เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Mirai's Journal | เก็บตกชีวิตไปวันๆMirai
[งานอบรม] เสียงสนทนาจากโต๊ะข้างเคียงสู่งานเขียนกระแทกใจคน

  • โครงการอบรมงานเขียนวรรณศิลป์ CU Pen Club Writing Workshop 2019หัวข้อ : เสียงสนทนาจากโต๊ะข้างเคียงสู่งานเขียนกระแทกใจคน

    โดยวิทยากร พี่ปราปต์ (คุณชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์)


    [ช่วง] : ชวนคุยก่อนเข้าเรื่อง

    หลังจากชีวิตเริ่มเข้าสู่วัยทำงานอย่างจริงจัง ก็ห่างหายจากการเข้าร่วมกิจกรรม Writing Workshop มานานมาก กลายเป็นได้เข้าร่วมปีละครั้งเห็นจะได้ 55555 และปีนี้ เรามีโอกาสผ่านการคัดเลือกและได้เข้าร่วม "โครงการอบรมงานเขียนวรรณศิลป์ CU Pen Club Writing Workshop 2019" ซึ่งจัดโดย ชมรมวรรณศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่ะ

    ไหนๆ ตอนอบรม เราก็ตั้งใจจด แถมยังซดกาแฟมาก่อนร่วมกิจกรรมเพื่อไม่ให้ง่วงแล้ว ก็เลยอยากแชร์บันทึกที่เราจดจากในงานให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ อาจจะมีตกหล่นอะไรบ้างนิดหน่อย ต้องขออภัยนะคะ เพราะตอนฟังบรรยาย เราแอบกินขนมไปด้วย มือไม้ก็จะไม่ว่างเท่าไหร่เนอะ 55555

    [ช่วง] : เข้าเรื่องกันเถอะ!!

    เกริ่นนำ

    "ตำราเรียนมีไว้เผาทิ้ง"

    เคยได้ยินคำกล่าวนี้รึเปล่า?
    มันก็เหมือนกับการที่เรามีความรู้เรื่องการเขียนมากมาย แต่เรากลับเขียนไม่ได้ซะงั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราไม่ควรเอาทฤษฎีมาจับมากเกินไป แต่เราควรจะเขียนงานจากความรู้สึกและความต้องการของเรามากกว่า

    ดังนั้น การอบรมในครั้งนี้ เลยเป็นเหมือนการแชร์เทคนิคเพื่อต่อยอดโครงสร้างของเรื่องหรือต่อยอดไอเดียให้กับงานเขียนมากกว่าที่จะเน้นการบรรยายเรื่องทฤษฎีการเขียนอย่างจริงจัง


    คำถาม: เรื่องสั้น กับ นวนิยาย แตกต่างกันตรงไหน?

    ก่อนอื่น เราต้องทำความรู้จักและเพิ่มเข้าใจเรื่องพื้นฐานของประเภทงานเขียนที่พบบ่อยในปัจจุบัน อย่าง "เรื่องสั้น" และ "นวนิยาย" กันก่อน

    เรื่องสั้น : จะมีประเด็นเดียว มีโครงเรื่องเดียว เหตุการณ์ในเรื่องจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ เนื้อเรื่องก็จะสั้นๆ มีฉากเดียว ตัวละครไม่เยอะมาก การดำเนินเรื่องก็จะค่อนข้างเร็ว

    นวนิยาย : จะมีความยาวของเนื้อเรื่องไม่จำกัด มีหลายแก่นเรื่อง เนื้อเรื่องมีความซับซ้อน ทั้งฉากและตัวละครก็จะเยอะ ช่วงเวลาในแต่ละเหตุการณ์ก็จะยาว การเดินเรื่องก็ค่อนข้างช้า

    แต่สุดท้าย ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น เราไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับมันก็ได้ เพราะทุกวันนี้ก็พบว่างานเขียนที่มีอยู่มันจะมีทั้งความเป็นเรื่องสั้นและนวนิยายปนกันอยู่แล้ว


    คำถาม: เราหาไอเดียที่จะเขียนงานได้จากที่ไหน?

    ถ้าดูจากหัวข้อการอบรมในครั้งนี้ ซึ่งก็คือ "เสียงสนทนาจากโต๊ะข้างเคียงสู่งานเขียนกระแทกใจคน" จะทำให้รู้ว่า เพียงแค่นำบทสนทนาจากคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เรามาเชื่อมโยงกันเป็นโครงเรื่อง แม้บทสทนานั้นจะขาดห้วงก็ตาม แต่เราก็ใช้จินตนาการเชื่อมต่อส่วนที่หายไปให้เป็นเรื่องราวได้

    เพราะฉะนั้น การหาไอเดียไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย ไอเดียสามารถหาได้จากสิ่งที่อยู่รอบตัว จากภาพที่เห็น จากสิ่งที่รับรู้ หรือจากประสบการณ์ที่เราพบเจอด้วยตนเองหรือที่คนอื่นพบเจอก็ได้ ยิ่งเป็นไอเดียที่เกิดจากสถานการณ์ที่เราเจอในชีวิตประจำวัน ก็จะยิ่งเพิ่มความสมจริงและทำให้คนอ่านอินกับเรามากขึ้น

    เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมนิทานกริมม์ถึงได้มีเนื้อเรื่องดาร์คนัก? จากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ก็พบว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตัวนิทาน คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคมสมัยนั้น แสดงว่าเราก็สามารถนำเอาข่าวหรือเรื่องราวจากสื่อต่างๆ มาเขียนเป็นเรื่องสั้น นิยาย หรือนิทานก็ได้

    ที่กล่าวมาข้างต้น คือ จุดเริ่มต้นหาไอเดียจาก "ตัวเอง" ซึ่งหลักๆ ก็คือ การสะสมประสบการณ์ของเราเอง และจุดเริ่มต้นในการหาไอเดียอีกประการก็คือ "หน่วยงานต่างๆ " โดยเฉพาะบรรดาเวทีประกวดงานเขียนทั้งหลาย ที่มีการกำหนดหัวข้อหรือธีมงานเขียนต่างๆ ให้เราลองคิดและวิเคราะห์โจทย์เหล่านั้น ลองตีความว่า ถ้าเราส่งงานเขียนเข้าประกวดเวทีนั้น เราจะเขียนเรื่องอะไร เกี่ยวกับอะไร ลองต่อยอดความคิดและจินตนาการจากโจทย์เหล่านั้นดู เราอาจจะหาไอเดียจากแหล่งพวกนี้ได้เช่นกัน

    และเพื่อให้เกิดความสมจริงและความสมเหตุสมผลมากขึ้น เราคงหลีกเลี่ยง "การค้นคว้า" เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความชัดเจนให้ไอเดียไม่ได้ ซึ่งแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลในปัจจุบันก็มีหลายแหล่ง เช่น อินเตอร์เน็ต หนังสือ สัมภาษณ์คน สำรวจสถานที่จริง รวมไปถึงการเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการก็ช่วยได้

    แต่อย่างไรก็ดี ในการค้นคว้าหาข้อมูล ก็มีเรื่องที่ต้องพึงระวังเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ

    (1) การบันทึกแหล่งข้อมูล - ต้องจดไว้เสมอว่าข้อมูลที่ได้มาในแต่ละครั้ง ได้มาจากแหล่งใด บันทึกแหล่งที่มานั้นได้เลย เผื่อกลับมาอ่านเพื่อเพิ่มความเข้าใจ หรือนำไปใช้อ้างอิงต่อได้ในอนาคต

    (2) ความพอดีของข้อมูล - เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่หามานั้น เพียงพอต่อการเขียนงานของเราแล้ว? วิธีแก้ก็คือ การตั้งคำถามกับงานเขียนของเราไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกอย่างจะกระจ่าง และต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า ข้อมูลที่เราหามาไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ทั้งหมดก็ได้

    (3) ความขัดแย้งของข้อมูล - เมื่อหาข้อมูลมาแล้ว แต่พบว่าข้อมูลที่หามามีความขัดแย้งกัน เราจะแก้ปัญหาอย่างไร? ก่อนอื่นเลยนะ เราต้องดูก่อนว่าข้อมูลแต่ละอย่างที่ได้มามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ หากมีความน่าเชื่อถือพอกัน ก็ให้เลือกข้อมูลที่เข้าทางเรา หรือพูดง่ายๆ คือ ข้อมูลไหนที่ช่วยสนับสนุนให้เนื้อเรื่องของเราเดินหน้าไปได้ ก็ยึดเอาข้อมูลนั้นเลย

    [Tip] : เก็บตกเล็กน้อย

    (1) "การสะสมไอเดียจากการเดินทาง" = เป็นการนำเรื่องราวที่เราเจอระหว่างเดินทางในแต่ละวันมาบันทึกเก็บสะสมเอาไว้ และคิดต่อยอดจากเหตุการณ์เหล่านั้นให้เป็นเรื่องราว หากคิดอะไรไม่ออก ก็นำไอเดียที่เราเคยสะสมเอาไว้มาใช้งานได้ ถือเป็นการหาไอเดียแบบเร่งด่วนรูปแบบหนึ่ง

    (2) สำหรับคนที่อยากเขียนแนวสืบสวนสอบสวน การเยี่ยมชม "พิพิธภัณฑ์ตำรวจ" จะได้ความรู้ไปเขียนงานแนวนี้ได้เยอะมาก และการชมภาพวาดหรืองานศิลปะที่ "หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร" หรือ BACC ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามห้างมาบุญครอง ก็จะได้ไอเดียเรื่องภาพประหลาดๆ เหมาะแก่การนำมาบรรยายภาพลักษณ์หรืออะไรที่สยองๆ เพื่อกระตุ้นความกลัวคนอ่านได้ดี


    คำถาม: เมื่อเราได้ไอเดียมาแล้ว ต่อไปทำยังไงต่อ?

    จุดเริ่มต้นของการสร้างเรื่องราว ก็คือ การนำไอเดียต่างๆ ที่ได้มาเชื่อมต่อและเรียงร้อยเข้าด้วยกัน โดยพยายามเพิ่มรายละเอียดในไอเดียเหล่านั้นให้เต็ม อันนำไปสู่ "การจัดการไอเดีย"  ซึ่งก็คือ การนำไอเดียที่มีอยู่ทั้งหมดมาจัดเป็นหมวดหมู่ให้เรียบร้อยเพื่อง่ายต่อการหยิบใช้นั่นแหละ

    โดยเริ่มแรก เราเริ่มจากการบันทึกไอเดียทั้งหมดลงในที่ไหนซักแห่ง ซึ่งหากเราบันทึกในรูปแบบของไฟล์คอม หรือใช้ Evernote ในการบันทึกจะดีมาก เพราะง่ายแก้การจัดเก็บข้อมูลเป็นหมวดหมู่ หากเป็นข้อมูลที่เราหามาเพิ่ม ก็อย่าลืมใส่แหล่งอ้างอิงข้อมูล เช่น พวกลิงค์ ชื่อหนังสือ-ผู้แต่ง บุคคล หรือสถานที่ลงไปด้วย เผื่อกลับมาอ่านทวนหรือค้นคว้าหรือทำความเข้าใจเพิ่มเติมในภายหลังได้ รวมไปถึงบรรดาชื่อต่างๆ ที่เพราะๆ หรือชื่อที่มีความหมายดีๆ ที่โดนใจเรา เราก็สามารถนำมาจัดเป็นหมวดหมู่ตามตัวอักษร แยกสัญชาติเชื้อชาติของชื่อ รวมไปถึงพื้นเพของชื่อพวกนั้นได้ด้วย ซึ่งอาจจะสะสมชื่อเหล่านี้ในรูปแบบของไฟล์ Excel ก็ได้


    คำถาม: เราจะนำไอเดียมาสร้างพล็อตได้ยังไง?


    ถ้าเปรียบ "พล็อต" (Plot) เสมือนจุดวงกลมหลายๆ จุดที่เป็นเหมือนรายละเอียดประจำวันที่เราบันทึกเก็บเอาไว้ แล้วเอามาเชื่อมต่อกันจนเกิด "โครงเรื่อง" หรือเส้นเรื่อง โดยมีสี่เหลี่ยมที่เป็นเหมือน "พล็อตรอง" (Sub-plot) มาคอยสนับสนุนให้พล็อตที่หนึ่งเดินเรื่องไปสู่พล็อตที่สอง

    การทำแบบนี้ จะเป็นการป้องกันไม่ให้เราเขียนเรื่องออกทะเลด้วย หรือถ้าเราไม่มั่นใจว่าพล็อตหรือพล็อตรองที่เราเลือกนำมาใช้จะทำให้เนื้อเรื่องออกทะเลรึเปล่า ก็ใช้ "แก่นเรื่อง" (Main Idea) ในการตัดออก และถ้าเราคิด "ตอนจบ" ของเรื่องเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าเราต้องการสื่ออะไรกับคนอ่าน ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้เนื้อเรื่องเราไม่ออกทะเลเช่นกัน

    นอกจากนี้ ในการเขียน ยังมีบรรดาเทคนิคการเล่าเรื่องในรูปแบบต่างๆ ให้น่าสนใจ เช่น การสร้างความนัยให้กับเรื่อง คือ เหมือนจุดพล็อตแต่ละจุดจะไม่เชื่อมต่อกัน แต่อันที่จริงมันมีความนัยของเรื่องที่จะสื่ออยู่ถึงเป็นเช่นนั้น หรือการหลอกล่อคนอ่านด้วยวิธีต่างๆ เช่น การเปลี่ยนมุมมองของคนเล่าเรื่องสลับไปมา เพื่อให้คนอ่านเห็นมุมมองของตัวละครหลายๆ ตัวที่อาจอยู่ในสถานการณ์เดียวกันแต่ตีความต่างกัน หรือการสลับลำดับการเล่าเหตุการณ์ให้ไม่เรียงกัน ก็ได้


    [Tip] : เก็บตกเล็กน้อย

    ว่าด้วยเรื่องของ Point of View (POV) เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวละครที่เป็นตัวนำเรื่อง (=คนที่เล่าเรื่องมากที่สุด) ในรูปแบบต่างๆ เช่น

    (1) การเล่าเรื่องแบบบุคคลที่ 1: จะมีความใกล้ชิดกับคนอ่านมากที่สุด แต่ก็มีโอกาสเนือยที่สุดเหมือนกัน เหมาะกับแนวชีวิต ดราม่า หรือการเล่าเรื่องคล้ายกับไดอารี่ ใช้ลูกล่อลูกชนได้ยาก อาจจะต้องใช้เทคนิคในการเล่าเรื่องอื่นๆ เสริมในการแก้ปัญหาเพื่อให้เรื่องน่าสนใจหรือทำให้คนอ่านรู้สึกหักมุมได้

    (2) การเล่าเรื่องแบบบุคคลที่ 2: ไม่เหมาะกับการนำมาใช้เขียนเรื่องยาว เพราะเป็นการเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านอินได้ยากมาก เหมาะกับการเขียนบทความมากกว่า เพราะไม่ต้องให้คนอ่านอินกับเนื้อหามากก็ได้

    (3) การเล่าเรื่องแบบบุคคลที่ 3: ให้นึกถึงการเล่าเรื่องแบบในหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) เป็นการพูดถึงแต่ตัวแฮร์รี่ล้วนๆ แต่ก็มีการพูดถึงความรู้สึกนึกคิดของรอนหรือเฮอร์ไมโอนี่บ้าง แต่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของแฮร์รี่เท่านั้น ว่าเพื่อนอีกสองคน "น่าจะ" รู้สึก/คิดแบบนี้ มันคือการบรรยายความรู้สึกของตัวละครอื่นผ่านความคิดของแฮร์รี่ ซึ่งการเล่าผ่านมุมมองของบุคคลที่ 3 นั้น จะมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ สามารถใช้ลูกเล่นลูกชนได้เยอะ เหมาะกับเรื่องที่ต้องการให้หักมุม แต่ก็มีข้อควรระวังหลายอย่างเหมือนกัน เช่น ระวังตัวละครในเรื่องจะเยอะไป แล้วจัดน้ำหนัก/บทบาทของแต่ละคนไม่ได้ ระวังเรื่อง POV ที่กระโดดข้ามไปมาระหว่างตัวละครโน้นกับตัวละครนี้ เพราะจะทำให้คนอ่านสับสนได้ง่ายว่าเรากำลังเล่า POV ของตัวละครใดกันแน่ ทางแก้ก็คือ ในหนึ่งฉาก ควรเล่าผ่าน POV ของตัวละครเดียวพอ พอเปลี่ยนฉาก ค่อยเปลี่ยน POV เป็นตัวละครใหม่ก็ได้

    (4) การเล่าเรื่องแบบมุมมองพระเจ้า (God View): แต่ก่อน คนมักสับสนและคิดว่า God View กับ POV แบบบุคคลที่ 3 เป็นอย่างเดียวกัน แต่ความจริงแล้วต่างกัน การเล่าเรื่องแบบ God View ให้นึกถึงพวกนิทานเป็นหลัก คือ ไม่ลงลึกถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครใดๆ ในเรื่องเลยทั้งสิ้น วางตัวห่างจากตัวละครชัดเจน โดยคนเล่าเรื่องจะรู้ทุกมุมทุกความลับของตัวละคร (ส่วนตัวละครจะรู้หรือไม่ คือไม่สนไง) และมีแนวโน้มจะเป็นเรื่องที่สอดแทรกการสั่งสอนเชิงศีลธรรม ส่วนมากมักจะพบในงานเขียนเก่าๆ


    คำถาม: แล้วไอเดียที่เราสะสมมาจะเอามาสร้างเป็นตัวละครได้มั้ย?

    เราสามารถนำเทคนิคการสะสมไอเดียที่จัดหมวดหมู่ไว้ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นมาสร้างเป็นคาแรกเตอร์ของตัวละครได้เช่นเดียวกัน มีการสร้างตัวละครจากไอเดียที่เราสะสมไว้จะสามารถตอบคำถามในเรื่องของที่มาและที่ไปของตัวละครได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน ทำให้รู้ว่าตัวละครแต่ละตัวมีพื้นเพเป็นอย่างไร มาจากไหน ส่งผลถึงลักษณะนิสัย และบุคลิกอย่างไร ตลอดไปจนถึงการตัดสินใจของตัวละครเหล่านั้น เป็นเหมือนตัวคุมคาแรกเตอร์ของตัวละครไม่ให้หลุดจากกรอบมากไป

    การตั้งชื่อตัวละครก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะชื่อตัวละครก็เป็นเหมือนคำใบ้หรือนัยยะแฝงให้คนอ่านได้รับรู้หรือเข้าใจความมีอยู่หรือความเป็นตัวตนของตัวละครนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น หากในเรื่องที่เราเขียนมีตัวละครมากมาย เราก็ควรสร้างภาพจำหรือสร้างความแตกต่างให้กับตัวละครเหล่านั้น เราจึงไม่ควรตั้งชื่อตัวละครให้มีความคล้ายกันจนเกินไป อาจจะไม่ใช้ตัวอักษรหน้าซ้ำกันเพื่อกันคนอ่านสับสน แต่อาจจะตั้งชื่อใกล้เคียงกันหรืออยู่ในหมวดหมู่เดียวกันก็ได้หากตัวละครเหล่านั้นเป็นครอบครัวหรือพี่น้องกัน หรือตั้งชื่อตัวละครให้มีความหมายเพื่อง่ายแก่การจดจำก็ได้


    คำถาม: เราเอาไอเดียที่ได้มาต่อยอดเป็นฉากได้มั้ย?

    ความจริงแล้ว ตัวละครที่กล่าวไปแล้วมีความเชื่อมโยงกับฉากอยู่พอสมควร กล่าวคือ ฉากเป็นตัวบอกสถานะหรือภูมิหลังของตัวละครได้ เป็นตัวสร้างนิสัยและทัศนคติของตัวละครได้เช่นกัน  แต่ทั้งนี้ ในการสร้างฉากก็ต้องคำนึงถึงเรื่องระยะเวลาในการเดินทางด้วย เช่น หากตัวละครเราเป็นคนต่างจังหวัดที่ฐานะไม่ดี ก็จะไม่มีเงินในการขึ้นเครื่องบิน เลยต้องเดินทางด้วยรถไฟซึ่งกินเวลาเดินทางค่อนข้างมาก เป็นต้น

    ฉากที่ดีย่อมสร้างความหมายให้กับเนื้อเรื่องได้ ยิ่งเราบรรยายฉากให้เข้าถึงสถานที่จริงได้ก็ยิ่งดี โดยการบรรยายฉากไม่จำเป็นต้องละเอียดมาก แต่ให้เข้าถึงอารมณ์ บรรยากาศ และนึกภาพตามได้ง่ายๆ หากบรรยายฉากดี จะทำให้คนอ่านเข้าใจถึงแนวของเรื่องที่เราเล่าได้เช่นกัน

    สำหรับการสะสมไอเดียเกี่ยวกับฉากนั้น ควรสะสมจากฉากในชีวิตจริง จากประสบการณ์ที่ไป หรือจากข่าวต่างๆ ก็ได้ การใช้ Street View ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี สำหรับสำรวจสถานที่ที่ไม่เคยไป และไม่สามารถไปได้ (อาจจะเพราะไม่มีเงินไป หรือยังไงก็แล้วแต่นะ 5555) หรือถ้าเจอสถานที่ไหนถูกใจหรือชอบใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้และจัดข้อมูลทุกอย่างเป็นหมวดหมู่ก็ได้


    คำถาม: การบรรยายเรื่องล่ะ ต้องทำยังไง?

    ในการบรรยายเรื่อง ควรใช้ภาษาให้ตรงกับแนวเรื่อง อารมณ์เรื่อง และ POV ของตัวละครนั้นๆ การใช้คำส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกของคนอ่าน โดยเฉพาะบรรดาลูกเล่นทางภาษาทั้งหลาย เช่น ระดับภาษา คำสุภาพ คำไวพจน์ การใช้คำเชิงสัญลักษณ์เพื่อแฝงความนัย หรือลูกเล่นอื่นๆ ที่ทำให้ไม่เป็นไปตามหลักไวยากรณ์ก็ได้

    เพราะงั้นในการบรรยายเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาสวยตลอดเวลาก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในแต่ละฉากมากกว่า สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การสามารถเลือกใช้คำที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการสื่อ และทำให้คนอ่านรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้


    [Tip] : เก็บตกเล็กน้อย

    การตั้งชื่อเรื่องที่ดี คือการตั้งชื่อโดยการย่อเรื่องทั้งหมดให้ดีที่สุดและสั้นที่สุด เพื่อที่คนอ่านจะได้เข้าใจว่าตัวเองกำลังหยิบหนังสือแนวไหนขึ้นมาอ่าน หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร


    คำถาม: พอเขียนจบแล้ว มันจบจริงๆ รึเปล่า?

    ความจริงแล้ว พอเขียนเสร็จทั้งเรื่อง มันก็ไม่ได้จบแต่เพียงเท่านั้นหรอก เพราะมันยังมีสิ่งที่เรียกว่า "บรรณาธิิการงานของตัวเอง" อยู่ ซึ่งการบรรณาธิการงานของตัวเอง ก็เป็นเหมือนการทบทวนสิ่งที่เขียนไปว่าถูกต้องและสมบูรณ์แบบมากน้อยแค่ไหน หากพบข้อบกพร่องหรืออะไรที่ตกหล่นก็ยังพอจะแก้ไขได้ทันก่อนที่จะส่งต้นฉบับให้ทางกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ ซึ่งการบรรณาธิการงานนั้น แบ่งออกเป็นหัวข้อ ดังนี้

    (1) การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของเรื่อง - ควรเช็คทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบว่าทุกอย่างสมเหตุสมผลอย่างที่มันควรจะเป็นจริงๆ รึเปล่า เช่น ดูให้แน่ใจว่าตัวละครรู้จักกันครบแล้ว หรืออารมณ์ของเรื่องราบรื่นจริงหรือไม่

    (2) การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล - บรรดาข้อมูลอ้างอิงทั้งหลายที่นำมาใส่ไม่ได้มีความขัดแย้งกันเองใช่มั้ย **อย่าลืมเก็บแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ใช้ทุกครั้ง** เผื่อต้องนำมาอ้างอิงหรือใช้งานอะไรในอนาคต

    (3) ความถูกต้องของข้อมูลที่เราสร้างขึ้นมา - ภาพฉากหรือรูปลักษณ์ภายนอกของตัวละคร หรืออะไรที่เราสร้างขึ้นมาในเรื่อง ต้องสอดคล้องไม่ขัดกัน เช่น ตอนต้นเรื่องสีตาของพระเอกเป็นสีฟ้า แต่ทำไมท้ายเรื่องกลายเป็นสีน้ำตาล ต้องระวังเรื่องพวกนี้ด้วย

    (3) การตั้งคำถามถึง "ความจำเป็น" และ "ทำไม" กับเนื้อเรื่อง - เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเราในฐานะคนเขียนย่อมรู้ทุกประเด็นปัญหาในเรื่อง รวมไปถึงรู้เฉลยต่างๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วคนอ่านจะรู้หรือเข้าใจเหมือนอย่างที่เราเข้าใจรึเปล่า ต้องเช็คด้วยว่าปมของเรื่องกับเฉลยปมที่เราเขียนขึ้นมา คนอ่านสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ตรงกันกับเรา

    (4) การตรวจคำผิด และการจัดหน้ากระดาษ - เพื่อความเรียบร้อยของงาน ถ้างานไม่เรียบร้อย อาจทำให้กองบรรณาธิการขี้เกียจอ่านต่อ หรือไม่ก็พิมพ์ผิดหรือสะกดผิดแล้วงานออกสู่ภายนอก จะยิ่งทำให้ดูแย่ หรือร้ายแรงสุดก็คือทำให้คนอ่านเข้าใจประเด็นที่เราจะสื่อผิดเพี้ยนไปก็ได้ เพราะงั้นตรวจทวนอีกรอบและจัดหน้าให้เรียบร้อยจะดีกว่า


    [Tip] : เก็บตกเล็กน้อย

    การส่งงานเขียนเข้าประกวด ก่อนอื่นเลยเราต้องดูก่อนว่ามีเวทีไหนเปิดให้ส่งงานเขียนประกวดบ้าง เราสามารถเข้าไปเช็คในเว็บ Contest War ได้ เพราะในเว็บจะรวบรวมเวทีประกวดต่างๆ เอาไว้ พอเราเจอเวทีประกวดที่เราต้องการเข้าร่วมแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการอ่านกติกาทั้งหมดให้เข้าใจ และปฏิบัติตามนั้น รวมไปถึงการศึกษาถึงแนวทางการให้คะแนนของกรรมการหรือเจ้าภาพของงาน เช่น สำนักพิมพ์ผู้จัดงาน เป็นต้น เพื่อเขียนให้ตรงแนวของผู้จัดให้มากที่สุด และเมื่อเราเขียนเสร็จแล้วก็อย่าลืมการบรรณาธิการงานของตัวเองดังที่อธิบายไปแล้ว เพื่อความเรียบร้อยและความดูดีของงาน กรรมการจะได้อ่านงานของเราอย่างสบายใจและเต็มที่กับการอ่านที่สุด

    ในการส่งงานเข้าประกวด หรือแม้แต่ส่งงานเขียนให้ทางสำนักพิมพ์พิจารณาโดยตรง หากเป็นการส่งทาง E-mail ก็อย่าลืมเขียนจดหมายปะหน้าไปด้วยว่านิยาย/เรื่องสั้นที่เราส่งไปเกี่ยวกับอะไร เล่าเพียงคร่าวๆ คล้ายกับคำโปรยก็พอ ไม่ต้องถึงกับเขียนเป็นเรื่องย่อ แต่ในเมลล์ นอกจากไฟล์งานเขียนเราแล้ว เราต้องอย่าลืมแนบไฟล์เรื่องย่อ ซึ่งต้องเป็นเรื่องย่อจริงๆ โดยเล่าตั้งแต่ต้นจนจบและเฉลยให้หมดทุกอย่างแบบไม่ต้องกั๊ก จำนวนหน้าก็ไม่ควรเกิน 3 หน้า และควรแนบประวัติของเราไปด้วย ประวัติที่เราต้องแนบไปก็ไม่ต้องถึงขั้น resume เพื่อสมัครงานบริษัท ให้พอรู้คร่าวๆ ว่าเราชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร ช่องทางติดต่อเรา หรืออะไรง่ายๆ แบบนี้ก็พอ และที่สำคัญคือ หากใครเคยได้รับรางวัลงานเขียนหรือเคยมีผลงานตีพิมพ์ที่ไหนก็ควรใส่ลงไปด้วย เพื่อเป็นการการันตีว่าเราเคยผ่านการทำงานด้านการเขียนมาแล้ว

    หลังจากส่งงานเขียนไปที่กองประกวดหรือกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์เรียบร้อยแล้ว มันจะมีช่วงเวลาที่เราต้องรอการประกาศผลใช่มั้ย? ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะว่า "ไม่ต้องรอ" ค่ะ ให้ลุยเขียนงานใหม่ต่อไปเลย ยิ่งเริ่มต้นใหม่และเขียนเรื่องใหม่เสร็จเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เผื่อได้นำงานเขียนชิ้นใหม่นี้ไปใช้งานต่อในอนาคตได้อย่างทันท่วงที ขอแค่อย่าเพิ่งหมดแรงกายแรงใจในการเขียนต่อก็เป็นพอ 555555


    [ช่วง] : ก่อนจากลา

    ในที่สุดก็พิมพ์บันทึกจากที่ไปอบรมจบเสียทีค่ะ 555555 เราจดลงสมุดบันทึกไปถึง 7 หน้ากระดาษด้วยกัน การนำมาพิมพ์ลงในนี้เลยใช้เวลานานพอสมควร กินเวลาไปหลายวันเลยทีเดียว แหะๆ

    การอบรมครั้งนี้ ถือว่าเราได้ข้อมูลและความรู้เยอะเหมือนกันนะคะ ตอนแรกคิดว่าคงได้ความรู้เหมือนกับงานอบรมการเขียนอื่นๆ ที่เราเคยร่วมมา แต่ไม่เลย การอบรมครั้งนี้ได้แต่เทคนิคเต็มๆ เหมือนวางทฤษฎีเอาไว้ แล้วเรามานั่งปรับความเข้าใจเรื่องการเขียนกันใหม่ พร้อมกับบอกเทคนิครัวๆ เหมือนไปนั่งฟังการแชร์ประสบการณ์จากนักเขียนมืออาชีพอะไรทำนองนี้ ซึ่งเราชอบมากเลย 55555

    สำหรับพี่ปราปต์ ผู้เป็นวิทยากรในครั้งนี้ พี่เค้าอธิบายเข้าใจง่าย มี Power Point ประกอบการบรรยาย (แต่ไม่ได้มีเอกสารแจกนะ พวกเราไปนั่งจดกันเอาเองในงาน) มีแบบฝึกหัดให้พวกเราได้ฝึกคิดตามธีมงานด้วย ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบกับการเติมแต่งจินตนาการตามประสาคนชอบเขียนทั้งหลาย 55555 ที่ผ่านมา เรามักจะมีปัญหากับการที่วิทยากรบรรยายหัวข้อใดหัวข้อนึง แล้วพอมีการยกตัวอย่าง วิทยากรมักจะพูดแต่ตัวอย่างหนังสือหรืองานเขียนเก่าๆ ที่เราไม่ได้อ่าน เราก็เลยนึกภาพตามไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่หนังสือหรือตัวอย่างที่พี่ปราปต์ยกมาในการอบรมจะต่างออกไป เพราะมากกว่าครึ่งที่เราเคยอ่านหรือไม่ก็เคยผ่านตามาบ้าง ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมมากเลย เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเรามีส่วนร่วมกับการอบรมจริงๆ แบบตามทัน ไม่เหลอหลาเลิ่กลั่กเหมือนงานอบรมก่อนๆ 555555 เสียดายอย่างเดียวคือเวลาน้อยไป ทุกอย่างเลยดูรวบรัดและเร่งรีบไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นเราก็แฮปปี้กับงานนี้นะ :)

    สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณพี่ปราปต์มากๆ สำหรับการบรรยายครั้งนี้ ได้ทั้งความรู้และเทคนิคเยอะแยะไปหมด ดีใจที่ได้มาร่วมงานนี้ และขอขอบคุณทางชมรมวรรณศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย ที่จัดกิจกรรมดีๆ และให้โอกาสเรามาร่วมอบรมและได้เจอเพื่อนใหม่ที่รักการเขียนเหมือนกัน ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ :)

    "ไอเดียในการเขียนงานอยู่รอบตัวเราตลอดเวลานั่นแหละ"

    หมายเหตุ: เนื่องจากไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพบรรยากาศระหว่างอบรมสวยๆ ดีๆ เลยขออนุญาตยืมภาพบรรยากาศงานอบรมจากเพจของพี่ปราปต์ (ปราปต์) และภาพโปสเตอร์งานอบรมจากเพจของทางชมรมวรรณศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Pen Club) มาใส่ในนี้นะคะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Don Suwannarut (@fb3508311992544)
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะครับ
Mirai (@Mirai)
@fb3508311992544 ด้วยความยินดีค่ะ ?