ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอNippa
3. เจ้าหน้าที่ซามูเอล สมิธ
  •           หน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ คือสิ่งแรกที่ผมคิดเมื่อเห็นลูกชายของสตีฟวัยหกปี เขามีดวงตาสีฟ้าแบบเดียวกับสตีฟ จมูก ปาก ทุกอย่างบนใบหน้า เหมือนกันจนคนที่ไม่รู้อาจจะตกใจว่ากัปตันอเมริกาโดนย่อส่วนให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหรืออย่างไร มีเพียงอย่างเดียวที่สตีฟจูเนียร์แตกต่างออกไปจากสตีฟในวัยเด็กก็คือ ขนาดตัวของเขา พวกลุง ๆ ป้า ๆ นักวิทยาศาสตร์ขี้เห่อหลานทั้งหลายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นผลมาจากยีนส์ของสตีฟที่ได้รับการฉีดเซรุ่มเข้าไป ยีนส์ของสตีฟดูเหมือนจะไปทำอะไรบางอย่าง (ศัพท์ที่นักวิทยาศาสตร์พวกนั้นพูดเหมือนภาษาเอเลี่ยนเป็นบ้า) จนมันส่งผลให้ลูกของเขาโตไวเกินอายุ และมีหน้าตาที่เหมือนพ่อของเขามากจนผู้คนถึงกับเล่นมุกว่าสตีฟมีลูกกับตัวเอง และฝากไว้ที่ท้องของภรรยาไปสะแล้ว

              ผมถูกส่งไปประจำการที่หมู่เกาะโซโลมอนตอนที่เพ็กกี้กำลังท้อง และต่อมาก็ถูกส่งไปอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในวอชิงตัน ดี.ซี. กับสตีฟเมื่อตอนที่เจ้าแสบอายุได้สามขวบ ผมอยู่ที่นั่นตลอดสามปีแต่สตีฟไป ๆ มา ๆ ระหว่างที่นั่นกับบรุกลิน เขาสร้างบ้านใหม่ในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับที่เก่า — มันเป็นที่ที่เขาคิดว่าจะอยู่ด้วยกันกับครอบครัวของเขาตลอดไป

              เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เลยว่านอกจากรูปถ่ายขาวดำที่สตีฟเอาให้ผมดูอยู่บ่อย ๆ แล้ว ผมก็ไม่เคยพบเจอเจ้าแสบตัวเป็น ๆ เลยจนเขาอายุหกปี วันนั้นเป็นวันเกิดของเขาพอดี ผมกับสตีฟก็ได้กลับมาอยู่ที่บรุกลินด้วยกัน ทันทีที่สตีฟเปิดประตูบ้านเข้าไป เจ้าแสบก็วิ่งมาพร้อมโล่กัปตันอเมริกาพลาสติกในมือ และต่อยเข้าที่ท้องพ่อตัวเองอย่างจัง ผมผงะอย่างตกใจที่สตีฟแกล้งล้มลงไปร้องโอดโอยเกินจริง “แม่ ผมชนะกัปตันอเมริกา!” เจ้าสตีฟย่อส่วนตะโกนออกมาและหันมามองผมทั้ง ๆ ที่ยังมีรอยยิ้มขี้เล่นนั่นติดอยู่บนหน้า ในตอนนั้นผมคิดว่าสตีฟคงบอกอายุลูกของเขาให้ผมฟังผิด เพราะขนาดตัวเจ้าเด็กนี่มันเท่าเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองเสียมากกว่าหกขวบ เพ็กกี้แนะนำผมให้ลูกชายของเธอรู้จัก เขาจ้องมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่เหมือนกับพ่อของเขา ใบหน้าของทั้งคู่คล้ายกันจนผมแทบจะไม่เชื่อว่ากำลังคุยกับลูกของเขาอยู่ ไม่ใช่เขา และประโยคแรกที่เด็กคนนี้พูดกับผมนั้น มันไม่ใช่คำว่าสวัสดีแต่เป็น “คุณคือคนที่พ่อชอบเล่าให้แม่ฟังสินะ”

              เจ้าเด็กแสบโตไม่หยุด จนสุดท้ายตอนอายุสิบหกเขาก็สูงกว่าพ่อของเขา นั่นทำให้เราทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเวลาจะคุยกับเจ้าเด็กยักษ์นี่ — ผม เขา เราไม่ได้สนิทกันเท่าไรเพราะหน้าที่การงานอันยุ่งเหยิงของผม กิจกรรมที่ทำให้เราพบปะกันก็คงจะมีแต่การที่ผมพาเขาไปส่งที่โรงเรียนในวันที่สตีฟและเพ็กกี้ไม่ว่าง การเข้าร่วมตามงานวันเกิดของคนนั้นคนนี้ หรือจะเป็นตอนที่สตีฟพาเขามาที่ที่ทำงานของเรา นั่นทำให้เราได้มีอะไรพูดคุยกันอยู่บ้าง ถึงแม้จะเป็นแค่คำทักทาย และการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันสองสามคำก็เถอะ กระนั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาตีตัวห่างออกไปจากคนในครอบครัว นั่นทำให้เขาก็ห่างออกไปจากผมด้วย เราไม่มีทางรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาในช่วงนั้นเพราะเจ้าตัวไม่ได้พูดอะไร และดูเหมือนจะไม่มีวันพูด เราห่างหายกันไปนานเหมือนคนไม่รู้จักกัน ทุกครั้งที่ผมไปที่บ้านของสตีฟ เขาจะเก็บตัวอยู่บนห้อง หรือไม่ก็ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ทุกคนเรียกมันว่าวัยต่อต้าน แต่สตีฟเชื่อว่ามีบางอย่างผิดปกติไป 

              มันเป็นช่วงเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่งที่เขาเป็นแบบนั้น สุดท้ายเขาก็กลับมาอยู่กับครอบครัวของเขามากขึ้น และนั่นทำให้ผมได้เจอเขาบ่อยขึ้น เขาดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม เงียบขรึมกว่าเดิม — ดูมีอะไรอยู่ในใจเยอะขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือเขาดูจะต่อต้านพ่อของเขามากขึ้นไม่ว่าจะเรื่องอะไร ความชื่นชมในตัวพ่อของเขาเองก็ลดลงไปด้วยตามอายุที่มากขึ้น เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับเจ้าแสบที่ผมเจอเมื่อครั้งแรก ที่น่าแปลกก็คือ ถึงเขาจะเงียบลงไปเยอะกับคนอื่น แต่กับผมเขากลับเพิ่มความก่อกวนขึ้นเรื่อย ๆ สะงั้น แต่ก็เป็นในตอนนั้นเองที่ผมรู้ตัวว่าเขากำลังสนใจความสัมพันธ์ของผมกับสตีฟอยู่ ทุกครั้งที่ผมมองไปที่เขา เขาจะกำลังจ้องมองมาทางผมกับสตีฟเสมอ ขอยอมรับว่ามันออกจะทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอยู่มาก แต่เมื่อเขาไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นอยู่พักหนึ่ง — พักหนึ่งเท่านั้น — เพราะเช้าวันหนึ่งในร้านกาแฟวันที่ผมต้องไปส่งเขาที่โรงเรียน เขาก็พูดสิ่งที่ทำให้กาแฟลวกปากผมขึ้นมา “ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ” นั่นแหละ นั่นคือสิ่งที่เขาพูด




              การนอนในอ่างน้ำไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เสียเท่าไร แต่ผมทำมันไปแล้วเมื่อคืน ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจจะอยู่อย่างนั้นทั้งคืนก็เถอะ แต่มันเป็นไปแล้ว

              ผมตื่นเช้ากว่าปกติ — ไม่สิ ผมยังไม่ได้นอนเลยมากกว่า ไม่รู้ว่าเพ็กกี้จะพูดอย่างไรถ้าเห็นผมในสภาพแบบนี้ เธอเป็นคนฉลาด ต้องรู้แน่ว่าผมขาดพลังงานขนาดไหน และผมไม่อยากทำให้เธอต้องมาดูแลผมทั้ง ๆ ที่ผมเป็นคนพูดเองว่าจะดูแลเธอและเจ้าหลานตัวแสบนั่น 

              ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ส่วนไหนของบ้าน แต่วันนี้วันอังคาร ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นอีกไม่นานก็คงได้เห็นหน้ากวน ๆ ของเขาในห้องนี้แน่ เพ็กกี้กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ในห้องครัว เธอบอกว่าเธอไม่ได้เข้าครัวบ่อยนัก ส่วนมากจะไล่ทุกคนออกไปกินข้าวเช้าข้างนอกบ้านมากกว่าเพราะฝีมือการทำอาหารของเธอก็ไม่ได้ดีเสียเท่าไร (ผมเข้าใจเลย เธอออกจะเป็นสายลุย) แต่เมื่อสตีฟบอกว่าผมจะมาอยู่ด้วย เธอก็เปิดตำราอาหารเพื่อผมโดยเฉพาะ นั่นทำให้ผมยิ่งคิดว่าสตีฟช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ที่คนคนนั้นของเขาเป็น เธอ

              เสียงดังปึ้งปั้งจากการเดินลงบันไดทำเอาเพ็กกี้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทอดไข่ดาวต้องส่งเสียงเอ็ดขึ้นมา ไอ้แสบเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมกระเป๋าเป้สีแดงที่เขาใช้สะพายไปเรียน เขาขานส่ง ๆ รับคำสั่งสอนเรื่องมารยาทของแม่ เดินไปหอมแก้มเธอหนึ่งฟอดก่อนที่จะหยิบขนมปังจากจานขึ้นมาคาบที่ปาก เจ้าเด็กยักษ์เดินไปดูปฏิทินข้างตู้เย็นอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเดินมานั่งตรงข้ามผมบนโต๊ะอาหาร “อรุณสวัสดิ์” เขาว่า ทำหน้าแปลกใจ “ไหนบอกว่าจะตื่นสายไง” ก่อนที่ผมจะได้ตอบอะไรออกไป เสียงดังโครมของกระเป๋าเป้ที่โดนเจ้าเด็กแสบนี่โยนลงบนโต๊ะก็ทำให้เพ็กกี้ต้องเอ็ดเขาขึ้นมาอีกครั้ง และเจ้าแสบก็ขานรับไปงั้น ๆ อีกครั้งเช่นกัน

              ผมมองดูเขาดึงสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วโน้มตัวเขียนอะไรบางอย่างลงไปอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการจับดินสอแปลก ๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขามานาน ผมของเขาไร้การจัดแต่งทรง ไม่เหมือนของสตีฟ มันจึงยุ่งเหยิงอยู่เสมอ ผมเห็นว่าที่หูข้างซ้ายของเขามีรอยเจาะอยู่แต่ไม่มีต่างหู สตีฟเคยหัวเสียกับเรื่องนี้มากอยู่พอสมควรเพราะใคร ๆ ก็พูดกันว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของปาร์ตี้มั่วสุมในหมู่เด็กวัยรุ่นที่เอาน้ำแข็งมาถูหูให้ชาและใช้มันฝรั่งรับเข็มที่โดนแทงผ่านหูเข้าไปด้วยความคึกคะนอง แต่ก็นั่นแหละ มีหรือเจ้าเด็กนี่จะฟังพ่อตัวเอง

              ในขณะที่ผมกำลังสำรวจเขาอยู่ เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกมอง เลยเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดเล่มบางนั่นพร้อมยิ้มให้ “ขอบคุณ” เขาว่า 

              ผมขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจว่าคราวนี้เขาจะมาไม้ไหนอีก “ขอบคุณอะไร” 

              “ขอบคุณที่ชมว่าผมหล่อในใจ” เขาตอบอย่างรวดเร็ว

              ผมมั่นใจว่าความเสร่อแบบนี้คงไม่ได้ถูกส่งต่อมาจากสตีฟแน่ 

              “อยากรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ต่างหาก” ผมเปลี่ยนเรื่อง เมินรอบยิ้มกวน ๆ นั่นไปสนใจสิ่งที่เขาเขียนอยู่

              ไอ้แสบเลิกคิ้วขึ้นเหมือนไม่เชื่อว่าผมกำลังสนใจว่าเขาจะทำอะไรอยู่ “เขียนคำถาม” เขาตอบสั้น ๆ เคาะปากกาลงบนหน้าหนังสือที่มีสูตรวิทยาศาสตร์ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด “ฮาเวิร์ด บอกว่า—”

              “คุณฮาเวิร์ด” เพ็กกี้แทรกขึ้นมา วางจานไข่ดาวลงให้ลูกชาย “ลูกต้องเรียกเขาว่าคุณสตาร์คด้วยซ้ำ” เธอว่าด้วยน้ำเสียงเข้มงวด กอดอกมองลูกชายตัวเอง เล็บสีแดงนั่นเป็นแวววาวเหมือนปากของเธอ

              เจ้าแสบยักไหล่ ทำสีหน้าซึ่งบอกเป็นนัยว่าเขาไม่คิดที่จะให้แม่ได้ยินบทสนทนานี้ “คุณสตาร์ค” เขาทำสำเนียงอังกฤษเลียนแบบแม่ของตัวเองราวกับว่าเธอดุเรื่องสำเนียงอเมริกันของเขามากกว่าเรื่องมารยาท “บอกว่าถ้ามีคำถามอะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ผุดขึ้นมาก็จดเอาไว้ แล้วค่อยเก็บเอาไปถามเขาในวันที่ผมติดรถแม่ไปที่ชิลด์” เขามองตามเพ็กกี้ที่ดูพึงพอใจกับการสอนมารยาทให้ลูกตั้งแต่เช้าเดินออกไปจากห้องครัวแล้วหันมาพูดกับผมว่า “‘ฮาเวิร์ด’ ฮาเวิร์ดบอกให้ผมเรียกเขาแบบนั้น แต่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเถียงสู้กับแม่หรอก เชื่อผมเหอะ”

              แน่นอนว่าผมเชื่อเขา 

              ผมเหลือบมองสิ่งที่เขาจดอีกครั้งแล้วพยักหน้าทำเป็นเข้าใจทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเขียนลงไปเลยสักนิด ผมเกือบลืมไปแล้วว่า ถึงจะดูไม่เอาอ่าว เอาแต่เล่นไปวัน ๆ และติดจะกวนประสาทอยู่มาก แต่เขาก็ฉลาดเป็นกรด คูณเลขได้ตั้งแต่หกขวบ พออายุสิบหกก็โดนเรียกใช้งานจากคุณสตาร์คที่ชิลด์อยู่หลายหน แต่ถึงจะอย่างนั้น เจ้าตัวก็ดูจะไม่ใช่เด็กที่สนใจเรียนอะไรมากมาย ราวกับว่าความรู้ทั้งหลายทั้งแหล่นั้นเป็นสิ่งที่เขาหลับฝันแล้วได้มันมาเอง ครั้งหนึ่งสตีฟโทร.มาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด บอกว่าลูกชายของเขาไม่ยอมอ่านหนังสือช่วงสอบเลยสักตัว เอาแต่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนที่ตรงนั้นทีตรงนี้ที แต่เชื่อหรือไม่ พอผลออกมากลับได้คะแนนเต็มสะงั้น ในขณะที่สตีฟบอกว่าเขาไม่รู้จะทำยังไงให้ลูกเลิกไร้สาระไปวัน ๆ ผมก็ได้แต่คิดว่าเขาไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงของลูกชายตัวเองสักนิด ปัญหาอย่างเช่น การเอาแต่กวนประสาทผมอย่างเมื่อคืน — และอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นตอนนี้

              “ลุงนอนในอ่างจริงดิ” เขาพูดขึ้นมา สายตามองไปที่มือของผมที่กำลังบีบนวดที่ไหล่อยู่ หน้ายียวนของเขาทำเอาผมอยากจะลบคำชมที่คิดอยู่ในใจเมื่อกี้ออกไปให้หมด “มาขอนอนที่ห้องผมก็ได้นะถ้าจะขนาดนั้น เตียงผมกว้าง” เขาว่าต่อพลางเอียงคอมอง มันก็น่ารักอยู่หรอกถ้าไม่มีรอยยิ้มกวนประสาทนั่นอยู่บนหน้าด้วย

              ผมไม่ได้ตอบอะไรเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันเป็นความจริงที่ผมนอนในอ่าง และผมไม่อยากจะพูดเรื่องนั้นออกมาดัง ๆ ให้เขาคิดว่าเขาแกล้งผมได้สำเร็จขนาดไหน สิ่งเดียวที่ผมทำก็คือมองค้อนกลับไป นั่นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่สตีฟเดินลงมาจากบันไดในชุดข้าราชการทหารพอดี ผมของเขาจัดแต่งเป็นทรงเรียบร้อยอย่างที่เขาชอบทำ เขากำลังติดกระดุมข้อมืออยู่ตอนที่เพ็กกี้เดินมาหา แล้วพวกเขาก็ทักทายกันด้วยจูบยามเช้าสั้น ๆ

              นั่นทำให้ผมต้องหลุบตาลงและมองออกไปนอกหน้าต่างแทน แสงอาทิตย์ข้างนอกดูเย็นขึ้นมาทันตา และจู่ ๆ ผมก็ไม่ได้ยินเสียงนกที่กำลังร้องเพลงตอนเช้าอยู่เมื่อครู่ มันราวกับว่าทุกครั้งที่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น สิ่งดี ๆ บนโลกก็จะโดนกดปุ่มซ่อนเอาไว้จากผมเสียอย่างนั้น — ความจริงแล้ว วันนี้อากาศดีเสียจนต้องรู้สึกผิดหากจิตใจจะทำให้มันหมัวหมองลง แต่ผมก็ทำมันไปแล้ว และ—

              “จะไปได้ยัง” จู่ ๆ คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมก็พูดขึ้นมา ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง ตัดขาดจากความคิดที่ผมกำลังจมดิ่งลงไป — ไร้รอยยิ้มเมื่อครู่ของเจ้าเด็กแสบ ตอนนี้มีแต่คิ้วอันขมวดเข้าหากันอย่างมึนตึงของเขา เขาเก็บของใส่กระเป๋าตัวเองอย่างรวดเร็วแล้วเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นไปบนไหล่ “เพราะพ่อช้าแบบนี้ไงผมถึงได้ไปสายตลอด” เขาพูดต่อแล้วเดินนำออกไปที่ประตูบ้าน แต่ก่อนที่จะเดินผ่านประตูออกไป เขาก็หันเสี้ยวหน้ามามองผมอยู่แวบหนึ่ง เหมือนจะพูดอะไรสักอย่างกับผมที่สำคัญ แต่สุดท้ายแล้วก็ได้แต่พูดว่า "แล้วเจอกันเย็นนี้นะ" ก่อนที่จะเดินออกไป

              “ฝากเพ็กกี้ด้วยนะ” เป็นสิ่งที่สตีฟบอกกับผมก่อนที่จะเดินตามลูกชายตัวเองไปที่รถ เพ็กกี้ส่ายหน้ากับท่าทีของลูกชายและบ่นว่าไม่น่าเลือกโรงเรียนไกลบ้านให้เขาเลย 





              เพ็กกี้กำลังยุ่งอยู่กับกองเอกสาร ส่วนผมกำลังช่วยเธอตรวจจดหมายที่จะส่งให้กระทรวงกลาโหมในตอนที่เจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในห้อง เราเกือบจะเอาปืนที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะเป่าหัวเขาไปแล้วถ้าเขาไม่ได้ยกตราที่บ่งบอกว่าเขาเป็นคนของรัฐบาลขึ้นมาให้ผมดูอย่างรวดเร็ว “ถ้ายิงผมคุณจะได้ข้อหาเพิ่มอีกกระทงแน่จ่าบาร์นส์” เจ้าหน้าที่ซามูเอล สมิธ ว่า “เรามาหาคุณเรื่องการป้องกันภัยอันตรายให้กับกัปตันอเมริกา”

              “คุณหมายถึงการขังเขาน่ะเหรอ” ผมลดปืนที่อยู่ในมือลงพร้อมเพ็กกี้

              “เรามั่นใจว่ามันเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของเขา” เขาตอบกลับ วาดมือลงให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างหลังเขาลดปืนลงบ้าง

              เพ็กกี้ใช้มือสองข้างเท้าลงกับโต๊ะเหมือนกำลังจะทำให้ตัวเองหายตกใจจากเหตุการณ์อันกะทันหันเมื่อกี้ เจ้าหน้าที่รัฐคนนั้นถือวิสาสะนั่งลงบนโซฟาที่ห่างออกไปไม่ไกล ก่อนที่จะประสานมือเข้าหากันบนตักตัวเองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูใจเย็นแต่แววตากลับดูดุดัน “ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ คุณต้องเข้าใจว่ากัปตันอเมริกาเป็นสัญลักษณ์ เป็นกำลังใจของชาติ ถ้าหากเขาเป็นอะไรขึ้นมาคุณจะรับผิดชอบอะไรเองได้ไหมล่ะคุณบาร์นส์”

              ผมขมวดคิ้วกับสิ่งที่เขาพูด พวกเขาส่งสตีฟไปหาอันตรายตั้งหลายครั้งหลายหน ไม่เห็นมีใครคิดถึงความปลอดภัยของเขาเท่านี้เลยสักครั้ง พอสงครามสงบลงแล้ว เขาเพิ่งคิดว่าควรปกป้องสตีฟจากอันตรายอย่างนั้นหรือ “คุณจะบอกผมว่าเขา — กัปตันอเมริกา — ปกป้องตัวเองจากพวกโซเวียตในบ้านเขาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เขาเข้าร่วมรบในสงครามมาแล้วตั้งหลายสนามรบเหรอครับ” ผมพูดอย่างใจเย็น

              “ไม่” เขาตอบกลับด้วยเสียงอันดัง ทำเอาเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่หน้าประตูต้องสะดุ้งไปกันสองสามคน “เราจะไม่เสี่ยงกับอะไรแบบนั้น ดูที่นี่สะก่อน จ่าบาร์นส์ ถ้ามันปกป้องอะไรใครได้ป่านี้ผมคงไม่มานั่งอยู่บนโซฟาตัวนี้หรอก — ที่ที่เราจัดหาไว้ให้มีระบบป้องกันพร้อมทุกอย่าง มีทหารแน่นหนา เขาและครอบครัวจะได้อยู่กันอย่างสบายยี่สิบสี่ชั่วโมง แล้ว—”

              “ถ้าคุณไม่รีบยกบัตรเจ้าหน้าที่รัฐนั่นออกมาอย่างหวาดกลัวล่ะก็คุณตายไปแล้วเจ้าหน้าที่สมิธ” จู่ ๆ เพ็กกี้ก็แทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเธอดูขึงขังผิดกับใบหน้าสวยงามนั่น “ที่นี่เป็นบ้านของฉัน ของครอบครัวฉัน และคุณไม่สามารถเอาบ้านไปจากเราได้ ได้โปรดออกไปด้วย

              ห้องทำงานถูกปกคลุมด้วยความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง มันเงียบเสียงจนเหมือนมีใครมากดปุ่มปิดเสียงเอาไว้ เจ้าหน้าที่คนอื่นที่ยืนอยู่บริเวณหน้าประตูกระชับปืนในมือขึ้นหลังจากได้ยินประโยคสุดท้ายของเพ็กกี้ราวกับว่าพวกเขาพร้อมรับคำสั่งจากคนที่นั่งอยู่บนโซฟาทันทีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

              ซามูเอล สมิธลุกขึ้นมาจากเบาะ เขาก้าวช้า ๆ และใช้มือสองข้างเท้าลงบนโต๊ะทำงานตรงที่เรากำลังยืนอยู่ ดวงตาสีดำสนิทของเขามองจ้องไปที่เพ็กกี้และค่อย ๆ เลื่อนมาที่ผมราวกับเสือดำที่ไม่ได้เกรงกลัวมนุษย์ที่กำลังอยู่ตรงหน้ามัน “จำไว้ว่านี่เป็นคำสั่งของรัฐ และคุณได้ฝ่าฝืนมันไปแล้วครั้งหนึ่งจ่าเจมส์ บูแคนัน บาร์นส์ — คุณด้วย เจ้าหน้าที่มากาเร็ต โรเจอร์” เขาชี้ไปที่เพ็กกี้ “เราจะรอคุณและครอบครัวอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในวอชิงตัน ดี.ซี. ติดต่อมาหากคุณเปลี่ยนใจ แต่— ภายในสามวันนี้เท่านั้น หากเกินกว่านั้น เราไม่รับรองว่าจะสามารถมาเชิญคุณไปดี ๆ ได้แบบครั้งนี้” เขากล่าวและทำสัญลักษณ์ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเดินตามเขาออกไปจากบ้าน

              ผมกับเพ็กกี้มองหน้ากันและกันหลังจากที่เจ้าหน้าที่พวกนั้นเดินออกไปหมดแล้ว

              “คุณเหมือนสตีฟขึ้นไปทุกวันแล้วนะ” ผมแซวเธอ นั่นทำให้เธอคลายคิ้วที่ผูกกันเป็นปมออกได้บ้าง และส่งยิ้มให้

              “สตีฟไม่มีวันยอมหรอก” เธอว่า “เขาไม่มีวันยอมไปอยู่ไกลจากบรุกลินแน่”

              ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด 

              สตีฟเป็นผู้แหกกฎเสมอแหละ


    TBC


    __________________________________________

    Hi! Talk to me on Twitter - @uchihanippa or #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ


    ทุกคน เราได้อ่านคอมเมนต์ของตอนที่แล้วแล้วรู้สึกว่าทุกคนสนุก มันทำให้เราสนุกไปด้วย ขอบคุณมาก ๆ เลยนะ TT อยากบอกว่าทุกคอมเมนต์ของทุกคนมันน่ารักจริง ๆ อ่านแล้วยิ้มตามเลย มีทั้งเขินทั้งเศร้า แถมบางคนก็ใช้คำได้บาดใจเรามาก เช่น น่ารักแบบขมขื่น หรือ เจ็บเหมือนอ่านอยู่แล้วโดนกระดาษบาด หรือแม้กระทั่ง "เพื่อนพ่อมึงดิ" 55555 ใครเชียร์เจ้าแสบอยู่ก็ขอให้เชียร์ต่อไปนะ สู้! ตอนหน้าเขามาแน่! สามารถพูดคุยหรือคอมเมนต์เพิ่มเติมได้ที่ #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ ได้เลย รักทุกคนมากกกกกก <3 


    จนกว่าจะพบกันใหม่






เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
paparkro9er (@papark_baka)
เจ้าแสบนี่ชื่ออะไรกับนะ จูเนียร์หรือเปล่า ดูท่าทางจะต่อต้านพ่อตัวเองมากจริง ๆ แฮะ
pd704101 (@Impnp92)
ชอบ “เพื่อนพ่อมึงดิ” มากกกก5555เอาเลยมั้ยลุงบัค
sky_itsme13 (@sky_itsme13)
ขอบคุณค่าบ ติดตามตอนต่อไปอยู่ครัช