Archive Synonyms, Archive AntonymsMellifluous
sām sān

  • (Inspired by Joker 2019)






    รอบนี้คุณจิตแพทย์คนสวยของเขาดูต่างไปจากทุกที ทรวดทรงองค์เอวกลืนหายไปกับลำตัว แขนขาทวีความกำยำผิดหูผิดตา เส้นผมไม่ใช่ดำสนิทอย่างเคยแต่เป็นบลอนด์หยักศกตัดสั้นระต้นคอ เนื้อหนังแปรสีจากน้ำตาลเข้มนวลตาเป็นขาวผ่องอย่างคอเคซอยด์อยู่ดีกินดี เสียแต่หยาบคล้ำกรำแดดนิดหน่อย ใบหน้าซีกล่างมีผ้าปิดปากครอบทับเรียบร้อย หนำซํ้าส่วนสูงเพิ่มพรวดจนเขาแอบก้มมองว่าหล่อนเสริมส้นเนื่องในโอกาสพิเศษหรือเปล่า อย่างหนึ่งที่ดูจะคงเดิมอยู่คือนัยน์ตาสีลูกโอ๊คแวววาวกระตือรือร้นเตรียมพร้อมสัมภาษณ์คนดังประจำอาร์คัมเสตท 


    ก็ว่าไปนั่น นี่ไม่ใช่สุภาพสตรีคนนั้นสักหน่อย ด้ายชีวิตหล่อนมีอันต้องสะบั้นขาดด้วยเหตุสำคัญบางประการที่หลายคนเลือกไม่เอ่ยถึง เขารู้ดี เขารู้ถ่องแท้ทีเดียว พอนึกมาถึงตรงนี้ก็กลั้นขำไม่อยู่ ฉะนั้นยามก้อนหัวเราะเกลือกกลิ้งมาจุกอยู่เต็มคอหอย เขาจึงปล่อยเต็มปอดไม่คิดต้านแม้แต่หยาดเดียว คุณหมอคนใหม่ไม่มีทีท่าตกตะลึงพรึงเพริด คงจะอ่านเอกสารมาละเอียดดี ฝ่ายนั้นกอบประดาสมุดกระดาษสารพันมาเต็มอ้อมแขน


    นอกจากเสียงเลื่อนเก้าอี้เอียดอาดของผู้มาเยือนชุดขาว เสียงกระดาษกรอบแกรบวางตึงบนโต๊ะ เสียงหัวเราะคิกคักจากลำคอแห้งผากของเขา และเสียงโซ่โยงกุญแจมือกระทบกริกยามเขาขยับแขนเลื่อนมวนบุหรี่ขึ้นจรดริมฝีปากเซียวซีด ห้องสี่เหลี่ยมนี้ก็เงียบสนิททีเดียว 


    รั้งรอกระทั่งคลื่นขบขันจางเจือไปกับอากาศเย็นชืด เงียบสงัดสัมบูรณ์จนได้ยินลมหายใจทอดถอนใส่ไมโครโฟนบันทึกตรงหน้า คุณหมอจึงค่อยทำทีจัดเตรียมเอกสารพร้อมปากกามาถือไว้ในมือที่สวมถุงมือหนังสีกาแฟทั้งสองข้าง ร่างสูงแข็งแรงเกือบโน้มโถมข้ามโต๊ะมาหาเขา


    “สวัสดียามค่ำ อาเธอร์”


    จิตแพทย์หนุ่มโยนหินสนทนาก้อนแรกมาทางเขา เจ้าของนามสังเกตว่าวิธีออกเสียงของหมอนี่ประหลาดนัก กะกึ่งตื่นเต้นดีใจระคนสงบเสงี่ยมระงับกริยา ชื่อเขาหล่นร่วงจากปากใต้หน้ากากอนามัยเสมือนศัพท์แสงที่กลุ่มคลั่งศาสนาใช้สบถสาบานถึงพระเจ้าตามหิ้งบูชา หากเขาสติครบคงไม่อาจหาญคิดว่าเจ้าคนนี้ดีใจที่ได้เจอเขา แต่ความจริงตรงกันข้าม ทิวทัศน์คลาคล่ำคลื่นคนกู่ร้องสรรเสริญเขายังฉูดฉาดในความทรงจำส่วนลึก ผู้คนมองเห็นและรักเขา เขามั่นใจที่จะเอ่ยว่าใครก็ดีใจที่เจอเขา เขาปล่อยร่างกายขยับเคลื่อนอ่อนช้อยตามจังหวะไพเราะที่บรรเลงจากสมอง ดื่มด่ำซึมซับตัวตนใหม่เอี่ยมที่ปลุกขึ้นมาจากความตาย ชายสูทแดง, แต้มสีวาดใบหน้าเลียนแบบตัวตลก, ย้อมผมสีสด, อ้าแขนโอบกอดอาเธอร์ เฟล็กเพื่อออกมาเริงระบำร่วมกันบนซากศพ ตอนนี้ชายคนนั้นเป็นหนึ่งเดียวกับเขา พวกเขามีกันและกัน แนบสนิทชิดใกล้


    ไม่ว่าการที่อาเธอร์มักหลุดละเมอเข้าสู่โลกส่วนตัวจะทำให้กองทัพหมอก่อนหน้าหงุดหงิดยอมแพ้มามากเพียงใด นายคนนี้ดูท่าจะไม่นำพาที่คำทักทายตามมารยาทต้องลอยเก้อค้างเติ่งกลางอากาศ คุณหมอคนใหม่ก้มขีดเขียนบางอย่างบนกระดาษ ซึ่งก็คงไม่พ้นผลบันทึกน่าเบื่อ อาเธอร์สนุกที่ทำให้จิตแพทย์การศึกษาหนาแน่นเหล่านี้ไม่สามารถจดอะไรได้นอกจากฮ่า ฮ่า ฮ่า แต่หินสนทนาก้อนที่สองถูกโยนมาอีก


    “ผมเฮนรี เจคิล จะเป็นจิตแพทย์ประจำตัวคุณนับแต่นี้เป็นต้นไป” นายหมอผายมือออกจากตัวแทนสัญลักษณ์เปิดเผยจริงใจ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไปและอาเธอร์สนใจบทเรียนวิชาภาษาอังกฤษในชั้นประถมมากกว่านี้ เขาอาจหยอกเย้าคุณหมอเรื่องชื่อเหมือนตัวละครบุคลิคแปลกแยกในนิยายสยองขวัญเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้ บวกได้รับทราบอีกข้อว่านายคนนี้จงใจเปิดเผยว่าตัวเองใช้ชื่อปลอมหน้าเฉยตาเมย แต่อาเธอร์ เฟล็กไม่ใช่นักอ่าน หลายปัจจัยในชีวิตเขาไม่เอื้ออำนวยให้มีเวลาสุนทรีย์กับศาสตร์ละเอียดอ่อนถึงขนาดนั้น ดูท่าอีกฝ่ายก็คงไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษด้วย “ผมอ่านประวัติคุณมาเรียบร้อย ไม่ต้องห่วงว่าจะติดขัดไม่ต่อเนื่อง รับรองเราจะสนิทกันเหมือนเพื่อนเก่ามิตรแก่เลยล่ะ”


    ประโยคนั้นทำเขาขบขันจริงๆ อาเธอร์ขำกิ๊กคาบุหรี่ เศษเถ้าร่วงพื้น เขายอมโยนหินกลับไปบ้าง


    “คุณไม่อยากเป็นเพื่อนผมหรอกหมอ ดูคุณสิ ทั้งปิดหน้า ถุงมืออีก โรคทางจิตไม่ติดต่อกันทางน้ำลายนะ” เสียงหัวเราะคิกคักแทรกระหว่างคำเหมือนกระดิ่งมิสเซิลโท “แต่ทางบรรยากาศน่ะไม่แน่ สักพักคุณจะเลิกปั้นยิ้ม หยุดใจดีแล้วเริ่มทำฉิบหายเหมือนคนอื่น”


    จังหวะนี้ จิตแพทย์รายก่อนจะก้มลงจดยิกแล้วพยายามยื้อเส้นแห่งความอดทนไว้อย่างสุดความสามารถ ทว่าหมอผมบลอนด์ดูเพลิดเพลิดผิดหูผิดตา เกือบจะร้องเพลงด้วยซํ้า หมอเฮนรีดูจะหลงลืมกระดาษปากกาที่อุตส่าห์หอบฟางเสียมากมายรวมถึงกิจการหน้าที่แท้จริง เขาสอดสองแขนประสานค้ำยันบนโต๊ะพลางโน้มร่างเข้าใกล้เหมือนเด็กประถมตาใสพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของความลับที่คุณครูใจดีกำลังจะเผย ไม่ก็นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องจดจ้องผลการทดลองเหนือคำบรรยายของตัวเอง อาเธอร์สังเกตกริยาดังกล่าวผ่านม่านควันบุหรี่แล้วได้แต่ยิ้มเรี่ย สายตาเขาพาดไพล่ไปถึงไมโครโฟนบันทึกเสียง เกิดแรงกระตุ้นปรารถนาจะกวาดมันทั้งหมดลงพื้นพร้อมท่าทางคุณหมอคนนี้เสีย เขาเนรมิตการกระทำนั้นขึ้นมาในห้วงสมอง แผ่นหลังหุ้มกระดูกเอนพิงเก้าอี้


    "คุณรู้ได้ไงว่าผมไม่ได้มีของพวกนี้ด้วยสาเหตุอื่น" เฮนรีชูมือ ยิ้มตาหยีใต้หน้ากากอนามัย "ไม่ปฏิเสธว่าบรรยากาศที่คุณสร้างน่ะเซ็กซี่นะ อาเธอร์ แต่ผมมั่นใจว่าบรรยากาศของตัวเองก็เข้มข้นไม่แพ้กัน"


    "คุณจะบอกว่าเราจะนั่งจ้องหน้ากัน ปล่อยให้ออร่าที่เราแผ่ออกมากลืนกินฝ่ายตรงข้ามไปทีละนิดจนกว่าผมหรือคุณจะกลายเป็นสิ่งที่เราอยากให้อีกฝ่ายเป็นน่ะเหรอ"


    เฮนรีปั้นหน้าครุ่นคิดสมจริงเหลือเชื่อสำหรับคนที่เหลือเพียงพื้นที่จมูกถึงหน้าผากให้สำแดงอารมณ์


    "นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะสื่อ ยอมรับว่าคุณพูดแล้วน่าสนใจ... แต่ว่านะอาเธอร์ คุณไม่คิดบ้างหรือว่าบรรยากาศของเรามันก็คล้ายกันอยู่ ไม่ใช่ว่าผมต้องการข่มขวัญเอาชนะคุณเพราะเราเป็นขั้วขาวดำอะไรเทือกนั้น ไม่ครับ, พวกเราเหมือนกันยิ่งกว่าฝาแฝด เราอาจหลอมรวมกันแล้วกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ ใครจะรู้"


    ห้องสีขาวดังลั่นด้วยความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง


    ชายหนุ่มนิ่งนึกไตร่ตรองความหมายเบื้องหลังถ้อยคำสลับซับซ้อนของจิตแพทย์คนใหม่ พยายามขีดเค้นตามหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายกับรอยยิ้มอย่างผู้กุมชัยที่หน้ากากอนามัยปิดไม่มิด ถูกต้องประการหนึ่งล่ะว่านายเฮนรี เจคิลคนนี้แตกต่างจากพวกสังคมสงเคราะห์รายอื่นที่มักเข้ามาทำเสียงอ่อนเสียงหวานดึงให้เขาเห็นข้อดีในโลกข้างนอก เกลี้ยกล่อมศรัทธาว่าความปกติซุกซ่อนลึกล้ำตรงมุมหนึ่งของร่างกายเขา อัศวินกาวน์ขาวผู้กอบกู้ความเป็นคน ยัดยากระปุกแล้วกระปุกเล่าใส่ถาดหลังอาหาร ก่อนนอน ระหว่างวัน เชื่อจริงจังว่าอาเธอร์จะต้องหายได้แน่หากเขาหนักแน่นพอ หายจากอะไรกันนะ ชายวัยกลางคนเคยนึกสงสัยวันหนึ่งที่เขาแอบคายเม็ดแคปซูลเก็บไปแกะผงโรยใส่ส้วมซึม ปาดข้างแก้ม ลากเส้นตลกขบขันบนลิ้น หายจากอะไร เขาป่วยหรือ ทำไมเขาจึงป่วย แล้วทำไมเขาต้องหาย ในเมื่อเขาไม่เคยรู้สึกสามัญดาษดื่นและแสนวิเศษขนาดนี้มาก่อนชั่วชีวิต เขาไม่ต้องเดินตามถนนเก็บซากความเป็นตัวเองที่ปริร้าวร่วงหล่นระหว่างทาง บัดนี้เขาเริงระบำร่ำร้องบทเพลง สิ่งที่เป็นของเขาทั้งหมดทั้งมวลก็วิ่งเต้นกลับเข้ามารวมกัน ไม่หรอก เขาไม่ได้ป่วย เขาไม่จำเป็นต้องหาย พวกนั้นต่างหากเล่าที่เป็นเจ้าของความป่วยไข้ กลุ่มคนโรคจิตที่พร่ำว่าตัวเองรู้ทุกเรื่องแต่กลับยืนยันจะรักษาคนปกติด้วยยาพิษทำลายบุคลิค บ้าทั้งนั้น


    หรือไม่ก็แ่ค่ ไม่มีใครบ้า, หากนำเอานิยามความปกติของคนทั้งโลกมารวมกัน ผลคือจะไม่มีใครที่ปกติหลงเหลืออยู่ ใครจะรู้ คนหนึ่งอาจทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ในชีวิตประจำวันไม่ว่างเว้น ในขณะอีกซีกทวีปมองว่ากิจวัตรดังกล่าวช่างประสาทเสียสิ้นดี 


    อาเธอร์เห็นว่าการรวบรัดตัดความว่าเขาเหมือนกับเฮนรีออกจะผลีผลามอวดดีไปสักหน่อยไม่ว่าจะมองมุมไหน พ่อหนุ่มน้อยก้าวล้ำย่ำเท้าเข้ามาในโลกของเขาตามสบายแล้วทำทีว่าเข้าใจทุกสิ่ง ไม่ว่านี่จะเป็นกลยุทธ์ใหม่ทางการแพทย์หรือดอกเตอร์เจคิลแค่มึนเมาไปเอง เขาไม่คิดว่าควรค่าแก่การให้ความร่วมมือ ยังไม่รวมถึงเหตุผลที่ว่าเขาได้ตกลงรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอีกคนไปก่อนหน้านี้แล้ว คงไม่สะดวกเพิ่มพื้นที่ให้บุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซง


    "นี่ มาคุยกันเถอะ" 


    ท่าทางหมอนี่จะเห็นความเงียบของเขาเป็นประตูบ้านที่เปิดอ้า ถึงได้พาตัวเองถลำเข้ามาไม่กลัวเกรง หนอนตัวอ้วนสมองกลวงที่ยินดีดิ้นเข้าปากฉลามเพียงเพราะอยากสำรวจร่างกายสัตว์ใหญ่ ไม่ก็ม้าไม้เมืองทรอย  


    "คุณรู้สึกยังไงตอนเต้นรำอยู่บนเวที"


    บุหรี่ไหม้ครึ่งหนึ่งแล้ว เถ้าร่วงลงพื้น


    นัยน์ตาสีท้องสมุทรใต้แสงแดดเช้าสบกับสีน้ำตาลพราวระยับ เขาไม่ได้วานให้คนพูดขยายความ ผู้ถามก็แสดงความมั่นใจเต็มที่ว่าเขาไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม เฮนรีขุดคว้านเข้าไปในตัวเขา หยิบจับตรงโน้นตรงนี้ตามใจชอบ ตั้งคำถามกับส่วนที่สนใจ เก็บชิ้นที่ต้องการเข้ากระเป๋าหน้าตาเฉย 


    เขาเริ่มรู้สึกสูญเสียความเป็นส่วนตัวครั้งแรก โลกของเขาไม่ได้มีเพียงตัวเองอีกต่อไป


    "อิสระ" อาเธอร์ขยับปากตอบทั้งยังยุ่งกับการคาบคามวนมะเร็ง "เหมือนถูกปลุกจากฝันร้าย.. เหมือนได้ออกจากกรงขัง ที่ผ่านมาไม่มีใครมองเห็นผมเพราะผมถูกขังไว้ลึกมาก ในที่มืดทึบ..อับแสง ทั้งตัวพันแน่นด้วยเชือก จนกระทั่งไม่นานมานี้ที่ปมมัดเริ่มอ่อนแรง กลอนล็อคหลวมพอให้เปิดได้ ผมเริ่มเห็นทางออกชัดขึ้นเรื่อยๆ..เรื่อยๆ ผมเหยียดแขนขาได้เต็มที่ ทุกอย่างกลายเป็นของผมอย่างที่มันควรเป็น ถ้อยคำออกมาจากปากผม เสื้อผ้าที่สวมใส่ นิ้วมือ ลำตัว.. ผมรู้สึกเบาหวิว ผ่อนคลาย ผมเป็นอิสระ"


    แม้จะคิดสะระตะต่อต้านตามสัญชาติญาณ อาเธอร์ก็ยอมส่งมอบกระแสสำนึกไร้การกลั่นกรองตัดแต่งให้อีกฝ่ายอย่างที่ไม่เคยอนุญาตแพทย์รายใดมาก่อน บอกไม่ถูกว่าทำไม เขาเพียงแต่รู้สึกว่า ทำได้ ก็เท่านั้น


    ระหว่างปล่อยตัวอักษรร่วงหล่นตามกระแสคำนึง ผ่านสายตาของเฮนรี เขาแลเห็นคนไข้ในความดูแลค่อยๆ ยกมือข้างว่างขึ้นเหนือศีรษะทั้งยังถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเหล็ก ตามด้วยอีกข้างที่ยังคีบบุหรี่ใกล้ไหม้หมดค้างไว้ นิ้วทั้งสิบขยับไหวคล้ายผ้าแพรใต้ผืนน้ำ แววตาสีอ่อนหากส่องประกายวูบวาบลากไล้ตามกระบวนเคลื่อนไหวอันชดช้อยของตัวเองราวกำลังจดจ้องทิวทัศน์งดงามนอกบานหน้าต่างในต้นเดือนกันยายน อาเธอร์หลงวนเวียนท่ามกลางแดนอัศจรรย์สุดบรรยายอย่างจงใจจะทอดทิ้งคนอื่นนอกเหนือจากนั้นไว้ในโลกน่าเบื่อภายนอก โชคดีขึ้นมาหน่อยตรงเฮนรียังคว้าแขนคนไข้ของเขาไว้แนบแน่น หมอหนุ่มจึงยังไม่หลงทาง ไม่ถูกทิ้งงุนงง เขาตามติดอีกฝ่ายอย่างค่อนข้างใกล้ชิดทีเดียว


    เรียวปากดอกเตอร์เจคิลขยับโค้งวาดยิ้มละไมไปถึงดวงตา เกือบจะเรียกได้ว่าอ่อนโยน ลมหายใจยาวเหยียดซึ่งทอดถอดนั้นสั่นระริกวูบไหวอย่างน่ากังขา เขาค้อมศีรษะลงต่ำจนใบหน้าตั้งขนานกับโต๊ะ 


    "การหลุดพ้นของคุณไม่ได้นำพาอิสระมาแก่คุณคนเดียวหรอกนะ"


    เสมือนเริ่มเข้าถึงจุดประสงค์แท้จริงหลังม่านเสียที เฮนรีผงกหัวขึ้นพรวดพราด กริยาท่าทางบ่งชัดว่าอันที่จริงไม่ต้องมีบทสนทนาสัพเพเหระเมื่อสักครู่เลยด้วยซํ้าในเมื่อสุดท้ายแล้วมันไม่ได้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงอันใดแก่การตัดสินใจที่ทำไปเรียบร้อยแล้วของเขา การเข้ามาพูดคุยกับอาเธอร์เป็นเพียงเครื่องยืนยันบางอย่างที่ศรัทธานับถือ สนองความปรารถนาส่วนบุคคล คนไข้ที่เพิ่งขยี้บุหรี่กับชามที่เขี่ยแอบพาตัวเองออกจากวันเดอร์แลนด์เพื่อสบมองแววตาแน่วแน่ของคุณหมอ ชั่วขณะหนึ่งที่กำแพงระหว่างพวกเขาถล่มราบคาบลงตรงหน้า ความลับลึกสุดในใจของอีกฝ่ายกางแผ่แบอ้าให้มองสำรวจตามใจอยาก 


    เด็กคนนี้ไม่ใช่จิตแพทย์ -- แน่อยู่แล้ว อาเธอร์รับทราบด้วยเซนส์ที่บอกไม่ถูกตั้งแต่ก่อนหน้า เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องคิดออกมาดังๆ บัดนี้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงดูประหลาดนักแม้กระทั่งในห้วงคำนึงเงียบเชียบ เขาลดระดับสายตาลงมาจ้องมองชุดเครื่องแบบ สังเกตรอยยับยู่ยี่ผิดปกติรวมถึงรอยกระเซ็นของสสารเหลวน่าสงสัย ไพล่ปุจฉาไปว่าเจ้าของเดิมของชุดนี้ยังหายใจอยู่หรือเปล่า ถุงมือใหม่เอี่ยมอย่างกับว่าเฮนรีถอยมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เหตุผลสำหรับผ้าปิดปาก อาเธอร์ประหลาดใจกับการเมินเฉยที่เขาจงใจแสดงออก ยามเขาลดเกราะลง ปัจจัยเหล่านี้ก็พุ่งกระแทกเขาจากทุกทิศทางชนิดไม่เว้นจังหวะให้กระพริบตา โลกของเขาถูกบุกทะลวงเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอมีสติหันมองรอบกายอีกที การควบคุมที่เขาเคยกุมไว้แม่นมั่นเสมอก็ย้ายไปอยู่ในถุงมือหนังเสียแล้ว  


    เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นฉับพลันจากบริเวณห่างไกล เสียงลั่นกึกก้องคืบคลานเข้ามาใกล้ทีละน้อยจนอาเธอร์ได้ยินสิ่งที่ใกล้เคียงกับระเบิด เสียงกรีดร้องโหวกเหวกสะท้อนก้องอยู่หลังประตู หมอ พยาบาล คนไข้วิ่งแตกตื่นชนกันยุ่ง แสงสว่างสีเหลืองอมส้มเต้นระริกแตกตื่น อาร์คัมสเตทกำลังตกอยู่ในหายนะ สัญญาณเตือนภัยดังลั่น


    ระเบิดปะทุขึ้นอีกลูก คราวนี้ใกล้ห้องขาวมากกว่าเคย เฮนรีงึมงำอะไรในลำคอนิดหน่อยก่อนกวาดข้าวของบนโต๊ะทั้งหมดลงพื้นอย่างไม่ยี่หระ อาเธอร์เห็นว่าสิ่งที่เคยเป็นเอกสารที่อีกฝ่ายทำทีจดนั้นเต็มไปด้วยเส้นขีดไร้ความหมาย หน้าข่าวเกี่ยวกับ 'โจ๊กเกอร์' สูทแดงสดเมื่อสองสามปีก่อนปลิวกระจาย นายหมอสะบัดมือหนึ่งครั้ง ตัวไขปลดล็อคกุญแจมือที่พันรอบอาเธอร์ก็หลุบออกมาจากแขนเสื้อเสมือนหนึ่งสาธิตมายากล ครั้นได้สัมผัสอิสรภาพทางกายอีกครั้ง เขตแดนโลกของเขาก็พังราบคาบโดยสิ้นเชิง


    อาเธอร์เบิกตามองนายแพทย์ราวไม่เคยเห็นอีกฝ่ายชัดๆ มาก่อนขณะฝ่ายหลังเกี่ยวหน้ากากอนามัยทิ้ง รอยแผลเหวอะหวะที่ยังมีริ้วเลือดแดงจัดน่าสยองพาดผ่านสองข้างแก้มคล้ายการวาดยิ้ม ดูแล้วน่าชื่นชมที่เฮนรีอุตส่าห์พูดกับเขายาวเหยียดโดยไม่หลุดสูดปากซี๊ดด้วยความเจ็บปวดออกมาสักแอะ ฝ่ายนั้นปรอยตามองตอบพลางยกยิ้มอวดดีเหมือนพวกอัศวินหนุ่มหลงตัวเองในหนังพีเรียดที่เมื่อเปลือยท่อนบนอวดแผลเป็นแก่หญิงสาวก็จะรอให้พวกนางร้องถามที่มา เพื่อจะได้เล่าตำนานสุดเท่ว่าได้แผลมาอย่างไร เฮนรีเคาะนิ้วใส่พื้นผิวรอบรอยกรีดยักษ์ใหญ่สองสามที ไม่มีแววเจ็บปวดรวดร้าว อีกฝ่ายดูสนุกสนานด้วยซํ้า


    "ยิ้มไม่สวยเท่าคุณในวันนั้น แต่อย่างน้อยผมก็พยายามนะ"


    โอ้ ให้ตายสิ


    แรงกระตุ้นทั้งหมดนี่ทำให้เขากลั้นหัวเราะไม่อยู่จนได้ และคงจะเซตกเก้าอี้ไปแล้วหากคุณหมอกำมะลอไม่พุ่งเข้ามาคว้าไว้ทัน พวกเขาอาจโดนย่างสดคากองเพลิงได้ทุกขณะที่มามัวทำตัวตามสบายอยู่นี่แต่เฮนรีก็ปราศจากอาการเร่งร้อนโดยสิ้นเชิง น่าประหลาดที่อาเธอร์เห็นอย่างนั้นแล้วคล้อยตาม ตราบใดที่อีกฝ่ายยังดูระริกระรี้ เขาก็ไม่เห็นว่าจะต้องกังวล


    ระเบิดลั่นขึ้นอีกลูก โรงพยาบาลเสียสมดุล ค่อนข้างแน่ใจว่าจบครั้งนี้คงเห็นเนื้อไหม้วางเกรียม น้ำตาชาวก็อตแธมที่มีญาติโกโหติการักษาตัวอยู่คงท่วมเมือง รัฐมนตรีคนปัจจุบันมีแนวโน้มสติหลุด


    หนุ่มผมบลอนด์แผลเหวอะพาเขาออกจากห้องน่าเบื่อสู่ควันไฟภายนอก วิ่งก้มตัวต่ำไปตามระเบียงทางเดิน เสียงหัวเราะที่กลายเป็นดังประสานกันทำให้ทั้งหมดเหมือนฉากพระนางพากันวิ่งท้าสายฝนใต้ร่มคันเดียว อาเธอร์เห็นว่านอกจากเฮนรี กลุ่มคนในหน้ากากตัวตลกที่ช่างคุ้นตาเหลือเกินก็กำลังปฏิบัติหน้าที่ทางลำปืนอย่างขะมักเขม้น พวกนั้นหยุดชะงักเมื่อเห็นเขาพลางรีบชี้ไม้ชี้มือไปที่ทางออก "ให้ไวเลย พวกตำรวจมากันแล้ว !" หนึ่งในนั้นร้องเตือน เฮนรีชูนิ้วโป้งรับร่าเริง 


    ประตูทางออกอันวุ่นวายหลังอาคารคือจุดที่บลอนดี้พามาหยุด ชะโงกออกไปเห็นรถบรรทุกคันใหญ่จอดรออ้อยอิ่งชวนให้นึกถึงกลุ่มก่อการร้ายที่ทำกันเป็นขบวนการมีระเบียบเรียบร้อยเพื่อทำลายความมั่นคงของรัฐบาล เฮนรีส่งสัญญาณให้เขาขึ้นไปก่อน แต่อาเธอร์หันมาคว้ากาวน์อีกฝ่ายไว้ ร้องถามทั้งน้ำตาที่มาจากการขำลั่น


    "คุณชื่ออะไร"


    คนโดนถามยิ้ม ถึงจะไม่อ่านนิยายแต่เฮนรี เจคิลก็ยังฟังเหมือนนามแฝงไร้หัวคิดอยู่ดี เฮนรีที่ไม่ได้ชื่อเฮนรีประคองมือข้างที่อาเธอร์ใช้คีบบุหรี่ขึ้นมาระดับอกตัวเองอย่างไม่เห็นกาลเทศะเป็นสำคัญ สีน้ำตาลเข้มในดวงตาระยิบระยับวับวาว แผลเหวอะสยดสยองขยับขึ้นลงยามเจ้าตัวเอ่ยปาก 


    "ยก 'โจ๊กเกอร์' ให้ผมได้ไหม อาเธอร์"


    แว่วเสียงตะโกนเร่งให้รีบออกไปอยู่ไวๆ เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบไร้ประโยชน์เข้ามารวมตัวกันหนาแน่นขึ้นทุกที คนอายุมากกว่าจ้องตาอีกฝ่ายค้าง ทั้งขบขันทั้งเหลือเชื่อ


    สำเนียงจริงจังสอดประสานกับความตรงไปตรงมาที่เด็กคนนี้แสดงออกมาตลอดทำให้เขาพ่นลม อาเธอร์ส่ายหน้า เจตนาอ่อนใจมากกว่าปฏิเสธ เจ้าหนูยิ้มกว้างปลื้มปิติสุดขีดไม่เกรงใจว่าเนื้อจะแหวกเปิด เหมือนเพิ่งได้รับอนุญาตให้ครองจักรวาลจากโอสถ์พระบิดาโดยตรง 


    "งั้นเสร็จจากนี่แล้วขอย้อมผมเลยนะครับ !"


    เด็กคนนี้ถนัดเหลือเกินในการตีความการเงียบของคู่สนทนาให้เข้าข้างตัวเอง แต่อาเธอร์ก็ไม่ได้โต้แย้ง เขารู้สึกพิลึกพิลั่นในแง่ดีจนไม่หาญกล้าจะเน้นย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามีกลุ่มคนที่ลงทุนขนาดทำลายโรงพยาบาลประจำเมืองเพื่อพาเขาออกไป มันเกิดขึ้นเร็ว ตอนนี้ไม่ต้องหวังแล้วว่าเจ้าของเดิมของชุดกาวน์ที่เฮนรีปลอมชิงมาสวมยังหายใจอยู่หรือเปล่า ต้องถามว่าเหลือชิ้นส่วนไหนให้เก็บบ้างอาจจะตอบง่ายกว่า พอเห็นว่าอาเธอร์ยังนิ่งไม่ขยับอยู่ เจ้าหนูก็กึ่งก้าวกึ่งกระโดดขึ้นไปบนที่นั่งตำแหน่งคนขับก่อน ประตูรถเปิดอ้าค้างรอให้มีคนมาครองเบาะข้างกัน เฮนรีที่เพิ่งได้รับโจ๊กเกอร์เป็นนามใหม่ดูภาคภูมิใจระคนตื่นตัวเป็นพิเศษ เขาสตาร์ทรถ ชะโงกตัวออกมา


    “ไปกัน เจ้าหญิง” ถุงมือหนังข้างซ้ายยื่นมาแบตรงหน้าเขา รอยยิ้มระบาดไปถึงแววตา “มังกรมารับแล้ว


    นี่มันบ้าชะมัด ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่รอยยิ้มกว้างแขวนอยู่บนใบหน้าเขาไม่จาง ความวุ่นวายเบื้องหลังเหมือนเป็นแค่ดนตรีประกอบจากวิทยุ 

    แล้ววันนั้นอาเธอร์ เฟล็กก็หายสาบสูญไป
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ilysm (@ilysm)
อุแงงงงงงง้ ฮือออออออออออ โฮววววววว จะหวีดตรงไหนก่อนดีคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ

อย่างแรกเลยคือภาษาเป็นสไตล์ที่แปลกใหม่มากค่ะ รู้สึกว่าเหมือนนิยายไทยเก่าๆ ผสมวรรณกรรมแปล 5555555555555 อ่านแล้วก็ อา ช่างหลากคำดีจังเลย รู้สึกถึงแพชชั่นความสนุกในการเขียนเลยค่ะ แล้วที่บอกว่าออกนอกคาร์ ไม่เห็นจะนอกคาร์เลยค่ะ! ตรงกับคาร์ที่เรามโนในหัว ฮือ /เขินบิด อาเธอร์ดูเอนจอยไลฟ์มากๆๆๆๆ ชอบในจุดนี้ ดูแบบ ขำเย้ยโลก5555555555555 แต่ชอบคาร์ฮีธโจเป็นพิเศษ แง คำพูดคำจามีเสน่ห์ไปหมด ภาษายิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างสองคนนี้ดูฮอตและเซ็กซี่แบบอธิบายไม่ถูกเลยค่ะ T v T แต่ว่าสัมผัสได้ถึงความฮอต แค่เค้าจับมือกันนิดๆ หน่อยๆ ภาษาก็ทำให้เราเห็นภาพฉากต่อไปที่มากกว่านั้นแล้ว /ทำหน้าลึกลับกรุ้มกริ่ม ฮีธโจให้ฟีลแบบหลัวเด็ก หลัวเด็กมากจริงๆ แง ปกติจะเห็นแต่มุมโหดๆ แต่ในเรื่องนี้มีความศรัทธาในไอดอลของเขาแบบรุนแรงมากกกกกกกกกกกกกกก ชอบเป็นพิเศษคือฉากอาเธอร์เริ่มเต้นเบาๆ แล้วฮีธโจมอง ฮือ ภาพในหัวออกมาไฟลุกเลยค่ะ แต่ใดๆ จะเท่าฉากฮีธโจอ้อนขอใช้ชื่อโจ๊กเกอร์กับขอย้อมผม ฮือ เขินอะไรไม่รู้ เขินแทนอาเธอร์ T////////T ส่วนพล็อตเราชอบอยู่แล้วเพราะเป็นอะไรที่เราอยากเห็น555555555555 หนุ่มน้อยพาอาเธอร์หนีไปด้วยกันงี้ ระเบิดตู้มต้ามแต่วิ่งกันเหมือนหลบฝนแบบหนังรักคลาสสิก เป็นฉากที่โซโจ๊กเกอร์ แอบโรแมนติกด้วย u w u

แง เราชอบเคมีของคู่นี้ในฟิคเรื่องนี้มากค่ะ มีความกร๊าวทั้งที่ interaction เค้า subtle มากๆ เลย เหมือนเป็นความนิ่งที่มีสีสันมี subtext ซ่อนอยู่เต็มไปหมด ไม่แปลกใจเลยทำไมอาเธอร์ดูถูกใจฮีธโจ u////u ขอบคุณที่ผลิตฟิคเรื่องนี้อย่างตั้งใจมาให้เรือที่แสนจะผีในไทยนะคะ อ่านแล้วฮีลใจจากวันเหนื่อยๆ มากเลยค่ะ!
Mellifluous (@Mellifluous)
@ilysm โอ้ย คุณคะ รับไม่ไหว หน้าร้อนไปหมดแล้วแง้ 55555555555555 ก่อนอื่นเลยก็คือขอบคุณมากนะคะที่อ่าน ขอบคุณที่อุตส่าห์สละเวลามาพิมพ์คอมเม้นน่ารักใจดีขนาดนี้ให้ด้วยค่ะ เคยได้ฟังคนพูดกันว่าถึงเราจะยินดีเขียนเพื่อเขียน แต่มันก็ดีกว่าหากมีคนมาคุยด้วย เห็นเป็นภาพกระจ่างชัดก็วันนี้ค่ะ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากๆ ดีใจ เขินไปหมด ดีใจมากจริงๆ ค่ะ ยิ่งโดยเฉพาะเป็นคุณเยลลี่ มินตามคุณเยลลี่มาตั้งแต่สมัยด้อมเมซรันเนอร์ มาถึงจุดที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันแล้วบอกไม่ถูกเลยค่ะ ประหม่าและขวยเขิญ จะพูดซํ้าซากเพราะขวยเขิญเหลือเกินค่ะ u/////u

มีคนบอกเรื่องภาษาแปลกเยอะอยู่เหมือนกันค่ะ ต แต่มินฟังแล้วประมวลเป็นคำชมนะคะ ! 55555555555555 มินรักวรรณกรรมแปลค่ะ ชอบมาตลอดเลย ถ้าทำได้ก็อยากมีสำนวนแบบนั้นแหละค่ะ ทุกวันนี้ยังห่างไกลแล้วตอนพยายามเลียนแบบก็เหนื่อยด้วยเลยปล่อยความเป็นตัวเองออกมาเต็มที่ นิยายไทยเก่าก็มีสำบัดสำนวนสวยงามเปี่ยมเอกลักษณ์โดยเฉพาะงานของหม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์ คนที่มีภาษาสไตล์นั้นเนี่ยสุดยอดไปเลยนะคะ พอได้ยินแบบนี้แล้วปริ่มมาก มินเขินไปหมด โอ้ย พูดอีกแล้ว แต่เขินมากจริงๆ นะคะ มินเขินจนมือไม้พันกัน คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับถ้อยคำดีงามขนาดนั้นเพราะฉะนั้นขอบน้ำใจมากๆ เลยนะคะ ซาบซึ้งบอกไม่ถูกอุงแง (Y o Y//// มินอยากทำให้ภาษาตัวเองเรียบกว่านี้อยู่ แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ มันพุ่งออกมาแล้วตามแก้ไม่ไหว ปล่อยเลยตาม สุดท้ายเลยอาจจะเขียนไม่รู้เรื่อง ขอโทษด้วยนะคะแงแง

ยิ่งทวนยิ่งรู้สึกว่าเป็นเกียรติที่คุณเยลลี่มาอ่านงาน เพราะคุณเยลลี่อารมณ์ละเอียดล้ำลึก เวลาบรรยายอะไรสักอย่างแล้วเห็นถึงเสี้ยวใจที่แทรกใส่ลงไป เอ๊ะ พูดอะไรของมินกันนะ ก็คือแบบว่าเขินมากที่จุดเล็กจ้อยที่มินตั้งใจใส่ลงไปถูกสังเกตเห็นค่ะ มินชอบลงมาแกะเกี่ยวเรื่องจิ๋วๆ ชอบภาษากาย ชอบการแตะนิดจับหน่อย มินไม่สามารถปั้นบรรยากาศของทั้งสองคนให้ดุดัน กราดเกรี้ยว ดิบ ว้าวซ่า (?) แต่มินอยากเล่าเรื่องเล็กๆ เรื่องจิ๋วๆ สเกลกระจิดริด มินอยากรู้จักพวกเขาค่ะ ถึงมันจะออกมาเป็นปั้นคาร์ตามใจเกินเบอร์ไปม้ากจน ooc แต่คุณเยลลี่ว่าแบบนั้นแล้วใจชื้นฉ่ำขึ้นเยอะเลย (Y Y มินนำคาร์โจ๊กเกอร์ในคอมมิค ในเกมบางส่วนมาผสม ที่ทำให้นึกชอบอย่างไร้ข้อกังขาคือโจ๊กเกอร์แต่ละเวอร์ชั่นล้วนพูดเก่ง ! ลิ้นสาริกาทองวาววับเชียวแหละค่ะ ยิ่งอ่านคอมมิคยิ่งเข้าใจว่าทำไมฮาร์ลีน ควินเซลหลงเสน่ห์ เขาพูดเก่งมากเลย หว่านล้อม บรรยาย เขารู้วิธีใช้คำ เลยเดาเอาว่าน่าจะอ่านหนังสือเยอะค่ะ อาจจะมีนักเขียนคนโปรดเป็นอัลแบร์ กามู นั่นยิ่งเจ๋งไปเลย มินตื่นเต้นมากยิ่งได้คิดแบบนี้ กลายเป็นต่อนั่นเติมนี่ตามใจ ถ้ามันออกมาไม่หลุดมากดังว่า.. ขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ *ไหว้ย่อ* ครั้งหนึ่งได้ดูละครเวทีเรื่อง The Merry Widow มีเพลงหนึ่งจับใจ เนื้อร้องท่อนที่ยังทุ้มอยู่ในหูคือ Vilja, O Vilja ! The nymph of the wood ! Would I not die for you, dear, if I could ? มินอ่อนไหวกับเรื่องตายเพื่อรัก แล้วอดไม่ได้ต้องนึกถึงสองคนนี้ ถึงฮีธโจจะมาแบบขอฆ่าเพื่อเธอมากกว่าก็เถอะค่ะ แต่มันโรแมนติกนะคะ ต่อให้เป็นความตายหยุดเราไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะของใครก็ตาม อะไรแบบนั้นน่ะค่ะ !

ขอบคุณคุณเยลลี่จริงๆ นะคะที่มองเห็นสิ่งที่มินตั้งใจสื่อ เข้าใจปรุโปร่ง มินดีใจมากจริงๆ ลุยงานมอมาเมื่อยล้าเจอเม้นคุณเยลลี่ไปนี่ยิ้มจนกรามปวด หัวเราะคิกคักคนเดียว 555555555555555 ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากๆ เลย มินชอบเขียนมั่กมาก พอรู้ว่าสิ่งที่เราทำมีความหมายแล้วปริ่มมากจริงจริงค่ะ คุณเยลลี่ต่อชีวิตมิน ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากมากเลย