Archive Synonyms, Archive AntonymsMellifluous
What Doesn't Kɪl You Simply Meɪk You Str-nger





  • เส้นแบ่งขึงพืดเต็มเพดาน เปลือกตาเพิ่งปรือเปิดก็บรรจบพบเส้นหนาบางขีดกั้นหลายสิ่งออกจากกัน ในประดาเส้นแบ่งยังมีเส้นแบ่งในเส้นแบ่ง เส้นแบ่งเหล่านั้นกางพาดขัดขวาง ผูกมัดรัดรึง เขาได้เรียนรู้อย่างช้าๆ ตามลำดับขั้นตอนว่าเราล้วนถูกแบ่งโดยกฏเกณฑ์พื้นฐานบางอย่าง ไม่ว่าปัจจัยนั้นจะเล็กจ้อยด้อยค่าในสายตาเจ้าตัวเพียงใด หากพบเจอเข้าก็แปลว่าเขาแตกต่างแล้ว 


    เผ่าพันธุ์น่าจะมาคั่นเส้นแรก มนุษย์ สองแขน สองขา สองตา สองหู สองรูจมูก พระเจ้ารักเลขคู่ ทำให้เขาแตกต่างจากส่ำสัตว์อื่น เพศ เพศชาย เครื่องเคราภายในสู่ภายนอกแบ่งแยกเขาออกจากมารดา ช่วงวัยที่แบ่งเขาจากทุกอย่าง แบ่งเป็นเด็กและผู้ใหญ่ ซอยย่อยเป็นทารกกับอนุบาล แบ่งออกไปอีกเหลือเด็กดื้อ เด็กดี ดีแบบไหน แบ่งลงไปอีก เรียนเก่ง ยิ้มสวย เก่งอะไร เก่งวิชาคณิตศาสตร์ วาดรูปได้ แล้วก็จะแบ่งลงไปอีก 


    ฐานะน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง เขารู้ว่าตัวเองเติบโตมากับคนมากหน้าหลายตาคอยประคบประหงมตามใจ กับพ่อบ้านคนหนึ่งที่บูชาเขาราวกับเทวดาต่างกับคนรับใช้รายอื่นที่มักเหล่มองเขาจากมุมไกล นั่นไงล่ะ พ่อบ้านคนนี้ก็มีเส้นแบ่งกั้นระหว่างหมวดคนรับใช้ด้วยกัน เขามีพ่อคนหนึ่ง แม่อีกคน จุดต่างของสองคนนี้มีมากมายนับไม่ไหว จะให้ร่ายมาคงหมดแรงก่อน แต่อย่างหนึ่งที่เห็นชัดร่วมกันคือพวกเขาไว้วางใจให้พ่อบ้านคนนั้นรับภาระส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับบุตรชายไปไว้ในกำมืออันเหี่ยวย่นสองข้าง หลายวันต่อสัปดาห์ที่เขาไปนั่งตรงกลางระหว่างพ่อแม่ในตึกใหญ่จัดแต่งสวยงามที่เรียกว่าโรงละคร เอนตัวพิงเบาะผ้ากำมะหยี่นุ่มจนแทบจม จ้องมองหน้าจอฉายเทปหนังตลกมุกซํ้าซากที่ยังอุตส่าห์เรียกเสียงขันครืนห้องโถงได้ กระทั่งพ่อแม่ที่มักขมวดหน้ากังวลก็ยังหลุดขำหมดมาด แต่พอก้มลงมาเจอว่าลูกชายนั่งเหม่อเกือบหลับ ยิ้มสรวลก็เริ่มแผ่วลงจนกลายเป็นบรรยากาศอันอึดอัดระหว่างสามชีวิต เหมือนพาแฟนสาวมากินร้านเด็ดแล้วเจ้าหล่อนบ้วนเมนูแนะนำทิ้งตบท้ายด้วยคำว่าห่วยแตก 


    เรื่องหนังนี่ไม่จบไม่สิ้น มีคาบที่อาจารย์ขี้เกียจสอนก็จะเปิดการ์ตูนไร้สาระให้ดูแทน เด็กส่วนใหญ่ในห้องขำก๊าก เขานั่งพิจารณาว่าจำเป็นอย่างไรหากอุบัติเหตุนั่นฆ่าทอมตายคามือเจอร์รี่จริงๆ หรือเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา เชาหาวหวอดท่ามกลางคนรอบข้างที่อุทานเฮือกอย่างตกใจเมื่อตัวเอกลงมือเหนือคาด หรือไม่ก็ อะไรอีก เอาเถอะ มันแปลกดีทั้งนั้น ที่ของพวกนี้ไม่มีผลอะไรกับเขาเลย 


    โทมัส เวย์นบอกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน มาร์ธา เวย์นบอกว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จริงหรือเปล่า ครอบครัวเดียวกันคือศัพท์เหมาะสมสำหรับแบ่งแยกเขากับหน่วยย่อยที่เรียกว่าครอบครัวอื่นอีกมาก แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเห็นทีจะเกินจริง ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ท้วงทักอันใดมากไปกว่ากระพริบตาช้ากว่าปกติสามรอบถ้วนแล้วพยักหน้า เพื่อลดเส้นแบ่ง เส้นแบ่งทั้งหลายทำให้ปวดหัว น่าปวดหัว 


    แต่มีเส้นนึ่งที่เรียบง่าย คงทน สันโดษ เส้นเรียบง่ายแข็งหนาที่แบ่งเขาออกจากวงศ์วานทั้งหลายทั้งมวลโดยสมบูรณ์ เส้นแบ่งอันบริสุทธิ์ เป็นสัจนิรันดร์


    บรูซ เวย์นเป็นไซโคพาธ


    ภาวะขาดไร้อารมณ์ ปราศจากหัวใจ โต๊ะรับประทานอาหารสักตัวยังสามารถโอดโอยเจ็บปวดได้จริงใจกว่า สมองส่วนหน้าเล็กกว่าคนปกตินิดหน่อย มีแนวโน้มจะโตไปเป็นฆาตกรโรคจิตงั้นหรือ “ไม่หรอกครับ” วงการฮอลลีวูดคงจะฝังหัวพวกคุณเสียลึกแล้ว คุณหนูเวย์นเพียงแค่ อ่า จะว่าอย่างไรดีล่ะ จะใช้คำว่าพิการทางสมองก็— “ไม่ครับ ไม่แน่นอน” โรคจิตอะไรกัน ยังห่างไกลครับ เออน่า พวกสอยกางเกงในก็โรคจิตนะ ยังไม่มีแนวโน้มจะฆ่าใครเลย อ๋อ เอ่อ “ไม่ครับ ไม่แน่นอน” อะแฮ่ม คุณเพียงแต่ต้องไม่ประหลาดใจนักนะครับหากแกจะไม่แสดงออกว่าเจ็บปวดทางกายภาพ ยิ้มแย้ม ชื่นชอบหรือเกลียดชังสิ่งใด แกยังจะเป็นคุณหนูน้อยๆ แสนน่ารักน่าเอ็นดูเสมอ ประหนึ่งภาชนะว่างเปล่าอะไรกัน “แหม อย่ากังวลไปเลย” ไม่ต้องห่วงเรื่องยิบย่อยอย่างนั้นหรอกครับ คุณทราบไหมว่านักวิทยาศาสตร์สมัยนี้เชี่ยวชาญขนาดป้อนข้อมูลคำสั่งให้เอไอปฏิบัติตามได้คล่อง คุณรู้จักใช่ไหม เอไอน่ะ เอไอ มันคือปัญญาประดิษฐ์ชนิดหนึ่งที่คงจะมาแทนที่เราในอนาคตนั่นแหละ แต่ช่างเรื่องนั้นไว้ก่อน ที่ผมต้องการบอกก็คือขนาดเศษเหล็กหัวกลวงยังอบรบสอนสั่งได้ ประสาอะไรกับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ กันล่ะครับ คุณเพียงแต่ต้องบอกสอนแกให้ละเอียดถึงสิ่งที่สมควรและผิดจรรยาบรรณ อธิบายให้เข้าใจ เมื่อแกบรรลุแล้วก็จะสามารถเดินตามทางที่คุณขีดไว้ได้แน่นอน แกฉลาดนะครับ สอนได้ ปลอดภัยหายห่วง “ไม่ต้องคิดมาก” อ้อ ผมเสียใจที่จะต้องแจ้งว่ารักษาไม่ได้ แต่ไม่ร้ายแรงนักหรอก ใช้เวลาอยู่กับแกให้มากก็พอ จับตาดูทุกกระเบียดนิ้ว แกไม่มีจิตระลึกผิดชอบชั่วดีได้ด้วยตนเอง คุณจำเป็นต้องคอยดูมิฉะนั้นจะกู่ไม่กลับเอา นี่ละครับ ง่ายดาย คุณทำตามคำแนะนำผมไปก็พอ 


    นับแต่คำประเมินลอดผ่านปากหมอ สิบห้าปีก็ผันผ่านมาแล้ว ตาหนูนั่งสงบอยู่ตรงกลางระหว่างไฮโซสังคมสองราย หนึ่งในนั้นทาบอกน้ำตารื้น อีกคนเกือบผุดยืนทุ่มกำปั้นใส่โต๊ะ ต่างถล่มความจริงหวังให้มันทลายไปต่อหน้า แต่ไม่ยังผลแต่กระเบียดใด สมองส่วนหน้าของบรูซ เวย์นก็ยังเล็กกว่าคนปกติเช่นเดิม เขาเงยมองบิดามารดาบังเกิดเกล้าที่กำลังแข็งขันปฏิเสธตัวตนลูกในไส้ พลางนึกไปว่า รองเท้าที่สวมอยู่ทำเหงื่อออกเยอะมาก


    บุตรชายคนแรก คนเดียว คนสุดท้าย ทายาทหัวปีตลอดกาลของมหาตระกูลที่ทรงอำนาจระดับต้นในสหรัฐอเมริกาได้รับคำวิเคราะห์จากนายแพทย์ซึ่งตัวสั่นมิกล้าสบตาบิดาที่นิ่งค้างตะลึงงัน หลังคลายอึ้ง พวกเขาสุมหัวประชุมแข็งขัน สุดท้ายได้ข้อตกลงเก่าเกร่อชวนเวทนาเหมือนหลุดจากนิยายตกยุค นั่นคือ จะเก็บข้อมูลนี้เป็นความลับ ลองแยบไปถึงหูนักข่าวตระไลพวกนั้นสิ พินาศฉิบหายกันยกครัว ก็หมอบอกว่าสอนได้ งั้นสอนให้เหมือนคนที่สุด ทำตามไอ้นวัตกรรมเอไอที่หมอว่าดีนักหนา กรอกป้อนข้อมูลเข้าไป สั่งสอนให้ทำตาม เมื่อถูกถามอย่างนี้จงตอบไปแบบนี้ เมื่อได้ยินคำประมาณนี้ จงหัวเราะ หากมีซีกเสี้ยวประโยคคล้ายแบบนี้ จงย่นคิ้วทำตาเศร้า สังเกตคนรอบข้างแล้วทำตามให้เหมือน อย่าให้ใครแพร่งพรายเด็ดขาด ห้ามใครอื่นรู้นอกจากครอบครัว หมอและพ่อบ้าน แค่นี้ทำได้อยู่แล้วใช่ไหม ดูผาดเผินก็ไม่ใช่เด็กโง่ไม่ใช้หรือ ลูกทำได้ใช่ไหม คนเป็นแม่ขานถามเสียงกังวล บรูซเรียนรู้บทเรียนแรกโดยการวาดยิ้มเบาบางอ่อนละมุน ขึงแขวนแววเห็นอกเห็นใจแบบกวีนัยน์ตาโศกตอบรับ ได้ครับ


    ทว่าน้ำเสียงก็ยังคงมีสถานะแค่ลมหวีดหวิว หลุดผ่านลำคอโดยเจตนา ไม่ได้ยังผล หรือส่งอิทธิพลใดต่อพฤติกรรมระยะยาว


    มีเรื่องเล่าประหลาดหลายเรื่องคอยกระชากลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเข้ารับบทตัวละครลับ เด็กชายมักรักษาระยะห่างระหว่างตนกับคนรอบข้าง รวมถึงคุณครูที่พยายามปั้นหน้าเมตตาเข้าหา เพื่อนวัยเดียวกันที่คงโง่เกินกว่าที่บรูซจะพิจารณาว่าเหมาะควรเสวนา เรียกว่าร่างเล็กจ้อยสัญจรทั่วอาณาบริเวณพร้อมกำแพงหนาหนักล้อมทุกทิศ ปืนไม่ได้ เจาะไม่ได้ เรียกไปก็ไม่ได้ยิน ต้องปล่อยให้ยอมเดินออกมาเอง ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก ทั้งอย่างนั้น ถึงอย่างนั้น แม้กระนั้น จากเหตุผลทั้งหมดที่มาร์ธายกมาอุทธรณ์ทั้งน้ำตาเปรอะผิวแก้มหอมกรุ่น เทวดาน้อยของหล่อนจะไปกระทำเรื่องร้ายกาจอย่างช็อตปลาเทราต์ลอยป่องหมดฟาร์มโรงเรียน ชักชวนนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในชั้นสองคนไปร่วงผาตอนทริปริมทะเล สอดหมุดใส่รองเท้าคู่สวยสุดของคณาจารย์หญิง โปรยวัตถุประดิษฐ์ระเบิดเบื้องต้นใส่ห้องประชุมคณาจารย์ชาย หรือเกือบชำแหละมิสมอนต์โกเมอร์รีที่หลับสนิทอย่างมีพิรุธระหว่างบ่ายสามถึงสี่โมงเย็นได้อย่างไร


    ปฏิเสธแทบตาย ช่วยกันแก้ตัว แทบยัดเงินครูใหญ่ สุดท้ายบรูซรวบรัดขัดคอ น้ำเสียงเรียบเรื่อยอย่างที่เป็นมาเสมอ


    “ผมแค่อยากรู้น่ะ”


    ตบท้ายด้วยยักไหล่ใส่ขากรรไกรที่อ้าค้างหนึ่งที


    ข้อหนึ่ง บรูซ เวย์นหาใช่ภาชนะว่างเปล่า อย่างน้อยเขาก็มีความปรารถนาประสาเด็ก


    แค่อยากรู้อยากเห็น กระหายเลือดงั้นหรือ ประสาทน่า เขาจะไปพิศวาสของเหลวกลิ่นฉุนเอียนที่หลั่งไหลในร่างกายเราทุกผู้ด้วยเหตุอันใด สิ่งเร้นลับน่าสนใจจริงอยู่ที่ระบบการทำงานของมันต่างหาก เราขับเคลื่อนได้ด้วยสิ่งเหล่านี้น่ะหรือ ลำไส้ใหญ่ กระดูกเชิงกราน ม้าม ไต ตับ ปอด มันทำให้เรามีชีวิตได้อย่างไรนะ ทำงานประสานกันแบบไหน เทรเวอร์เล่าอย่าวโอ้อวดว่าอวัยวะที่กล้ามเนื้อแข็งแรงที่สุดในร่างคือลิ้น บรูซจึงพิสูจน์ผ่านการเจาะแล้วล่ามมันเข้ากับล้อหลังรถบรรทุก เจ้านั่นร้องดังชะมัด หนวกหู แต่ก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่หรือเปล่านะ ขาดง่ายจริงเชียว มาร์กาเร็ตเสนอว่ากระดูกคนเราแข็งกว่าคอนกรีตอีกนะ เขานึกถึงรายการโทรทัศน์ที่นำเพชรมาชนกันเพื่อทดสอบความแข็ง เลยชวนทอมสันมาเป็นปัจจัยอีกข้อเผื่อว่าหลังจากมาร์กาเร็ตร่วงกระแทกพื้นหน้าผาแล้ว กระดูกหล่อนจะแหลกยับ เขาต้องรู้ว่ากระดูกแบ่งแยกเพศไหม กระดูกผู้หญิงจะแข็งกว่าผู้ชายหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าไม่ต่างกันนัก 


    ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นน่ะนะ ไม่ว่าจะเป็นก่อน ระหว่าง หรือหลังก็ไม่ต่างกันสักอย่างเดียว ล้วนเหลวเละไม่เหลือเค้าเก่า กรีดร้องวี๊ดว้ายเหมือนกัน แทบจะโทนเดียวกัน คนเรานี่เหมือนกันจังเลยนะ แต่จะเหมือนกันทุกคนจริงหรือเปล่า ทดลองแค่สองปัจจัยนี่ไม่พอจริงด้วยสิน่า จะว่าไปพวกสัตว์นี่ก็มีอวัยวะภายในสินะ มันจะเหมือนกันหรือเปล่า แท้จริงแล้วพวกเราไม่ต่างกันเลยใช่ไหม เส้นแบ่งที่เขาเห็นมาทั้งหมดความจริงอาจบอบบางนัก หรือไม่ก็มีเส้นอีกประเภทหนึ่ง เส้นเชื่อม บรูซจดบันทึกความต่างและความเหมือนที่เขาค้นพบในแต่ละวันไว้ละเอียด มีบางส่วนที่เชื่อมเราไว้ด้วยกัน และในประดาความเหมือนอันยิ่งใหญ่นับหมื่นแสน มันจะมีจุดร่วมเหมือนที่เป็นศูนย์กลางของความเหมือนทั้งปวง ถูกไหม


    ถูกนะ ก็คิดว่าอย่างนั้น บรูซเห็นปัจจัยที่สามร่วงลงไปยามอาวุธที่เรียกว่ากระบอกปืนอันกระจิ๋วส่งกระสุนทะลวงร่าง ปัจจัยที่สี่มีโอกาสมากกว่าประมาณสามวินาทีในการยกมือซึ่งหุ้มห่อผ้าไหมเออร์มินปิดปากแดงสดเพื่อกรีดเสียงแหลมสูงก่อนล้มหน้าคว่ำดิน ทับเม็ดไข่มุกจากสร้อยซึ่งร่วงกราวเต็มพื้น บรูซยืนค้างเช่นนั้น สงสัยว่าเขาจะกลายเป็นปัจจัยที่ห้าจากการตัดสินใจของหน้ากากตัวตลกหรือเปล่า ผลปรากฏว่าไม่ มันทิ้งเขาให้ยืนถ่างขาย่ำศพพ่อแม่กลางตรอกแคบเหม็นหึ่ง วินาทีนั้นเขาเชื่อว่าตนบรรลุผลบางอย่าง ผลที่เฝ้าตามหามาตลอดชีวิต 


    ถูกต้อง เราไม่ต่างกัน ก็พวกเราตายห่ะได้เหมือนกันหมดทั้งโลก ตราบใดที่มีชีวิต ย่อมต้องตาย 


    แล้วพระเจ้าที่มาร์ธาพร่ำบอกให้เขาอ้อนวอนถึงทุกเมื่อเชื่อวันเล่า ตายได้หรือเปล่า พระเจ้ามีชีวิตหรือไม่ ถ้ามี ก็ต้องตายได้สิ


    นั่นเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบต่อไป


    พระเจ้าของมาร์ธามีคุณสมบัติชัดเจนสองสามอย่างที่บรูซสรุปได้จากทฤษฏีเหมือน-ต่างที่เขาคิดเล่นตามประสาเด็กกระทั่งติดนิสัย หนึ่ง ทรงรับความเจ็บปวดเลวทรามของมวลมนุษย์ไว้ สอง มีผลต่อจิตใจคนอย่างมาก ส่งผลให้เกิดข้อ สาม จะมีกลุ่มผู้ศรัทธาคอยกราบไหว้บรรณาการ และ ข้อนี้เดา ท่านคงจะมีหัวใจนักดนตรีน่าดู เพราะมีเพลงมากมายเหลือเกิน ด้วยข้อสรุปเหล่านี้ อย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าตนได้พบพระเจ้าแล้ว 


    อาจจะโชกเลือดไปสักหน่อย แต่ก็จัดว่าตรงกับข้อสรุปหลักที่เขาทดไว้ นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีเลือดเนื้อ ตายได้เหมือนพวกเราทั้งหมดทั้งมวล เขาเปิดภาพในหนังสือพิมพ์ฉบับประจำวันอาทิตย์เห็นฉากที่ราวกับวิญญาณนักข่าวลอบถ่ายมาระหว่างซาตานเฉลิมฉลอง ภาพนั้นกว้างกินพื้นที่ครึ่งหน้า ‘พระเจ้า’ กางเขนแย้มยิ้มบนฝากระโปรงรถตำรวจขณะสาวกภักดีนับร้อยพันยกมือโห่ร้องสวดสรรเสริญ มีคำบรรยายจากกรมตำรวจระบุว่าพระองค์มีนามว่าอาเธอร์ เฟล็ก บรูซว่าตัวเองจำได้อยู่ ชายเดนตายน่าสมเพชที่มีน้ำใจผิดปกติคนนั้นจุติใหม่เจิดจรัสดี แต่ภาพถ่ายก็คือภาพถ่ายล่ะนะ เทียบฉากจริงไม่ได้แม้กระผีกริ้น 


    วันนั้นบรูซข้ามแขนขาศพที่ระเกะระกะขวางทางออกสู่ก็อตแธมที่แสงสีละเลงฉูดฉาด ก้าวขาเดินเรื่อย ล้มลุกคลุกคลาน กระทั่งมาถึงจุดรวมงานฉลองในที่สุด เขาอยู่ห่างมากแต่ก็พอเห็นเงาตะคุ่มผายมือชักชวนสาวกหน้ามืดตามัวสองสามคนขึ้นมาเต้นรำร่วมเวทีกันได้ ถึงแก่กระโดดบนหลังคารถ บรูซชะเง้อคอมองจนเห็นว่า ‘พระเจ้า’ ชอกช้ำทั่วร่าง ยืนยันทฤษฎีเขาได้สักครึ่งหนึ่งกระมังนะ ยังไม่ถึงแก่มรณาก็จริง แต่พระเจ้าตายได้ อย่างน้อยก็องค์นี้ 


    หลายชั่วโมงบิดผ่าน พ่อบ้านใจภักดีก็มารับตัวเขาจนได้ ความหวาดกลัวผสมกลืนกับทุกส่วนที่ปรากฏพ้นเนื้อผ้า เขาถามบรูซเกี่ยวกับคุณท่านและคุณนาย บุตรชายก็ตอบไปตามจริง ใบหน้าสูงวัยเผือดสีเหงื่อซมโทรมราวละล้มลง บรูซหันไปมอง ‘พระเจ้า’ เป็นครั้งสุดท้าย พระองค์กับสาวกกำลังรับมือกับกรมตำรวจที่ยาตราทัพเข้ามาปราบปราม ท่านล้มกระแทกพื้น จมหายไปในฝูงชนเมื่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์มือดีรายหนึ่งคว้าข้อเท้าเล็กปานจะหักเข้าไว้ได้ เขาจ้องมองการล่มสลายของยุคใหม่ขณะยกมือค้ำคาง ซีกหน้าเสี้ยวหนึ่งเปรอะหยาดเลือดดีเอ็นเอเดียวกัน พ่อบ้านรายงานรัวเร็วกับตำรวจที่รับหน้าที่ขับพาพวกเขาไปส่งที่ปลอดภัย ยามรถยนต์หมุนล้อพาเขาออกห่างจากบริเวณมหาวิหารได้ระยะหนึ่ง บรูซก็ตั้งปณิธานใหม่ให้ตัวเอง  


    สักวันเขาต้องเห็นพระเจ้าสูญสลาย










    ค้างคาวถูกเลือกแทนตราประจำตัวของบรูซ สลักใส่อาวุธทุกชิ้น ถึงจุดที่หลอมขึ้นเป็นเกราะสวมทับทั้งตัว อัลเฟรดเคยเดาว่าสาเหตุคงมาจากถ้ำค้างคาวใต้คฤหาสน์เวย์นที่คุณหนูวัยสี่ขวบของเขาเคยร่วงลงไปโดยอุบัติเหตุแล้วติดอยู่ในนั้นร่วมชั่วโมง ทีมค้นหาไปเจออีกทีตอนนั่งกอดเข่าตัวแข็งค้างใต้เงาสัตว์ปีกดำฟันโง้งนับพัน โทมัสและมาธาร์ลืมสิ้นซึ่งผลวิเคราะห์ทางการแพทย์ที่เคยได้รับแล้วพากันเสียสละเวลาส่วนตัวมารุมห่มผ้าเห่ปลอบบุตรชายหวังให้คลายกลัว หลงคิดกันชั่ววูบหนึ่งว่าไม่มีความผิดปกติใดเกิดขึ้นกับพ่อเทวดาหัวแก้วหัวแหวน ที่อยู่ในอ้อมกอดคือเด็กชายตัวน้อยธรรมดาที่ปริร้าว หวาดหวั่น แผลช้ำเต็มตัว อัลเฟรดเกือบจะเชื่อไปแล้วว่าบรูซเสียขวัญจริงจัง หากไม่เพราะจังหวะหนึ่งที่นัยน์ตาฟ้าซีดตวัดสบกันยามผู้ปกครองสองชีวิตง่วนกับการจัดเตียงตระเตรียมนิทานก่อนนอน บรูซสังเกตว่าพี่เลี้ยงวัยกลางคนประคองถาดชามองอยู่ อัลเฟรดเกร็งนิ้ว ก่อนเขาจะทันกระตุกหนวดคิดว่าควรส่งอารมณ์ชนิดไหนให้เหมาะแก่สถานการณ์ คุณหนูก็ชิงวาดยิ้มส่งให้ก่อน ยิ้มหวานบางเบาแบบเด็กเล็กๆ ลอดผ่านหัวไหล่บิดามารดา  


    จะด้วยเหตุผลกลใด ระบบความคิดอันวิปริตพิกลก็ตาม ยิ้มนั้นทำพ่อบ้านขนลุกชัน 


    ยิ่งวิธีที่บรูซปลิดหน้ากากเปี่ยมไมตรีทิ้งทันทีที่โทมัสและมาธาร์หันมองนั่นอีก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใส่ใจจะปั้นแต่งอารมณ์ต่อหน้าพ่อแม่ ไม่เห็นความสำคัญว่าการแสร้งทำจะเอื้อกำไรใดให้ ก็ในเมื่อสองคนนี้รักเขาแทบตายอยู่แล้ว จะห่วงอะไรอีก


    อย่างไรก็ตาม, ทุกชีวิตร่วมเหตุการณ์ลงความเห็นยัดเยียดรวดเร็วว่าบรูซประสบเหตุร้ายฝังใจจนหวั่นกลัวค้างคาวขึ้นสมอง คนเป็นพ่อแม่ยินดีกระโดดงับทุกอย่างต่อให้ต้องลงไปคลุกโคลนทั้งตัว หลักฐานใดก็ได้ว่าลูกชายปกติ มีความคิด มีอารมณ์ เด็กน้อยแสนฉลาดก็เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างเต็มที่มาตลอดแปดเก้าปีที่ผันผ่าน จนเมื่อคุณท่านคุณนายจากไปจากจลาจลร้ายกาจกลางเมือง หน้ากากชั้นแรกจึงโดนสลัดทิ้งไม่ใยดี แถมกระทืบซํ้าทำลายราบก่อนเผากำจัดถึงโมเลกุล บรูซเลิกเล่นบทลูกชายที่ไร้ปากเสียงมาสวมเปลือกห่อของคุณหนูตระกูลเวย์นเจ้าของศิลปะการกระตุกมุมปากเคร่งขรึมควบคู่กับความใจบุญสุนทาน สร้างชื่อทั้งในฐานะนักบริหารและนักบริจาค ซํ้ายังถ่อมตน ไม่มักใหญ่ใฝ่สูงโดยการปฏิเสธเกมการเมืองต่างจากบิดา การจากไปของครอบครัวเปรียบดังคันโยกเลิกม่านเผยเวทีเดี่ยวขนาดมโหฬาร มนุษย์ที่เคยมีสถานะเพียงลูกชายของโทมัส เวย์น ก้าวสู่มหาเศรษฐีน้อยจอมอัจฉริยะที่ใครก็อยากรู้ความเป็นไป มีสำนักข่าวจำนวนอักโขยอมสละทุกอย่างเพื่อจะเขียนบทความถึงอาหารกลางวันของเขา บรูซเจอบ่อเงินบ่อทองแหล่งใหม่ก็ตักตวงเต็มที่ ปรับแปรสีผิวตามที่คนอยากเห็น ชักเชิดตัวตนตามที่คนอยากให้เป็น ตลบหลังเก่งจนน่ากลัว


    สำหรับคนที่คอยตระกองถนอมเด็กคนนี้มาตั้งแต่ยังแบเบาะ อัลเฟรดใช้เวลาไม่นานในการเรียนรู้ว่าบรูซสับเปลี่ยนอารมณ์เหมือนเมเปิ้ลสลัดใบ เขามีกล่องสะสมยิ้มให้เลือกสรรตามใจ มีน้ำตาหลากสาเหตุและมีแววตากระพริบปริบที่แปรผันตรงตามความปรารถนาของคู่สนทนา เขาเหมือนน้ำเปล่าใสสะอาดที่เปื้อนเปรอะง่ายดายตามสิ่งที่หยดผสม ถึงกระนั้นก็ไม่เคยเป็นแก้วเปล่า บรูซเปี่ยมอำนาจ กุมบังเหียนควบคุมในแบบของตัวเอง เขาปรับตามคนอื่นแต่ไม่ยอมสูญแก่นพื้นของตัวเอง ณ ตอนนั้นพ่อบ้านยังไม่ทราบว่าคุณสมบัติดังกล่าวยังประโยชน์มหาศาลเมื่อเด็กชายเถลิงสู่อำนาจ สำหรับอัลเฟรด คนแบบนี้น่ากลัวยิ่งกว่านักเลงกระโชกโฮกฮากข้างถนนเสียอีก


    ทราบแก่ใจว่าต่อให้เจ้าตัวจะยิ้มแย้มแจ่มใสกลืนกับสังคม แนบเนียนเรียบกริบดังเนื้อเดียวกันเพียงใด อัลเฟรดก็รู้อยู่ดีว่าเขาเป็นอะไรแม้จะไม่เคยพูดออกมาดังๆ ถ้าจะมีใครสักคนที่เวย์นน้อยไม่จำเป็นต้องเสแสร้งใส่ ก็ต้องเป็นอัลเฟรด เพนนีเวิร์ธ แต่บรูซก็ยังคงยืนหยัดจะประดิษฐ์บุคลิคหนุ่มน้อยสมองใสยิ้มเก่งมาใช้กับพ่อบ้านผู้ซื่อสัตย์อยู่ดี ไม่รู้ทำไม เขาไม่กล้าพอจะถาม หลายข้อข้องใจทีเดียวที่อัลเฟรดทิ้งให้มันตกตะกอนคั่งค้างในสมอง หนึ่งคือสมองส่วนหน้าที่เล็กกว่าคนปกตินั้นสุดหยั่งรู้ สองคือแต่ละเหตุผลค่อนข้างจะอัศจรรย์พันลึกเกินประสาทคนธรรมดาจะรับไหว ตะแคงพินิจหลายตลบ นอนกุมขมับทุกค่ำ ท้ายสุดได้ข้อสรุปมายึดถือต่างบัญญัติประจำตัว; หากคุณหนูเลือกจะแสดงบทบาทสมมุติกับเขา ก็ไม่มีเหตุผลใดมาต้านไม่ให้พ่อบ้านตอบรับชนิดเดียวกัน ชอบใช่ไหมทำทีว่าทุกอย่างดีงามสดใส ได้ ยอมหลับหูหลับตาเล่นตามสักหน่อย เผื่อชีวิตจะง่ายขึ้น


    “ทำไมเป็นค้างคาวหรือครับ” พ่อบ้านซึ่งเริ่มสาวเท้าข้างหนึ่งเข้าขอบข่ายวัยชราลองเสี่ยงหลังเสิร์ฟอาหารว่างอันประกอบไปด้วยผลไม้สดฝานบาง บรูซผงกหัวเชิงขอบคุณ เอนหลังพิงเก้าอี้พนักหนัง เว้นที่ให้พี่เลี้ยงมองโมเดลเครื่องจักรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ถนัดถนี่ บนนั้นมีตราค้างคาวเรียบหรูมีรสนิยมประดับอยู่ 


    “ก็ทำไมจะไม่ล่ะ”


    อืม นั่นสินะ ทำไมเขาคิดไม่ถึง อืม 


    “แหม ขยายความหน่อยจะเป็นอะไรไปครับ ? เอางี้ ผมเดานะ คุณอยากได้อะไรที่สื่อถึงบ้านใช่ไหม”


    “ถ้ำค้างคาวใต้คฤหาสน์เราน่ะนะ”


    “ครับ”


    “โธ่ ผมติดอยู่ในนั้นตั้งแต่บ่ายยันเย็น คุณไม่คิดว่าผมจะเทรามาบ้างเหรอ” สุภาพบุรุษน้อยๆ ยันเข่าซึ่งมีกางเกงนอนสวมทับขึ้นชิดคาง ศีรษะทุยเอียงข้าง ขับยิ้มซื่อพิสุทธิ์บนใบหน้าอ่อนเยาว์ให้คนมองใจอ่อนยวบขึ้นไปอีกจากที่น่าเชื่อมากอยู่แล้ว แต่โชคร้ายที่คนมองในสถานการณ์นี้คือเพนนีเวิร์ธผู้มีภูมิคุ้มกันแก่กล้าต่อลูกไม้ทุกกระเบียดของคุณหนู เขาก้มหน้าเล็กน้อย ยิ้มตอบ


    “คุณไม่กลัวสักหน่อยนี่ครับ มาสเตอร์บรูซ”


    พวกเขายิ้มเรียบๆ ให้กัน มาสเตอร์หยิบแอปเปิ้ลเข้าปากเคี้ยว ยกมือเท้าคาง 


    “คือ, ค้างคาวน่ะ อัลเฟรด..” บรูซเกริ่น “อยู่กับพวกมันหกชั่วโมงปลูกเมล็ดพันธุ์บางอย่างในสมองผม” นิ้วชี้เคาะขมับสื่อตามคำพูด “มันเป็นสัตว์ประหลาด แบบตามตัวน่ะ สัตว์ที่ประหลาด รู้ไหมว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้ เขมือบเลือด กินแมลงที่มีแต่เชื้อโรคร้ายเข้าไปโดยไม่เป็นอะไร มันคือแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของพวกไวรัสมาร์เบิร์ก นิปาห์ เฮนดรา และอื่นๆ ที่ผมไม่ได้พูดถึงเพราะขี้เกียจจำ ในตัวมันมีเชื้อโรคสายพันธุ์มรณะเป็นร้อย แต่มันไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ระบบภูมิคุ้มกันของมันน่ะขี้โกงสุดๆ เปิดรับเชื้อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่าง หลอมรวมเข้ากับไวรัสจนกลายเป็นปราสาทแห่งโรคระบาด ไม่คิดว่านั่นเจ๋งเหรอ” 


    บรูซกระดิกนิ้วเท้าตามสบายขณะเลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับแต่งโมเดลเครื่องจักรในจอ จัดตำแหน่งโลโก้ค้างคาวให้โดดเด่นเป็นพิเศษ 


    “เชื้อโรคพวกนั้นคิดว่าจะฆ่าสิ่งใดก็ตามที่สัมผัส แต่ไม่.. ค้างคาวไม่ได้พยายามแม้แต่จะต่อต้านด้วยซํ้า มันรับเอาเชื้อมาขังไว้ในตัว เอามาเก็บเป็นอาวุธ รอจนมีใครโง่พอจะไปสะกิด จากนั้นก็..” เด็กชายผายสองมือวนรอบอก สัญลักษณ์สื่อถึงระเบิด ค้างมือไว้ในท่านั้นครู่หนึ่งก่อนพรวดพราดมาประสานใต้คาง ดวงตาสีอ่อนสะท้อนใบหน้าพ่อบ้านเฉกเดียวกับกระจกคู่บานจิ๋ว “ค้างคาวเรียนรู้ที่จะปรับตัว พลิกวิกฤตเป็นโอกาส สูบเอาผลประโยชน์จากหอกดาบประดามีที่เสียบคาอยู่ข้างหลัง จะดึงออกทำไมในเมื่อเปลี่ยนกระดูกให้เป็นเหล็กแทนก็ได้ แข็งแรงขึ้น แกร่งขึ้น แล้วยังสะบัดมีดไปแทงคนอื่นต่อได้อีก” 


    ช่วงหลังอัลเฟรดไม่คิดว่าคุณหนูสื่อถึงแค่ค้างคาวแล้วล่ะ 


    ปลายนิ้วทั้งสิบไล้ชนกันอย่างเชื่องช้า สร้างจังหวะ 


    “ผมอยากเป็นแบบนั้นแหละ อัลเฟรด พวกเชื้อโรคที่คิดว่าจะทำลายผมได้กำลังกลายเป็นแท่นให้ผมย่ำทับเพื่อไปสู่เป้าหมาย ให้ผมใช้งาน กว่ามันจะตรัสรู้ชอบ—” เรียวนิ้วชี้ยกขึ้นแตะขมับ กริยาคล้ายคลึงกับสว่านเจาะไขกะโหลก “—ก็เต้นอยู่บนฝ่ามือผมแล้ว”


    เสียงที่ดังก้องหลังจากนั้นกลายเป็นเสียงแนวกรามบดเคี้ยวเสี้ยวแอปเปิ้ลทีเดียวสองชิ้น


    พ่อบ้านปล่อยให้ตัวเองเคลื่อนไหวตามธรรมชาติไม่ฝืดฝืนอาการ ซึ่งก็คือยืนนิ่ง ยิ้มค้างแข็งเกรอะหน้าเหมือนเศษขนมปังค้างคืน กว่าจะบังคับให้คำแรกออกจากปากก็เสียเหงื่อผุดพรายไปหลายหยด 


    “เฉียบแหลมสมเป็นคุณ”


    “เรารู้กันว่าคุณไม่ได้คิดงั้น”


    “ผมคิดจริงๆ”


    “เหรอ งั้นโอเค”


    พูดแค่นั้น ก่อนตัดบทสนทนาจนมันตายสนิท


    พ่อบ้านลอบถอนหายใจหลังคุณหนูกลับไปขมักเขม้นกับโมเดลอาวุธดังเดิม นับวันเด็กคนนี้ยิ่งซับซ้อน การได้พบปะคนมากมายช่วยพัฒนาทักษะการเข้าสังคมจนเรียกได้ว่าไม่มีกระเบียดใดผิดไกลไปจากปกติชน อย่างน้อยก็แนบเนียนกว่าสองสามปีก่อนที่มีคนแปลกหน้ามาลอดรั้วหยอกล้อคุณหนูเวย์น อัลเฟรดหน้ามืดตาลายกับภาพดอกไม้ปลอมในมือเด็กชายจนเผลอตวาดบุ่มบ้ามร้อนใจ ทั้งยังแสดงอาการก้าวร้าวเกินพอดีกับชายสภาพโทรมผู้น่าสงสารนั่นอีก แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ นายพ่อบ้านต้องปฏิบัติตนสุดโต่งเพื่อเบี่ยงความสนใจผู้บุกรุกจากอะไรก็ตามที่บรูซอาจจะ หรือกำลังแสดงออกไปให้ระแคะระคาย ยังเร็วไปที่จะปล่อยปีศาจร้ายที่ยังไม่เชื่องออกไปเผชิญโลก คุณโทมัสต้องคลั่งแน่ถ้ารู้เข้า ซึ่งถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ผู้เข้าชิงตำแหน่งนายกฯ ก็อตแธมซักลูกชายละเอียดยิบว่าแลกเปลี่ยนคำใดบ้าง ไม่มีพิรุธใช่ไหม ไม่มีวี่แววว่าคนแปลกหน้านั่นจะรู้ใช่หรือเปล่า บรูซดูรำคาญใจแต่ก็นอบน้อมตอบ ตอนนั้นยังพอสังเกตความผิดปกติได้นิดหน่อย แต่ตอนนี้เนียนกริบขึ้นมาก กริบเสียจนอัลเฟรดเกือบไล่ไม่ทัน แค่เกือบเท่านั้นแหละ


    ต่อให้ดูเหมือนจะจนมุม อัลเฟรดก็กุมความลับสำคัญที่ทำให้เขายังพอรับมือกับเจ้านายเดาใจยากรายนี้ได้อยู่ บรูซอาจทำทีเป็นรู้ทันแต่เขาขาดความฉลาดทางอารมณ์จากอาการส่วนตัว ส่งผลให้โง่งมด้านสามัญสำนึกบางประการ มันมีโอกาสที่จะก้าวหน้าจนจับทางยากกว่าเก่าได้ในอนาคต แต่ตอนนี้บรูซยังเป็นไซโคพาธอายุสิบห้าอยู่ ยังพอรับมือไหว ยังพอคุมได้บ้าง


    ยังอยู่ในการควบคุมอยู่ ยังคุมได้


    ...ขอให้คุมได้เถอะ









    “ผมคิดว่าเราควรจะย้ายออกจากก็อตแธมตามคำแนะนำของคุณฟ็อกซ์ เมืองนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว ตั้งแต่จลาจลครั้งก่อนก็มีเหตุร้ายเกิดอยู่เรื่อยๆ ไม่หยุด ไหนจะยังเรื่องที่อาเธอร์ เฟล็กหลุดจากอาร์คัมเสตท ชาวเมืองส่วนใหญ่ดันเห็นดีเห็นงามกับอาชญากร มันเกินเยียวยาแล้วนะครับ”


    “อ่าฮะ”


    “...ขอประทานโทษ ผมเพียรเกลี้ยกล่อมคุณยาวเหยียด อย่างน้อยจะแสร้งทำเป็นสนใจหน่อยไม่ได้เหรอ”


    “โอเค”


    “คุณบรูซ ผมจริงจังนะ ฝ่ายบริหารของเวย์นเอนเตอร์ไพรซ์ลงความเห็นกันว่าจะเปลี่ยนสำนักงานใหญ่เป็นวอชิงตัน ไม่มีคนสติดีที่ไหนอยู่กัน—”


    “ไม่ล่ะ อัลเฟรด สำนักงานใหญ่ของเวย์นจะอยู่ที่นี่” โซฟานุ่มถูกผละละทิ้ง ไออุ่นของผู้ครอบครองยังระรวยแผ่วจางบนเครื่องหนังอิตาเลียน ผู้พูดพาขายาวโย่งของตัวเองไปจรดโต๊ะไม้ตัวใหญ่ เอกสารยุ่บยั่บวางกองในสภาพเครื่องบินกระดาษ กระสุนกระดาษ ก้อนกลมกระดาษ นกกระเรียนกระดาษ “พวกเราจะช่วยก็อตแธม เหมือนที่พ่อบอกว่าจะช่วย” 


    ชายชราใบหน้าเหี่ยวย่นเม้มปาก อยากกราดว่าที่คุณทำอยู่มันไม่ได้ช่วยตรงไหนเลย ผู้นำตระกูลเวย์นรุ่นปัจจุบันจงใจทุ่มบริจาคให้ตึกรามบ้านช่องที่ต้องพิษตัวตลกก็จริง แต่เขานิยมสร้างอาคารใหม่เอี่ยมเพื่อจะโดนแหกยับในวันต่อมาราวจะยั่วโมโห ศึกษาเทคโนโลยีวิศวกรรมยุ่งยากซับซ้อนเกินวัยเพื่อนำมาต่อเติมเครื่องจักรหน้าตาประหลาดภายในโรงงาน โดยเฉพาะเวย์นฮอลล์ซึ่งบัดนี้ครองระบบรักษาความปลอดภัยเหนือชั้นยิ่งกว่าทำเนียบขาว บรูซยัดอาวุธยุทโธปกรณ์แทรกตามผนังองค์กรการกุศลที่ครอบครัวสนับสนุนทุนกว่าครึ่งอยู่ เจ้าพนักงานส่วนใญ่ไม่สามารถต่อต้านอันใดได้แม้จะอาหลักอาเหลื่อ หนึ่งในสิ่งที่ทำอัลเฟรดมึนหนักสุดคือคุณหนูของเขาติดตั้งเซนเซอร์ระบุตัวตนที่จะผ่าเนื้อบุคคลที่ไม่มีฐานข้อมูลในเอกสารพนักงานออกสองซีกด้วยเลเซอร์ร้อนคมกริบ เวย์นน้อยหมกตัวพัฒนาวัตถุอันตรายท้าทายมนุษยธรรมหนักหน่วงกระทั่งพ่อบ้านประจำตระกูลต้องหลีกออกมาเพื่อจะได้ไม่ต้องทนดู ไหนจะยังเครื่องจักรสารพัดสารเพที่แอบวางไว้ทั่วมุมเมือง ประสิทธิภาพระดับเดียวกับอาวุธสงคราม ทั้งหมดเพื่อต่อสู้กับอาชญากรวิปลาสคนเดียว


    ไม่สิ ไม่ใช่คนเดียว


    นอกจากศึกประลองทุกรูปแบบเท่าที่มนุษย์สันดานปฏิปักษ์จะคาดถึง อัจฉริยะวัยสิบห้ายังเปิดเผยว่ายินดีแลกเปลี่ยนคำความฉันท์มิตรกับใครก็ตามที่อ้างตัวว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับสองตัวตลกก็อตแธม หาใช่รายละเอียดคร่ำเคร่งอย่างที่กรมตำรวจยินดีแลกพวงสวรรค์เพื่อล่วงรู้แม้เพียงเศษคำ บรูซกระตือรือร้นกับข้อเท็จจริงประเภทโจ๊กเกอร์คนแรกมีรากผมจริงสีน้ำตาลเข้ม หากไม่ย้อมนานเข้าจะม้วนโค้งหยักศกไปทางขวา โจ๊กเกอร์คนที่สองชื่นชอบมีด โปรดปรานระเบิดและมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับอัลแบร์ กามู บรูซบอกว่าข้อมูลพวกนี้คอยเป็นเครื่องเตือนใจว่าพระเจ้าก็มีความเป็นมนุษย์สูง อัลเฟรดไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ว่าคุณหนูของเขาจะสื่อความนัยอะไรแต่ก็ตัดสินใจว่าไม่ซักเพิ่มเติมดีกว่า เด็กน้อยยินดีเท้าคางฟังยาวนานเกือบชั่วโมงหากเป็นเกร็ดเล็กน้อยแนวนี้ ทว่าเมื่อใดที่เจ้าคนคาบข่าวโชคร้ายนั่นเกิดติดลม เผลอหลุดปากถึงจุดที่ว่าสามารถระบุตัวตนเบื้องหลังสีสันแสบจิตได้ถึงรากเหง้า นิ้วชี้และนิ้วโป้งคุณชายจะดีดเปาะ ส่งสัญญาณเรียกมือสังหารไร้ลักษณ์มาจัดการปิดปากมันผู้นั้นให้ตายโหงทันที 


    สู่รู้ เด็กชายเคยใช้ริมฝีปากเล็กน่าถนอมกระเบียดสบถคำนี้ใส่ซากศพโชคเลือด บรูซเคยร้องเป็นเพลงว่าเกลียดพวกเสือกแส่ไม่เข้าท่า ขอความลับจงดับไปกับแกชั่วนิรันดร์ 


    อันที่จริงคุณหนูใช้สรรพนามร้ายกาจนัก อัลเฟรดไม่หาญกล้าจะนึกถึงแม้เพียงเสี้ยวความคิด นักข่าวบรรยายถูกต้องประการหนึ่งตั้งแต่คุณท่านแลคุณนายเสีย บรูซไม่มีน้ำตาสักหยดหลั่งรดร่างใต้ผืนดินซึ่งฉ่ำฝนฉ่ำเลือดอยู่แล้ว เขายิ่งเงียบกริบเฉยชาราวการตายของพ่อแม่พรากเอากระบิอารมณ์ก้อนสุดท้ายออกไปจากตัวด้วย คนกระซิบกระซาบสงสารกันว่าตาหนูคงช็อคจัดจนประสาทเสื่อม แต่มันไม่จริงหรอก อัลเฟรดเท่านั้นที่รู้ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ ความเงียบงันนั้นนิ่งสงบประดุจนักบวชที่เพิ่งบรรลุธรรมแท้จากการทรมานตนอันทรหดยากเข็ญ ปลดปลง เบาหวิวราวกับน้ำหนักขนนกบนตาชั่งอนูบิส จากนั้นบรูซกลับขึ้นทวงเก้าอี้หนังตำแหน่งศูนย์รวมอำนาจธุรกิจธุรการระดับโลกอย่างเวย์นเอนเตอร์ไพรซ์ มือเล็กอันกระด้างตวัดชี้นิ้วสั่ง เรียวปากบางที่ไม่หลงเหลือการขยับอย่างเด็กน้อยอีกต่อไปลั่นวาจามากมายที่ทำคนฟังขนลุกชันพรั่นพรึง เขาเฉลียวฉลาดชนิดว่าหากเป็นกรดตามคำเทียบย่อมหลอมได้กระทั่งสะพานเหล็ก จำนรรจาค้าขายคล่อง ฐานะรุ่งโรจน์ ช่องว่างระหว่างชนชั้นทางสังคมยิ่งแหกกว้างแลนั่นยิ่งจุดชนวนจลาจลกลเมืองจนก็อตแธมแทบมอดไหม้ในทะเลเพลิงอย่างคำบรรยายไบเบิ้ล หายนะนี้กลายเป็นสิ่งแรกที่บิดมุมปากเหี้ยมเกรียมนั้นให้ยกสูง เกือบสูงจนสัมผัสเนตรสีเข้มที่ลุกโพลงด้วยเลือดได้ เจ้าชายน้อยของเขากลายเป็นมารโลกันตร์ หรือไม่ก็โทมัสกับมาร์ธาไม่เคยมีบุตรชายมาตั้งแต่แรกแล้ว


    ศึกระหว่างซาตานกับเทวดาหัวกบฏกำลังจะทำลายก็อตแธมมากกว่าช่วยมันตามที่เจ้านายเขากล่าวอ้าง สารภาพตรงนี้เลยว่าเขาบอกไม่ถูกว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนแน่ ใครดีชั่ว บอกไม่ได้เลย  


    ราวกับกำลังสนุกกันทั้งคู่อย่างไรอย่างนั้น


    “จัดการเรื่องสินค้าจากช่างไห่ที บอกด้วยว่าของรอบที่แล้วดีมาก เลเซอร์นั่นตัดกระดูกเนี้ยบกริบเชียว” เสียงนุ่มราวกำมะหยี่ถักทอถ้อยคำ พ่อบ้านสะดุ้ง มองคุณหนูขยับสายนาฬิกาข้อมือ “ระบุช่วงท้ายว่าทางการแพทย์นะ อย่าลืมล่ะ” นัยน์เนตรสีเดียวกับม่านหมอกเหนือมหาสมุทรปรอยมองพ่อบ้านชรา


    บางอย่างในน้ำเสียงประธานบริษัททำให้ตาเขามืดบอด มองไม่เห็นอะไรนอกจากแดนรกร้างมอดไหม้


    ร่างท่อนบนของเด็กชายโค้งทำมุมสามสิบห้าองศากับโต๊ะทำงาน ผมดำส่วนที่เยลจัดล้มเหลวในการคงตัวร่วงปรกตายามบรูซโน้มกายลง ปัดขยะชิ้นอื่นให้ลงไปเผชิญแรงโน้มถ่วงด้วยการเคลื่อนไหวอันนุ่มนวล


    “จะได้ยิ้มกันหน่อย”


    ปลายเล็บตัดเรี่ยมเคาะลงบนกระดาษแผ่นเดียวบนโต๊ะที่รอดชีวิตจากการแปรสภาพเป็นขยะมลภาวะ สี่มุมใหม่เอี่ยมเรียบกริบ ภาพขาวดำของชายชุดสูทป้ายหน้าเลียนแบบตัวตลกสองคนวางคู่กัน ริมฝีปากวาดโค้งราวกษัตริย์วิปลาสสององค์แห่งบัลลังก์นรก









    โอเค เขาคิดว่าไงนะ วางแผนไว้ว่าอะไรบ้าง จะเห็นพระเจ้าตายงั้นเหรอ พอมาคิดตอนนี้ก็ช่างเป็นความปรารถนาที่งี่เง่าจนอยากนั่งกอดเข่ากุมหัว ให้ตายสิ นี่เขาทำทั้งหมดเพื่อตุ๊กตากระบอกพิการตัวนี้เหรอเนี่ย


    บรูซมองอีกฝ่ายขึ้นๆ ลงๆ หมัดใต้สนับเหล็กยกค้างในท่าเตรียมเป่ายิงฉุบมากกว่าพร้อมต่อยตี เกือบกึ่งจะรู้สึกผิดขึ้นมายามก้มมองร่างอ่อนแรงปวกเปียกแทบเท้า เลือดกลืนหายไปกับสีสูทแสบสันต์ บุรุษรัติกาลพิจารณาโครงสร้างเสื้อผ้าทางการดังกล่าว ปกทรงแปลกตา ขนาดใหญ่เกินกว่าตัว ต้องผอมขนาดไหนถึงขนาดใส่เชิ้ตทับเสื้อกั๊กแล้วทุกอย่างยังดูหลวมโพรกอยู่ ไหนจะสะบักเสริมไหล่นั่น หากจุดประสงค์ของมันคือสร้างภาพลักษณ์แข็งแรงชายชาญแก่ผู้สวมก็เห็นได้ชัดว่าล้มเหลวอย่างน่าเวทนา สงสัยเพราะระยะทางมึนเบลอแน่บรูซถึงเห็นสภาพตัวตลกนักปฏิวัติเมื่ออดีตกาลสง่างามเรี่ยมเร้กว่านี้โขอยู่ ถึงจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแต่ก็ไม่—อืม, เปราะบาง ไร้พิษสง ปราศจากภัย ทุ่มทำลายได้ง่ายดาย—ขนาดนี้ 


    ทำไมเขาไม่ยอมรับความจริงก่อนหน้านี้ว่าคนที่รับมือกลยุทธ์ยุทโธปกรณ์ค้างคาวได้อย่างสมบูรณ์แบบคือราชาอาชญากรรมหน้าเลอะนั่นต่างหาก ไม่ใช่พินอคคิโอแขนขารุ่งริ่งที่แตะนิดหน่อยก็ทรุด สงสัยมันเป็นเรื่องของความคาดหวัง ไม่ก็ภาพจำวัยเด็กที่สลัดไม่พ้น  


    แต่สัจจะที่ว่าคนตรงหน้าคืออาเธอร์ เฟล็กก็ยังตรึงตราอยู่ อันที่จริง ผลลัพธ์แบบนี้ทำให้อีกฝ่ายสมเป็นอาเธอร์ยิ่งขึ้นด้วยซํ้า


    บรูซยังจำได้อยู่ ตอนที่คนแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นพร้อมลีลาเต้นรำประหลาด การตวัดไม้กายสิทธิ์ สีหน้าท่าทางที่เกือบจะกล่อมให้เขาเชื่อได้ว่าผู้ชายคนนี้อาจมีเวทมนตร์จริงๆ และตอนนั้นมันแค่ไม่ได้ผลชั่วคราว คนแปลกหน้าสวมเสื้อผ้าที่คงจะคุ้ยมาจากกองมือสองลดราคายอบกายลงให้ดวงตาฉ่ำประกายเหมือนผิวทะเลใต้แดดเช้าสบกับความขมเข้มของเขา แนะนำตัวโดยไม่มีเส้นแบ่งอะไรขีดกั้น เป็นแค่บรูซกับอาเธอร์ นุ่มนวลจนเขาเผลอโต้ตอบด้วย


    เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าโลกทั้งใบช่างเรียบง่าย ปราศจากเส้นแบ่ง วินาทีนั้นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าโลกไม่มีเส้นแบ่งอะไรเลย


    “รอยยิ้มของผม”


    เขากระซิบเสียงต่ำ โน้มกายลงเหนือร่างที่มองขึ้นมาเหมือนกำลังสบภาพสัตว์ร้าย เขาได้ยินเสียงรถบรรทุกกำลังขับมา หมาของอาเธอร์มุ่งหน้ามาชิงตัวนาย คงจะเป็นอย่างนั้น นับว่าเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่ากับดักของเขาถ่วงเวลาได้พอสมควร บรูซกับโจ๊กเกอร์ประลองกันโดยอ้อมมานาน คงจะมีวันนี้แหละ ที่ได้เผชิญหน้ากันโดยตรงสักที มีตุ๊กตาพังๆ นี่เป็นพยาน


    ยิ้มกลวงเปล่าวาดประดับใบหน้าใต้หน้ากากค้างคาว กระสุนลั่นดัง


    คุ้มค่าจริงๆ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in