุยกันหลายเรื่องตั้งแต่เรื่องการทำงานของเรา ไปจนถึงประสบการณ์ชีวิตของเขา กุยเล่าให้ฟังว่าเขาร่อน hang gliding มาเกือบๆจะสี่สิบปีแล้ว มันเป็นสิ่งที่เขารักมากพอๆกับการเล่นเซิร์ฟ เขารักเวลาที่ร่อนอยู่กลางอากาศเลยชอบใช้ชีวิตแบบช้าๆ รับบินแค่วันละสองถึงสามคน ไม่เหมือนคนอื่นๆที่เร่งทำรอบวันละหลายๆคนเพื่อจะได้เงินเยอะๆ




    "Money is not everything."  เขาบอก ก่อนที่จะกล่าวเสริมว่า

    "Well... I mean yes but for me, the true happiness is doing what you love and I proudly to say that I'm doing what I loved every day."




    เราสังเกตเห็นประกายวิบวับในสายตาเขาซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดของเขาจริงๆ และประกายในสายตานั้นวิบวับมากขึ้นเมื่อเราชวนคุยเรื่องเล่นเซิร์ฟ




    "I met my wife because of surfing." 




    และเล่าว่าสามสิบปีก่อนนู้นเขาไปเที่ยวบาหลีเพื่อเล่นเซิร์ฟโดยมีแพลนตอนแรกคือจะอยู่ที่นั่นแค่ 3 เดือนเท่านั้น แต่เขาก็ได้พบกับ The one (She's the love of my life!) เลยขยายแพลนอยู่ที่บาหลีต่อไปถึง 15 ปีก่อนที่จะย้ายกลับมาอยู่ที่ริโอ แถมแนะนำเราด้วยว่าถ้าไปบาหลีต้องไปดำน้ำที่ไหนบ้าง ไปเรียนเซิร์ฟที่ไหนดี และเล่าว่าภรรยาของเขาเป็นคนเอเชียนคนเดียวที่อยู่ในแถบนี้ เล่นกอล์ฟเก่งมาก และจะตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเจอกับคนเอเชียนด้วยกัน














    จุดแรกที่ต้องมาคือแวะลงทะเบียนที่ Hang Gliding Club กันก่อนและจ่ายค่าลงทะเบียน 50 BRL ก่อนที่จะขับรถผ่านป่าเขียวชะอุ่มไปที่จุดเทคออฟบนเขา กุยเล่าให้ฟังว่าป่าที่เราขับรถผ่านตอนนี้คือป่าในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นไปแล้วเราจะเห็นวิวสวยๆของริโอ เดอ จานีโร
















    ส่วนนี่เป็นภูเขาหินแกรนิตและแหลมที่ยืนลงไปในทะเลตรงด้านหน้าภูเขาเป็นจุดแบ่งริโอเป็น 2 ฟากคือตะวันออกและตะวันตก ฝั่งตะวันออกจะเป็นตัวเมืองเก่าและชายหาดดังๆที่มีชื่อเสียง ส่วนโรงแรมเราเป็นฝั่งเมืองใหม่ อยู่ทางตะวันตก มีถนนสายใหม่เชื่อมระหว่างสองฝั่ง สร้างตอนที่จะมีโอลิมปิก ทำให้การเดินทางง่ายขึ้น รถติดน้อยลงกว่าเดิม


    อ้อ.. เราสามารถปีนเขาขึ้นไปชมวิวได้ด้วย ซึ่งน่าเสียดายที่เวลาเราน้อยเลยต้องทบไว้ไปคราวหน้า (ถ้ามีโอกาสได้มาอีก)








    ส่วนหน้าผาตรงนี้ ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นเป็นหน้าคนด้วย มีหน้าผา ตา จมูกครบ



















    ขึ้นมาถึงจุดเทคออฟแล้วจ้า











    จุดเทคออฟเป็นลานโล่งๆให้เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ มีเครื่องมือวัดทิศทางลมมากมาย ส่วนจุดที่เราต้องวิ่งนั้นเป็นไม้กระดานยื่นออกไป พอไปเดินก็รู้สึกหวิวๆขึ้นมาเหมือนกันแหละ






    ผู้ช่วยของกุยในวันนี้ ชื่อกาเบรียล ใจดี๊ใจดีเช่นกัน














    จุดเทคออฟคือไม้กระดานนี้แหละ เอียงลาดลงไปจนใจหวิว
    โซนตรงนี้เป็นเหมือนหุบเขาล่ะ สวยมากเลย












    ไกลออกไปคือโซนเมืองเก่า จุดรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆต่างๆ













    เครื่องมือวัดทิศทางและความแรงของลมต่างๆ













    นี่ก็เช่นกัน รับรอบได้ว่าปลอดภัยหายห่วงแน่นอนจ้ะ
















    ประกอบเกือบเสร็จแล้ว









    หลังจากที่เราเดินถ่ายรูปแก้อาการตื่นเต้น กุยก็เรียกเราไปใส่ชุดและอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนที่จะบรีฟว่าต้องทำอะไรยังไง กระตุกเชือกตรงไหนบ้าง และมาซ้อมวิ่งตอนเทคออฟกัน



    เนื่องจากเรามาร่อนตอนเช้า ลมที่มีมันจะเป็น Crossed Wind ที่ต้านเข้ามา ไม่ใช่ Front Wind ที่ช่วยให้ร่อนได้นานขึ้นและเป็นกำลังส่งตอนออกตัว เพราะฉะนั้นจะต้องอาศัยแรงของเราวิ่งตอนเทคออฟเอง กุยบอกให้วิ่งเร็วและแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเราก็ซ้อมสามสี่ครั้งถึงผ่านว่าต้องแรงประมาณนี้แหละ จากนั้นก็เอาตัวเองไปติดกับ Glider เตรียมพร้อมมมมม







    ตรงนี้เป็นจุด Check Point ที่ 1 - ติดชุดที่ใส่เข้ากับ Glider

















    จุด Check Point ที่ 2 - เทสต์น้ำหนักของเรา โดยให้ทำท่าแพลงค์แล้วปล่อยมือจากพื้น
    พร้อมกับตรวจสอบความเรียบร้อยของ Glider อีกทีโดยเจ้าหน้าที่











    ยืนรอลมกันต่อไป จริงๆเทคออฟได้แต่กุยอยากให้เราอยู่บนฟ้านานที่สุดเท่าที่จะนานได้

















    หน้ายังยิ้มอยู่แต่แววตามีความกังวล ฮาาาาา
    กุยก็ชวนคุยสบายๆตลอดเวลาซึ่งช่วยลดความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี










    และแล้ววินาทีที่ลม Crossed Wind สงบและ Front Wind เริ่มมา กุยหันไปเช็คความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนที่จะนับ 1... 2... 3... Go! จุดนั้นคือวิ่งสุดชีวิตพร้อมกับเสียงกุยทีบอกว่า Run faster! faster!! และวินาทีที่วิ่งไปแล้วเท้าไม่สัมผัสพื้นกระดาน ตัวราบขนานกับพื้นโลก มันเป็นความรู้สึกที่สุดมาก เป็นอีกวินาทีที่น่าจดจำในชีวิต







    พี่ตูนอยากเห็นคนไทยบินได้
    และเราได้มาบินจริงๆอีกครั้งนึงแล้ว



















  • What was the last time

    you did something for the first time?





    เวลาเรานึกถึงประโยคข้างต้นทีไร หัวใจจะพองตัวและเต้นรัว อะดรีนาลีนสูบฉีดไปทั่วร่าง
    เราชอบเวลาที่เราได้ลองทำอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก
    ทั้งตอนที่โดดลงมาจากเครื่องบินตอนไป Skydiving ที่โอ๊คแลนด์
    หรือตอนที่ค่อยๆไต่เชือกลงไปดำน้ำในไดฟ์แรก



    วินาทีที่นั่งอยู่ตรงประตูเครื่องบินที่ระดับความสูง 16,500 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล
    ตอนที่รู้สึกตัวว่าหัวมิดน้ำแล้วเรียบร้อยและมองลงไปที่พื้นทะเลเบื้องล่าง
    หรือวันนี้...ตอนที่เริ่มวิ่งสุดแรงเกิดก่อนที่จะลอยในอากาศ



    มันเป็นความรู้สึกว่าจากนี้เราจะถอยไม่ได้แล้ว จากนี้ไปเราต้องไปต่อ
    ซึ่งเป็นการเหวี่ยงตัวเองออกจากจุดที่คุ้นเคยและสบายใจไปพบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ


    และเมื่อพ้นช่วงนั้นไปแล้ว จะมันกลายเป็น..
    จุดที่กำลังหมุนคว้างในกลางอากาศก่อนที่ร่มชูชีพจะกาง
    จุดที่เคลียร์หูที่ปวดสำเร็จและยืนอยู่บนพื้นทะเลอย่างมั่นคง
    จุดที่เราก้าวเท้าวิ่งและรู้สึกว่าเท้าไม่ติดพื้นอีกต่อไปแล้วกางแขนออก





    มันจะเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย! เกิดมาแล้วเราใช้ชีวิตโคตรคุ้มค่าเลยว่ะ
    และกระซิบบอกตัวเองในใจว่าเราจะใช้ชีวิตต่อไปเพื่อทำอะไรแบบนี้ไปเรื่อยๆ!



    The moment that I feel alive again!







    Hang gliding in Rio de Janeiro Checked!

    ได้ขีดฆ่าสิ่งที่ต้องทำก่อนตายไปอีกหนึ่งอย่าง : )

























  • เราอยู่บนอากาศกันประมาณสิบกว่านาที (ปกติ 7-8 นาที) กุยชี้ให้ดูรูปปั้นพระเยซูกางแขน (Christ the Redeemer) ที่เห็นแบบจิ๋วๆจากระยะไกล พร้อมกับดูวิวริโอ เดอ จารีโรจากข้างบนซึ่งสวยมาก ไม่ต้องอาศัยโดรนใดๆ เราเองนี่แหละได้เห็นด้วยตาของตัวเอง








    กุยพยายามบังคับให้หมุนร่อนเป็นวงกว้างประมาณสี่รอบก่อนที่จะค่อยๆร่อนลง
    เหตุผลคือเขาอยากอยู่บนฟ้านานๆนั่นเอง




































    เราว่าริโอ เดอ จานีโรเป็นสถานที่ที่มีส่วนผสมของความเป็นเมืองใหญ่ ภูเขา ต้นไม้  หาดทราย และทะเลสีครามได้อย่างลงตัว และนี่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาจากเมืองอื่นๆไม่ได้









    เตรียมร่อนลงที่ชายหาดอย่างสวยงามและปลอดภัย!















    ถึงพื้นแล้วจ้า เยสสสสสสสส!

















    ตรงนี้เป็นจุดรับรูปภาพ สามารถส่งภาพและคลิปทุกอย่างเข้ามือถือได้เลย
    หรือถ้าเมมไม่พอก็ไรท์เป็นแผ่นซีดีให้ได้ พร้อมทั้งมีจุดขายของกิน ชา กาแฟ
    เผื่อใครใจหวิวๆอยากได้อะไรอุ่นๆหรือเย็นๆดื่มย้อมใจ
































    อันนี้สวยดี เขาเทคออฟหลังจากเราค่อนข้างนาน แต่ลงมาเวลาไล่ๆกันเลยแหละ
    แปลว่าเวลาที่เขาอยู่บนฟ้าน้อยมาก



















  • ทีนี้เรากดเอทีเอ็มไม่ได้เลยต้องเอาดอลล่าร์ที่ติดมาด้วยไปแลก กุยเลยขับรถพาไปที่ห้างแถวๆอาพาร์ตเม้นของเขาและขอแวะโทรศัพท์ขึ้นไปเจอภรรยานิดนึง













    ไปๆมาๆเราก็ได้ขึ้นไปเซย์ฮายภรรยาของกุยด้วยเพราะเขาอยากเจอ คิดถึงคนเอเชียนด้วยกัน ซึ่งเราว่าเราโชคดีมากๆเลยเพราะ ภรรยาเขาน่ารักม๊ากกกก ใจดี๊ใจดี


    กุยพาเราเดินชมบ้านที่ตกแต่งน่ารักมาก โชว์รูปลูกๆให้ดูว่าลูกสาวคนโตเป็นนางแบบ ตอนนี้ย้ายไปอยู่ที่ปารีส ส่วนนี่คือลูกสาวคนรอง และลูกชายคนเล็ก จากนั้นก็ไปนั่งคุยกันที่ห้องทำงานของกุยที่มองเห็นจุดเทคออฟพอดี เขาบอกว่าเขาชอบห้องนี้มากเพราะเวลาว่างๆก็จะนั่งดูคนอื่นร่อนลงมา 


    ภรรยาของกุยเอาน้ำชาเย็นเจี๊ยบชื่นใจมาให้ลองชิม พร้อมกับขนมทอดๆของอินโดที่เธอเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ อร่อยมาก จริงๆเธอชวนให้ทานอาหารกลางวันด้วยกันด้วยแต่ติดที่เราไม่มีเวลาพอ เสียดายมากเลย จากนั้นเราก็พากันเดินไปแลกเงินและกลับมาที่โรงแรม ทุกคนย้ำว่าให้กลับมาเยี่ยมใหม่หรือถ้าไปบาหลีก็ให้บอกเพราะมีเพื่อนและญาติอยู่ที่นั่น



    "You can count on us!" กุยย้ำอีกทีก่อนที่จะกอดลากัน
    จุดนั้นเราน้ำตาปริ่มๆ ยืนโบกมือให้พวกเขาจนรถแล่นออกไปจากโรงแรม








    เรากลับมาที่ห้อง รีบส่งเมสเสจไปหาปีใหม่เพราะตอนนั้นรู้สึกอัดอั้นตันใจเหลือเกิน ต้องขอบคุณจริงๆที่แนะนำให้รู้จักกับกุย เพราะอย่างที่ปีใหม่บอกว่าเราจะได้พลังงานดีๆกลับมาเยอะมาก


    ปีใหม่บอกว่า "ให้เก็บความรู้สึกนี้ไว้น้า งานนี้บางทีก็ทำอยากโดดออกจากเครื่อง แต่บางครั้งก็ทำให้ได้เจออะไรแบบนี้เหมือนกัน และต้องเก็บคนแบบนี้ไว้ในวงโคจร" ซึ่งเราเห็นด้วยทุกประการ













    ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าเราคนเดิมที่มีประกายในสายตาหายไป กลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ไปบิน กิน นอน และรอคอยไฟล์ทกลับกรุงเทพ เราอยู่อย่างคนไม่มีความสุข ไร้จุดมุ่งหมายในชีวิตและท้อแท้เบื่อหน่ายกับการทำงาน


    วันนี้...เราได้ลองออกไปทำอะไรใหม่ๆให้หัวใจได้ตื่นเต้น และได้รับสิ่งที่คุ้มค่านั่นคือมิตรภาพและแรงบันดาลใจจากคนที่ตื่นมาทำอะไรที่ตัวเองรักทุกวัน มันเหมือนได้มาชาร์ตพลังงานบวก ได้รับแรงใจที่ดีให้เดินตามความฝันในทุกวันต่อไป และเราเชื่อว่าประกายวิบวับในสายตาของเราได้กลับมาอีกครั้ง






    ขอบคุณมากและหวังว่าเราจะได้พบกันอีก




    แด่ประกายแห่งความฝันในดวงตาของทุกคน

    ด้วยรัก... จากริโอ เดอ จานีโร















    เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hang Gliding สำหรับผู้ที่สนใจ

    ราคาทั้งหมดไม่รวมค่าลงทะเบียนตอนแรกคือ 500 BRL จะได้ภาพจากสองกล้องคือด้านหน้าและด้านข้าง กุยขับรถไปรับไปส่งที่โรงแรมเลย สะดวกม๊ากมาก แค่ส่งเมสเสจไปบอกเขาผ่าน whatsapp ที่ +55 (21) 99735-2305 และสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซด์ของกุยเพื่อดูรูปภาพเพิ่มเติมได้ ที่นี่ จ้ะ เป็นภาษาโปรตุกีสเด้ออออ ถ้าไปแล้วฝากความคิดถึงไปให้เขาด้วยนะ :)









Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in