5 กิโลแรกKullaya Kanchoochut
อยู่บ้านเฉยๆก็ดีอยู่แล้ว
  • โอ๊ยยยยยย เหนื่อยชิบ!!! ฆ่าฉันเถอะ!!!

    ถ้าวันนั้นคุณได้อยู่ใน ม.เกษตร แล้วมองมายังกลุ่มนักวิ่ง คุณอาจจะเห็นผู้หญิงตัวกลมๆคนนึง หน้ามุ่ย วิ่งหายใจหอบเป็นบ้าเป็นหลัง

    ใช่แล้ว... ต่ายไง จะใครล่ะ 

    ครั้งแรกของการออกมาวิ่ง เริ่มต้นกับระยะฟันรัน แต่ไม่ฟันอย่างที่คิด ด้วยเพื่อนชวน ไม่เคยซ้อมวิ่งอะไรมาก่อน จู่ๆก็โผล่มาวิ่งเลย มั่นว่าตัวเองทำได้ หนูโดนป้ายยา  ใจง่ายสุดๆ

    "งานสมทบทุนช่วยสร้างวีลแชร์ให้น้องหมาน้องแมวพิการเลยนะแกร มาทำบุญด้วยกัน" ฉันนึกถึงครั้งแรกที่เพื่อนมันชวนมา พอมาอยู่ในสนามจริงๆแทบปาดน้ำตา ตอนนี้ฉันต่างหากล่ะที่ต้องการวีลแชร์!! 

    "ป๋าต่ายที่เคยวิ่งเร็วสมัยเรียน หายไปไหนแล้ววะ" เสียงเพื่อนได้เรียกผู้หญิงอ้วนๆที่สติหลุดกลับมา ลึกๆฉันก็นึกนะว่าไปวิ่งให้มันเห็นตอนไหน ฉันอาจจะเคยลงวิ่งในกีฬาสีเพราะนักกีฬาขาด แต่มันก็แค่วิ่งผลัด 50 เมตรเองนะ นี่มันเป็นกิโลๆเลยนะเหยยยย

    หลังจากได้ยินคำสบประมาทของเพื่อนรัก(ที่ตอนนี้เริ่มเกลียดมันแล้ว) ฉันก็ยังต้องวิ่งต่อไป ก็มันกลับตัวไม่ได้แล้วไง

    ในงานวิ่งนี้ เค้าเชิญชวนให้เอาน้องหมามาวิ่งเล่นด้วยในระยะที่กำหนด ถือว่าเป็นกิมมิคของงานที่ดึงเรามา มันจึงมีช่วงนึงที่เราได้วิ่งในเส้นทางเดียวกับน้องหมา 

    ไซบีเรียสุดหล่อ แซงฉันไปแล้วสองตัว 

    แจ๊ค รัสเซล กับผ้าพันคอคาวบอยสุดเท่ ก็วิ่งแซงฉันไปอีกตัวแล้ว

    และหลังจากนั้น ขบวนน้องหมาเป็นสิบก็วิ่งแซงฉันไปอย่างหน้าตาเฉย รู้สึกโคตรแย่อ่ะที่วิ่งแพ้หมาไปเป็นโขยง แต่ที่แย่กว่าคือ มีเด็กๆที่มากับครอบครัว วิ่งแซงฉันไปด้วยนี่สิ รู้สึกถึงความแก่ในแก่

    ฉันวิ่ง(สลับเดิน)ผ่านไปแล้วกิโลกว่าๆ ตอนนี้แดดเริ่มออกแล้ว ฉันเริ่มท้อแท้ ฉันมาทำไรเนี่ย เวลานี้น่าจะนอนสบายๆอยู่บนเตียงนุ่มๆ ในห้องแอร์เย็นๆ แค่อยากร่วมทำบุญช่วยน้องหมา แค่อยากมาเจอน้องหมาในงาน ฉันต้องมาทรมานตัวเองขนาดนี้เลยหรอ บ้าไปแล้ว...

    "มึงไหวมั้ยเนี่ย" กรูไม่ไหวโว๊ยยย

    "ไหวดิ เดี๋ยวก็ถึงแล้วนี่นา" ตอบแบบหล่อๆไปงั้น เพราะฉันรู้ว่าเพื่อนพยายามวิ่งช้าๆมาตลอดทางเพื่อรอภาระอย่างฉัน

    อีกแค่ไม่ถึงหนึ่งกิโลจะเข้าเส้นชัย ความกดดันก็มาเยือน บรรดาตากล้องนับสิบปักหลักถ่ายรูปตลอดระยะอยู้ตรงหน้า ฉันเห็นก่อนแล้วระยะนึงว่าเราต้องผ่านตรงนั้น ทั้งๆที่ไม่ได้คิดอะไร เพราะฉันมันไม่ใช่พวกชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว

    "จากจุดนี้ต้องวิ่งต่อไปนะเว้ย เดี๋ยวรูปออกมาไม่สวย ยิ้มให้กล้องด้วย เดี๋ยวเค้าจะเอารูปไปโพสลงเว็บ" บร๊ะแล้วไง แค่นี้ก็ฝืนลากสังขารมา ขาจะหลุดอยู่แล้ว ยังต้องแอ๊บว่าวิ่งสบายๆ ปั้นหน้ายิ้มทั้งที่น้ำตาตกในอีกหรอ

    "เตรียมตัวแกร เราจะได้มีรูปคู่ด้วยกันสวยๆ" มึงถามกรูมั้ย ให้กรูเดินเข้าเส้นชัยอย่างสงบไม่ได้เรอะ

    ถ้าใครได้เห็นรูป คงจะรู้สึกได้ถึงความไม่จริงใจในรอยยิ้มแสยะนั้น แต่พอพ้นซุ้มเส้นชัยนั้นไป เมื่อเราได้รับเหรียญวิ่งมา มันกลับรู้สึกดีแฮะ เหรียญวิ่งแรกในชีวิตที่มีรูปน้องหมานั่งวีลแชร์ ไม่รู้ว่าสมองขาดน้ำหรือว่ารู้สึกแบบนั้นจริงๆว่า เรานี่มันช่างเป็นคนดีและสุขภาพดีจริงๆเลย

    พอหันไปมองที่เส้นชัย มีคนสองคนเข็นรถเข็นที่คล้ายรถเข็นของบริกรในร้านอาหารเข้ามาอย่างช้าๆ บนรถเข็นนั้นมีหมาเชาเชาตัวเบอเริ่มนั่งอยู่นิ่งๆแลบลิ้นอย่างสบายใจ ได้แต่คิดในแง่ดีว่า เอาวะ อย่างน้อยเราก็ชนะเชาเชา 5555

    เราผลัดกันยืนถ่ายรูปหน้าแบลคดรอปกันซักพัก ในขณะที่เพื่อนยังขยันถ่ายรูปไม่หยุด ก็มีูผู้ชายคนนึงมาขอให้เพื่อนช่วยถ่ายรูปให้ ดูจากบิบ(ป้ายหมายเลขวิ่ง)แล้ว ชายคนนี้เค้าวิ่งรุ่นระยะ 10 กิโล โหย...วิ่งเข้าไปได้ไง แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว คนอะไรดูดีแถมเก่งอีก(อมยิ้มในใจ) ถ้าเราวิ่งได้ดีกว่านี้ เราจะเจอเค้าตามงานอีกมั้ยนะ (ชะนีขี้มโน)

    นั่นไม่ใช่เหตุผลหลัก(แต่ก็หวังเล็กๆ)ที่ฉันหันมาวิ่ง สิ่งที่ได้รับรู้คือ ร่างกายฉันมันปวกเปียกมากเลย ฉันอยู่กับความชะล่าใจมาตลอด เพราะฉันไม่เคยป่วยด้วยโรคภัยอะไรเลย นอกจากอาหารเป็นพิษ(กินไม่เลือกไง) ไม่เคยได้เข้าโรงพยาบาลมานานมากๆๆๆ แต่ก็นานมากแล้วฉันที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย กล้ามเนื้อที่เคยมี ตอนนี้คงกลายเป็นไขมันไปหมดแล้ว ดูจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นก็รู้ มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่ต้องทำอะไรซักอย่าง แต่ตอนนี้ขอกลับไปอาบน้ำนอนก่อนนะ...  
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in