becoming a nisitwhenmoonwrites
รีวิวรัฐศาสตร์จุฬา ปี 2 เทอม 1 : ยืนหนึ่งเรื่องหาทำ
  • กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับโพสต์รีวิวชีวิตมหาวิทยาลัย ตอนนี้เกรดของปี 2 เทอม 1 ก็ออกมาเรียบร้อยแล้ว เราเลยอยากมารีวิววิชาที่เรียนและสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้จากเทอมนี้เนอะ สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาอ่านโพสต์นี้เป็นโพสต์แรก เราอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ภาคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เขียนรีวิวจนเป็นซีรีส์นี้ขึ้นมาคือไม่ได้มีใครรีเควส แต่อยากเขียนเก็บไว้เป็นความทรงจำของตนเอง และเผื่อจะมีรุ่นน้องคณะในอนาคตหรือใครที่สนใจเกี่ยวกับคณะอยากมาหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนถ้าใครอยากย้อนกลับไปอ่านของเทอมก่อน ๆ สามารถกดเข้าไปอ่านได้ที่

    เราอยากสรุปเทอมนี้ในไม่กี่คำสั้น ๆ คือเป็นเทอมที่ "หาทำ" มาก 

    หาทำเรื่องแรกคือนอกจากเจนเอด (วิชาศึกษาทั่วไป) เจนแลง (ภาษาที่ 3 ที่มหาลัยบังคับเรียน) วิชาโท (ของเราเลือกโทเกาหลีของอักษร) ที่เราต้องเก็บแล้ว เราต้องเก็บวิชาเลือกภาคของตัวเองอีก 3 ตัว ซึ่งรุ่นพี่มักจะแนะนำให้ลงกันปี 2 เทอม 2 เป็นต้นไป หรือถ้าจะให้ดีก็รอขึ้นปี 3 เลยก็ได้ เพราะพี่หลาย ๆ คนมองว่าเราควรได้ผ่านวิชา "Intro IR" ที่เป็นวิชาความรู้เบื้องต้นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก่อนในปี 2 เทอม 1 เองนี่แหละ แล้วค่อยไปเจอวิชาเลือกภาคที่เนื้อหาหนัก ๆ เข้มข้น ๆ ต่อไป แต่เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว ก็จะบอกว่า ใช่ค่ะ แทนที่เราจะรอลงเทอมหลัง ๆ ตามคำแนะนำของรุ่นพี่ เราตัดสินใจลงตั้งแต่เทอมนี้เลย5555555555555 (พี่รหัส be like แกเอาจริงดิ) เพราะหน่วยกิตเราเหลือลงเพิ่มได้อีกตัวนึงแล้วไม่รู้จะไปลงอะไรเพิ่มแล้ว เลยกดลงวิชาเลือกภาคตัวนึงไปแบบงง ๆ

    หาทำเรื่องที่สองคือเทอมนี้เราพอมีดวงลงวิชาโท (เกาหลี 5) ได้แบบไม่ชนวิชาบังคับ แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นเมื่อเพื่อน ๆ ในคณะเริ่มลงเรียนวิชาโทกันแล้ว เพื่อนที่จะโทเกาหลีทักมาปรึกษาเราแล้วบอกว่า ทางฝั่งสาขาวิชาระบุว่าวิชาบังคับสำหรับโทเกาหลีคือเกาหลี 3 กับเกาหลี 4 แต่ถ้าจำกันได้คือตัวเราเองเริ่มลงวิชาโทตั้งแต่ปี 1 เทอม 1 เลย โดยกระโดดข้ามมาเรียนเกาหลี 4 ผ่านการสอบข้ามเงื่อนไข และใช่ เราข้ามตัวบังคับซึ่งก็คือเกาหลี 3 มา เพราะตอนนั้นเคยส่งอีเมลไปถามอาจารย์ในสาขาวิชาว่าเราอะ สอบได้เกาหลีกึบ 4 มาแล้ว อาจารย์แนะนำให้ลงเรียนตัวไหนงี้ อาจารย์เขาก็บอกว่ากึบ 4 มันสูงแล้วนะ เขากลัวว่าเราเรียนตัวล่าง ๆ แล้วจะเบื่อ ให้ข้ามไปเรียนตัวสูง ๆ แบบ 5,6 ดีกว่า ซึ่งสุดท้ายเราตัดสินใจลดลงมาลง 4 แทน แต่ก็นั่นแหละ มันไม่ได้เริ่มที่ 3 ที่สาขาวิชาบังคับอะ สุดท้ายเลยอีเมลไปถามอาจารย์คนเดิมอีกรอบ ก็คือเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างอาจารย์กับสาขาวิชา เราจำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปเรียนเกาหลี 3 จริง ๆ อาจารย์เลยแนะนำให้เราเรียนเกาหลี 3 กับ 5 พร้อมกันในเทอมนี้เลยมันจะได้ไม่ดูแปลก ๆ ใน transcript ตอนนั้นเราก็แอบเซ็ง ๆ นิดหน่อยว่าต้องย้อนกลับไปเรียนตัว 3 แต่ก็ยอมเพราะมันเป็นตัวบังคับจริง ๆ ถ้าจะเรียนโทเกาหลี ก็เรียนผ่านไปหนึ่งอาทิตย์... แล้วอยู่ดี ๆ อาจารย์คนเดิมก็โทรกลับมาหาเราว่าสาขาวิชาทำเรื่องขอเปลี่ยนวิชาบังคับของเรากับคณบดีของอักษรผ่านแล้ว คือเปลี่ยนจากตัวบังคับเกาหลี 3,4 เป็นเกาหลี 4,5 ให้เรา แล้วเดี๋ยวเขาจะเดินเรื่องกับทะเบียนที่รัฐศาสตร์ให้เอง ตอนนั้นคือจะร้องไห้เลย ขอบคุณอาจารย์มาก ๆ สุดท้ายเราเลยไม่ต้องย้อนกลับไปเก็บตัว 3 ถึงแม้ว่าจะต้องแลกมากับการเดินเรื่อง ส่งอีเมล โทรคุยกับอาจารย์ เพิ่ม ๆ ลด ๆ รายวิชาไปมาอยู่เป็นอาทิตย์ เหนื่อยนะแต่ก็คุ้มอะ แต่สำหรับใครที่จะโทเกาหลีแบบเราแนะนำให้ลงตามตัวบังคับเขาไปเถอะ เกาหลี 3,4 ย้ำ โทเกาหลีบังคับเรียนเกาหลี 3,4 สองตัว หรือถ้าความรู้เกินกว่านั้นจริง ๆ แนะนำให้ลองทักไปปรึกษาอาจารย์ในสาขาวิชาก่อน อย่าลงเรียนจนจบไปแล้วแล้วต้องรบกวนให้อาจารย์มาตามเดินเรื่องให้ทีหลังแบบเราเลย555555555

    จริง ๆ เรื่องหาทำยังมีอีกแต่เดี๋ยวค่อยเล่าต่อ มาเข้าเรื่องกันก่อนดีกว่า สำหรับคณะรัฐศาสตร์ ปี 2 เทอม 1 จะมีวิชาบังคับ 4 ตัว เทอมนี้จะเป็นเทอมที่เพื่อน ๆ ภาคปกครองจะเริ่ม "เข้าภาค" กันแล้ว ก็คือเริ่มเรียนวิชาภาคของตัวเอง ทำให้ก็จะมีวิชาบังคับภาคเพิ่มมาอีก แต่สำหรับเราไออาร์ยังไม่เริ่มเข้าภาคก็ยังไม่มี จะมีก็แต่ที่เราไปลงวิชาเลือกภาคเพิ่มเองเนี่ยแหละ55555555555 (ส่วนไออาร์จะเข้าภาคจริง ๆ ปี 2 เทอม 2) โดยเทอมนี้เราลงเรียนไป 7 ตัว 21 หน่วยกิต ได้แก่

    - วิชาบังคับ 4 ตัว
          : วิชาบังคับคณะ 3 ตัว (Intro IR, Intro PA, Res Stat Soc Sci)
          : วิชาบังคับคูลี่/สถาบันภาษา 1 ตัว (EAP I)
    - วิชาที่ลงเพิ่มเองอีก 3 ตัว
          : Secur Wrld Pol (วิชาเลือกภาค)
          : Korean V (วิชาโท)
          : Intro Intl Law (วิชาเจนเอดหมวดสังคม)

    ตามธรรมเนียม ขอเริ่มรีวิวที่วิชาที่เลือกเองก่อนวิชาบังคับ เพราะมีความสุขมากกว่าวิชาบังคับอีก (ยกเว้น Intro IR เอาไว้ตัวนึง) ฮือ

    1) Secur Wrld Pol "ความมั่นคงในการเมืองโลก"
              ขอเปิดด้วยวิชาความมั่นคงก่อนเลย เรากล้าพูดว่าจากทั้งเทอมวิชานี้เป็นวิชาที่เราชอบมากที่สุด ซึ่งก็คือวิชาเลือกภาคที่รุ่นพี่บอกเราว่าอย่าเพิ่งรีบลงนั่นแหละ55555555 แต่เอาจริง ๆ เลยนะ ขอรับบทรุ่นพี่ผู้ให้คำปรึกษาสักครู่ เราว่าวิชาเลือกภาคตัวอื่น ๆ แนะนำให้ลงตอนปี 2 เทอม 2 เป็นต้นไปตามคำแนะนำของพี่ ๆ มากกว่า ยกเว้นวิชาความมั่นคงตัวนี้ที่เราลง เพราะมันไม่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานเรื่องทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากนัก หรือถ้าใช้จริง ๆ เราก็จะได้เรียนในวิชา Intro IR ไปพร้อม ๆ กับตอนเรียนวิชานี้อยู่แล้ว ที่เหลืออาจารย์เริ่มสอนให้ใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลย เพราะความมั่นคงเองมันก็สามารถตั้งตัวเป็นศาสตร์ย่อยได้เลยอะ เนื้อหาเยอะมาก เหมือนเรียนประเด็นใหม่เลยจริง ๆ 
              วิชานี้เราเรียนกับอาจารย์ชูเกียรติ รุ่นพี่สิงห์ดำรุ่น 32 ของเรานี่เอง อาจารย์เป็นคนน่ารักมาก สอนแบบเลคเชอร์ล้วน มีเรียกตอบในห้องบ้าง สอนแบบขมวดเนื้อหามาเป็นประเด็น ๆ ให้เลย ไม่ฟุ้ง ไม่เหนื่อยต้องมาทำความเข้าใจเพิ่ม สอนไม่นานมาก ปล่อยประมาณ 14.45 น. ตลอดเพราะอาจารย์ต้องกลับบ้านไปให้อาหารลูกชาย (แมวที่บ้าน5555555555) แต่ไม่ใช่ว่าสอนน้อยนะ คือใน 1 ชั่วโมง 45 นาทีนี้เนื้อหาก็อัดแน่นมาก แต่เราค่อนข้างแฮปปี้อะ เพราะบางทีรู้สึกเรียนยาว ๆ 3 ชั่วโมงแล้ว attention span ของเรามันไม่ถึง อันนี้ชั่วโมงกว่า ๆ เนื้อหาอัดแน่นแต่ก็อยู่ในช่วงเวลาที่เรารู้สึก productive ไม่สั้นเกินหรือนานเกิน กำลังพอดีเลยแหละ 
              บรรยากาศการเรียนในห้องคือ5555555555555 วันแรกที่เราเปิดเข้าไปเราเจอแต่พี่ปี 3,4 อะ น่ากลัวมาก555555555555 คิดว่ารุ่นก่อน ๆ ไม่ค่อยมีปี 2 มาลงหรอก แต่รุ่นเราไม่ได้นัดกันมาแต่กลับมาลงกันเยอะพอสมควร คือมีเกือบ 10 คนได้อะ แต่ดีนะ เราไม่เหงาเลย ตอนแรกกดดันที่ต้องเรียนรวมกับพี่ปีโตที่มีประสบการณ์โชกโชนกับวิชาภาคมาแล้ว แต่พอมีเพื่อนก็รู้สึกกดดันน้อยลงมาก แล้วเอาเข้าจริงพี่ ๆ เขาก็ไม่ได้น่ากลัวหรอก เรียนจบเทอมนี้คือได้รู้จักรุ่นพี่เพิ่มขึ้นหลายคนเลย
              สำหรับวิชานี้เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ ส่วนมิดเทอมจะสอนเกี่ยวกับความมั่นคงแบบเก่า พวกเรื่องความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางทหาร ยุทธศาสตร์ การป้องปราม วิกฤตการณ์ เนื้อหามาจากที่ฟังอาจารย์เลคเชอร์อย่างเดียว ส่วนไฟนอลจะสอนเกี่ยวกับความมั่นคงแบบใหม่ เช่น ความมั่นคงแห่งชาติในประเทศโลกสาม ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม การก่อการร้าย ความมั่นคงของมนุษย์ การแพร่กระจายของขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ เนื้อหามาจากที่ฟังอาจารย์เลคเชอร์และจากรีดดิ้งที่อาจารย์ assign ให้อ่านทุกวีค สำหรับวิชานี้ครึ่งหลังต้องขยันนิดนึงอะ เพราะต้องอ่านรีดดิ้งทุกวีคเลย พยายามจับใจความ จับอากิวเม้น สรุปประเด็นให้ได้ บางทีอาจารย์ก็เรียกตอบในห้อง แต่ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ตอบผิดอาจารย์ก็ไม่ว่าหรอก หลายครั้งก็ช่วยใบ้ช่วยแก้ให้ด้วย
              ข้อสอบกับการวัดผลอาจารย์ให้นิสิตตกลงกันเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียน จริง ๆ มันก็เลือกทำเปเปอร์ได้อะ แต่ก็แน่นอนว่าทุกคนเลือกที่จะเลี่ยง5555555555 เราเลยตกลงกันว่าจะเก็บคะแนนแบบ Attendance 30%, Midterm Exam 30%, Final Exam 40% ซึ่งข้อสอบมิดเทอมกับไฟนอลเป็นข้อสอบเขียนตอบ มีเวลา 2 ชั่วโมง แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น น้อยมาก ต้องบริหารเวลาให้ดีจริง ๆ อะ รอบมิดเทอมเราเกือบเขียนไม่ทัน ไฟนอลดีขึ้นมาที่เตรียมตัวมาดีแล้วเสร็จก่อนหมดเวลาประมาณ 10 นาที
              หนึ่งสิ่งที่ทำให้เราประทับใจในวิชานี้คือมันทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นและกลับมามีไฟในการเรียนภาคไออาร์อีกครั้งอะ คือที่ผ่าน ๆ มาเราจะคิดตลอดเลยนะว่าเราแฮปปี้กับการเรียนเกาหลีที่เป็นวิชาโทมาก นี่เราเลือกเรียนถูกไหม ถ้าเราไปเรียนอักษรจะแฮปปี้มากกว่านี้หรือเปล่า กลัวว่าถ้าเจอวิชาภาคเข้าจริง ๆ แล้วจะเกลียดไออาร์ขึ้นมา ตอนแรกเราไม่มั่นใจและกดดันมาก ๆ ยิ่งได้ยินจากพี่รหัสของเพื่อนที่เป็นตัวท้อป ๆ คณะบอกว่าวิชานี้ตัดเกรดโหด (A 85 อะ โหดนะ55555555555) คือมันใจแป้วไปหมดเลย คิดแต่ว่าเรียนแล้วได้ความรู้พอ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องหวังสูงนะ แต่พอคะแนนมิดเทอมออกคือเราได้คะแนนสูงสุด 26/30 ตอนแรกคิดว่าได้สัก 19 ก็พอใจแล้ว ยิ่งฟังที่อาจารย์คอมเม้นสิ่งที่เราเขียนตอบไปแล้วยิ่งรู้สึกว่า เออ จริง ๆ เราก็ทำได้ดีนะ จริง ๆ เราเองก็เหมาะกับการเรียนไออาร์นะ มันเลยทำให้เรากลับมามีไฟในการเรียนไออาร์ต่อและเป็นแรงผลักดันที่ดีที่ทำให้เราทุ่มเทและมีความสุขกับการเรียนเทอมนี้มากแม้มันจะเหนื่อยมาก ๆ จนแอบนั่งร้องไห้คนเดียวหลายครั้งก็ตาม
              วิชานี้เราได้ A มา (แต่จริง ๆ อาจารย์ก็ไม่ได้ให้เกรดยากขนาดนั้นนะ ส่วนมากเราเห็น B/B+ เยอะมาก ๆๆๆ A ก็มีตั้งสิบเอ็ดคนจากสามสิบนิด ๆ คนแหนะ) สิ่งที่อยากบอกคือ ลงเถอะวิชานี้อะ ใครยังไม่รู้จะเก็บวิชาเลือกภาคตัวไหนคือมาเก็บตัวนี้ จริง ๆ เนื้อหาหลายอย่างเปิดโลกเรามาก เราได้เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากวิชานี้ทุกครั้งที่ไปเรียน ได้มุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับประเด็นความรุนแรงที่เราเคยมองมันในแง่ลบมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องการก่อการร้ายที่เราเรียนแล้วอินมาก และถึงแม้เกรดมันจะตัดโหด แต่พอเรียนไปเรื่อย ๆ แล้วมันจะรู้สึกจริง ๆ ว่าสิ่งที่เราได้รับจากวิชานี้มันมีมากเกินกว่าจะมานั่งแคร์เรื่องเกรดแล้วอะ การได้ A คือเป็นแค่ผลพลอยได้เลย จริง ๆๆ

    2) Korean V
              มาค่ะวิชาโทตัวที่สอง เกาหลี 5 ทำให้เราได้ย้อนกลับมาเรียนกับซอนแซงนิมคนเดิมที่เคยเรียนด้วยสมัยเกาหลี 4 ซึ่งก็คือมุนซอนแซงนิมนั่นเอง วิชานี้ถึงแม้จะเป็นตัวที่ค่อนข้างสูงแล้วแต่มีคนลงหลุดเยอะมากเลยนะ ปีหลัง ๆ มานี่สาขาเกาหลีแมสขึ้นเรื่อย ๆ แย่งชิงกันทุกตัวเลย ฮือ แต่ใด ๆ คือสำหรับเกาหลี 5 แล้วจะเป็นวิชาที่เรียนกับซอนแซงนิมชาวเกาหลีคนเดียว ไม่มีแบ่งสอนกันระหว่างอาจารย์คนไทยกับซอนแซงนิมคนเกาหลีแบบตัว 1-4 แล้ว และซอนแซงนิมพูดเกาหลีทั้งคาบ ในสปีดที่ค่อนข้างเร็ว ดังนั้นใครที่จะลงวิชานี้ก็อยากให้เตรียมพร้อมเรื่องการฟังนิดนึงนะคะ ช่วงแรก ๆ มีแอบมึน ๆ บ้างเพราะยังไม่ค่อยชินเท่าไร แต่เรียนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็จะชินกับการฟังเกาหลีขึ้นมาเอง
              เกาหลี 5 จะใช้หนังสืออีฮวา 3-1 พอขึ้นเล่ม 3 จะไม่มีภาษาอังกฤษให้แล้ว เป็นเกาหลีล้วนเลย เนื้อหาแอบยากนิดนึง ความยากอยู่ประมาณระดับกึบ 3 ซอนแซงนิมสอนหมดทุกสกิลทั้ง 읽기, 듣기, 말하기, 쓰기 เนื่องจากในเทอมนี้มีเรื่องโควิดเข้ามาทำให้ซอนแซงนิมไม่สอนที่ห้องเรียนแต่สอนเป็นออนไลน์ผ่าน zoom ล้วน มีการเรียกตอบทั้งคาบ ฝึกพูดกับเพื่อนเกือบทั้งคาบ จากพูดเกาหลีไม่ชินปากคือกลายเป็นพูดจนชิน แต่งประโยคจนชิน ตอบจนชิน5555555555 เป็นวิชาที่ใช้พลังเยอะมาก ต้อง pay attention ตลอดสามชั่วโมง แต่ส่วนตัวค่อนข้างแฮปปี้นะ พอมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกสกิลพัฒนาขึ้นมาก
              วิชานี้วัดผลแบบ Attendance 15%, Homework 15%, Midterm Exam 35%, Final Exam 35% ตอนแรกการบ้านที่ว่าซอนแซงนิมจะให้ทำ 쓰기 ส่งมั้ง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นทำการบ้านส่งเฉย ๆ ผิดถูกไม่เป็นไรแค่กดส่งก่อนเดดไลน์ก็ได้คะแนนเต็มแล้ว หลังส่งเสร็จเดี๋ยวซอนแซงนิมจะแก้กลับมาให้ด้วย (โดนแก้ด้วยปากกาแดงรัว ๆ 55555555555) ข้อสอบไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ซอนแซงนิมตรวจพาร์ท 읽기/쓰기 แบบโหดมาก กดคะแนนพอสมควรเลย ตอนเราทำเราว่าเรามั่นใจมากนะสุดท้ายมิดเทอมออกมา 29/35 คือมันไม่ได้น้อยแต่แบบ เออ น้อยกว่าที่คิดอะ แล้วเท่าที่ลองถาม ๆ คนที่รู้จักมาคะแนนคือโดนกดเหมือนกันหมด55555555555 แต่วิชานี้ตัด A ที่ 85 มันก็ไม่ได้ยากเกินไปหรอกเพราะฮึบเอาไฟนอลได้ (ไฟนอลยากกว่าเดิมอีกเอาจริง มันไม่ได้ยากแบบอ่านไม่ออกหรือทำไม่ได้ แต่มันยากในแง่ที่เราลังเลช้อยส์ว่าควรจะตอบอะไรกันแน่ ข้อสอบหลอกหลายจุดเลย) แต่มันก็เป็นบทเรียนที่สอนให้เรารู้ว่าห้ามประมาทกับเกาหลีเด็ดขาด ถึงแม้ว่ามันจะดูง่ายในสายตาเราแค่ไหนก็ตาม
              สำหรับวิชานี้เราได้ A มา เอาจริงไม่กล้าแนะนำอะไรเท่าไรเพราะแต่ละเทอมอาจารย์ก็สอนคนละคน วิธีการสอนก็ไม่เหมือนกัน วิธีวัดผลก็ไม่เหมือนกันอีก แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเกาหลี 5 ใช้หนังสืออีฮวาเล่ม 3-1 ยังไงถ้ารู้ว่าตัวเองจะได้เรียนกับอาจารย์คนไหนก็ลองถาม ๆ คนที่รู้จักในเอกหรือโทเกาดูก็ได้ จะได้เตรียมตัวรับมือกับวิธีการสอนและรูปแบบข้อสอบของอาจารย์ถูก

    3) Intro Intl Law
              มาถึงวิชาเจนเอดในเทอมนี้ ความรู้เบื้องต้นกฎหมายระหว่างประเทศ เอาจริง ๆ ถ้าเป็นเด็กภาคไออาร์มันจะมีวิชากฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องเรียนตอนปี 4 อยู่แล้ว แต่เรากับเพื่อนเห็นว่าตัวนี้เป็นเจนเอดแล้วเนื้อหายังไงมันก็ต้องใช้แน่ ๆ อะ การเรียนกฎหมายระหว่างประเทศผ่านมุมมองอาจารย์นิติที่สอนในเจนเอดกับการเรียนผ่านมุมมองแบบรัฐศาสตร์ ๆ ของตัวบังคับตอนปี 4 อาจจะต่างกันก็ได้ แล้วมันไม่มีเจนเอดสังคมตัวไหนที่อยากเรียนอีกแล้วก็เลยตัดสินใจลงตัวนี้ แต่ความซวยคือเราลงทะเบียนไม่ติด แล้วเทอมนี้มันไม่มี Reg War ให้มาแข่งกันกดแบบเดิม ต้องรอระบบสุ่มไปเรื่อย ๆ ตอนแรกกลัวมากว่าจะไม่ได้เรียน ต้องส่งอีเมลไปหาอาจารย์ที่สอน555555555 แต่อาจารย์น่ารักมาก ก็พยายามอธิบายว่าจริง ๆ เดี๋ยวมันก็มีคนมาลองเรียนแล้วลดออกไปเอง ไม่ก็ลดเพื่อไปลงวิชาอื่นแทนงี้ ให้รอมีที่ว่างแล้วค่อยเพิ่มนะ และสุดท้ายเราก็เพิ่มวิชานี้ได้สำเร็จ
              วิชานี้จะไม่ได้เรียนกฎหมายแบบนั่งจำมาตราท่อง ๆๆๆ อะ อาจารย์จะสอนแบบยก case ที่มีการพิพาทกันขึ้นมาแล้วอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศอันไหนบ้าง ให้เราลองเอากฎหมายระหว่างประเทศนั้น ๆ มาปรับใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ เน้นคิดวิเคราะห์และทำความเข้าใจมากกว่าท่องจำ ยอมรับว่าส่วนตัววีคแรก ๆ มึนมาก รู้สึกว่ายาก ตามไม่ค่อยทัน เพราะยังไม่ชินกับความเป็นกฎหมายอะ ตอนปี 1 เทอม 2 ที่เรียนกฎหมายกับอาจารย์พรสันต์ (วิชาบังคับคณะ) อันนั้นอาจารย์สอนกฎหมายแบบรัฐศาสตร์ม๊าก รัฐศาสตร์จ๋าเลย พอมาเจอกฎหมายแบบนิติเลยแอบไปไม่เป็น แต่พอผ่านไปสักพักก็จะเริ่มชินและตามทันเองอะ มันอาจจะใช้เวลาหน่อยแต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถนะ
              ตอนเราเรียนเก็บคะแนนแบบพรีเซ้น 40% สอบไฟนอล 60% ไม่มีมิดเทอม พรีเซ้นคืออาจารย์ให้เราเลือกประเด็นที่เป็นข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างประเทศมานำเสนอให้เพื่อนฟังงี้ ไม่ยากมากแต่ต้องตั้งใจทำเพราะมันก็ไม่ง่าย อย่างของเราทำเรื่องปาเลสไตน์เป็นรัฐไหม มันฟังดูง่ายนะ แต่จริง ๆ คือนั่งอ่านเปเปอร์เกือบร้อยหน้า หาข้อมูลเพิ่มอีก ย้อนไปดูแผนที่ เอกสารเก่า ๆ สารพัด ไหนจะข้อกฎหมายที่ต้องเอามาปรับอีก55555555 แต่ถือว่าสนุกดี ส่วนสอบไฟนอลก็ไม่ได้ยากมาก อาจารย์จะบอกใบ้ ๆ เอาไว้ก่อนแล้วว่าจะออกเรื่องไหนแล้วก็สอนวิธีเขียนตอบด้วย ซึ่งมันต่างจากวิธีการเขียนตอบแบบรัฐศาสตร์มาก ตอนอาจารย์ให้ฝึกเขียนเรากับเพื่อนเขียนไปเกือบหน้านึงอะ แต่ที่อาจารย์ต้องการคือตอบแค่ 6 บรรทัดก็พอแล้ว (แต่สุดท้ายในห้องสอบจริง ๆ เราก็ตอบไปเป็นหน้าอยู่ดี55555555555)
              วิชานี้เราได้ A มา คือสำหรับเราในฐานะที่เรียนไออาร์ เนื้อหาเอามาใช้ต่อได้จริง ๆ อะ หลายเรื่องที่เรียนมันสอดคล้องกับสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ในวิชาคณะด้วยเหมือนกัน โยงกันไปหมดเลย ถ้าเรียนรัฐศาสตร์แล้วหาเจนเอดสังคมอยู่เราก็แนะนำให้ลงตัวนี้นะ หรือถ้าไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์แต่สนใจก็มาลงได้ ตอนที่เราเรียนมีเด็กคณะอื่นมาเรียนเยอะมาก ตั้งแต่อักษร สถาปัตย์ ไปจนวิศวฯเลย

    มาสู่วิชาบังคับกันบ้าง จะไม่เรียงตามความยากง่ายแบบเทอมก่อน ๆ แต่จะเรียงตามความชอบส่วนตัว

    4) Intro IR
              เปิดมาตัวแรกตัวจี๊ด วิชาบังคับที่ชอบที่สุดในเทอมนี้ และเป็นวิชาที่เกี่ยวกับภาคตัวแรกที่ได้เรียน สำหรับวิชานี้เดิมทีจะแบ่งออกเป็น 3 เซค คือเซค 1 อ.ธีวินท์ (กระแสหลัก) เซค 2 อ.กัลยา (กระแสรอง) เซค 3 อ.สรวิศ (กระแสรอง) แต่ปีเราอ.สรวิศไม่เปิดสอนเซค 3 เลยทำให้เราเหลือเพียงแค่ 2 เซคให้เลือก แถมตอนแรกอ.ธีวินท์ที่เป็นหัวหน้าภาคจะไม่ลงมาสอนวิชานี้เองแล้ว ได้ข่าวว่าอาจารย์งานยุ่งมาก เลยเป็นอ.ศุภมิตรมาสอนแทน แต่อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นอ.ธีวินท์ใหม่ คือมันก็มีดราม่าในคณะอะ ขอไม่ลงรายละเอียดเพราะไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน เอาเป็นว่าท้ายที่สุดแล้ววิชานี้ปีเราเหลือ 2 เซค 
              เดี๋ยวเล่าความแตกต่างของ 3 เซคไว้คร่าว ๆ เผื่อรุ่นน้องคณะกำลังหาข้อมูลอยู่ คือเซค 1 เป็นกระแสหลักเนอะ ซึ่งกระแสหลักหรือ mainstream เนี่ยคือการเรียนไออาร์ตามแบบตะวันตกอะ เนื้อหา eurocentric มาก ๆ จะเน้นเรียนพวกทฤษฎี ประวัติศาสตร์ แนวคิดต่าง ๆ ให้ฟีลแบบเรียนวิชาคณะตัวอื่น ๆ นั่นแหละ มีสอบมิดเทอมกับไฟนอล อาจารย์ตรวจข้อสอบโหดเอาเรื่อง ถามว่ากระแสหลักจำเป็นไหม จำเป็น เพราะการเรียนการสอนวิชาภาคไออาร์ตัวอื่น ๆ มันก็ based on เนื้อหากระแสหลักหมดเลย ซึ่งอ.ธีวินท์สอนดีนะ เราเองก็เข้าไปซิทอินอยู่บ้าง แต่ได้ข่าวมาว่าปีถัด ๆ ไปอ.ธีวินท์อาจจะไม่สอนแล้ว คงเป็นอ.ท่านอื่นในภาค (ไม่แน่ใจว่าอ.ศุภมิตรหรืออ.ปณิธาน) มาสอนแทน แต่แนะนำให้ลองตามข่าวกันต่อไปว่าจะยังไง ต่อมาเซค 2 เป็นกระแสรอง หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า critical theory ซึ่งมันก็ตามชื่อเลยอะ critical มาก5555555555 เป็นการตั้งคำถามในสิ่งที่กระแสหลักบอก เรียนอะไรที่มันหายหรือถูกทำให้หายไปจากไออาร์กระแสหลัก เน้นวิพากษ์มาก ๆ วิพากษ์ทุกอย่างตั้งแต่กระแสหลัก ตะวันตก ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่ การเหยียดผิว/ชาติพันธุ์/เพศ ระบบรัฐ ปิตาธิปไตย และอีกมากมาย โดยปีเรา syllabus ถูก shape ด้วยประเด็น race and gender คือเอาสองเรื่องนี้มาจับกับไออาร์แล้วดูว่ามีประเด็นอะไรให้เราศึกษาบ้าง ที่สำคัญคือเซคนี้จะไม่มีสอบแบบเซคแรก แต่จะเป็นการทำเปเปอร์ส่งแทนทั้งมิดเทอมกับไฟนอลเลย อ.กัลยาเขาขึ้นชื่อว่าตรวจเปเปอร์โหด ถ้าใครอยากเขียนเปเปอร์เป็นต้องมาลงเซคนี้เพราะเรียนเสร็จแล้วจะเขียนเป็นจริง ๆ ซึ่งส่วนตัวยอมรับว่าจริงที่เรียนเซค 2 แล้วจะเขียนเปเปอร์เป็น แต่ขอแย้งเรื่องอาจารย์ตรวจเปเปอร์โหด เพราะจริง ๆ อาจารย์ ใจ! ดี! มาก! คืออาจารย์ทำตัวดุ ๆ ไปงั้นแหละ จริง ๆ ถ้าตั้งใจเรียนกับเขา ตั้งใจอ่านหนังสือที่เขาสั่ง สงสัยอะไรก็ไปถามเขา แค่นี้ก็ผ่านวิชานี้ไปได้แบบชิว ๆ แล้วอะ และเซคสุดท้ายคือเซค 3 เป็นกระแสรองเหมือนกัน เหมือนเซค 2 เลย รีดดิ้งที่บังคับให้อ่านก็เหมือนกันหมด ให้ทำเปเปอร์ส่งเหมือนกันด้วย ทุกอย่างเหมือนกันอะเอาง่าย ๆ ต่างแค่คนสอน รุ่นเราไม่ทันได้เรียนกับอาจารย์สรวิศเพราะเขาปิดเซคไปก่อนเห็นว่ามีธุระส่วนตัวเลยมาสอนไม่ได้ แต่คิดว่ารุ่นถัด ๆ ไปเขาคงกลับมาสอนแล้ว แต่จากที่ได้ยินจากพี่ ๆ มาคือความเคร่งในการตรวจเปเปอร์ของเขาจะเบากว่าอาจารย์กัลยามาก ๆ และเขา guide ให้ค่อนข้างเยอะ (เทียบกับอาจารย์กัลยาคืออาจารย์จะทิ้งคำถามเอาไว้แล้วให้เรากลับไปหาคำตอบเองมากกว่างี้) แต่รุ่นพี่ก็พูดเหมือนกันว่าอาจารย์ทั้งสามคนสอนดี ยังไงก็เลือกเอาตามที่ตัวเองถนัดนะ
              กลับมาพาร์ทของเรา คือตอนแรกเราอะลงทะเบียนเซค 2 ไปเพราะเซค 3 มันปิดเนอะ และตอนแรกเซค 1 อาจารย์ศุภมิตรจะสอนแทนอาจารย์ธีวินท์ แล้วเพื่อนเราเคยเรียนกับอาจารย์ศุภมิตรมาก่อน เขาบอกว่าอาจารย์เป็นคนเก่ง สอนดีแหละ แต่ด้วยความที่เรายังปีต่ำ ๆ ทำให้เรียนกับอาจารย์แล้วอาจจะไม่เก็ตในสิ่งที่เขาพูด เราเลยแบบ เอองั้นลงเซค 2 ก่อนก็ได้ (ตอนนั้นก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะได้ยินมาเยอะว่าอาจารย์กัลยาโหดมาก) เสร็จปุ๊บ เชื่อหรือไม่ คนแห่กันมาลงเซคอาจารย์กัลยาเยอะมาก แบบเซค 2 เต็มอะ คนหลุดเพียบเลย แต่เราติดนะ แล้วยังไงไม่รู้อยู่ดี ๆ อาจารย์ธีวินท์ก็กลับมาสอนเซค 1 เหมือนเดิม ตอนนั้นเรากลัวมากว่าจะทำเปเปอร์ไม่ได้ คือมันกลัวแล้วมันแพนิคไปเองอะ พอเข้าไปเรียนคาบแรกกับอาจารย์กัลยา อาจารย์บอกว่าถ้าไม่ไหวให้ย้ายไปอีกเซคเลยนะ ไม่ต้องทนเรียน วันนั้นคือเราก็กดลดรายวิชาแล้วไปลงเซค 1 ทันที สรุปคือคนคิดเหมือนกันเยอะ กลายเป็นคนแห่กันลดเซค 2 ไปลงเซค 1 และรอบนี้โชคชะตาไม่เป็นใจ (หรือจงใจ) เราย้ายไปเซค 1 ไม่ได้ เลยยอมเรียนเซค 2 ต่อแบบใจไปแล้วอะ เครียดมาก ไม่รอดแน่ ๆ งี้
              หารู้ไม่ว่าคิดไปเองทั้งนั้น555555555555 ข้อความดังต่อไปนี้อาจจะฟังดูอวยเซค 2 มาก แต่ก็ยอมรับเพราะอวยจริง ชอบจริง อยากให้ทุกคนได้มาเรียนจริง ๆ คืออยากที่บอกว่า syllabus รุ่นเรามันเกี่ยวกับประเด็น race and gender เป็นหลักเนอะ คือจะได้เรียนเรื่อง race in international relations, gender in international relations, eurocentrism, imperialism, postcolonial theories, environment, pandemic, neoliberalism, global economy chain, social reproduction theory, democracy, drone warfare, humanitarianism, refugee and capitalism, international politics and zombies, afrofuturism, etc. เยอะอะ ไล่ไม่หมด แต่แค่เห็นหัวข้อก็น่าสนใจแล้วไหม ตอนเราเห็น syllabus ครั้งแรกคือเกือบกรี๊ดกับเพื่อนเพราะมันดีมาก วิธีการสอนของอาจารย์คือจะให้ไปอ่านรีดดิ้งที่เขาสั่งในแต่ละวีคมาก่อน แล้วมาฟังอาจารย์เลคเชอร์สรุปเนื้อหาให้ในห้อง ซึ่งมีให้อ่านทุกวีค เรียกได้ว่าเป็นการฝึกสกิลรักการอ่านเลยก็ว่าได้ จากที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ เทอมนี้เราอ่านแทบทุกวันของสัปดาห์ อ่านจนชิน555555555 บางทีก็จะมีการถาม-ตอบด้วย ซึ่งถ้าใครมีส่วนร่วมอาจารย์ก็จะให้คะแนน participation point ซึ่งคิดเป็น 10% ของเกรด ตอนแรกเรากลัวเรื่องการตอบในห้องมาก เพราะมันเลคเชอร์ห้องใหญ่ชั้น 13 อะ เพื่อนนั่งกันเต็มไปหมด กลัวจะพูดผิด กลัวว่าจะตอบคำตอบที่มันง่ายเกินไปไหม แต่สุดท้ายมันก็ทำได้อะ ขอแค่อ่านรีดดิ้งมาก่อน เดี๋ยวพอเจอคำถามมันก็ตอบได้เอง จริง แล้วอาจารย์จะสอนยาว 3 ชั่วโมง บางทีเกินมานิด ๆ แต่เป็น 3 ชั่วโมงที่เราไม่เคยเบื่อเลย เรียนแล้วสนุกมาก ได้อะไรใหม่ ๆ ทุกคาบ จบคาบแล้วแบบ อ้าว จบแล้วหรอ
              มาที่เรื่องเปเปอร์บ้าง อย่างที่บอกว่าตอนแรกเรากลัวมาก ลดเซคนี้ไปลงเซค 1 เพราะกลัวทำเปเปอร์ไม่ได้อะคิดดู แต่เอาจริง ๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น หมายเหตุตัวโต ๆ ก่อนเลยว่าเปเปอร์วิชานี้และวิชาหลังจากนี้ทั้ังหมดจะไม่เหมือนเปเปอร์ล้อครีที่เราได้ทำตอนปีหนึ่ง เราเคยคุยกับรุ่นพี่และเพื่อนหลายคนทุกคนก็มองว่าเปเปอร์ล้อครีมันเหมือนเป็นบทความเฉย ๆ อะ แต่เปเปอร์วิชานี้และวิชาหลังจากนี้เป็นต้นไปคือเปเปอร์แบบเปเปอร์จริง ๆ ละ55555555 ถามว่ามันต่างกันยังไง ตอนปี 1 สิ่งที่เราทำคือรีเสิร์ชข้อมูลเพื่อเขียนเป็นบทความหรือรายงานเฉย ๆ แต่สิ่งที่เราทำในวิชานี้มันคือการเขียนงานเพื่อตอบโจทย์ที่อาจารย์ถามมา โดยเราต้องเรียบเรียงคำตอบให้เป็นระบบ ใส่ข้อมูลเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งของตัวเอง หรือที่เรามักเรียกกันว่า argument ให้มันมีน้ำหนักมากที่สุด ตอบได้แบบตรงโจทย์มากที่สุด และสามารถโน้มน้าวคนอ่านให้เชื่อในสิ่งที่เราเขียนออกมาได้ นี่คือเปเปอร์สำหรับวิชานี้ และเปเปอร์สำหรับวิชาหลังจากนี้ตั้งแต่เข้าภาคไปแล้วด้วย
             โดยอาจารย์กัลยาจะแจกหัวข้อเปเปอร์มิดเทอมกับไฟนอล 1 เดือนก่อนเดดไลน์ โจทย์จะมีหลายข้อแต่เราเลือกทำข้อเดียว เป็นข้อที่เรามั่นใจว่าจะตอบได้ดีที่สุด สิ่งที่เราต้องทำคืออ่านรีดดิ้งที่เขาสั่งให้อ่าน (แนะนำว่าให้อ่านเก็บตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าไปอ่านเอาใกล้ ๆ ช่วงที่ต้องเริ่มทำเปเปอร์) แล้วเขียนเปเปอร์ 2 พารากราฟแรกซึ่งประกอบไปด้วย intro, argument, outline ไปให้อาจารย์ดู แบบนัดเวลาเข้าไปหาที่ออฟฟิศชั้น 9 แนะนำให้ไปหาเนิ่น ๆ เพราะถ้าใกล้ ๆ วันส่งคนจะไปกันเยอะมากแล้วอาจารย์จะไม่มีเวลาดูของเรา อย่างเราคือไปคนแรก ๆ เลยอะ หัวข้อออกได้ไม่กี่วันก็ส่งอีเมลนัดอาจารย์เลย โคตรรีบ555555555555 (ไม่เอาไปให้อาจารย์ดูก็ได้ แต่อย่าเลย ให้อาจารย์ดูเถอะ) แล้วเขาก็จะบอกเราว่าต้องแก้อะไรยังไงตรงไหน ถ้าดี ๆ คืออาจารย์ให้แก้บางส่วน ถ้ายังไม่โอเคก็คืออาจารย์ทุบแล้วให้ไปเขียนมาใหม่ ถ้าเจอกรณีหลังบอกเลยว่าไม่แปลก เป็นเรื่องปกติมาก ตีว่า 90% เจอกรณีหลังอะ แต่เราโชคดีที่อยู่กรณีแรก (ตอนนี้กลับไปอ่านแล้วสงสัยว่าผ่านมาได้ยังไง55555555555) ไม่มีทริคพิเศษอะไรในการมัดใจอาจารย์ argument เราก็ไม่ได้อลังการอะไรเลย ขอแค่อ่านรีดดิ้งดี ๆ แล้วตั้งใจเขียนมาให้เขาดู พยายามเช็คว่าที่เราเขียนมันเม้คเซ้นไหม intro, argument, outline มันล้อกันหมดไหม ไม่มีอะไรที่โดดออกมาใช่ไหม ตอบคำถามครบไหม ตอบในสิ่งที่โจทย์ต้องการใช่ไหม แค่นี้เลยจริง ๆ รอบเปเปอร์มิดเทอมเราโดนสั่งให้แก้ 2 พารากราฟแรก 50% ได้อะ ก็ไม่ต่างจากเขียนใหม่เท่าไรหรอกเอาจริง ๆ ส่วนเปเปอร์ไฟนอลคือผ่านฉลุยตั้งแต่เข้าไปหารอบแรกเพราะมันจับจุดจากมิดเทอมมาได้แล้ว เพื่อนเราหลายคนพอทำเปเปอร์ไฟนอลคือมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเหมือนกันนะ ดังนั้นมันดีขึ้นจริง ๆ ไม่ต้องเครียด ๆๆๆ อีกอย่างคือเราทำเปเปอร์ภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจารย์ไม่บังคับว่าต้องภาษาอะไร จะทำอังกฤษก็ได้หรือไทยก็ได้ ตอนแรกเราจะทำไทยแต่มันไม่เวิร์คจริง ๆ เขียนให้เพื่อนอ่านแล้วเพื่อนแบบ พอเถอะนะ555555555555555555 เลยตัดสินใจเขียนอังกฤษแทน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่คิดไม่ผิด เราได้ฝึกสกิลการเขียนภาษาอังกฤษของเราอีกครั้ง และเราพบว่าส่วนตัวเราแฮปปี้กับการเขียนเปเปอร์ภาษาอังกฤษมากกว่าไทย พอให้อาจารย์เช็ค 2 พารากราฟเสร็จเราก็กลับมาเขียน body ที่เหลือแล้วรอส่งวันเดดไลน์ คือในขณะที่เพื่อนเซค 1 นั่งสอบกันนั้น เราก็เดินเข้าไปส่งเปเปอร์ในห้องสอบและเดินออกมา 
              ส่วนเรื่องเกรด วิชานี้เปเปอร์มิดเทอมเราได้ B+/B ซึ่งอาจารย์บอกว่าสูงสุดจากทั้งเซคแล้ว555555555 รุ่นก่อน ๆ เคยเห็นมีรุ่นพี่ได้ A- เลยแหนะ คนนั้นคือเทพมาก สิ่งที่อยากบอกคือถ้าเปเปอร์แรกได้น้อยไม่ต้องตกใจ เพราะมันน้อยกันทุกคน เกินครึ่งได้ F ด้วยซ้ำไปอะ อาจารย์สั่งให้ไป rewrite มาใหม่เกือบทั้งเซค จริง ๆ ของเราอาจารย์ไม่บังคับ ถ้าอยาก rewrite ก็ไปเขียนมาก็ได้เพราะมันได้ฝึกสกิล แต่ช่วงนั้นมันปลายปีแล้วมันเหนื่อยมาทั้งเทอมอะ mentally drained มาก เราเลยตัดสินใจไม่เขียนแล้วพักผ่อนรอเปิดเทอม 2 แทน ส่วนเปเปอร์ไฟนอลไม่รู้ว่าได้เท่าไรแต่มั่นใจว่าทำได้ดีกว่าเปเปอร์มิดเทอมมาก ๆๆๆๆ สุดท้ายเราได้เกรด A มา คือที่สุดของ hard work pays off T___T แต่เพื่อนหลายคนก็ได้ A เหมือนกันนะ หลายคนก็ได้เกรดโอเคเลย คืออาจารย์เขาไม่ได้ตัดเกรดโหดขนาดนั้น แต่เขาเน้นดูพัฒนาการเราว่าระหว่างเปเปอร์มิดเทอมกับไฟนอลมันมีพัฒนาการไหม ถ้าเราแสดงให้เขาเห็นว่าเราทำได้ดีขึ้นนะ อาจารย์ก็ไม่หวงเกรดเลย จริง!
             *** สิ่งที่อยากย้ำเกี่ยวกับวิชานี้คืออาจารย์เคร่งเรื่องการอ้างอิงหรือ citation ในเปเปอร์มาก ๆ ซึ่งจริง ๆ มันก็ทุกวิชานั่นแหละ เราไม่ควรไปลอกความคิดใครมาแบบไม่อ้างอิงเขาเนอะ ถ้าหยิบยกมาใช้ก็อย่าลืมอ้างอิงให้ถูกหลักด้วย ยืมมาทั้งดุ้นแบบ quote มาเลย หรือยืมมานิด ๆ หน่อย ๆ หรืออ่านแล้วได้อะไรจากงานของเขาก็ต้องอ้างอิงด้วยเหมือนกัน ถ้าเกิดการ plagiarism ขึ้นมาคือปรับ F สถานเดียวเลยนะคะ ยังไงก็ระวังเรื่องนี้ด้วยนะทุกคน

    5) Res Stat Soc Sci
             เห้อ วิชานี้555555555555555 เป็นวิชาสถิติและการวิจัยอะ มีอาจารย์สอนหลายคนจากหลายภาค แต่ส่วนมากมาจากภาคสังคมเพราะก็เป็นภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำวิจัยเนอะ ครึ่งแรกเรียนเกี่ยวกับสถิติและวิจัยเชิงปริมาณ ถ้าใครเคยเรียนสถิติสมัยม.ปลายมาก็คือแบบนั้นเลย สายวิทย์กับศิลป์คำนวณน่าจะได้เปรียบเพราะเคยเจอมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยากขนาดที่เด็กศิลป์ภาษาจะทำไม่ได้นะ อาจารย์ให้เอาเครื่องคิดเลขเข้าห้องสอบด้วย สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือวิธีคิดคำนวณเฉย ๆ โดยตัวข้อสอบมิดเทอมก็จะเป็นข้อเขียน มีให้ทำแผนภาพต้นใบ ตีตารางความถี่ อธิบายตารางที่ให้มา ไม่ได้ยากมากในความคิดของเรา แต่ต้องรีบทำนิดนึงแล้วก็ต้องมีความแม่นยำสูงตอนคำนวณ เพราะตัวเลขมันเยอะ ถึงมีเครื่องคิดเลขแต่กดผิดก็ชีวิตเปลี่ยนได้55555555555 แล้วก็จะมีทำวิจัยเชิงปริมาณ ต้องทำแบบฟอร์มเก็บข้อมูลแล้วเอามาคำนวณสถิติ เขียนวิจัยวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้มา เป็นงานกลุ่ม ก็จับกลุ่มดี ๆ อะ เราโชคดีมาก ๆๆ ที่เพื่อนทุกคนทำงานเร็ว ต่างคนต่างแบ่งหน้าที่กันไปทำงานเลยไม่ได้รู้สึกว่ามันหนักมากมาย อาจารย์จะมีตัวอย่างของรุ่นพี่ปีก่อน ๆ ที่ได้คะแนนดีมาให้ดูด้วย เราก็ทำแนว ๆ พี่เขาอะ แล้วก็ตรวจสอบข้อมูลเนื้อหาที่พิมพ์ไปดี ๆ แค่นั้นก็ได้คะแนนโอเคแล้ว ส่วนครึ่งหลังจะเรียนเกี่ยวกับวิจัยเชิงคุณภาพ คืออาจารย์เขาสอนดีแหละ แต่เราเป็นคนไม่ค่อยเข้าใจอะไรพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรียนแล้วก็งง ๆ ทำงานส่งก็ไม่มั่นใจว่าเข้าใจถูกไหม ครึ่งหลังมีข้อสอบไฟนอลกับงานกลุ่มวิจัยเชิงคุณภาพที่อาจารย์เขาจะให้แต่ละคนเขียนหัวข้อที่อยากทำวิจัยของตัวเองไปก่อน แล้วอาจารย์จะจัดเป็นกลุ่ม ๆ ให้ดูว่าเราสนใจเรื่องคล้าย ๆ เพื่อนคนไหนบ้าง แล้วก็จะให้จับกลุ่มมาทำวิจัยด้วยกัน (แต่ถ้าตอนแรกสนใจกันคนละเรื่องแต่อยากทำงานด้วยกันก็ได้นะ เขาไม่ได้ห้าม) งานค่อนข้างหนักกว่าครึ่งแรกพอสมควร แล้วเราไม่ถนัดทำวิจัยเลยมันก็จะซัฟเฟอร์หน่อย ๆ โชคดีที่เพื่อนในกลุ่มน่ารักมากเลยลดความซัฟเฟอร์ไปได้เยอะ5555555555 ส่วนการตัดเกรดอันนี้จำไม่ได้จริง ๆ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ตอนคาบแรกเห็นเขาบอกว่าตัดเกรดอิงเกณฑ์โดยตัด A ที่ 85 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อิงเกณฑ์ 100% เพราะเห็นตัด A ต่ำสุดที่ 84.25 ยังไงก็ลองดูของรุ่นตัวเองดี ๆ นะว่าอาจารย์จะตัดเกรดอะไรยังไง
             สุดท้ายได้ B มาจ่ะวิชานี้ เดจาวูล้อครีสมัยปี 1 เทอม 1 มาก เป็นตัวที่เกรดต่ำสุดของเทอมนี้เลย แต่เราก็ไม่ได้อะไรอะ คือเรียนแล้วมันรู้เลยว่าไม่ใช่ทางตัวเอง แล้วเราก็เอาเวลาไปทุ่มกับวิชาภาคและการทำเปเปอร์มากกว่าด้วย พอเห็นเกรดเลยไม่ได้ช็อคเท่าไรแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจขนาดนั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้จักการทำวิจัยทั้งสองแบบ (จริง ๆ วิจัยเชิงปริมาณสนุกอยู่นะว่าไป555555555555) และได้รู้ว่าเราเรียนไออาร์แหละถูกแล้ว ตัวเองเหมาะกับภาคนี้ที่สุดจากทั้งคณะละ555555555555

    6) EAP I
             จากที่เคยบอกเมื่อเทอมที่แล้วว่า EAP จะแบ่งเซคจากคะแนนที่เราทำได้ในวิชา EXP ENG II ส่วนตัวเราได้อยู่เซค 1 แล้วก็ได้เจอกับอาจารย์ต่างชาติเป็นครั้งแรกตั้งแต่เรียนวิชาของสถาบันภาษามา โดยอาจารย์ชื่อปีเตอร์จากที่เคยลองถามรุ่นพี่มาเหมือนเขาจะสอนเซค 1 กับ 3 ทุกปี ของทั้ง EAP I,II ด้วย (ตอนนี้เราเรียน EAP II เซค 1 เหมือนเดิม ก็ได้เจอปีเตอร์เหมือนเดิม5555555555) ตอนแรกกลัวนิดหน่อยว่าอาจารย์ต่างชาติจะเข้มกว่าอาจารย์ไทยหรือเปล่า เอาเข้าจริงคือปีเตอร์โอเคมากๆๆ เขาไม่ได้จู้จี้จุกจิกมาก ใจดีมากๆๆๆ แล้วมีอะไรก็คุยกับเขาได้อะ เราค่อนข้างแฮปปี้ที่ได้เรียนกับเขานะ หงุดหงิดอย่างเดียวสำหรับวิชานี้คือมันเป็นคาบเช้าแล้วขี้เกียจตื่น55555555555555 แต่เนื้อหามันก็อารมณ์ EXP ENG อะ แค่ว่ามันจะโฟกัสเนื้อหาในเชิงรัฐศาสตร์มากกว่าเดิม ถามว่าได้ประโยชน์ไหม ในเชิงภาษาก็ไม่ค่อย ตามที่นิสิตจุฬาทุกคนบ่นคูลี่มาโดยตลอด แต่ในเชิงรัฐศาสตร์ ถ้าพูดแบบไม่มีอคติคือส่วนตัวเราว่าเราได้อะไรเยอะอยู่เหมือนกัน มันจะมีพวก reading เกี่ยวกับสงครามความขัดแย้งในต่างประเทศเยอะอะ แล้วบางเรื่องคือเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แต่ก็ได้รู้เพราะมันอยู่ในเนื้อหา ก็ถือว่าได้อะไรอยู่เหมือนกันจากวิชานี้ ข้อสอบตอนนั้นสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้นเราเลยได้กลับไปสอบในห้องทั้งมิดเทอมและไฟนอล ข้อสอบค่อนข้างอิหยังวะ เราออกมาคุยกับเพื่อนแล้วรู้สึกบางข้อมันกำกวมมาก แล้วด้วยความที่เราต้องเขียน main idea ของ reading นั้น ๆ แบบเขียนตอบไปอะ แต่คนตรวจข้อสอบมันมีหลายคน (แต่ไม่ใช่คนที่ได้สอนเรานะ) ทำให้คะแนนเพื่อนบางคนออกมาคือตกฮวบแบบน่ากลัวมาก แล้วการตัดเซคของ EAP II ก็จะใช้คะแนนสอบมิดเทอมตัดเลย ไม่รอเกรดจากทั้งเทอม ส่วนไฟนอลก็ข้อสอบเหมือนมิดเทอมอะ มีเขียนตอบที่ก็ไม่รู้จะถูกใจคนตรวจไหม55555555555 วิชานี้มีงานเรื่อย ๆ มี group presentation ตอนท้ายเทอมที่กลุ่มเราเลือกพูดเรื่อง Black Lives Matter Movement ส่วนตัวเราว่างานมันไม่ได้หนักจนเป็นภาระ อาจจะเพราะปีเตอร์ชอบให้ทำงานหลายอย่างให้เสร็จตั้งแต่ในคาบเรียนแล้วด้วย บางงานก็ให้ทำเป็นกลุ่มไปเลย มันเลยไม่ได้รู้สึกว่างานเราเยอะ แต่เห็นเซคอื่นก็ดูงานหนักอยู่เลยคิดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้สอนของแต่ละเซคด้วย (จริง ๆ คูลี่ควรทำให้มันเหมือนกันทุกเซคไหมนะ ถ้าทุกเซคอาจารย์ให้นิสิตทำงานเหมือนที่ปีเตอร์สั่งเซคเรา เราว่ามันน่าจะดีกว่านี้อะ เห็นเพื่อนบางคนคือดูซัฟเฟอร์มาก)
             วิชานี้เราได้ A มาเหมือนเดิม เอาจริง ๆ คือไม่มีทริคสำหรับพวกวิชาคูลี่นอกจากบอกว่าสู้ ๆ นะ และขอให้คนตรวจข้อสอบตรวจดี ๆ ไม่กดคะแนนแบบงง ๆ

    7) Intro PA
             มาถึงวิชาสุดท้ายที่เป็นวิชาสนามอารมณ์ของทุกคน555555555555 ชื่อวิชาก็บอกอยู่ว่าเป็น Intro to Public Administration หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นวิชาอินโทรภาครปศ. ที่เพื่อนรปศ.เราบอกว่าไม่ได้อะไรเลย555555555555 วิชานี้จะแบ่งเนื้อหาตามแก่นของรปศ.อะ แผนงาน เงิน คน ถ้าจำไม่ผิดเหมือนครึ่งแรกจะเป็นเงิน ได้เรียนเกี่ยวกับพวกงบประมาณ การคลัง ได้อาจารย์ศุภชัยอดีตคณบดีกับอาจารย์พายัพมาช่วยสอน ส่วนครึ่งหลังเรียนเกี่ยวกับงานและคน พวกระบบราชการ พัฒนาการระบบราชการไทย เรียนกับอาจารย์ปกรณ์หัวหน้าภาครปศ.คนปัจจุบัน คือเอาจริง ๆ ถามว่ามันได้อะไรจากวิชานี้ไหม มันก็ได้บ้าง แต่ที่เราและเพื่อนหลาย ๆ คนหงุดหงิดกับวิชานี้คงเป็นตัวข้อสอบมากกว่า คือวิชานี้ไม่มีงานกลุ่ม ไม่มีเก็บคะแนนอะไรเลยนอกจากข้อสอบมิดเทอม 50% กับไฟนอล 50% ไม่รู้ด้วยว่าตัดเกรดยังไงแต่ขอเดาว่าตัดอิงกลุ่ม อย่างพาร์ทมิดเทอมคือเอาควิซ (ที่ไม่เก็บคะแนน) ที่อาจารย์ให้ทำในทุก ๆ คาบมาออกเป็นข้อสอบแบบก้อปวางอะ พูดง่าย ๆ คือต้องแคปควิซที่ทำเก็บเอาไว้ทุกวีคแล้วจำเพื่อไปตอบในห้องสอบ ซึ่งคำถามบางข้อมันแทบไม่เกี่ยวอะไรกับตัววิชาเลย ส่วนข้อสอบไฟนอลคือหนักพอกัน เหมือนเอาสไลด์ที่ใช้สอนมาออกข้อสอบ บางข้อถามเกี่ยวกับหน่วยงานราชการแบบลึกมาก ซึ่งมันไม่มีใครรู้ไง๊55555555555 แล้วอาจารย์บางคนคือขายงานราชการหนักมากกกกกกกก ซึ่งเอาจริง ๆ เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ได้อยากทำงานราชการกันขนาดนั้นแล้วอะ พอเรียนแล้วมันก็แอบอึดอัดนิดหน่อยที่ทุก ๆ 5 นาที 10 นาทีอาจารย์ก็จะชวนให้เด็กสอบเข้ากระทรวงนู้นนี้อีกแล้ว คือสุดท้ายมันก็ผ่านมาได้อะ แต่ผ่านมาได้แบบถอนหายใจทุกวีค555555555555 ยังไงขอโทษเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ คนไหนที่เข้ามาอ่านแล้วชอบวิชานี้ด้วย แต่เราไม่ไหวจริง ๆ เหนื่อยกับมันมาก ฮือ
             วิชานี้เราได้ B+ มา เอออีกอย่างหนึ่งที่อยากบ่น คือวิชานี้ทั้งมิดเทอมกับไฟนอลเป็นข้อกาก็คือฝนลงกระดาษคำตอบอะ แต่คะแนนออกมาช้ามาก ช้าพอ ๆ กับวิชาที่อาจารย์ต้องตรวจเปเปอร์นิสิต 100 คน งงไม่งง555555555555 แต่เราก็ไม่ได้อะไรกับเกรดที่ได้ ไม่ได้คาดหวังกับวิชานี้อยู่แล้ว

             สรุปรวบยอดคือเทอมนี้วิชาภาคกับวิชาโทได้ A หมด แต่หลุด A วิชาบังคับคณะสองตัวที่ก็ นั่นแหละ555555555 เอาจริง ๆ คือเทอมนี้เราได้เกรดต่ำสุดตั้งแต่เรียนมหาลัยมาเลย แต่ถามว่ามันเสียใจหรือเสียเซล์ฟไหม (เพื่อนหลายคนกับที่บ้านคือเป็นห่วงมากเพราะกลัวเราไม่โอเค ฮือ) ให้ตอบตรง ๆ เลยคือไม่อะ ไม่เสียใจ เพราะเราก็ยอมรับจริง ๆ ว่ามันเป็นสองวิชาที่เราเรียนแล้วไม่เข้าใจ แถมเราไม่ได้ทุ่มเทกับมันมากขนาดนั้นถ้าเทียบกับวิชาอื่น เทอมนี้เรามีวิชาภาคตัวเองด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเราเอาเวลาไปทุ่มกับสิ่งที่เราเลือกด้วยตัวเองมากกว่าอยู่แล้ว และผลที่ออกมามันก็คือผลพวงของการกระทำเราเอง พอเห็นเกรดเลยเฉย ๆ มีหงุดหงิดนิดหน่อยประมาณ 20 นาทีแต่หลังจากนั้นก็ปล่อยวางแล้วบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เทอมถัดไปเอาใหม่
             ส่วนในแง่กิจกรรม เทอมนี้เรามีงานเข้ามาเยอะพอสมควร หลัก ๆ คืองานชมรม ทั้งชมรมมหาลัยและชมรมคณะเลย แต่โชคดีที่คนในชมรมค่อนข้างโอเคเลยไม่ได้รู้สึกว่างานมันหนักมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเทอมนี้ mental health เราไม่ค่อยดีเท่าไรนักในช่วงแรก ๆ โดยเฉพาะช่วงที่ทำเปเปอร์คือเราเครียดมาก ๆ (มันเปเปอร์แรกที่ได้ทำแบบจริง ๆ จัง ๆ ด้วยแหละ) นอนเช้าติดกันเป็นเดือน พะวงหน้าพะวงหลังจนลืมอะไรหลาย ๆ อย่าง พอทำงานอ่านหนังสือเสร็จแล้วไปนอนก็ยังฝันถึงเปเปอร์อีกงี้ แต่พอผ่านมาได้แล้วลองมองย้อนกลับไปเราก็รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมาก ๆ จากเทอมนี้เหมือนกัน พอเข้าครึ่งหลังของเทอมเราโอเคกับการทำเปเปอร์มากขึ้น เครียดน้อยลง กดดันน้อยลง รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเอาอยู่จากการที่ได้เข้าไปคุยกับอาจารย์กัลยาบ่อย ๆ ถ้าให้คำแนะนำได้คือเราอยากได้ทุกคนเข้าไปหาอาจารย์ที่เราเรียนด้วยนะ มีอะไรก็คุยกับเขา เครียดตรงไหน สงสัยอะไรก็ลองถามอาจารย์ดู ที่เราผ่านเทอมนี้มาได้ด้วยดีก็ต้องยกเครดิตให้คนรอบตัว ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคน ที่บ้าน รวมถึงอาจารย์ด้วยที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราตัดสินใจไม่ผิดเลยที่เลือกเรียนภาคนี้ คณะนี้
             ถ้าให้ลองเปรียบ เทอมนี้คงเหมือนเทอมที่เราได้ค้นพบตัวเองอีกครั้ง (จากความหาทำของตัวเอง) ได้รู้ว่าสิ่งที่เราชอบคืออะไร และได้รู้ว่าเราเองก็เก่งเหมือนกันนี่นา เผลอ ๆ ทำมันได้ดีกว่าที่คิดด้วยซ้ำ หลังจากเทอมนี้ไปเราจะได้เข้าภาคแบบจริง ๆ จัง ๆ แล้ว ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะหนักขนาดไหน แต่ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เรารัก ถึงแม้มันจะเหนื่อยมาก ๆ แต่เราคิดว่าตัวเองก็คงจะรู้สึกสนุกมาก ๆ เหมือนกัน

             ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน หวังว่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ ขอให้เป็นวันที่ดีค่ะ

    sincerely,
    whenmoonwrites
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Chairumpa Janchai (@fb3248739141812)
ชอบกว่ากระทู้ก็คนเขียนนี่แหละ 😛