Archive Synonyms, Archive AntonymsMellifluous
(commu — M. Roethke's) 1
  • THE TIME HAS COME
    (The title owned by the managing team)


    บริยอชก้อนเท่ากำปั้นถูกบิแบ่งเป็นเศษเล็กเศษน้อย กอบก่อเป็นหอคอยซ้อนสูงตรงกึ่งกลางรอยแตกสีคล้ำดำลึกบนกำแพงอาคาร ควันโชยฉุยอันเป็นสัญญาณของความสดใหม่กระจายกลิ่นเนยหอมฟุ้งที่มอร์ติเมอร์หวังว่ามันจะเข้าไปในรูดำนั้น เขาฉีกซีกเสี้ยวขนมปังที่เหลือเข้าปากเคี้ยวหยับขณะนั่งคุกเข่าทับขารอใจจดใจจ่อ 

    นี่ไม่ใช่การกระทำขาดไร้ความหมายแต่ประการใดเลย เขาสังเกตุบางอย่างนับแต่วินาทีแรกที่ปลายรองเท้าหนังแตะพื้นเมืองเสมือนร้าง—เบอร์เบินไวล์ สะกดอ่านตามการกวาดตาผ่านรวดเร็ว ศัพท์อัปมงคลครองความหมายอันต่ำช้าสามานย์ เลวระยำ เดนนรก—เขียนเติมเสริมท้ายชื่อเมืองคล้ายการสะกดคลาดของผู้ก่อตั้งที่ไม่รอบคอบ แต่ไม่แน่ ใครก็ตามที่จารจดนามดังกล่าวลงเอกสารว่าการอำเภออาจเล็งเห็นแล้วว่า ต่อให้ตัว ล หายไป ก็ไม่ยังผลให้เมืองนี้ตมต่ำน้อยลง บรรยากาศสงัดงันกระแทกกระทั้นแทรกเสือกเถือกไถเข้าโสตสำนึก กระทั่งจะพูดคุยยังต้องกระซิบแผ่วเบาราวกลัวมารนิทราจะเอาตัวไป สิ่งนั้นมีอยู่เพียงบนหน้ากระดาษจุนิยายเฟื่องฟันลอยลม กระนั้นแสงจากจันทร์เหี่ยวย่นราวหัวเข่าคนเฒ่าเหนือศีรษะก็ล่อหลอกยวนเย้าว่าจินตนาการล้วนเป็นไปได้ แม้แต่ส่วนที่ร้ายกาจที่สุด มอร์ติเมอร์ปลิดทิ้งซึ่งความสนใจในผู้คนทันทีที่มาถึง 

    ผู้คน บุรุษ สตรี ทารก เติบใหญ่ เยาว์วัย แก่ชรา มนุษย์ มนุษย์น่าหวั่นเกินไป ใบหูสุขภาพดียินพร้อมเงี่ยฟังเพียงสัตว์ร่ำร้องเท่านั้น

    สัตว์ไม่ต้องการถ้อยคำ บางครั้งเสียงก็ไม่จำเป็นสำหรับการสื่อสารในหมู่พวกมันด้วยเช่นกัน รวมถึงต้นไม่ใบหญ้า แม่น้ำ ผลไม้สุก แมลงดีดปีก ใยแมงมุมเป็นประกาย ลมทักทาย ยอดอ่อนผลิบาน บางทีโลกอาจมีภาษาสรรพสิ่งซึ่งมิได้ประกอบด้วยถ้อยคำแต่ใครต่อใครเข้าใจ บางทีอาจมีจิตวิญญาณซุกซ่อนอยู่และมันสามารถเอ่ยความถึงจิตวิญญาณอื่นได้โดยไม่ต้องเปล่งเสียงแม้แต่แอะเดียว มอร์ติเมอร์พินิจและเชื่อในวังวนความคิดนั้น 

    นอกจากประดานกกระจอก นกพิราบ นกเขา นกท้องถิ่นที่บินวนเวียนพบเจอได้ทั่วทุกหนแห่ง สัตว์รบกวนซึ่งถูกเกลียดชังลำดับต้นของรายการคือหนูท่อ ไล่ตั้งแต่ตัวเท่านิ้วก้อยถึงใหญ่กว่าแมวอ้วนอวบ ดุร้าย ป่าเถื่อน ขนแข็งเกรอะกรัง ซี่ฟั่นมรณะ โรคระบาดโสโครกที่มาพร้อมสารคัดหลั่ง ไม่ใช่สิ่งที่คนสติดีควรคลุกคลีเลยสักนิดเดียว อย่างไรก็ตาม มอร์ติเมอร์ เร็ธกีไม่ใช่คนสติดี แต่ไหนไรมาเขาหายใจคล่องปากคล่องคอยามอยู่กับสัตว์มากกว่าอยู่แล้ว คุณพ่อเมลิแยร์คือมนุษย์คนเดียวในโลกที่เขาสบายใจพอจะเป็นตัวเองอยู่ด้วย ครั้นท่านจากจร เขาก็ยิ่งหลีกลี้หนีห่างจากสังคมไปไกลขึ้นอีก 

    ในช่วงว่างเดียวกันนั้นเอง มอร์ติเมอร์ก็เบียดอัดยัดตัวเองเข้าหาสิ่งที่ไม่ใช่คน เขามักเหลือเศษอาหารไว้โปรยล่อเพื่อนสี่ขานับแต่จำความได้ คุณพ่อเมลิแยร์ไม่ใคร่โปรดปราดมิตรขนชี้นักเนื่องจากมันกัดแทะม่าน เยี่ยวรดเชิงเทียน เสวนาแต่ละทีลั่นดัง แต่ก็เริ่มดีขึ้นเมื่อมอร์ติเมอร์สอนให้พวกมันทราบว่าไม่จำเป็นต้องก้าวร้าวก็มีอาหารป้อนถึงปาก เขาชอบนกเป็นพิเศษ หนูเองก็ชอบ มิใช่ว่านักโทษแห่งคุกบาสตีลก็มีหนูเป็นเพื่อนหรอกหรือ

    ไม่เป็นไร พระเจ้าทรงเป็นพยาน เราต่างเป็นเพื่อนกัน พระองค์ทรงอวยพรพวกเธอ 

    รวบขาไขว้กันเป็นการนั่งชันเข่า กองเศษขนมปังยังโชยกลิ่นหอม นัยน์เนตรเขียวอมฟ้าจ้องรอยแตกลึกอย่างอดทน หนวดเทายาวพร้อมจมูกสีชมพูกลมกลึงสอดลอดรูไม่นานเกินรอ มันกระดิกฟุดฟิดใคร่ครู่ ก่อนร่างใหญ่กว่าฝ่ามือชายโตเต็มวัยจะทะลักพรวดมายืนทรงตัวบนสองขาหลัง เจ้าหนูยักษ์ใช้ดวงตากลมดำมันขลับเหมือนลูกปัดมองมนุษย์เพียงคนเดียวในบริเวณ มันดูหวาดกลัว ลังเล กองขนมปังยั่วยวนแต่มันอยู่ใกล้เท้านักบวชฝึกหัดเหลือเกิน 

    มอร์ติเมอร์วางคางลงบนหัวเข่าใต้เสื้อดำพลางหรี่เปลือกตาราวกับจะรับรู้ประวัติศาสตร์เบื้องหลังอุ้งเท้าสั่นระริกสีชมพูอ่อนนั้น หนูท่อตัวใหญ่นี้อาจเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ มันมีเมียและลูกหลายครอก ความเงียบเหงาซึมเซาอันลึกลับทำให้มันไร้โชคมาหลายวันแล้ว เมื่อมีกลิ่นอาหารลอยมาแตะจมูก มันจึงเสี่ยงออกมาตามหาเพื่อเลี้ยงปากท้องมหาศาลหลังรู กระนั้นมันก็ไม่แน่ใจว่าจะไว้ใจสัตว์สองขาตัวโตนี่ได้หรือไม่ จะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่าเท้านั่นจะไม่ลงมากระทืบกลางลำตัวจนหลังมันเดาะ ฝ่ายนักบวชฝึกหัดเม้มปากเงียบกริบ 

    เอาเลย ฉันไม่วางกับดักจับเธอหรอก ฉันไม่หวีดร้องตอนเจอเธอหรือเรียกเธอว่า ‘ไอ้หนูน่าเกลียด’ ด้วย ไว้ใจฉันสักหน่อยนะ

    สังฆานุกรใหม่ผู้เลือกหมกตัวกับหนูท่อแทนจะเข้าไปรายงานตัวกับโบสถ์ประจำเมืองควบคุมตัวเองไม่ให้หายใจดังยามหนูยักษ์เริ่มคว้าขนมปังขึ้นมากัดแทะอย่างตั้งอกตั้งใจ เกือบทุบกดก้อนเนื้อกลางอกมิให้เต้นรัวรัวรุนแรงด้วยเกรงเพื่อนใหม่จะตื่นกลัว เขารู้ว่าหนูเป็นสัตว์ที่กล้าหาญและใคร่รู้ ครั้งหนึ่งตอนเขาจะเอาขนมปังเหลือจากมิสซาไปแหย่เข้ารู เจ้าตัวหนึ่งกระโดดออกมารับหน้า แยกเขี้ยวขู่ฟู่ดฟ่อแหลมเปี๊ยว เมื่อมองลอดร่างที่คงจะจัดว่าใหญ่สำหรับเผ่าพันธุ์ฟันแทะเข้าไปก็เห็นเด็กๆ เนื้ออ่อนบางที่เปลือกตายังไม่เปิดดีนอนกองทับกัน หนูโตอีกตัวหนึ่งยืนขวางกลุ่มลูกไว้ เขาทึ่ง สัตว์ตัวเล็กที่มักวิ่งเตลิดเอาตัวรอดให้เร็วที่สุดกลับลุกขึ้นมาต่อต้านสิ่งที่ใหญ่โตกว่ามันตั้งมากมายเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ โมประทับใจจนบอกไม่ถูก พวกมันหยุดขู่ เริ่มไว้ใจตอนเขาทิ้งขนมปังก้อนใหญ่ใหญ่มัน ตัวที่คาดว่าเป็นพ่อสูดดมกลิ่นหอมยวน แทะกินยกใหญ่ก่อนจะลากที่เหลือเข้ารูไป ครอบครัวใหญ่จ้อกแจ้กจอแจรับอาหารอย่างเป็นสุขโดยที่เขานั่งโยกตัวพึงใจอยู่ข้างนอก 

    มันกินเยอะทีเดียว เขาเคลื่อนมือเบาที่สุดหยิบบริยอชออกมาอีกก้อนแล้วฉีกแยกแบ่งโปรย ผิวปากลอดฟันบนอย่างปลอบประโลมเมื่อเพื่อนขนแข็งสะดุ้งกับอาหารชิ้นใหญ่ที่เคลื่อนเข้าใกล้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เจ้าหนูขยับจมูกเล็กดมฟอดชอนไชก่อนยืดกายขึ้นมองเขา ดวงตาดำมันเหมือนเม็ดลูกปัดเป็นประกายบริสุทธิ์ราวเด็กน้อย มันวิ่งพรวดเข้ารูไป พอกลับมาอีกครั้ง หนูท่ออย่างเดียวกันแต่ผอมกว่าอีกสี่ตัวก็ออกมาร่วมวงด้วย มอร์ติเมอร์กอดเข่ายิ้มไม่หุบ 

    โลกรอบกายดูจะมีเพียงเขาและสัตว์น้อยตรงหน้าเท่านั้นก่อนที่เสียงลั่นสนั่นปานฟ้าถล่มจะทะลวงแหวกประสาท แหกทึ้งดึงทำลายโสตกรรณไม่เหลือชิ้นดี เสียงนั้นทุ้มแหลมกึกก้อง สะท้อนโยกโยนไปมาในอากาศแล้วกระจายความพรั่นพรึงไปยังอิฐปูนทุกตารางนิ้วราวทั้งเมืองถูกครอบด้วยกล่องเหล็ก แส้สะดุ้งหวดผ่านกลางหลังบาทหลวงฝึกหัด ครั้นจะหันมาผิวปากปลอบประโลมเจ้าหนูที่น่าจะตกใจแตกตื่น เขากลับพบว่าพวกมันยังคงยืนรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยต่อไปเหมือนประสาทหนวกต่อสิ่งเร้า ไม่มีทีท่าว่าจะได้รับผลกระทบน้อยใหญ่ 

    กึกก้องไปอีกครู่ใหญ่ เขาถึงระลึกได้ว่ามันคือเสียงนาฬิกาลูกตุ้มจากโบสถ์ ประหลาดนัก เขาควรจะคุ้นกับเสียงนี้มาตลอดชีวิต เขารู้ว่าเสียงแบบนี้มาจากนาฬิกาลูกตุ้มที่แขวนบนหอคอยศักดิ์สิทธิ์ ทุกที่มีเหมือนกัน ย่อมรวมถึงเบอร์เบินวิลล์แห่งนี้ด้วย มันคือเสียงแบบที่จะทำให้เขาจุดตะเกียงย่องไปยังห้องภาวนาเผื่อว่าคุณพ่อเมลิแยร์จะยังไม่นอน มันคือเสียงที่ดังกลบฟ้าผ่าที่ทำให้เขานึกอยากฟังนิทานของคุณพ่อเมลิแยร์ขึ้นมาจับใจ มันคือสัญญาณบอกเวลาดึกดื่นแบบที่จะทำให้มอร์ติเมอร์ลุกขึ้นมาสะบัดผ้าปู สวดภาวนาแล้วเตรียมตัวหลับอย่างเป็นสุข นาฬิกาไม่เคยทำให้เขามีความรู้สึกแง่ลบเลยสักครั้งเดียว แล้วเหตุใดเสียงนั้นจึงทำเขาตกใจแตกตื่นขนาดนี้ แล้วทำไมดังขนาดนี้แต่พวกหนูไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย ทำไม

    ฝูงสัตว์ฟันแทะร้องแหลมลั่นดังเรียกเขาออกมาจากภวังค์ความคิดส่วนตน มอร์ติเมอร์ก้มมองเชื่องช้าเพื่อพบว่าอาหารที่โปรยให้เกลี้ยงหมดแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ละอองละเอียดยามลูบมือตามพื้น เสียงหนูร้องประสานกับลูกตุ้มเหล็กส่ายสะท้านสะกดค่ำคืน เขามองพวกมันด้วยสายตาที่แปรผันไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งที่แววตาซื่อใสดำมันห้าคู่มิได้ไร้เดียงสาดังทารก มันเป็นดวงตาที่เคยเห็นการสูญเสียมามหาศาลเกินกว่าจะก้มหน้าร่ำไห้ ดวงตาที่คุ้นชินกับสรรพสิ่งที่พังทลายยับเยินและจะไม่แปลกใจถ้าเห็นซํ้าซากอีกครั้ง สังฆานุกรกลืนน้ำลาย ยกมือตบแก้มตัวเองหลายที ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะพลั้งเผลอถึงขั้นคิดอะไรประหลาดกับเจ้าพวกนี้ เขาเรียกยิ้มสั่งได้ขึ้นมาอีกคราวก่อนทิ้งบริยอชหอมนุ่มชิ้นสุดท้ายลงกลางวง พวกมันฉีกแบ่งรุมกินอย่างสุภาพมีอารยะ เขาสูดหายใจลึก ผ่อนระบายออกมาพร้อมการพยุงร่างขึ้นหยัดยืน 

    พระผู้เป็นเจ้าอาจกำลังกระดิกนิ้วเรียกเขาก็เป็นได้ อย่าช้า มอร์ติเมอร์ ! ปลายนิ้วมันเลื่อมจากเนยขนมปังวาดสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แตะหน้าผาก กึ่งกลางอก บริเวณข้อต่อระหว่างไหล่กับร่างซ้ายขวา หันมองกลุ่มหางหนอนเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อจะผงกศีรษะบอกลา 

    เจ้าตัวใหญ่สุดมองหน้าเขา สบตานิ่งงันขณะพรรคพวกมันกระตือรือร้นกินอาหาร มอร์ติเมอร์รู้สึกประหลาดกับสายตาเช่นนั้น แต่ก็บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เขาโบกมือลาพวกมัน ก่อนถกเสื้อคลุมก้าวยืดยาวผิดปกติจากมา และเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็ใช้เวลาทั้งคืนนั้นบรรจงวาดหนูสวมมงกุฏ คลุมผ้าเยี่ยงกษัตริย์


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in