Archive Synonyms, Archive AntonymsMellifluous
(commu — M. Roethke's) 5

  • THE JUDGEMENT FOR ETERNAL SIN
    (The title owned by the managing team)



    เส้นโค้งที่ประกอบขึ้นเป็นรูปร่างของเขาทับซ้อนกับเงาสลัวรางที่แสงเทียนจงใจลอบเผยให้เห็น ราวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดนึกปรารถนาอยากกลับใจหันสู่เส้นทางสว่างเรืองแห่งพระองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร มันต้องไร้ที่พึ่งพิงเอามาก จึงสะกิดเรียกสังฆานุกรผู้อยู่เวรยามค่ำให้มองมาด้วยนัยน์ตาระวังระไวที่เจ้าตัวมักใช้กวาดไล่ตามบรรทัดอักษรพิมพ์ยามนิทราคลี่ห่อผ้าคลุมไหล่คนส่วนใหญ่ เขารู้ว่ามันเพียรร้องเรียกอยากเผยตัวเจ้าของเงาใจจะขาด กระชากเขาอยู่เนิ่นนานหลายปี เป็นเขาเองที่หันหน้าหนี ปฏิเสธจะเป็นส่วนหนึ่งของความลับ ปล่อยเปลวไฟสั่นพร่าเงื่องเหงา เปล่งแสงเดียวดายท่ามกลางทิวเทียนซึ่งโดนเป่าดับผ่านลมพ่นพรูอันอ่อนโยน

    อาจด้วยจงใจเลี่ยงหลีกปัจจัยที่เริ่มชัดเจนขึ้นกระทั่งมากเกินไป มอร์ติเมอร์จึงสร้างชื่อเล่น ‘เงา’ ขึ้นระหว่างจรดปลายปากไก่ลงสมุดบันทึก เงามอบแก่เงา เขารับรู้การมีตัวตนของเงาครั้งแรกตอนอีกสามวันจะครบสิบขวบ ครั้งนั้นมันยังไม่ใช่เงา มันเป็นเพียงเสียงประหลาดไม่คุ้นหู ร่ำประสานกับเสียงที่จำได้ขึ้นใจว่าเป็นของท่านบาทหลวงฌอง เมลิแยร์ เหตุใดจึงมีเสียงเช่นนั้นดังแทรกแหวกช่วงสงัดเงียบของคืนวันอาทิตย์ 

    อีกไม่กี่ชั่วแท่งเทียน วันใหม่จะแตะนิ้วเย้าหยอกปลายชะง่อนผา สาดสีเหลืองทองอาบย้อมผืนป่า ชะโงกหน้าเป่าปลุกวิญญาณที่ยังสลัดห้วงนิทราออกไม่สิ้นเสร็จ มอร์ติเมอร์ควรหลับสนิทอยู่ในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกผสมกระดาษ เก็บแรงไว้ทักทายรุ่งอรุณ แม้จะยกเหตุผลทั้งหลายมากล่าวอ้าง พระผู้เป็นเจ้าก็ยังมั่นคงในการวางเส้นชะตากรรมของพระองค์ว่า เป็นการดีแล้วที่จะให้เสียงแซ่ซ้องร้องประสานเข้ามาแตะแก้วหูเขา 

    เสียงของคุณพ่อเมลิแยร์ กับเสียงของเงา

    คุณพ่อเจ้าวัดมีน้ำเสียงก้องกังวาน เหมือนระฆังที่หล่อขึ้นจากแก้วอบน้ำผึ้ง กลมกลืนกับสายลม ธารน้ำไหล รวมถึงแสงแดดที่ส่องกระทบมาทางหน้าต่าง เป็นเสียงแบบที่จะทำให้ผู้ฟังผ่อนคลายและพร้อมที่จะเชื่ออะไรก็ตามที่เสียงนี้ถักทอมา ท่านอ่านออกเสียงบทกวีของโยฮันน์ วอล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่ได้อย่างไร้ที่ติ ภาษาฝั่งเบอร์ลินสละสลวยบนลิ้นท่าน เขาชอบจังหวะเสียงสูงต่ำยามท่านใส่อารมณ์เข้ากับเนื้อหาเพื่อให้เขาเห็นภาพชัด ยามได้ยินได้เห็นสีสันของถ้อยคำลอยออกมาจากกลีบปากกระจับซึ่งมียิ้มประดับเสมอของท่าน ก็ราวกับเยอรมนีอยู่ใกล้นิดเดียว แค่เลี้ยวตรงหัวมุม   

    ทว่าวันนั้นเสียงท่านแปลกแปร่ง มันมีจังหวะสูงต่ำ แต่ไม่ใช่บทกวี ที่แน่ๆ ไม่ใช่บทภาวนา มันไม่เคยแหบโหย สั่นพร่า น่าประหวั่นเท่านั้นมาก่อน 

    เกือบจะเหมือนสัตว์ 

    ไม่ใช่สัตว์บาดเจ็บ แต่เป็นอะไรสักอย่าง อะไรสักอย่างที่เขาไม่รู้ชื่อเรียก






    นั่นอย่างไร เดินมาโน่นแล้ว ยิ้มกว้าง โบกไม้โบกมือ ฝ่าดงนงเยาว์ตาหวานเชื่อมมากุมมือทักทายคุณพ่อเมลิแยร์ของเขา โดดเด่นท่ามกลางกลุ่มคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ตั้งแต่เมื่อใดกันนะที่ชายคนนี้แทรกบทบาทเข้ามาในชีวิตเงียบสงบที่ควรมีเพียงเขาและคุณพ่อเมลิแยร์ดำเนินเรื่องบนเวที เหตุใดคุณพ่อดูราวกับแอพริคอตสุกงอมยามชายคนนี้ก้าวเข้ามาสู่ครรลองจักษุ ขอโทษนะ จะจับมือทักทายกันนานไปหน่อยกระมัง 

    “ไง ท่านสาธุคุณน้อย”

    ประโยคแรกทักกันอย่างนี้หลังแตะไหล่หัวเราะแจ่มใสกับท่านบาทหลวงประหนึ่งโลกนี้มีเพียงเราสอง เขาแอบเห็นว่าชาวสวนสันกรามคมคายไล้นิ้วโป้งบนหลังมือคุณพ่อแช่มช้าเนิ่นนาน การกระทำนั้นสร้างความอึดอัดแก่มอร์ติเมอร์นัก ไม่ชอบเลยที่ดันมาเห็นสิ่งที่แม้แต่พระเจ้าก็ต้องผิวปากทำเมิน

    คลำนวดจนพอใจ บุรุษผู้มียิ้มเป็นอาวุธผละจากกริยาประเจิดประเจ้อดังกล่าว รอยโหยหาอาทรยังสังเกตได้จากนิ้วที่จงใจลากผ่านฝ่ามือคุณพ่อนานเกินปกติ ทำแก้มท่านเรื่อแดง มือข้างนั้นเอื้อมมาเหนือศีรษะมอร์ติเมอร์ คล้ายจะลูบผมอยู่ครามครัน 

    ไม่มีทางเสียล่ะ เด็กหนุ่มแสร้งหมุนตัวหลบไปทำทียืนชนหลังกับคุณพ่อเจ้าวัดเมลิแยร์ทันที

    คิ้วเข้มนั่นเลิกขึ้นอย่างไม่จริงจัง ไหล่หนาบึกจากแรงงานกลางแจ้งขยับไหวขอไปทีใต้เชิ้ตลายสก็อต หัวเราะขันแก้เก้อ นัยน์ตาสีคลื่นทะเลเคลือบแดดหรี่มองทุกการกระทำด้วยอารามของสุนัขขี้หวง สาธุคุณฌองสรวลเจื่อน

    “ขอโทษนะเบน โมเขาขี้อายน่ะ”

    ท่านลูบหัวเขา นี่รู้สึกดีกว่ามาก

    “เข้าใจครับ ผมสังเกตอยู่ ไม่พูดอะไรกับใครเลย คงจะอายจริง” 

    สีน้ำตาลอ่อนในดวงตากะล่อนส่องประกายระรื่น มอร์ติเมอร์บึนปากขึ้นเล็กน้อย ทั้งที่เขาไม่ใช่คนที่จะบึนปากใส่ใคร

    “โธ่ เบน ไม่เอาน่า อย่าแหย่เขาสิ”

    “ล้อเล่นน่ะครับคุณพ่อ ไม่โกรธนะมอร์ตี้”

    คนที่จะเรียกชื่อเล่นเขามีแค่คุณพ่อเท่านั้น แล้วก็ไม่ใช่ตัวย่อเฉิ่มเห่ยอย่างนี้ด้วย ท่านเรียกเขาว่าโมต่างหาก จับมือลูบไล้ท่านเสียขนาดนั้นก็ช่วยสังเกตวาจาเสียบ้างซี 

    เลิกสนใจเสียดีกว่า เขาเอี้ยวกายไปในทิศที่คุณพ่อจะแลเห็นชัด สองมือเรียงถ้อยคำกลางอากาศ ‘เราไปเก็บโต๊ะกันตอนนี้ไม่ได้หรือครับ’ ภาษาที่มีเพียงคุณพ่อผู้แตกฉานเท่านั้นจะเข้าใจ มิสซาเพิ่งเสร็จ ชาวบ้านที่มาร่วมกำลังช่วยปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ก็จริง ไม่จำเป็นที่สาธุคุณต้องลงไปเองเลย เบนรู้อย่างนี้ถึงได้กล้าเข้ามากวน 

    ในนามของพระบิดา พระบุตรแลพระจิต ขอสวรรค์เป็นพยาน โมไม่ควรมีอคติ แต่เขาไม่ชอบสายตาที่เบนมองคุณพ่อ มันฉาบด้วยน้ำเชื่อมขม มีกลิ่นแป้งพายที่อบนานจนไหม้ เสียงที่ชายหนุ่มใช้กับคุณพ่อก็ฟังดูเหมือนเสียงที่เดดาลัสจะใช้กับโฮมิลี่, ภรรยาคนสวยของเขา คู่รักใช้เวลาคลุกคลีกับโบสถ์เนิ่นนาน มีตะกร้าอาหารร้อนควันฉุยมาฝากบ่อยครั้ง  

    แต่เบนไม่ใช่เดดาลัส คุณพ่อก็ไม่ใช่โฮมิลี่ พฤติกรรมรุ่มร่ามนั่นทำขนลุกชัน เขาต้องการพาคุณพ่อออกไป, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, จากครรลองสายตานั้น

    “ประเดี๋ยวนะโม” ท่านวางมือบนผมเขาอย่างอ่อนโยน “เธอไปเขียนบันทึกในห้องก่อนดีไหม ถ้ายืนรอจนเบื่อ”

    ไม่ใช่เหตุผลนั้นสักหน่อย โมกำลังจะวาดคำตอบ ก็โดนขัดเสียก่อน

    “อย่างนั้นไม่เลวนะ ผมมีเรื่องปรึกษาคุณพ่ออยู่พอดี” ชาวสวนยิ้มกะหลิ้มกะเหลี่ย “เรื่องสำคัญมาก และส่วนตัวด้วย”


    สุดท้ายมอร์ติเมอร์ก็ออกมานั่งเท้าคางในห้องเขียนหนังสือ มองสองร่างเดินขนานกันทางหน้าต่าง นักโทษแห่งคุกบาสตีลจะรู้สึกเช่นนี้หรือเปล่ายามมองแสงอาทิตย์สะท้อนบนปีกนกพิราบ ทิ่มแทงลูกนัยน์ตาของพวกเขาจนพร่า ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในนั้นทราบแก่ใจว่าอิสระแท้จริงจะไม่มีวันมาถึงพวกเขา ต่อให้ได้เดินร่อนเร่กลางสนาม พวกเขาก็ยังมองโลกผ่านลูกกรงที่เผลอนำติดตัวมาด้วย ปลายเหล็กแหลมสะบัดสร้างคำอย่างมีอารมณ์บนหน้ากระดาษจนหมึกแตกกระจาย โมจุ่มปากไก่ลงขวดหมึกอย่างนุ่มนวล เลียนแบบท่าทางของคุณพ่อ ผสมสีจนเข้มกลมกล่อมแล้วโรยทราย 

    อวดดีไปหน่อยที่เทียบตัวเองกับนักสู้เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ เสียงคุณพ่อเมลิแยร์ไพเราะจนเขาร้องขอให้ท่านอ่านออกเสียงซํ้าแล้วซํ้าเล่า คุณพ่อตามใจเขาเสมอล่ะ เสียงของท่านฟุ้งกระจายไปในอากาศ เติมเต็มรอบด้านด้วยภาพสวยสดงดงามที่เสียงท่านถักทอ ขดด้ายปักเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสกลางผืนพรมแห่งถ้อยคำ เรียงร้อยโคลงทุกบทของเวอร์จิล เรียกยิ้มด้วยร้อยกรองตลกร้ายของกีโด คาวาลคาลติ โอ เสียงท่านราวพระพรสูงสุดแห่งสรวงสวรรค์ เขาสงสัยว่าที่คนส่วนหนึ่งของโลกเป็นใบ้ เพราะพระเจ้ารักคุณพ่อเมลิแยร์มากเสียจนยอมเอาส่วนผสมขนานอื่นมาเทราดคุณพ่อเสียชุ่ม เพื่อสร้างสิ่งพิเศษเหนือกาลเวลาขึ้นมาใช่ไหม 

    อดไม่ได้ที่จะนึกเรื่อยเปื่อย คุณพ่อจะว่าอย่างไรนะถ้าได้อ่านบันทึกไร้สาระพวกนี้ ท่านจะอธิบายเรื่องเสียงที่เขาได้ยินทุกคืนวันอาทิตย์หรือเปล่า

    นิ้วทั้งสิบเผลอจิกเข้าเนื้อต้นแขน โมสะดุ้งที่เหม่อลอยจนสมองพาลยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก เขาผุดนั่งหลังตรงชะเง้อชะแง้มองตามเบนกับคุณพ่อที่หายลับออกไปจากเขตหน้าต่างที่เขาพอจะเห็น แบบนี้ไม่ปลอดภัย 

    ถึงตัวจะอยู่ไกล แต่การมองเห็นแผ่นหลังของท่านก็มากพอจะทำให้เขารู้สึกว่าได้ปกป้อง การที่ชาวสวนหนุ่มโอบพาท่านไปทางอื่นสร้างความกระวนกระวายไม่รู้จบแก่เขาที่เริ่มเดินวนเวียนรอบห้องเขียนหนังสือ เบน เบนจากอะไรกันแน่นะ เบนจามิน เบเนดิกต์ เบนโวลิโอ หรือเบนท์ลีย์ ความจริงที่ว่าชายคนนั้นปกปิดชื่อเต็มทำให้เขาดูเป็นคนหลอกลวง ไม่มีทางที่เขาจะชื่อเบนเฉยๆ เปล่าเปลือยหรอก  

    เบน มอร์ติเมอร์ลิ้มรสชื่อนั้นเหมือนยาขม เสียงของเบนเหมือนกับเสียงในพิธี

    พิธีอะไร ไม่อาจรู้แน่ โมเริ่มได้ยินเสียงครวญไร้ความหมายออกมาจากตรงโน้นตรงนี้ของโบสถ์ทุกคืนวันอาทิตย์ เสียงไพเราะสุดพรรณนาของคุณพ่อเมลิแยร์กับเสียงแหบต่ำหยาบโลนของบุรุษที่เทียบท่านไม่ได้แม้เศษเสี้ยว มันจึงแยกง่ายดายว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร เสียงของคุณพ่อกับอีกเสียงหนึ่ง เสียงแบบที่ผู้ชายที่ไหนก็น่าจะมี เบนมีเสียงดาษดื่นสามัญที่หากหลับตาก็อาจแยกไม่ออกเลยว่าชายคนใดในหมู่บ้านกำลังพูดอยู่ ดังนั้นมันอาจเป็นเสียงของใครหรืออะไรก็ได้ มันอาจจะไม่ใช่เบนก็ได้ 

    สมุดบันทึกที่อักษรหมึกเติมแน่นถูกกวาดลงมาจากชั้นวาง เล่มจากเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว ปีก่อนนั้นอีก พลิกเปิดไปยังหน้าที่ระบุถึงวันอาทิตย์อย่างไร้ผล ตัวเขาตอนนั้นเขียนถึงมันน้อยมาก แล้วต่อมามันก็เริ่มยืดยาวขึ้น ก้าวร้าวขึ้น แสดงถึงความหมกมุ่นที่เพิ่มขึ้น 

    เสียงนี้เริ่มดังตอนเขาใกล้สิบขวบ มันดังก้องกว่าเดิมเมื่อชายชื่อเบนมาปรากฏตัวที่โบสถ์ ปรากฏตัวขึ้นมาเหมือนผี เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเขาก็เห็นใบหน้าคมคายลอยไปลอยมา ส่วนมากจะลอยล้อมคุณพ่อ โมไม่อยากทำตัวเสือกสอดหรอกนะ แต่เขาไม่สบายใจที่มีเบน เขาไม่สบายใจที่เสียงนั่นอาจเป็นเสียงของเบน

    ไม่สิ เขาไม่สบายใจเรื่องอะไรกันแน่นะ เขาไม่สบายใจเพราะนั่นอาจเป็นเบนจริงๆ หรือไม่สบายใจเพราะอย่างอื่น

    หากนั่นคือสิ่งผิด พระผู้เป็นเจ้าคงกางหัตถ์ห้าม แต่ที่มันอยู่ต่อไปเพราะมันคือพิธีที่ทำให้คุณพ่อใกล้ชิดพระองค์มากขึ้น หรือพระองค์สูญเสียการควบคุมไปแล้ว ? คุณพ่อมิได้พร่ำสวดถึงนามพระองค์ ผมมั่นใจว่านั่นหาใช่บทสวด ไม่มีภาษาใดบนโลกที่ครางครืดลากยาว ถูกชักนำด้วยสัญชาติญาณ เก้อกระดากชวนอายขนาดนั้น ภาษามีพยางค์ มีศัพท์แสง ไม่ว่าจะสะกดด้วยภาษาใด พระนามของพระผู้เป็นเจ้าก็คือพระผู้เป็นเจ้า ภาษามีเพื่อให้พระองค์ทราบว่าผู้ที่สวดถึงมาจากส่วนใดของโลก คุณพ่อกับอีกเสียงหนึ่งราวกับกำลังประกอบกิจกรรมลึกลับ ผมไม่กล้าถามท่านตามตรง เสี้ยวหนึ่งในตัวผมบอกว่านั่นคือเรื่องส่วนตัว พระเจ้าข้า ผมทราบว่าตัวผมยังไม่คู่ควร ผมเพียงแต่ยังไม่ถูกยอมรับให้เข้าร่วมพิธีก็เท่านั้น แล้วเมื่อไหร่ผมถึงจะคู่ควร ? หรือพระองค์จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ เหมือนกับที่พระองค์ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในความเก่งกาจของกวีและศิลปิน ? หรือแท้จริงแล้ว พระเจ้าจะไม่ —

    ข้อความต่อไปในบันทึก รวมถึงก่อนหน้า ก่อนหน้า ทั้งหน้า ถูกขีดฆ่า มอร์ติเมอร์นิ่งค้างไปชั่วครู่หนึ่ง แล้วหมึกทั้งขวดก็เทราดสมุดจนชุ่ม






    โมชอบประดิษฐ์คำแทน เขาสร้างคำขึ้นมาเรียกสิ่งโน้นสิ่งนี้ราวกับยอมทำทุกอย่างยกเว้นเรียกมันตามนามแท้ บางครั้งเราก็ต้องสร้างโลกของตัวเอง พระเจ้าประทานพรสวรรค์แก่มนุษย์มากมายมหาศาล หนึ่งในนั้นคือความสามารถที่จะจินตนาการ คุณพ่อเมลิแยร์เคยกล่าวเช่นนี้เมื่อเขาถามว่าไม่ผิดหรือที่จะคิดฝันสิ่งอัศจรรย์นอกเหนือจากต้นไม้ใบหญ้าที่เราเห็นด้วยตา ไม่เป็นบาปหรือที่จะบรรยายถึงดินแดนซึ่งปราศจากพระเจ้า แต่กลับเต็มล้นด้วยสิ่งมีชีวิตล้นขอบเขตการอนุญาตของพระองค์ จากนั้นท่านพาเขาตบแต่งรูปมังกรยักษ์ มอบตำแหน่งยิ่งใหญ่ สวมมงกุฎราชากิ้งก่าแก่มัน มอร์ติเมอร์ชอบวาดภาพประกอบหนังสือมานับแต่นั้น เขาเริ่มสร้างชื่อเรียกแปลกประหลาด สร้างอีกโลกหนึ่งในสมุดบันทึก หยิบยืมรายละเอียดจากโลกของพระองค์ผู้รังสรรค์มาทำเป็นแดนคู่ขนาน อยู่กับความจริงบนความไม่จริงในขณะเดียวกัน

    พลีกรรมแห่งเสียง โมเรียกพิธีของคุณพ่อว่าอย่างนี้ จากนั้นก็มอบชื่อเล่นให้เจ้าของเสียงที่ทำพิธีร่วมกับคุณพ่อ ชื่อเล่นว่าเงา

    เสียงดังขึ้นอีก

    พระเจ้าดึงเขากลับมายืนบนโลกของพระองค์ด้วยวิธีเช่นนี้ โมหันรีหันขวางหลุกหลิกราวหัวขโมยที่ถูกจับได้พร้อมกระเป๋าสตางค์คามือ เขากวาดสายตาไปโดยรอบ ท้องฟ้านอกหน้าต่างเริ่มมีแสงตะวันแต้ม วันจันทร์มาถึงแล้ว โมถอนหายใจยาวเหยียดยากลำบาก คล้ายปอดถูกเข็มเสียบดาม เหงื่อไหลพราว

    ไม่มีเสียงอะไรสักหน่อย ประสาทหลอนแล้วกระมัง เสียงที่ดังมันของเมื่อคืนต่างหาก

    คิดอยู่แล้วว่าการมานั่งเขียนบันทึกหน้าห้องพลีกรรมแห่งเสียงไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดเฉลียวนัก แต่เขานอนไม่หลับ เสียงเมื่อคืนดังเกินไป ความคิดที่จะรอถึงเช้าค่อยเข้ามาเก็บกวาดมลายหายไปพร้อมความง่วง เขามานั่งอยู่ตรงนี้นานมากแล้ว แต่ความรู้สึกร้อนที่หน้าจากการเป็นพยานรู้เห็นเมื่อคืนยังระอุคุกครุ่นอยู่ หน้ากระดาษบันทึกมีข้อความอยู่แค่สองสามบรรทัด นอกนั้นเป็นจุดด่างจากการถือปากไก่ค้างจนหมึกหยดเลอะ

    เปลือกตาหลุบหลับลง ย้อนกลับไปหลายชั่วโมงก่อน สังฆานุกรหนุ่มเลือกมุมเงียบงันมืดทึบยืนรอกระทั่งเสียงจากในห้องเงียบสนิท ทำตัวลีบแบนติดซอกมุมอยู่อย่างนั้น ไม่แม้แต่จะปรายตามองว่าสองร่างที่ประคองกันออกมาคือใคร 

    “สักวันเราจะถูกขับไล่ออกจากสายพระเนตร” 

    นั่นท่านเมลิแยร์เป็นคนพูด เสียงพร่าปนหอบ ทั้งยังสั่นระริกจนมอร์ติเมอร์หายใจไม่ทั่วท้อง เขาอยากยกมือปิดหู แต่ร่างแข็งเกร็งจนทำได้เพียงกำสมุดบันทึกแน่นราวที่ยึดเหนี่ยวหนึ่งเดียว 

    “ตราบใดที่พระองค์ยังรักคุณพ่อ พระองค์จะเฝ้าดูท่านอยู่เสมอล่ะ”

    เสียงของผู้ชายคนหนึ่ง เสียงของเงา โมฟังทั้งที่ไม่อยากฟัง

    ท่านบาทหลวงหัวเราะอ่อนแรง “พระองค์จะรักพ่อได้อย่างไร ในเมื่อพ่อกลายเป็นแบบนี้แล้ว”

    “พระองค์ชอบให้มนุษย์รักกันไม่ใช่หรือ”

    “ไม่มีใครเดาพระทัยพระองค์ได้” ท่านบาทหลวงเรียกชื่อผู้ชายคนนั้น โมยกมือปิดหูไม่ทัน ชื่อนั้นฝังลงไปในความทรงจำเหมือนเหล็กร้อนทาบหลังคอทาส “รู้อะไรไหม พ่อคิดว่ามันไม่ผิดหรอกที่คนอย่างเราจะรักกัน ลัทธิเกลียดพวกร่วมเพศมีขึ้นเพราะพวกเขาหวาดกลัวว่ามนุษย์จะสูญพันธุ์ สังหารล้างบางภายใต้พระนามแห่งพระจิตเจ้าน่ะหรือ ฮ่า ! นั่นไม่ใช่ดำรัสของพระองค์แม้แต่น้อย”

    เกิดเสียงหัวเราะ

    “เทศน์เรื่องนี้สิ ท่านโดนรุมปาหินแน่” เงาแซวขรม “ผมบอกแล้วไง ทีนี้ก็หมดเรื่อง พระเยซูรักเราปานจะกลืนกิน”

    คุณพ่อผงกศีรษะหงึกหงักสนับสนุน

    “พระองค์รักมนุษย์ทุกคนนั่นแหละ ทรงยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความรอดของเราทีเดียว”

    “แล้วปัญหาของคุณพ่อคือ ?”

    บทสนทนาขาดห้วงไปชั่วอึดใจ ก่อนมืออ่อนนุ่มละเมียดละไมที่ลูบหัวโม มือที่พลิกหนังสือเปิด มือที่ประสานสวดภาวนาร่วมกับความเงียบของโม จะตีเผียะเข้าที่ไหล่บึกบึนอย่างไม่จริงจัง

    “พ่อเป็นนักบวชน่ะสิ เด็กโง่”

    ฝีเท้าสองคู่ก้าวประสานกันห่างออกไป ประตูหลังเปิดครืดคราด สองชีวิตแลกเปลี่ยนคำสั่งลา แล้วท่านบาทหลวงเมลิแยร์ก็ถกเสื้อคลุมเดินขึ้นบันได

    รอแล้วรอเล่า รอจนเหลือเขาคนเดียวท่ามกลางเทียนซึ่งมอดดับอย่างแท้จริง ค่อยย่องออกมา มอร์ติเมอร์มองซ้ายขวาให้แน่แท้ แล้วผลุบหายเข้าไปในห้องพิธี

    เคยตั้งมั่นขอเป็นแค่ผู้รับรู้ แต่ระยะหลังมานี้โมเริ่มก้าวล้ำเส้น เขารู้แม้จะไม่ต้องการรู้ว่าทุกครั้งมันเกิดขึ้นที่ไหน เขาทนเฉยเมยเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เขาอยากทำอะไรสักอย่าง ทั้งสองคนกำลังทำบาป บาปคือความชั่วทบทวี 

    ใช่แล้ว เขาเริ่มโล่งอกเมื่อคิดตามคำคุณพ่อ เขาไม่ได้ไม่สบายใจเพราะคุณพ่อคบค้าบุรุษเพศ มันเพราะในฐานะผู้รับใช้พระเจ้า ท่านไม่ควรมีสัมพันธ์ชู้สาวกับใครต่างหาก

    ใช่ ใช่ มันเป็นแบบนั้นแหละ ก็คุณพ่อเมลิแยร์ไม่เคยพูดผิดสักหน่อย 

    คราวนี้ภารกิจใหม่บังเกิด หลังคุณพ่อกับเงาจากไปแล้ว โมจะรีบย่องเข้าไปในห้องปฏิบัติพิธี พยายามก้มหน้าต่ำไม่มองไม้กางเขนที่แขวนคว้างกลางห้องพลางนึกสงสัยว่าระหว่างทั้งสองคนประกอบพิธีกรรม พวกท่านเลี่ยงไม่มองร่างเสียสละของพระบุตรเหมือนกันไหม เขาฉกทุกอย่างที่พอทำความสะอาดได้ออกมาขัดถูเอาเป็นเอาตาย โยนผ้าลงถังซัก ขยี้เอาจนมือถลอก ปิดท้ายด้วยปะพรมน้ำมนต์รอบห้อง ยืนกุมสร้อยประคำค้อมศีรษะขอประทานอภัยโทษแก่คุณพ่อของเขา นี่คือการชำระล้าง เขาเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง

    มันไม่ได้มีแค่ผ้าปูโต๊ะ เชิงเทียน ปลอกหมอนปุปะหรอกที่ต้องการชำระล้าง โมมั่นใจ สาธุคุณเมลิแยร์ท่านคงกวาดเก็บหลังจบเสียง แต่ท่านไม่ได้ชำระเอี่ยมอ่องขนาดนั้น บางวันเขาเห็นรอยของเหลวข้นเหนียวเปรอะเลอะ แห้งซึมเข้าเนื้อไม้ เห็นได้ชัดว่ามันหนืดน่าดู 

    เกลียดเหลือเกินที่กลายเป็นคนสอดรู้ เกลียดที่จะเข้าไปในห้องพิธี โต๊ะไม้หืนคาวร้อนชวนอาเจียน กระทั่งพื้นยังคลุ้งกลิ่นสะอิดสะเอียนอึดอัด ห้องทำพิธีมีอุณหภูมิที่ทำให้มอร์ติเมอร์อับอายอย่างไร้สาเหตุ ราวกำลังลักลอบลักทรัพย์มารดาที่ป่วยและยากจน 

    เปลือกตาเปิดปรือ อดีตฟุ้งมลายพร้อมครรลองจักษุที่ถูกเต็มเติมด้วยทิวทัศน์ปัจจุบัน เขากลับมานั่งอยู่หน้าห้องพิธีอันเงียบงันอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกสว่างเรืองรอง แลเห็นเงาผ้าที่เพิ่งซักโบกสะบัดตามลม 



     


    จะหนีความจริงไปได้อีกเมื่อไหร่กัน มอร์ติเมอร์ เร็ธกี เธอมันน่าหงุดหงิดนัก ทำไมไม่ยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้น พูดออกมาสิ ด้วยปากที่ทำจากเหล็กและลิ้นที่ปั้นจากหมึกของเธอ เป็นเสียอย่างนี้เอง เธอรับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยสัตย์จริงไม่ได้ เธอจึงเลี่ยงการกล่าวถึงมันไม่ว่าจะในรูปแบบใด ทำต่อไปเถอะ คนที่จะถูกความจริงเบียดอัดกัดยับไม่เหลือชิ้นดีก็คือคนที่วิ่งหนี แล้วยังปิดทับมันด้วยตราจอมปลอม มันจะตายให้ได้หรืออย่างไรถ้าเพียงเธอยืดอกรับว่าแท้แล้วฌอง เมลิแยร์ประกอบกามกิจร่วมกับนายเบนที่ไม่ทราบชื่อเต็ม ส่วนตัวเธอที่ถูกพระเจ้าผลักไส เพราะเธอมัน ━

    “ไหน มาดูสิว่ามีอะไรวิ่งอยู่ในหัวน้อยๆ แสนฉลาดนี่บ้าง”

    “นั่นเรื่องจริงหรือเปล่า”

    “ในขณะที่พวกเพื่อนๆ ยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียง ดวงวิญญาณของคนบาปผู้นี้ก็ถูกพิพากษา ในชั่วขณะสุดท้ายของสติสัมปัชชัญญะ ชีวิตผ่านไปต่อหน้าดวงวิญญาณ และแล้วก่อนที่จะทันคิดตรึกตรอง ร่างกายก็ได้ตายไป ดวงวิญญาณยืนสั่นงันงกต่อบัลลังก์ผู้พิพากษา จากนั้นพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมีพระเมตตาขันติมาช้านานก็จะครองความเที่ยงธรรม พระองค์ทรงอ้อนวอนดวงวิญญาณซึ่งเปี่ยมล้นด้วยบาป ประทานเวลาให้เขาได้มีโอกาสได้สำนึก ประทานอภัยโทษแก่เขาชั่วขณะหนึ่ง บัดนี้เวลานั้นได้ผ่านพ้นไป เวลาที่จะหาความเสริงสราญด้วยการกระทำบาป เวลาที่จะเยาะหยันพระองค์และคำกล่าวเตือนของคริสตจักรศักดิ์สิทธิ์ หลอกลวงเพื่อนฝูงญาติมิตร กระทำชั่วซํ้าแล้วซํ้าเล่าและปิดบังอำพรางความฉ้อฉลของตนให้พ้นจากสายตาผู้อื่น แต่ไม่มีวันที่จะพ้นสายพระเนตรอันกว้างไกลได้ พระองค์ทรงประทานรางวัลแก่คนดีและทรงลงโทษคนชั่ว ใบมีดของพระเทศนาสอดลึกเข้ามาในจิตใจ แทรกผ่านความลับซุ่มซ่อน พระองค์ผู้ทรงประสิทธิ์สันธานุภาพ จะมีประโยชน์อันใดเล่าที่จะครองความยิ่งใหญ่ ในเมื่อทั้งหมดล้วนเท่าเทียมใต้การตัดสินของพระผู้เป็นเจ้า”

    “พระเห็นเธอและรักเธอ”

    “แน่ใจหรือ”

    “ถ้าพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งท่าน เพียงแต่ไม่เคยมีอยู่เท่านั้นเล่า ?”

    “คงจะเป็นพระพรสุดวิเศษ วันทั้งหมดที่มารดาลูบไล้หน้าท้องโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วจู่ๆ นางก็สัมผัสถึงอีกชีวิตหนึ่งก่อกำเนิดอยู่ภายใน เท้าเล็กจิ๋วยันใต้ชายโครง หันและยืดตัวตามเปียโนที่บรรเลงโดยบิดา”

    “ใคร่ครวญดูเถิด บุตรแลบุตรีของพระผู้เป็นเจ้า จงใช้พลังแห่งจินตนาการ ระลึกตรึกตรองว่าผลลัพธ์แห่งการตัดสินใจของพวกเธอยังผลร้ายแก่ผู้ใด เช่นนั้นแล้วจะไม่มีการประทุษร้ายไม่ว่าจะทางพฤติกรรม วจีกรรมหรือมโนกรรม พ่อขอทิ้งท้ายโอวาทประจำวันเพียงเท่านี้”

    “เธอได้ยินกระแสเรียกแล้วหรือยัง ?”




    เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความลวงนั้นบางเบานัก บางเบาจนสะกิดเพียงนิ้วเดียวก็สะบั้นขาด ดวงตามนุษย์แลเห็นเพียงความลวงปรุงปั้นตามทรรศนะของเพลโต ส่วนความจริงอันมั่นคงหยัดยงไม่มีวันล่มสลายเปรียบดังวงกลมนั่นเล่า วงกลมกลึงสมบูรณ์แบบ ลืมตาของเธอ ตาที่จะไม่มีม่านหมอกของเส้นแบ่งอันวุ่นวายของขึงพาดบดบังอีก ยอมรับเสีย ที่เธอต้องทำแค่ยอมรับ มองดูสิ มอร์ติเมอร์ มองดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วพูดอกมา

    “โม”

    เขาหันไปตามเสียงเพรียก แต่พบเจอเพียงความมืด ริมฝีปากที่สะกดชื่อเขาอย่างอ่อนโยนคดโค้งบูดเบี้ยวคล้ายการคืบเคลื่อนของเถาวัลย์ เงาร่างทั้งหลายเปี่ยมเต็มด้วยใบไม้ นางไพรใบหญ้าเผยกายรกชัฎ โมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้หรือกระทั่งตอนนี้ นี่คือความฝันหรือนิทานร้ายกาจของใครสักคนอย่างนั้นหรือ มโนภาพปะปนมั่วซั่วไปหมด เขาได้ยินเสียง เสียงมากมายร้องเล่า ยื้อแย่งกันมีพื้นที่ในความทรงจำ เขาหันไปและพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของพงไพร ป่าไร้หนทางไม่เคยปล่อยใครออกไป วรรคหนึ่งของหนังสือนิทานไร้นามผู้แต่งบรรยาย เขาไม่กล้าวิ่งหนี ถ้าหนีแล้วหนีจากอะไร เขาไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น เขาไม่เคยมีความกล้า เขาไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะยอมรับว่าเขาไม่มีความกล้า 

    “โม บอกมาสิว่าเธอเห็นอะไร”

    ได้กลิ่นกำยานกับควันไฟ






    ม่านเวทีซึ่งมีนามว่าเปลือกตาเลิกขึ้น เชื่องช้า เซื่องซึมราวแมลงปีกอ่อนซมซานขึ้นจากบ่อน้ำมันดิน เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายทั่วใบหน้า หยดหมึกด่างดวงซึมซาบตามร่องนิ้ว มอร์ติเมอร์สัมผัสแก้มซีกขวาด้วยมือเปรอะเลอะนั้นจนหน้าเกิดรอยปาดชวนขัน เขากลืนน้ำลาย ทำไมทุกอย่างถึงได้เฉอะแฉะยุ่งยากเหลือเกิน อยากจะประคองตัวเองด้วยมือข้างที่สะอาดเอี่ยม ทว่ามันก็สกปรกพอกัน กอบกุมรอบเชิงเทียนฝุ่นจับหนา เหงื่ออุ่นๆ รับบทตัวเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผิวหนังและหยากไย่ เปลวไฟทรงหยดน้ำหงายเต้นระริกอย่างปลื้มปิติยินดี ในที่สุดสังฆานุกรจอมเมินเฉยก็หลงเดินตามเส้นทางที่มันบรรจงนั่งเทียนเขียนมานานนม เส้นแบ่งอีกเส้นสลายกลายสู่รูปเถ้าธุลี จากผู้เฝ้ามองกลายเป็นคนคอยชำระขัดถู สู่ผู้บากหน้าร้องขอการอภัยจากพระผู้เป็นเจ้าแทนตัวต้นเหตุ บันทึกที่เขียนถึงเหยียดยาวละเอียดยิบขึ้นทุกที 

    ทุกฝ่ายทราบแก่ใจว่าวินาทีนี้ย่อมมาถึงไม่คราวใดก็คราวหนึ่ง อาจร่วงทับแบบสุ่มตามที่พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดปรานไม่ก็ทำนายชี้ชัดง่ายดาย นับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง หายนะจะระเบิดตรงเวลา ป่วยการที่จะระงับยับยั้งมัน พวกเขาไม่คิดหยุด กลับเลือกจะวางแผนถึงสิ่งที่จะตกลงหมวดเป้าหมายก่อนดับชีพหลังมันเกิดขึ้น ถ้าถูกเห็นจะเป็นอย่างไร มอร์ติเมอร์แอบได้ยินเงาร้องถามคุณพ่อในวันหนึ่ง เงาดำมืดเอียงแอบแนบพิงกับอีกร่าง ห้องร้อนผ่าว โมน่ะหรือ ท่านเมลิแยร์อุทานเรียบเรื่อย ยอมตายเสียดีกว่า 

    ความอุตสาหะชวนสังเวชที่จะเสแสร้งแกล้งสนใจเปลวเทียนไหลลอดนิ้วมือที่ตะเกียกตะกายไขว่คว้า ไม่ทันแล้ว พวกเขาถูกเห็นกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ มอร์ติเมอร์เห็นตัวเองที่มีไหวพริบระดับนายกเทศมนตรีหมุนกายผ่านช่องประตูห้องภาวนาที่แง้มเปิดละม้ายคล้ายจงใจ น้อมกายลงเล็กน้อยเพื่อดับเปลวเทียนสุดท้ายภายใต้หลังคาคุ้มครองอันอบอุ่นของโบสถ์น้อยมงแชร์เปอตี ดีไม่ดีอาจยกนิ้วแตะรอยบุ๋มเล็กน้อยตรงพื้นที่ระหว่างริมฝีปากล่างกับปลายคาง จัดท่าครุ่นคิดพิจารณาพองามสองสามชั่วอึดใจแล้วเอื้อมปัดเม็ดฝุ่นที่แสงจันทร์ชี้ให้เห็น จากนั้นก้าวถอย ยิ้มปรีดิ์เปรมกับความรอบคอบรู้คิดแห่งตนแล้วผินใบหน้าจากจรไป ปราศจากหลักฐานทางกายแม้สักนิดว่ารู้เห็นเป็นใจเรื่องหลังบานไม้ 

    สิ่งใดเล่าหดหู่กว่าการพูดถึงอดีตที่ไม่เคยเกิดขึ้น ใช้ไวยากรณ์เชิงปรารถนาขมเศร้าบรรยาย ความเป็นไปได้ที่ผ่านมาแล้วจะไม่มีทางหมุนซ้ำกลับให้เลือกรอบสอง อำนาจที่มันถูกส่งมอบอีกคือพลังที่จะกำหนดปัจจุบัน ตัวเขาในโลกคู่ขนานอาจกำลังป้องปากเสียดเย้ยเยาะหยัน ถ้าเพียงแต่โมจะกระทำดังเช่นความคิด แทนที่จะยืนตัวแข็งค้างพร้อมชูเชิงเทียนส่องสว่างวูบวาบขึ้นระดับหน้าผาก ยินยอมปล่อยแสงเลือนรางให้แทรกมือรุ่มร่ามเข้าสัมผัสเนื้อตัวสองร่างกึ่งเปลือยภายใน คุณพ่อเมลิแยร์ดูแปลกไปเมื่อนั่งเนื้อตัวฉ่ำเป็นมันเงาอยู่บนร่างที่แข็งแรงกำยำกว่าของนายเบนไม่ทราบชื่อเต็ม ฝ่ามือข้างที่เคยกำจอบเสียมฟาดดินยกขึ้นลูบแผ่นหลังผู้รับใช้พระเจ้า 

    เสียงที่ทั้งสองคนทำระหว่างนั้นทำแก้มเลอะหมึกเห่อร้อน 

    พิธีกรรมประหลาดหยุดไปทันทีที่ใบหน้าคมคายหลอกลวงผงกเงยมา คุณพ่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าว จากนั้นก็หันมาทางรอยแง้มของประตูด้วยความเร็วพอกัน ชั่วขณะนั้นราวต้องมนตร์ดำนางแม่มดร้าย มอร์ติเมอร์กำเชิงเทียนแน่น อึกอักคล้ายจะอาเจียน ส่วนอีกสองคนนิ่งมองเขาสลับสบตากันและกัน ไม่นานนักท่านบาทหลวงก็ผละจากตัวเบน ลุกขึ้นแต่งเนื้อแต่งตัวเงียบเชียบ อากาศหนักอึ้งอุดอู้ โมมึนงงตกตะลึงขนาดไม่ทันเอี้ยวกายหลบหลีกดังเคยด้วยซํ้าเมื่อเบนเปิดประตูผาง จับไหล่เขาเต็มไม้เต็มมือ จะต้องการปลอบหรืออะไรก็สุดแต่ เบนไม่เคยได้แตะตัวเขา พระเจ้าช่วย เบนไม่อยากเรียกชื่อเขาด้วยซํ้า เขาแน่ใจว่าเบนไม่ใคร่ชอบพอเขานัก เบนไม่ควรมาแตะเขาเหมือนเคยทำมาแล้วเป็นร้อยครั้งแบบนี้ ความคิดที่ว่ามือกำยำสัมผัสอะไรมาบ้างก่อนหน้าทำโมวิงเวียน

    ลมหวิววืดระผ่านใบหูยามร่างสูงใหญ่ผ่านพ้นไป เขากลั้นใจ ริมฝีปากสั่น รีบลนเอียงตัวกระแทกเท้าตามแผ่นหลังแข็งแรง ตอนแรกเขาไม่รู้ว่าตัวเองทำแบบนั้นทำไม สัญชาติญาณนำพากระมัง ภายหลังเขาถึงได้ทราบว่าตัวเองตื่นตะลึงใจเสียที่ไม่ได้รับคำอธิบายใดเลยแม้จะมาถึงจุดนี้ หมอนี่ตั้งใจทิ้งคุณพ่อให้รับภาระหนักอึ้งในการเปิดปากเล่าเรื่องราวทั้งหมด ไม่แม้แต่จะคอยกุมมือให้กำลังใจท่านด้วยซํ้า โมชอบเรื่องเล่าของคุณพ่อเมลิแยร์ ท่านสรรหานิทานสนุกตื่นเต้นนอกกำแพงโบสถ์มาถ่ายทอดได้มีรสชาติที่สุด แต่เขาไม่แน่ใจว่าท่านจะรับมือเรื่องเล่านี้ได้อย่างไร เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำให้ท่านผ่อนคลายได้ มอร์ติเมอร์ไม่แน่ใจแม้แต่น้อยว่าจะบอกท่านอย่างไรว่าท่านไม่จำเป็นต้องยอมตายถ้าเขารู้ ความเป็นความตายของท่านไม่ควรขึ้นอยู่กับเด็กโง่เง่าต่ำตมเช่นตัวเขา ได้โปรด เขาเข้าใจจริงๆ เขาชำระล้างและสารภาพบาปในส่วนของท่านทุกวัน โทษทัณฑ์ของท่านไม่ชั่วช้าสามานย์เท่าของเขา ได้โปรด ได้โปรด เขาทำไม่ได้ เบน ช่วยที 

    ไม่ว่าภายในใจเบนจะมีความคิดแบบใดวิ่งเต้นอยู่ ชายหนุ่มก้มลงสบนัยน์ตาสั่นไหวปริร้าวของสังฆานุกรเยาว์วัยที่กระหืดกระหอบตามมาโดยมิรู้เนื้อรู้ตัวว่าเทียนที่อุตส่าห์กระเตงพกพร้อมดับลงเรียบร้อย ควันขุ่นสายยาวพวยพุ่งออกจากปลายเชือกเหมือนถ้อยตะโกนคนเมา เบนมองเขานิ่งอย่างนั้น ไม่เอ่ยคำราวถูกพายุใบ้เขมือบกลืน แววระทมทุกข์เฉียบลึกของเบนสะท้อนกับความไม่เข้าใจอันสับสนทรมานของโม วิญญาณของบุรุษผู้นี้กำลังร่ำไห้ น้ำตาปริ่มท่วมกระตุกเครื่องจักรชักรอกดึงมุมปากให้แย้มสูง ยิ้มที่ไม่มีความสำราญผสมอยู่แม้แต่นิดเดียว 

    คนอายุน้อยกว่ายืนนิ่ง กึ่งประนาม กึ่งขอร้อง แต่เบนจากไปแล้ว หายลับไปกับแสงเทียน

    “โม” มือกวักเรียก “เด็กดี มานี่มา”

    ฟั่นเชือกสนทนาถูกยื่นมาให้เขาจากทางด้านหลัง มอร์ติเมอร์ก้าวกลับหลังหันเก้กัง กุมเชิงเทียนดับแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน นึกรังเกียจตัวเองนักที่เผลอถอนใจโล่งอกเมื่อแลเห็นเป็นภาพท่านบาทหลวงสวมพัสตราพรณ์เนี้ยบเรียบติดกระดุมจนสุดคอ กลไกประจำตนที่ทำจนติดนิสัยเริ่มทำงานของมัน ทักษะปฏิเสธความจริงนั่นไงเล่า มอร์ติเมอร์จะแต่งเรื่องหรือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันมี มีอะไรเกิดขึ้นตลอดเวลานั่นแหละ ถึงโบสถ์น้อยจะไม่ใช่สถานที่ที่ควรมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ท่านบาทหลวงรอการตอบรับใจจดใจจ่อ โมยืนเกร็งขา เมียงมองจนแน่ใจว่าท่านยังเป็นฌอง เมลิแยร์ของเขา และท่านจะพูดสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างบางเบาเหมือนขนนก โมเม้มปาก ยื่นมือจับปลายเชือกสนทนาตอบ  

    มีรอยฝุ่นเป็นวงกลมที่เดียวกับที่เคยใช้วางเชิงเทียนเก่าแก่ โมวางมันลงตำแหน่งเดิม มือที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนดีถูกคุณพ่อฉวยไปกุมเมื่อเดินเข้ามาใกล้มากพอ ท่านนั่งหลังตรงบนโต๊ะที่ปกติจะใช้วางพระคัมภีร์ กางเขน ขวดน้ำมนต์และอุปกรณ์ประกอบพิธีสวดสายประคำ โมกระโดดขึ้นไปนั่งตามอย่างว่าง่ายประหนึ่งดีดลิ้นเรียกสุนัขเชื่องที่ไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าพิงศีรษะกับร่างนาย อยู่กับท่านบาทหลวง ทุกอย่างดูถูกต้องตามหลักครรลองคลองธรรมไปเสียหมด ผมศรัทธาในตัวท่านมากกว่าพระเจ้าด้วยซํ้า ประโยคนี้ชุ่มหมึกเละเทะ หายออกไปจากสารบบบันทึกทั้งมวลแล้ว แต่มันยังสลักปักตรึงในใจ ความคิดนั้นทำเขาหวั่น เขาไม่มีวันได้ยินกระแสเรียกหรือได้ใกล้ชิดพระเจ้า แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาโล่งใจ บางทีหากพระองค์รับทราบถึงข้อนี้ พระองค์อาจละเว้นไม่ลงโทษวิญญาณของท่านบาทหลวงก็ได้ เทียบกันแล้วเขาเลวทรามต่ำช้ากว่า บางที, บางทีน่ะ ถ้าเป็นได้ วิญญาณของท่านเมลิแยร์อาจถูกละเว้นถ้าโมภาวนาหนักพอ

    “เธอคงผิดหวังในตัวพ่อ” ท่านเริ่ม รอยยิ้มบางเบาจุดขึ้นบนริมฝีปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมเต็มด้วยความหมายและขาดไร้ความนัย ท่านสงบเหลือเกิน

    ได้ยินอย่างนั้นเขารีบส่ายหน้าแรงที่สุดเท่าที่ขีดจำกัดกะโหลกมนุษย์จะอนุญาต ดึงมือออกจากการสัมผัสอย่างสุภาพเพื่อปั้นคำสื่อสาร ‘ไม่เลย ผมยังศรัทธาคุณพ่อเสมอ’ เขาเจรจาห่วยแตกเหลือเกิน จะมีเสียงหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน เพราะอย่างนี้หรือเปล่าพระเจ้าจึงไม่มอบเสียงแก่เขา อย่างไรก็ไร้ประโยชน์

    ‘ท่านจะไม่ตายใช่ไหม’

    ดวงเนตรสีอ่อนกระพริบปริบประหลาดใจ 

    “เธอหมายถึงที่พ่อบอกว่ายอมตายดีกว่าให้เธอรู้น่ะหรือ”

    ศีรษะผงกรับจำยอม โมกำมือแน่นจนเจ็บ ท่านทราบงั้นหรือ 

    ไม่มีคำตอบ “โม ในบันทึกของเธอเขียนอะไรบ้าง”

    การเปลี่ยนเรื่องกระทันหันทำเขากระอักกระอ่วน แต่เขาไม่อยากซักไซ้ มอร์ติเมอขยับหันข้าง ผูกโยงถ้อยคำกลางอากาศ ‘เขียนหลายเรื่องครับ สิ่งที่พบเจอในแต่ละวัน รสชาติอาหาร ต้นกล้างอกใหม่ ระบายความสับสน สารภาพบาป โอวาทของคุณพ่อ’

    “สารภาพบาปด้วย แหม ดีจริง” ท่านหัวเราะกังวานเหมือนระฆังทอง “พ่อเดาว่าเธอเขียนเรื่องนี้ลงไป ใช่ไหม”

    น้ำเสียงท่านมิต่างอันใดกับยามบรรยายสภาพอากาศสดใสรับฤดูใบไม้ร่วง พรสวรรค์ที่ทำให้คนฟังผ่อนคลายสบายใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยไม่เสื่อมคลาย แต่เพราะมันต้องต่อสู้กับพรแสวงของการมองเห็นผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดของโม สีหน้าที่เด็กหนุ่มแสดงออกจึงกระอักกระอ่วนชวนขัน คุณพ่อกลับทำท่ากระตือรือร้นรอคำตอบเขา ราวกับว่าความคิดเห็นเด็กบาปหนาสำคัญยิ่ง ราวกับว่าเขาสำคัญพอจะรับฟัง

    เม้มปากหลุกหลิกไม่เท่าไหร่ ฝ่ามือก็สะบัดปัดป่ายร้อนรน

    ‘ผมไม่ได้เขียนว่าท่านทำอะไรโดยละเอียดหรอกนะ ผมแค่เขียนว่าเสียง ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้วุ่นวายใจกับธุระปะปังของคุณพ่อนัก ผมทราบว่าผมไม่ควรสอดปากเข้ายุ่งเลยแม้แต่นิด แต่ผมเกรงว่าสิ่งที่ท่านกระทำจะเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์ของท่านกับพระผู้เป็นเจ้า เป็นผมเองที่ถือวิสาสะทำความสะอาดห้องหลังจากที่พวกท่านเสร็จสิ้นแล้ว ผมสวดภาวนาให้ท่าน ร้องขอการอภัยบาปให้ท่าน ผมยินดีแลกวิญญาณของผมกับทางรอดของท่าน ขอเพียงท่านกลับใจ’

    น้ำเสียงเขาคงจะดังก้องละล้าละลัง แตกตื่นหวาดกลัว สำหรับคนที่ไร้ความกล้าเช่นเขา การเอ่ยสิ่งเหล่านี้แทบจะรีดเร้นทุกเสี้ยวส่วนที่คอยพยุงประคองเขาให้ยืนอยู่ได้ออกมาใช้ ท่านบาทหลวงเงี่ยฟังสังฆานุกรของท่านด้วยดวงตาอย่างทึ่งๆ คล้ายไม่วาดฝันมาก่อน เงียบกันไปครู่ใหญ่ เขาแอบเห็นว่าท่านหันหน้าไปซับหางตาด้วยแขนเสื้อ  

    “นั่นน่ารักมาก มอร์ติเมอร์ พ่อเชื่อว่าพระเจ้าได้ยินเธอ”

    ความโล่งใจแบบผิดที่ผิดทางกลับมาอีกครั้ง ทุกครั้งที่ท่านเรียกชื่อเต็มเขา มันแปลว่าความรู้สึกท่านเข้มข้นจริงจัง เขาขยับนิ้วปั้นสาสน์ส่งมอบ

    ‘พระเจ้ารักท่าน’

    รอยยิ้มของคุณพ่อเมลิแยร์หวานล้ำที่สุดในโลก

    “แน่นอน พ่อเห็นด้วย แต่พระเจ้าจะทรงอภัยผู้ที่หลอกพระองค์ได้หรือ ลวงทั้งจิตวิญญาณสูงส่งบริสุทธิ์และตัวพ่อเอง พ่อแสร้งสวมพัสตราภรณ์ ปั้นยิ้มราวไม่มีสิ่งใดอุบัติ แต่มันทิ่มแทงพ่ออยู่ภายในจนเจ็บร้าว โม, พ่อเป็นคนบาป พ่อชั่วร้ายเลวทรามมาตลอด”

    ‘หากพระเจ้าเป็นผู้มีเมตตาและทรงสรรพานุภาพ ท่านจะให้อภัยคุณพ่อ ได้โปรด คุณพ่อ ผมยังเชื่อในตัวคุณพ่อ’ เชื่อเสียยิ่งกว่าในตัวพระผู้เป็นเจ้า !

    “เห็นทีพ่อจำต้องไปพิสูจน์ด้วยตนเองเสีย ว่าจะจมทะเลเพลิง หรือได้จุมพิตชายเสื้ออันอบอุ่นของพระเยซู”

    เงียบไปนาน

    ‘เช่นนั้น—’

    ประโยคถูกระงับด้วยการคว้ามือไปจับ คุมขังไว้ระหว่างซี่กรงนิ้ว เขาสะดุ้งเล็กน้อย ตั้งท่าจะดึงออกมาสานคำความต่อ ทว่ากริยาอาการของท่านบาทหลวงตอกตรึงเขาไว้กับที่

    “พ่อแนะนำให้เธอจารลงไปเสียนะ มอร์ติเมอร์ ทุกสิ่งอย่างเลย ให้ละเอียดลึกล้ำถึงขั้นมีกลิ่นกามออกมาจากตัวอักษร ตราพิมพ์สู่ตำราประวัติศาสตร์เมืองเพื่อย้ำเตือนมิให้ผู้บริสุทธิ์เผลอพลั้งก้าวตามรอย พระผู้เป็นเจ้าพิจารณาโทษทัณฑ์เป็นบุคคล พ่อไม่อาจฉุดเธอลงมาคลุกคลีในอเวจีขุมเดียวกับพ่อลึกไปกว่านี้แล้ว เลิกราเสียเถอะ ความพยายามที่จะช่วยพ่อ มันสายเกินไปแล้ว พ่อคือวิญญาณบาปไร้ทางรอด เป็นมารร้ายสามานย์ด้วยความชั่วจากแก่นของพ่อเอง ไร้อสูรเปรตอื่นใดล่อลวง”

    มือนุ่มนวลกำรอบนิ้วโมรุนแรงจนเขานิ่วหน้า กำเหมือนจะบีบให้แตกปานฉะนั้น

    “พ่อขอให้เธออย่าเป็นเหมือนพ่อ อย่าพยายามช่วยพ่อ สวดถึงนานๆ ครั้งพอได้ แต่จงอย่าขอแลกชีวิตเธอกับพ่อ เธอไม่รู้ว่าพระผู้เป็นเจ้ารับการสักการะอย่างจริงจังเพียงใด สิ่งเดียวที่พ่อต้องการให้เธอสืบทอดคือความละอายต่อบาป ทุกครั้งก่อนลงมือทำสิ่งใดจงจดจำบัญญัติให้ขึ้นใจ พิจารณาว่าสิ่งนั้นทำร้ายเธอ หรือทำร้ายผู้อื่นหรือไม่ หากมันเป็นบาปก็จงละอายให้มาก ละอายจนสามารถแผดไหม้เป็นธุลีทันทีที่คิดถึงมัน”

    เหงื่อแตกซ่านซึม ไม่กล้าขยับหนี
    เสียงไพเราะแผ่วกระซิบ 

    “จำไว้นะ จงละอายต่อบาป”

    ท่านสบมองเขา เขาไม่เคยเห็นนัยน์ตาท่านนิ่งขนาดนี้มาก่อน

    ไม่อยากยอมรับ แต่ไม่มีคำใดที่ดีกว่า ไม่มีถ้อยคำจากโลกอื่นจะมาช่วยเขาอีก
    ทุกอย่างพังยับป่นปี้หมดแล้ว






    พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าดวงตาของมอร์ติเมอร์ เร็ธกีกรีดร้องได้ดังลั่นเพียงใด

    บทสนทนาเมื่อคืนวันอาทิตย์ดับไปเมื่อเขาเผลอตัวกระตุกนิ้วมือที่ท่านเมลิแยร์กุมแน่นจนเจ็บ เขาให้เสียดายนัก อยากให้ตัวเองมีความอดทนมากกว่านี้ เก็บกริยาได้มากกว่านี้ ดูเหมือนคุณภาพความเป็นสิ่งมีชีวิตของเขาจะวิ่นแหว่งขาดเกินไปเสียหมด ท่านเปลี่ยนกลับมาแย้มยิ้มอ่อนละไมได้ไร้ที่ติเสมือนหนึ่งการผลิบานของพุ่มเชอร์รี พยักหน้าอนุญาตให้เขาเข้านอน และถึงโมจะทุ่มเถียงในใจว่าจะข่มตาลงได้อย่างไร ร่างกายก็ผุดลุกปฏิบัติตามคำสาธุคุณโดยพลัน 

    ในบรรดาเรื่องเสียใจอื่นหมื่นพันที่เขาทดบันทึกไว้ก่นด่าตัวเองก่อนรับประทานอาหารเช้า นี่เป็นความผิดพลาดยิ่งใหญ่ขนาดฉีกวิญญาณขาด กระนั้นก็ยังมีอารมณ์มานึกขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่เขานอนไม่หลับจริงแท้ดังคาดจึงผุดลุกออกมาจากเตียง คิดหวังไปประกอบพิธีชำระห้องภาวนาเสียงลือลั่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเลิกราเลิกยุ่งตลอดกาลดังท่านบาทหลวงสั่ง ล่วงเลยเที่ยงคืนมาสี่ชั่วโมงแลจะได้ เขาหิ้วตะเกียง, เข็ดเทียน ดับง่าย, ย่องลงมาเงียบเชียบแผ่วเบา ฝีเท้าปราศจากเสียงคืออีกหนึ่งพรสวรรค์ที่ท่านเมลิแยร์ถูกอกถูกใจ ท่านเมลิแยร์ผู้อ่อนโยนใจดี ท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์สง่างาม ท่านผู้แปดเปื้อนมลทิน ท่านผู้ขอเผชิญโทษทัณฑ์อย่างกล้าหาญด้วยตนเอง..

    ห้อยโตงเตงอยู่กับขื่อไม้ ตรงกับเบื้องพระพัตร์พระองค์บนไม้กางเขน   

    มือสั่นหน้าซีดปากอ้าไร้เสียง โมซวนเซชนเก้าอี้สวดตัวยาว คว้าจับเครื่องประคองทรงตัวไม่อยู่ ล้มก้นจ้ำเบ้าทั้งยืน ตะเกียงยังปลอดภัยในมือข้างหนึ่งอย่างอัศจรรย์ เขาไม่เห็นใบหน้าศพว่ามีสภาพอย่างไรด้วยว่าทิศทางหมุนหยุดเหมาะเหม็งสำหรับการมองพักตร์องค์เยซูพอดิบพอดี เชือกที่ผูกยึดแข็งแรงนัก ไม่มีป่านหลุดออกมานอกปมเลย ถ้าจะนำร่างท่านลงมาคงต้องใช้มีดหั่นนานมาก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุทำร่างท่านชอกช้ำ อีกทั้งยังจะทำอะไรไม่ถูกแน่หากศพที่ไร้เชือกผูกร่วงลงมาทับตัว เขาขาดใจตายไปก่อนกันพอดี 

    นั่นไง กลัวอีกแล้ว เขาไม่มีความกล้าอีกแล้ว

    วาดนิ้วทำสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์บนอกหลายที วิ่งเข้าไปหามีดคมเล่มโตหนา แก้มเปียกแฉะแยกไม่ออกว่าเพราะเหงื่อหรือน้ำตา เขาป่ายปืนเก้าอี้ยืนยืดแขนตัดเชือกทั้งมือยังสั่นรุนแรง ความจริงคือทั้งร่างสั่นพร่า มองอะไรไม่ชัด ตอนที่เชือกขาดแล้วร่างเย็นเฉียบอ่อนเรี่ยวแรงตกลงมาอยู่ในอ้อมแขนเด็กหนุ่ม ตั้งท่ารอรับแล้วก็จริง แต่ก็ยังล้มพรวดหัวฟาดเก้าอี้อย่างจัง เขาโอบลากศพไปวางพิงผนังใต้ไม้กางเขนตรงพระบาทอย่างลำบากยากเย็น ทั้งเอาแขนเสื้ออุดอัดปากกลั้นสะอื้นทั้งหายใจติดขัด เขาเดินไปมา หันไปมองใบหน้าเขียวคล้ำทีไรน้ำตาก็หลั่งทะลักไร้ที่สิ้นสุด มีดยังคามือ ตะเกียงวางเหงาอยู่อีกทาง

    ไม่นะ จะเช้าแล้ว ทำอย่างไรดี เขาจะทำอย่างไร พวกหญิงชราจะมาสวดมนตร์รับพระพรตั้งแต่ระฆังแรกดัง หากเห็นเชือกนี่ ร่างของท่านบาทหลวงหนึ่งเดียวที่มีเชือกพันคอ ไหนจะมีด มีดในมือเขา ! เขาควรทำอย่างไร พระองค์เจ้าข้า ผมควรทำอย่างไรดี โมเงยหน้าเปียกชุ่มขึ้นอ้อนวอนพระผู้ถูกตรึง ร่องแผลซึ่งถูกหอกแทงปั้นสมจริง โลหิตไหลอาบตามจำนวนหนามบนม้วนมงกุฏ

    รูปสลักมองลงมาอย่างตัดสินและไร้อารมณ์ หรือจะเป็นพระเมตตากันนะ

    ฉับพลันทันใด ราวพระองค์สัมผัสหัวใจเขาด้วยพระหัตถ์อันอบอุ่นอ่อนโยน มอร์ติเมอร์กลับมาหายใจปกติ ก้อนสะอื้นละลายลงคอ เด็กหนุ่มหยุดสั่น สองมือประนมประสานจรดหน้าผาก ขอบพระคุณอยู่ในใจ

    จงละอายต่อบาป
    พระเจ้าข้า ลูกคือบาป






    โบสถ์น้อยมงแชร์เปอตีตั้งอยู่ในขอบเขตเล็กจิ๋วของหมู่บ้านเล็กจิ๋วริมขอบเมืองเล็กจิ๋ว มีบริเวณโล่งกว้างล้อมกรอบ เว้นช่วงสักเล็กน้อยออกมาเป็นต้นแอปเปิ้ลป่าขึ้นล้อมตัวโบสถ์อีกชั้น คั่นระหว่างแดนศักดิ์สิทธิ์กับหมู่บ้านชาวนา เป็นชิ้นส่วนปลิดแยกที่พระเจ้าทรงยกมาวางไว้เพื่อเผื่อแผ่บุญญาบารมีให้ถ้วนทั่วผืนโลก อำนวยความสะดวกให้เกิดบรรยากาศเงียบสงบยามประกอบพิธีกรรม สุสานที่ตั้งอยู่ด้านหลังเล็กเท่าเรือนเก็บผลิตผลของเกษตรกรหน้าแล้ง ชิดติดผืนป่า 

    โบสถ์ธำรงอยู่บนความเมตตาของพระจิตเจ้า กล่าวคือชาวเมืองที่มีศรัทธาดื่มด่ำล้ำลึกจะสลับสับเปลี่ยนกันมาทำนุบำรุงศาสนสถานอันมัสยัสถ์หลังนี้ คุณพ่อฌอง เมลิแยร์คือนักบวชคนเดียวและดูท่าจะเป็นคนสุดท้ายของเมืองที่เล็กจิ๋ว ยากจน ไร้จุดเด่น ไม่ควรค่าแก่ความสนใจของนักประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะแง่ไหน มอร์ติเมอร์อ่านหนังสือในห้องสมุดแล้วตัดข้อความว่าร้ายเมืองเล็กทั้งหมดออก จดลงบันทึกของตัวเองอีกแบบ เติมเสริมท้าย ไม่แน่ว่านี่คือการปิดฉากที่สวยงามแล้ว การได้ท่านเมลิแยร์เป็นสาธุคุณ 

    อักษรหมึกจางเจือจากจุมพิตไร้ปราณีของกาลเวลา ต่างกับน้ำใจของมวลหมู่ชาวบ้านที่มักมารวมใจตั้งโต๊ะอาหาร ทำความสะอาด จัดงานฉลองเล็กๆ ถวายพระเจ้าร่วมกัน โบสถ์ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินจ้างคนงาน มีคนมาบริจาคเรี่ยวแรงเสมอ มอร์ติเมอร์ชอบทุกอย่างเกี่ยวกับปรากฏการณ์เช่นนี้ ผู้คนมาแลกเปลี่ยนทัศนคติคำเทศน์ ยอมรับว่ายังปรับสีหน้าไม่ถูกยามพวกชาวบ้านเริ่มเบนเข็มหัวข้อสนทนามาที่ความพิการของเขา แต่ส่วนใหญ่แสนดี

    โบสถ์ผูกพันกับชีวิตเหล่าชน แต่เพราะมันตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวหมู่บ้าน กว่าคริสตศาสนิกชนผู้เปี่ยมศรัทธารายแรกจะจัดตะกร้าอาหารเสร็จเพื่อนำมาฝากท่านบาทหลวงเมลิแยร์กับศิษย์ของท่าน ตัวอาคารส่วนใหญ่ก็มอดไหม้ไปหมดสิ้นแล้ว โชคดีที่มีคนแข็งแรงส่วนหนึ่งสังเกตท้องฟ้าสีแดงและเข้ามาช่วยสังฆานุกรหนุ่มผู้อายุน้อยเกินตายออกมาได้ทัน น่าเศร้านักที่ท่านบาทหลวงคนสำคัญไม่อาจพ้นปากตะกละตะกลามของเพลิง มันกลืนกินเนื้อไม้อย่างหิวกระหายโลภมาก โครงขื่อถล่มยับ ปิดฉากโบสถ์อายุห้าสิบปีลง

    เทียนล้ม เณรใบ้แจกแจงเช่นนั้นผ่านภาษามือ ต้องมีคนวิ่งกลับไปเอากระดาษปากกามาให้เขียนจึงเข้าใจได้ ตวัดคำเดียว เทียนล้ม ไม่บอกอย่างอื่นอีก เข้าใจได้ คงจะโศกเศร้าเสียใจน่าดู ใครก็รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คือทารกกำพร้าที่ท่านบาทหลวงเห่กล่อมหอมจูบอย่างถนอมมาจนเติบใหญ่ ต้องให้เวลาทำใจสักหน่อยนะ 

    ชาวบ้านโขลงใหญ่มาร่วมยืนไว้อาลัยการจากไปของศาสนสถานแสนสวยกับนักบวชน้ำใจงาม มอร์ติเมอร์นั่งกอดเข่าพิงต้นแอปเปิ้ลสังเกตอยู่ห่างไกล แผลไหม้ที่แขน ขา และรอยบาดเล็กๆ เหนือริมฝีปากถูกพยาบาลเรียบร้อย แม่เฒ่านางหนึ่งนำผ้าเนื้อหยาบกลิ่นสาปเป็ดมาคลุมไหล่ให้ ไฟมาไม่ถึงแอปเปิ้ลป่า มิเช่นนั้นคงกลายเป็นงานฉลองรมกลิ่นแอปเปิ้ล หนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าคนทำขนมใช้ประโยชน์จากทั้งไม้และผล เอามาเผารมควันและเชื่อมทำพาย เคยลิ้มรสครั้งหนึ่ง อร่อยไม่รู้ลืม

    สายตาเขายังจ้องตรงไปที่โครงร่างซากไหม้ดำ อย่างน้อยชาวบ้านก็จะเอาไปทำเป็นเชื้อเพลิงได้ หากไม้เนื้อแข็งไหม้ มันจะกลายเป็นถ่าน 

    กลิ่นเนื้อไหม้ติดจมูก เนื้อมนุษย์เมื่อไหม้ไฟจะส่งกลิ่นที่เมื่อเข้าโพรงประสาทแล้วคลื่นเหียนอยากร้องไห้ ไม่มีหนังสือเล่มไหนเคยบอกว่าร่างคนใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะไหม้ นาน นานมาก นานจนลืมรู้สึกถึงแรงกระชากที่แขนตอนชาวบ้านใจกล้ารายหนึ่งวิ่งฝ่าเข้ามาช่วยเขา ความกล้าหาญช่างเป็นคุณสมบัติที่น่าอิจฉา โน่นไงเล่า ชาวบ้านรายนั้นเดินตรงมาหาเขา บดบังทัศนียภาพด้วยร่างหนาใหญ่ ผิวเนื้อดำปื้น แผลถลอกประปราย แต่ไม่บาดเจ็บหนัก ดีแล้ว

    เบนนั่งลงข้างเขา เหม่อมองทิศเดียวกัน

    “ไม่ต้องคุยกับฉันนะ อ่านมือไม่ออก”

    ถ้าสบถได้ เขาจะเลือกภาษาที่หยาบคายที่สุดในโลก เห็นแก่พระเจ้า ฌอง เมลิแยร์ผู้ล่วงลับเท่านั้นจะจำกัดพฤติกรรมเขาได้ โมแปะมือลงบนแขนคู่สนทนา เรียกความสนใจมาแล้วดึงเอากระดาษยับกับปากกาแตกพังที่คนในหมู่บ้านเอามาให้เมื่อครู่ออกมาจากอกเสื้อ คำว่าเทียนล้มยังอยู่บนหัวกระดาษ เขาขีดเขียนตัวอักษร

    ‘คุณจะเอาอย่างไรต่อ’

    เบนอ่าน แล้วยักไหล่ “ตายตามมั้ง”

    ‘ฆ่าตัวตายเป็นบาปนะ’

    “เอ้า ฉันก็จะตายด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่ด้วยตัวเองน่ะสิ”

    ‘ผมพยายามจะช่วยคุณ’

    “ไม่ต้อง ไม่จำเป็น” ฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านโบกไปมา “สวรรค์จะมีประโยชน์อะไรถ้าบนนั้นไม่มีเขา เธอนี่เทศน์ได้ห่วยชะมัด”

    นัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวจดจ้องชาวสวนหน้าคมอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ด้วยพันธะไร้เสียง พวกเขาไม่พูดเรื่องนี้อีก

    แขนเสื้อไหม้ไฟถูกดึงเรียกอีก เบนหันไปพบคำถามตัวโต

    ‘ชื่อเบนมาจากอะไร’

    ชายหนุ่มชะโงกหน้า ขมวดคิ้วหรี่ตาเหมือนเพิ่งเคยเห็นภาษาอังกฤษสามตัวครั้งแรกในชีวิต

    “เบน ชื่อฉันน่ะเหรอ”

    โมพยักหน้า นิ้วจิ้มลงบนประโยคเดิม

    แสร้งนิ่งคิดอืมอ่าเนิ่นนาน ริมฝีปากที่เคยทาบทับหัวไหล่ท่านนักบวชขยับอ้า “เบนจามิน” เบนยิ้มเมื่อเห็นสังฆานุกรเบิกตากว้าง “เบนจามิน ลอเรดัน”

    ความจริงที่ว่าเบนปกปิดชื่อเต็มทำให้เขาดูเป็นคนหลอกลวง.. อย่างไรกันนะ ความจริงอาจเป็นเพราะโมไม่เคยคิดจะถามมากกว่า

    ลมเบานุ่มพัดแทรกเรือนผม สอดเสือกนิ้วมือแหวกผ้าพันแผลพุพอง โมกระถดกายเอนพิงต้นแอปเปิ้ล เปลือกตาหลุบช้า

    น่าประหลาด ทั้งที่เพิ่งผ่านโศกนาฏกรรม มอร์ติเมอร์รู้สึกราวเพิ่งได้รับการอภัยใหญ่หลวง และมันทำให้เขาผ่อนคลาย ความรู้สึกนี้ใกล้เคียงกับผ่อนคลาย






    ‘คุณเป็นคนเดียวหรือเปล่า’

    “หมายถึง ?” โมกระดากเกินกว่าจะเขียน จึงทำสัญลักษณ์นิ้วสากล “อ๋อ”

    เบนจามิน ลอเรดันมองซากไหม้ เอนศีรษะพิงต้นไม้ตาม

    “พระเจ้าเท่านั้นที่รู้”






    ตื่นจากฝันครั้งที่เท่าใดไม่รู้ได้ มอร์ติเมอร์กระพริบเปลือกตาถี่รัวจนน้ำหยดหนึ่งไหลไปผสมกับความชื้นแฉะอื่นก่อนหน้าบนแก้ม เขาลองจับผิวหน้าตัวเองก็พบว่ามันเหมือนคนเพิ่งจุ่มหัวลงทะเลสาป น้ำตาหรือว่าเหงื่อ เขาไม่แน่ใจ แต่มือเขามีกลิ่นคาวเลือดปนกับดินและใบไม้สดเขียว นักบวชฝึกหัดเงยมองรอบตัว เขานั่งท่าเหมือนถูกผลักล้มอยู่กลางดงไม้ 

    เสียง คงจะเป็นเสียงสัตว์ป่า คนเรามองหาความสงบงันในป่าทึบ เดินไปตามทางคดเคี้ยว ยอดเถาปลิวไหวตามการหยอกเอินของลม แสงอาทิตย์แทรกนิ้วเรืองรองลงมาตามช่องว่างระหว่างไม้ยืนต้น ใยแมงมุมเป็นประกายยามกระทบลำแสงนั้น เส้นใยบางเบาถักทอละเมียดละไมเหมือนขนตาเด็กสาว ความเงียบของป่าแท้จริงเต็มไปด้วยสรรพเสียง นกร้อง เปลือกไม้ผุแตก ด้วงกระพือปีก ผีเสื้อถอนหายใจ ใบไม้อ่อนล้าร่วงหล่น ความเงียบพึมพำแผ่วเบาราวพร่ำรำพันบทกวี บทกวีที่ปราศจากการขึ้นต้นและลงท้าย มันคือมารดาของกวีอื่น 

    น้ำตายังไหลออกมาไม่หยุด เขาเช็ดปาดด้วยแขนเสื้อ ทำดินดำเลอะแก้ม

    ได้กลิ่นกำยานกับไฟ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in