เรื่องเล่าเพื่อนซึมเศร้าStarco
วันที่การร้องไห้กลายเป็นกิจวัตร
  • บันทึกนี้เราตั้งใจเขียนขึ้นมาเพราะหวังว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่จะมีประโยชน์ต่อคนอื่นไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าเราจะเพิ่งเข้ารับการรักษามาไม่นาน และอาการยังทรงๆ ทรุดๆ อยู่ก็ตาม

    บันทึกแรกนี้เราจะเล่าเกี่ยวกับ background ของเราเล็กน้อย และอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนไปพบคุณหมอ เพราะก่อนเราตัดสินใจไปพบคุณหมอเราศึกษาข้อมูลเยอะมากๆ อ่านบล็อกของหลายๆ คนเพื่อเทียบอาการของตัวเองกับคนอื่น แต่เราไม่ได้ไปซักที ยื้อไปยื้ออยู่ครึ่งปี สาเหตุเพราะพอเราเทียบเคสตัวเองกับเคสคนอื่นแล้ว เรากลับรู้สึกว่าเรื่องของเรามันก็แค่นี้เอง 'เราไม่ได้เป็นอะไรหรอก เราแค่คิดมาก เดี๋ยวก็หายแล้ว' แต่ความจริงคือมันไม่หายไงคะ

    ถึงแม้หลายๆ คนจะบอกว่า 'โรคซึมเศร้า' นั้นเกิดมาจากสารเคมีในสมอง แต่โดยส่วนตัวเราก็คิดว่าก่อนที่สารเคมีในสมองเรามันจะผิดเพี้ยนไปได้ขนาดนี้ก็เกิดมาจากการที่เราเจอความเครียดทับซ้อนกันหลายชั้นนั่นแหละ

    ตั้งแต่เด็กเราเป็นคน self-esteem ต่ำมาตลอดจากสภาพแวดล้อมอะไรหลายๆ อย่าง เราเจอความเครียด ความกดดันมาตั้งแต่เด็กๆ และไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นทุกคนก็ทรีตเราแบบที่เราเป็นเด็ก คือนึกว่าเราไม่รู้อะไร แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เรารู้ทุกอย่างแต่เราก็ต้องแกล้งทำเป็นเฉยๆ ไป ไม่พูด ไม่หือไม่อือ แล้วกดมันไว้ในใจลึกๆ

    เหตุการณ์ต่างๆ ทับถมเข้ามาสู่ชีวิตเราปีแล้วปีเล่า จนปีที่ผ่านมาเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของเรามันขาดลง...

    เราร้องไห้แทบทุกวัน

    จะเรียกได้ว่าทุกวันเลยก็ได้ เราร้องไห้ไปสามวัน หยุดไปวันนึง แล้วกลับมาร้องต่ออีกสามวัน แล้วก็วนเป็นลูปอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้นสักที

    ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าตัวเองกำลังอ่อนแอ เปราะบางจากปัญหาที่เจอมา ซึ่งเอาจริงๆ ตัวเราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ก่อนหน้านั้นสามปี เราเจอเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าทำให้เราช็อคที่สุดในชีวิต เราร้องไห้แค่ไม่กี่ชม. หลังจากนั้นเรายังพิมพ์ไลน์คุยกับเพื่อนได้อย่างสบายใจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันกลับไม่เป็นแบบนั้นแล้ว

    เราเริ่มอารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย ฉุนเฉียว (จากเดิมที่เคยโดนว่าบ่อยๆ ว่าขี้เหวี่ยงอยู่แล้ว) ที่สำคัญคือทำแบบนี้กับคนที่ปกติเราไม่เคยเหวี่ยงใส่มาก่อน เราขี้น้อยใจ เราเสียใจง่ายมากๆ อะไรมากระทบนิดหน่อยอารมณ์จะพุ่งปรี๊ดปร๊าดแบบเอาอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่ 

    ต่อมาเราเริ่มมีปัญหาการกิน เรากินข้าวน้อยมาก คือหิวมันก็หิว แต่กินไม่ลง กินแล้วก็อยากจะอ้วก หรือถึงหิวก็ไม่แม้แต่จะมีแรงคิดจะหาอะไรให้ตัวเองกิน อย่างมากก็หาอะไรนิดๆ หน่อยๆ มารองท้อง เราจะรู้สึกแย่มากเวลากินข้าวที่โรงอาหารกับเพื่อน เพราะเรากินข้าวไม่เคยหมดจาน (เราเคยเป็นคนผอมที่กินเยอะมาก แล้วเราก็ภูมิใจกับการกินของตัวเองด้วย) จากเดิมที่น้ำหนัก 40 กว่าๆ คาดว่าน่าจะ 44-43 ลดลงไปเหลือ 37 แล้วเราเป็นคนตัวเล็ก น้ำหนักน้อยอยู่แล้วด้วย

    เราเริ่มนอนหลับๆ ตื่นๆ และมีอาการติดเตียง ปกติเราเป็นคนนอนยากมากอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนั้นกลับกลายเป็นว่านอกจากจะนอนยากแล้วก็ไม่ค่อยหลับสนิทอีก หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน พอตอนเช้าดันไม่อยากตื่นซะงั้น จากเดิมเป็นคนที่กลัวการโดดเรียนมาก แต่ตอนนั้นในหัวคิดแค่ว่าจะหาข้ออ้างอะไรดีให้ฉันได้นอนอยู่เฉยๆ บนเตียงนี้ไปทั้งวัน

    เราเริ่มสมาธิสั้น กระวนกระวาย การเรียนตกต่ำ ปกติเราก็ขี้ลืมอยู่แล้ว แต่นี่ลืมมากกว่าปกติเข้าไปอีก  บางทีลืมด้วยซ้ำว่าเมื่อหนึ่งนาทีก่อนตัวเองคิดหรือพูดว่าอะไร กลุ้มใจมากจริงๆ เราสมาธิสั้นลง โดยเฉพาะเวลาอยู่ในห้องเรียนหรือแม้กระทั่งตอนทำข้อสอบ เรามองนาฬิกาบ่อยมาก กระวนกระวายอยากออกจากห้อง ทั้งๆ ที่เป็นคนชอบนั่งทำข้อสอบเต็มเวลาแท้ๆ เราเริ่มมีปัญหาการเรียน เรียนไม่ไหว จากเดิมที่การเรียนเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เราพราวด์ สุดท้ายเทอมนั้นเราดรอปไปสองตัว และเริ่มคิดที่อยากซิ่ว (แต่ปัจจุบันก็ไม่ซิ่ว...) 

    เราเริ่มปลีกวิเวกและมีปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ข้อสุดท้ายนี้เป็นข้อสำคัญที่สุดที่ทำให้เราไปหาหมอเลยค่ะ คือเราเริ่มทะเลาะกับคนใกล้ตัวบ่อยๆ บ่อยจนคิดว่าอาจจะต้องเสียเขาไปเพราะอารมณ์งี่เง่าง้องแง้งของตัวเอง เราเลยคิดว่ามันถึงเวลาจริงๆ แล้วที่เราต้องหาหมอ หลังจากนั้นเราก็เลยทำเรื่องนัดหมอ แต่ก็ยังแอบดื้อในใจว่าเดี๋ยวมันก็หาย หรือจะไม่ไปดี เราไม่ได้เป็นอะไรหรอก

    จุดพีคที่สุดที่ทำให้เราไปหาหมอเลยจริงๆ แบบไม่เปลี่ยนใจแล้ว เพราะไออาการสมองเบลอเหมือนถูกสตั๊นไปชั่วขณะเนี่ยทำให้เราตอบคำถามง่ายๆ ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้จะกลับหอยังไง เราตอบไม่ได้ทั้งๆ ที่คำถามมันง่ายมากกก พอถูกถามจี้เรื่อยๆ เราก็น้ำตาไหลเลยจ้าาาาาา แบบทำไมวะ คำถามง่ายๆ ทำไมฉันตอบไม่ได้วะ แล้วเวลาที่เราโดนถามว่าทำไมถึงทำเรื่องง่ายๆ บางอย่างไม่ได้ก็เหมือนกัน เช่นการกินข้าว เราก็น้ำตาไหลอีกละ (เจ้าน้ำตาจริง จ้างไปเล่นละครได้เลยนะ) ในหัวเราคิดแต่ว่า เออ ก็มันทำไม่ได้อ่ะ ถ้าทำได้ก็ทำไปแล้วมั้ยอ่ะ!

    นั่นแหละค่ะ ถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราไปหาหมอ 

    สำหรับบันทึกบทแรกเราจะขอจบไว้เท่านี้ 
    หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับใครอยู่บ้าง
    เดี๋ยวครั้งหน้าจะมาเขียนเรื่องการพบจิตแพทย์ให้ได้อ่านกันนะคะ


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in