Archive Synonyms, Archive AntonymsMellifluous
ˈŌvər The Heath And The Fɜrz






  • หางพู่กันตวัดขึ้นลงยามส่วนปลายขนเกลี่ยมุมแหลมแก่สามเหลี่ยมสีน้ำเงินตรงใต้ตา วาดขอบคมกริบผ่านน้ำหนักมืออันเบาหวิวเหมือนหยาดฝนโปรยปรอย สีสันสดใสเริ่มปรากฏบนเครื่องหน้าเยาว์วัยทว่าอาวุโสด้วยแววตา น้ำเงิน แดง ขาว ไล่เรียงตามลวดลายบนหน้ากากสมัยเก่า ตามลวดลายที่อาเธอร์เลือกมาครอบทับใบหน้าแท้จริงของตัวเอง ตอนนี้เขากำลังวางหน้ากากอันเดียวกันปกปิดโฉมโจ๊กเกอร์ เด็กหนุ่มไม่ได้ขอร้อง หรือแสดงความต้องการว่าอยากแต้มแต่งเครื่องสำอางลงอย่างที่เขาเคยยึดเป็นอาชีพสมัยก่อนเก่า เป็นอาเธอร์เองที่แบกเอากล่องชุดแต่งหน้าแตกหักเก่าหืนมาวางคั่นระหว่างพวกเขาทั้งคู่เสมือนสัญญาณบังคับทางอ้อม บรรยากาศคล้ายตอนเขาจับเจ้าหนูย้อมผมท่ามกลางเศกซากปรักหักพังของคอนกรีตที่พร้อมพังทลาย รายละเอียดต่างไปเล็กน้อยคือโจ๊กเกอร์มองพู่กันและถ้วยสีในมืออาเธอร์อย่างคลางแคลงระคนปลาบปลื้ม ต่อสู้กับความปรารถนาที่จะได้ถูกละเลงหน้าโดยมือพระเจ้าแห่งวัยฝันกับลังเลว่าหากปฏิเสธจะเจออะไร 


    จุดอ่อนข้อใหญ่มโหฬารที่อาเธอร์จับสังเกตได้และสนุกที่จะใช้; เจ้าหนูดูเหมือนจะถือว่าการตามใจเขาคือกฏบัญญัติสากล ต่อให้ทอดถอนอ่อนใจแบบคราวโดนยาย้อมผมทั้งขวดราดรดหรือระแวงระไวพู่กันแต่งหน้าดังเช่นตอนนี้ โจ๊กเกอร์ก็จะทำตัวแข็งปล่อยให้เขาทำโน่นทำนี่อยู่ดี เด็กหนุ่มอาจจะมีมุมวิปริตบ้าคลั่ง นิยมชมชอบความรุนแรง เดายาก ชอบพูดจาประหลาดพิลึก มักแสดงออกว่าถือสำรับเหนือกว่า มากเล่ห์ เอาชนะคู่ต่อสู้ได้แทบทุกสนามศึก แต่เขาจะกระสับกระส่ายยามสัมผัสได้ว่าอาเธอร์ไม่พอใจ และยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าสาเหตุของความไม่พอใจนั้นมาจากตัวเอง ในฐานะผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตบนโลกมามากกว่าประมาณหนึ่งรอบ อาเธอร์รู้ว่าเขาควรจะควบคุมอารมณ์ รักษากริยาให้สมวัยและมีเหตุผลสักหน่อย แหม ทำอย่างไรได้ ก็ภาพจักรพรรดิอาชญากรรมที่ยิ้มกรุ่มกริ่มอวดคมเขี้ยวสะท้อนแสงไฟอยู่เป็นนิจต้องมาหมอบหงออยู่แทบรองเท้ามือสองของเขามันตลกจะตายไป ยิ่งตอนฝ่ายนั้นล้มเหลวที่จะปั้นหน้าเหนือจนรอยยิ้มแห้งแหยเข้ามามีบทบาทแทนนะ คนมองเม้มปากกลั้นขำแทบตาย ดีที่ไม่ทำอุปกรณ์แต้มสีเต็มสองมือแตกกระจายลงย้อมพื้น    


    แปรงจุ่มปาดของเหลวเนื้อเหนียวข้นทาทั่วหน้าเจ้าเด็กน้อย ย้อมเรียวคิ้ว สาดสีทับเนื้อหนังมังสา ปล่อยหยดตกลงไปในร่องผิว ลากเลยถึงลูกกระเดือกเจตนาเย้าหยอก สีขาวพื้นทำให้โจ๊กเกอร์ดูเหมือนเด็กประถมจอมซนที่แอบขัดคำสั่งแม่ไปเล่นนอกบ้านแล้วล้มหน้าทิ่มหิมะ อาเธอร์เอนตัวออกมาดูผลงานตัวเองแล้วลอบใช้มือข้างที่คีบแปรงปิดปากที่ยังมีบุหรี่คา โจ๊กเกอร์เคยใช้น้ำเสียงในบริสุทธิ์อย่างน่าพิศวงตั้งข้อสังเกตว่าเขาจะตายก่อนอายุหกสิบด้วยมะเร็งปอดถ้ายังสูบจัดแบบนี้ ฟังแล้วก็ชวนคิดตาม ตัวเขาตอนอายุหกสิบจะเป็นอย่างไร อยู่ถึงหรือเปล่า จะกลายเป็นตาเฒ่าอมโรคน่าสังเวชหรือเด็กคนนี้จะยังชื่นชมบูชาเขาจนวาระสุดท้าย ตัวตลกโดยจิตวิญญาณขับไล่ห้วงคำนึงที่ทำตัวเองเสียสมาธิด้วยการจุ่มสีขาวระลอกใหม่จนเยิ้มแปรงเพื่อนำมาแปะเต็มแก้มจังหวะที่เด็กหนุ่มเผยอเปลือกตาขึ้นเต็มที่พอดี


    “บอกแล้วไงให้นิ่งไว้ เชื่อใจกันหน่อย” เขาดุ


    “เห็นคุณหยุดไปเฉยๆ นี่” เจ้าหนูอุทธรณ์อุบอิบ ปาดแถบสีออกจนความสม่ำเสมอที่อาเธอร์พากเพียรละเมียดละไมมีรอยด่าง 


    มาถึงขั้นตอนที่น่าจะเป็นสิ่งที่ใจเขาเต้นแรงรอรับที่สุดอย่างการวาดรายละเอียดตัวตลก เติมกรอบตา วาดคิ้ว ราชาขี้เถ้าของเขากลับดุกดิกอย่างกับแมวซนในอ่างอาบน้ำ ใช่ โจ๊กเกอร์เหมือนแมวไม่มีผิด เหมียวหง่าวฟันคมจอมพยศที่ชนะทุกอย่างยกเว้นฝักบัวน้ำอุ่น วิฬาร์ลายสลิดที่เก็บโลกทั้งใบไว้ในดวงตาสุกใสเจิดจ้า อีกฝ่ายมีท่าบิดขี้เกียจหลังตื่นอันจำเพาะที่ไพล่ให้อาเธอร์หวนถึงนางแมวจรผอมกะหร่องขนสีส้มข้างตึกฮา-ฮา’ส์ เขาดุ ป้อยอ ปลอบโยน สลับสับเปลี่ยนตามแต่ระดับความละเอียดซับซ้อนของลวดลายที่แต่งแต้ม โจ๊กเกอร์ดูสมฉายามากขึ้นโขทีเดียวจากมุมนี้ อาเธอร์ยกยิ้มพอใจในผลงานตัวเอง กระทั่งปลายพู่กันชุ่มหมึกแดงเดินทางมาถึงจุดที่ตรึงการเคลื่อนไหวทั้งปวงของเขาไว้อีกครั้ง 


    รอบปาก ริมฝีปากของเด็กคนนี้ ส่วนที่จำเป็นต้องย้อมสี.. นัยน์ตาคนอายุมากกว่าคล้อยตามแนวแผลเป็นเหวอะใหญ่ลากยาวเกือบพ้นกรามแก้ม รอยเย็บตะปุ่มตะป่ำไม่ได้ทำให้แผลขรุขระดีขึ้นสักเท่าไหร่ ริ้วจ้ำช้ำเลือดจางเจือไปมากแล้ว แต่มันก็ช่างดูเจ็บเหลือเกินในความคิดเขา 


    จะว่าไป อาเธอร์เพิ่งระลึกได้เดี๋ยวนี้ว่าเขาจับแตะโน่นนี่ทั่วหน้าอีกฝ่ายมาตั้งนาน ไม่ใช่แค่วันนี้ ก่อนหน้าก็ทำ เกลี่ยแก้มบ้าง วางมือทาบทับ สัมผัสปัดแผ่วด้วยริมฝีปาก ทำตัวตามปกติราวใบหน้าอ่อนเยาว์นี้ปราศจากตำหนิมาตลอด ตรงมุมปากนั่นมีสถานะเดียวกับรอยย่นที่คงจะเกิดขึ้นตามวัย เรียกว่าหากมีขี้แมลงวันเม็ดเท่างาดำปรากฏขึ้นตรงขมับ หรือฝุ่นกระหย่อมหนึ่งที่ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรเลยมาเลอะหางคิ้ว เขายังจะเลือกทักมันมากกว่าแผลเหวอะเนื้อฉีกของอีกฝ่ายด้วยซํ้า 


    แล้วทำไมถึงมาตรัสรู้เอาตอนนี้ล่ะ อาเธอร์ถามตัวเอง มีประโยชน์อะไรกัน ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ


    “ผมคิดว่ามันคงจะดูดี” 


    แมวหง่าวครางครือดังมาจากกลีบปากซึ่งบัดนี้ขาวโพลนราวหิมะแรกเกิด คลี่รอยยิ้มเล็กจิ๋วออกมา พูดเพื่อปลอบขวัญเขามากกว่าอย่างอื่น เด็กหนุ่มปรือเปลือกสีขาวตาขึ้นเชื่องช้า ขนตาสีขาวโดดเด่นสะท้อนเงาตกลงไปในลูกนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ประกายวับวาวชวนฝันเหมือนตะเกียงทองบรรจุยักษ์อาหรับ น้ำตาลสวยราวพระเจ้าลอบฉกจากหญิงพรหมจรรย์มายัดใส่เบ้าให้ ดวงตาที่สามารถเป็นตัวแทนของการแตกดับของจักรวาล ดวงตาที่ย้ำให้อาเธอร์ระลึกได้ว่าเขาได้ครอบครองสิ่งที่ปรารถนามาตลอดสามสิบเก้าปีมาตั้งแต่สบกันแวบแรก เขาไม่เคยเห็นใครที่ตาสวยเท่าโจ๊กเกอร์มาก่อนเลย  


    “เร็วเข้า อยากเห็นตัวเองจะแย่แล้ว”


    วลีเนิบนุ่มกระตุ้นซํ้า ห่มหนังแกะปลุกปลอบหนูท่อที่เริ่มลังเลว่าตัวเองคิดถูกไหมที่ริไปผูกริบบิ้นใส่แผงคอราชสีห์ 


    เขาอยู่กับนักล่ามาตลอด นักล่าร้ายกาจที่ต่อให้จะออดอ้อนซุกซนราวกับแมวก็ยังไม่อาจซ่อนกระดูกสันหลังแข็งกร้าวได้ทุกท่อน กล้ามเนื้อหนักแน่นพร้อมตะครุบขย้ำ เขี้ยวเล็บที่เก็บไว้ก็แค่รอให้เหยื่อโง่เข้ามาใกล้พอ เขาแค่โชคดีที่ไม่ใช่เหยื่อ สถานะหนูซูบซีดแห้งกรังที่นอนซุกอุ้งเท้าซ่อนเล็บแสนอบอุ่นยังมั่นคงอยู่ เขารู้ว่าตัวเองจะไม่มีวันถูกตะปบ กับเด็กคนนี้ เขาปลอดภัย อาเธอร์ถักทอรอยยิ้มจากฟั่นด้ายที่มีนามว่าความไว้เนื้อเชื่อใจอันลึกซึ้ง ก้มลงแนบริมฝีปากเย็นฉ่ำบนหน้าผากสีขาวของเจ้าแมว


    “ถ้าเจ็บก็บอกนะ”


    แล้วคอนดักเตอร์ก็นำออเคสตราลอยฟุ้ง 


    ขนสังเคราะห์จุมพิตแผลเป็นตะปุ่มตะป่ำอย่างนุ่มนวลตามน้ำหนักการผ่อนแรง สีแดงพาดย้อม เส้นที่หนึ่ง สอง สาม สี่ เขาเชยคางอีกฝ่ายขึ้น จับก้มลง หันซ้ายขวา กระทั่งรอยยิ้มขนาดใหญ่กลืนพื้นที่ใบหน้าซีกล่างจนเกลี้ยง ช่างแต่งหน้ามือฉมังแลบลิ้นออกมาทางมุมปากขณะเล็มรอยแหลมคมกริบบนจุดที่เป็นมุมปาก ตั้งอกตั้งใจจนเหงื่อไหลซึม อยากบอกเด็กหนุ่มที่นึกครึ้มเบิกตาโตใสแป๋วจับจ้องทุกขั้นตอนการวาดยิ้มที่ยากเย็นแสนเข็ญขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่าหลับตาเถอะ การตกเป็นเป้าสายตาตอนหลับน่ะอีกเรื่องหนึ่ง เขาหลับสนิทได้แม้ภายใต้การมองเขม็งของอีกฝ่าย แต่มาถูกจ้องเอาจ้องเอาตอนประดิดประดอยงานฝีมือที่ทำมาพันครั้งมันสร้างความประหม่า เขาสัมผัสได้ว่าผิวแก้มในมือกำลังสั่นจากอารามขบขันลึกลับที่กระตุ้นความขุ่นเคือง “อยู่เฉยๆ นะ ฮีธ” ได้ดุกันอีกรอบ สุดท้ายการเพ้นท์หน้าที่ใช้เวลานานผิดปกติก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากยิ้มแดงสดที่ฝั่งซ้ายบูดเบี้ยวเล็กน้อยเพราะเขาเอาพู่กันเคาะแก้มเด็กทะเล้นนั่นจะเรียกว่าดีได้นะ   


    สามสีที่โจ๊กเกอร์เลือกมาประจำตัวเองคือขาว ดำ และแดง อาจมีส่วนเกี่ยวพันบางอย่างกับสีสันของไพ่นามเดียวกัน เด็กคนนี้มีวิธีแต่งเติมสีสันบนใบหน้าให้ข่มขวัญเขย่าประสาททั้งในแง่รูปลักษณ์และวัยวุฒิ เขาดูอายุมากกว่าความเป็นจริงหลายปีเมื่อซ่อนหน้าไว้ใต้เครื่องสำอางที่ละเลงอย่างไม่ใส่ใจ อาเธอร์เคยนั่งดูโจ๊กเกอร์แต่งหน้าเองสี่ห้าครั้งได้ ทุกครั้งลำดับขั้นตอนจะแตกต่างกันออกไป แต่จะเริ่มด้วยสีขาวเสมอ เขาไม่ได้ถามว่าทำไมอีกฝ่ายป้ายสีดำรอบขอบตาจนกลายเป็นแพนด้าน้อยอย่างนั้น เหมือนที่โจ๊กเกอร์ก็ไม่ได้ถามว่าทำไมเขามีรอยน้ำตาที่สามเหลี่ยมฝั่งซ้ายเสมอ เจ้าหนูชอบเป็นพิเศษยามได้เทสีแดงอย่างสิ้นเปลืองลงรอบบาดแผลใหญ่ยักษ์ของตัวเอง ไม่รู้ทำได้อย่างไร แต่โจ๊กเกอร์ทำให้รอยเหวอะหวะสองข้างแก้มดูเหมือนเพิ่งผ่านการกรีดสดใหม่ เลือดเข้มข้นคลั่กไหลย้อยกวนอารมณ์ เละเทะ บ้าคลั่ง ราวกับหายนะมากดกลั่นอัดแน่นเป็นตัวคน


    มันช่วยไม่ได้ที่อาเธอร์จะเผลอกลั้นหายใจ เด็กหนุ่มผู้ซึ่งตอนนี้สูงกว่าเขาเกือบหนึ่งช่วงศีรษะและอีกไม่นานจะกลายเป็นชายหนุ่ม มีรูปทรงเรขาคณิตสามสี ขาว น้ำเงิน แดง ตัดขอบเนี้ยบกริบมีระเบียบต่างจากเดิมวาดใส่หน้า บอกไม่ถูกว่าดีหรือแย่ มันแค่รู้สึกแปลกดี ที่คนเราดูเปลี่ยนไปขนาดนี้เพียงการปาดป้ายที่ผิดแผกแหวกขนบเดิมไปสักหน่อย โจ๊กเกอร์ตรงหน้าเขาช่างเล่น อ่อนวัย รักสนุก และไม่มีคราบน้ำตาไม่ว่าจะจากสามเหลี่ยมมุมไหน 


    ราชาขี้เถ้าหมุนเก้าอี้ไปหากระจกบานโทรมทันทีที่อาเธอร์ผละออกมากอดอกเลิกคิ้ว เจ้าหนูเอียงหน้ามองตัวเองจากทุกมุมเท่าที่จะสามารถ เอานิ้วจิ้มสีได้น่าฟาดนัก ผืนผ้าใบจำเป็นสำหรับวันนี้หันมายิ้มเผล่ให้เขา


    “เหมือนฝันเลยเนอะ”


    มือที่กำลังยัดสีที่เหลือลงกล่องนิ่งไป


    นั่นไม่ได้คาดไว้ในหมวดคำตอบ อาเธอร์แอบทำนายว่าจะได้ยินอะไรอย่าง “ผมดูน่าเกลียดจัง” “ตอนนี้เหมือนคุณเป๊ะเลย” “โคตรเชย” แต่ไม่คิดว่าคู่สนทนาจะตาเป็นประกายระยิบระยับจนคนมองหน้าเห่อร้อน เขาปล่อยให้โจ๊กเกอร์หันไปสำรวจตัวเองต่อในกระจกเงียบๆ พลางนั่งมองแผ่นหลังกว้างที่ช่างแข็งแกร่ง ดุร้าย และอ่อนนุ่มเหมือนกำมะหยี่ ซ่อนรอยยิ้มสีแดงของตัวเองไว้หลังฝ่ามือที่แสร้งทำยกขึ้นค้ำคาง 








    แค่หลุดปากออกไปว่าช่วงนี้จ้องเพลิงไหม้จนแสบตา โจ๊กเกอร์ก็ระงับเป้าทดลองความไวไฟของอาวุธใหม่ประจำสัปดาห์มาสร้างทริปเดินเท้าลุยเมืองหกโมงเย็นยันตีสี่แทน ไม่ว่าเขาจะเห็นสะระตะประเภทเสื้อผ้าพันห่อร่างกายอีกฝ่ายมาขนาดไหน ราชาก็อตแธมเวอร์ชันตอตะโกก็ยังไม่หยุดสร้างแรงกระตุ้นให้เขาอ้าปากน้อยๆ มองเชิ้ตกางเกงสไตล์ฤดูใบไม้ร่วงแบบชายหนุ่มทั่วไปตาปริบ เขาเกือบเชื่อหลายรอบแล้วว่าโจ๊กเกอร์คือจิตวิญญาณไร้ลักษณ์เหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ฝ่ายนั้นเสวนาชักเชือกจูงฝูงคนเถื่อนท่าทางไร้อารยะให้ยอมจับมือสานพันธมิตร รู้ลึกเรื่องซับซ้อนระดับสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศอย่างกับพวกมันวางแผงอยู่บนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ทักษะทางกายที่แม้ไม่แกร่งสุดแต่ก็ทำไอ้ยักษ์กล้ามปูดหลายตัวล้มพับแบบสามรุมหนึ่งมาแล้ว ไหวพริบเฉียบคมขึ้นตามจำนวนระเบิดที่จุดใส่ตึก โจ๊กเกอร์ หรือที่เขาตั้งชื่อให้ใหม่หมาดว่าฮีธอันแปลว่าทุ่งหญ้าโล่งและเป็นชื่อดอกไม้สกุลเอริก้าคืออัจฉริยะสมองเพชรที่หากจับพลัดจับพลูไปเกิดในครอบครัวมหาเศรษฐี ตอนนี้มนุษย์ชาติก็จะสร้างอาณานิคมบนดาวพลูโตได้แล้ว


    เจ้าหนูปัดเชิ้ตส่วนที่ยับให้เรียบ ยีผมเส้นเล็กละเอียดที่เริ่มกลับมามีสีบลอนด์โทนใยข้าวโพดกระทั่งเหยิงยุ่ง ฝ่ายนั้นหันมายิ้มให้เขาเมื่อรู้สึกได้ว่าถูกมอง 


    เห็นได้ชัดว่าบางครั้งคนวิเศษอัศจรรย์ก็ดาษดื่นสามัญได้อย่างเหลือเชื่อเหมือนกัน 


    “ผมสั่งโค้ทตัวใหม่จากคนรัสเซียที่เจอกันคราวโน้น” ดอกเอริก้าผลิบาน วาดโค้งจันทร์เสี้ยวประดับกลีบล่าง “ผ้าวูลสีม่วง แลกด้วยธนาคารที่เราปล้นก่อนระเบิดเวย์นฮอลล์ เหมือนจะขาดทุนนะ แต่เขาให้ของเล่นดีๆ มาเป็นโกดัง” นิ้วโป้งใต้ถุงมือหนังคู่ใหม่ที่อาเธอร์หาให้ชูขึ้น ก่อนจะรีบเสริมเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้ “คุณนั่งอยู่เบาะในก็ได้ ดอกไม้ไฟล็อตนี้จะวูบวาบขนาดที่คนชินกับการมองสุริยุปราคาแบบไม่ผ่านเลนส์กรองยังตาบอด”


    พูดอะไรไม่รู้เรื่องอีกแล้ว


    “ไม่ล่ะ ฉันจะคอยปิดตาเธอ ถ้ากลับมาแบบพิการล่ะก็ฉันดูแลไม่ไหว เอาไปทิ้งทะเลสาบดีกว่า” อาเธอร์จุดบุหรี่ขึ้นคาบ เป่าควันขาวข้นหม่นขึ้นไปในอากาศ แว่วเสียงหัวเราะให้คนเล่นมุกได้หยักยิ้มปลาบปลื้มในตัวเองนิดหนึ่ง


    “กลัวคุณลำบากจัง ต้องวิ่งไปวิ่งมาตามผม เราตัดมือคุณมาเป็นผ้าปิดตาก็ได้นะ”


    อาเธอร์หันควับ จ้องเขม็ง เรียวปากแผลเป็นยังมียิ้มหวานเชื่อมไม่ยี่หระประดับแขวน 


    “ฉันจะสิงอยู่ในนั้น ควักตาเธอออกมาขยี้ให้ยับเลยคอยดู”


    “งั้นต้องแทงเหล็กเข้าไปยึดตามนิ้วคุณไว้น่ะสิ เสียบแบบบาร์บีคิวไปเลย มันจะเป็นแว่นกันแดดที่งดงามหาใดเปรียบ มือคุณอย่างเดียวก็น่าเอ็นดูจะแย่”


    “แว่นต้องสาปน่ะสิ ใครใช้ต้องตาบอด”


    “ยอมตาบอดได้ไหม แค่รู้ว่ามีคุณอยู่โลกผมก็สว่างสไว”


    “โอ้ย ฮีธ อายบ้างเถอะ”


    พวกเขาหันควับมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย แล้วขำพรวดลั่นถนนรนแคมมืดทึบเฉอะแฉะ อาเธอร์ทุบไหล่คู่สนทนาแรงๆ เถียงไร้สาระกลั้วหัวเราะกันอีกหลายประโยคชนิดไม่เกรงใจนาฬิการะบุเวลาตีหนึ่งสี่สิบแปด ชั่วขณะหนึ่งราวกับมีสงครามขนาดย่อมที่ไม่มีฝ่ายใดจริงจังแต่ยกนิวเคลียร์มาปาใส่กันเพื่ออรรถรส     


    ไม่รู้เพราะอะไร แต่การเดินเคียงกันท่ามกลางทิวทางเกรอะขยะและฟังฝูงหนูท่อเหม็นหึ่งกัดกัน คุยเรื่อยเปื่อยแบบที่เขาไม่ต้องเสแสร้งทำเป็นว่าหัวข้อสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่น่าสนใจ ก็ทำให้อาเธอร์รู้สึกปกติธรรมดาอย่างประหลาด ไม่มีความรักเทิดทูนที่ทำให้ทั้งเขินอายและกระอักกระอ่วนยามแบมือรับ ไม่มีอุณหภูมิพุ่งสูงวูบวาบที่ทำให้ดวงตาพร่างพราว ไม่มีเพลิงเร้าแผดไหม้ท้องน้อยส่งสัญญาณร้องขอน้ำดับ ไม่มีอะไรเลย นอกจากองค์ประกอบธรรมดา ที่ทำให้อาเธอร์รู้สึกธรรมดา รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า รู้สึกว่าเขามีสิทธิ์จะทำทุกอย่างที่เขาเห็นสมควร เพราะเขานั้นแสนจะธรรมดา


    มันทำให้เขาอิ่มเอม


    นอกจากนั้น—ยังมีเวลาคิดบางอย่างที่ไม่สลักสำคัญตอนเงยมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่ยังคงเจื้อยแจ้วข้างหู สายตาไล่ลงถึงเชิ้ตสีอ่อนพอดีตัว เสื้อสีอ่อน.. ส่วนใหญ่ฮีธชอบสีเข้ม เขาคิดถึงคำบอกเล่าเรื่องโค้ทตัวใหม่ก่อนหน้านี้ สีม่วง ? เขาไม่แปลกใจที่ตัวเองไม่เคยวาดภาพเด็กหนุ่มสวมชุดม่วงมาก่อน แต่ไหนไรมาจินตนาการเขาไม่เคยสูงส่งซับซ้อน 


    สีม่วง


    สีม่วง..


    ฝูงนกแห่งความทรงจำประชันขันแข่งแย่งชิงพื้นที่อันน้อยนิดในสมองเขา ต่างตะเบ็งเซ็งแซ่ร้องเล่าบทสนทนาร้อยแปดซึ่งพวกเขามีร่วมกันในสถานที่ เวลา และสถานการณ์พันแปด หลับหูหลับตาคว้านกพูดจ้อจุบจิบได้ตัวหนึ่ง ทำไมชอบสีม่วงล่ะ เขาน่าจะเคยถามระหว่างนอนเอนศีรษะพิงกัน ชมเหตุเพลิงไหม้ทำวินาศสันตะโรใส่ตึกใหญ่แบบที่คู่รักหวานชื่นสักคู่จะทำกับเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ มีฝูงชนหวีดร้องโหยหวนรับบทไวโอลินเพิ่มบรรยากาศโรแมนติก ผลัดกันเล่าเรื่องมาร์ชเมลโลจะนุ่มอร่อยกับกองไฟเดือดประมาณไหน คำตอบล้วนละลายหายพร้อมควัน พวกเขาต่างไม่เคยสัมผัสขนมนุ่มเนียนราคาแพงเกินจำเป็นนั่น มันน่าจะรสเหมือนพวกขี้ขลาด เขาออกความเห็น ถักยิ้มบนริมฝีปากคนฟังได้เสี้ยวหนึ่ง


    เวลาผันผ่านชั่วสองศพไหม้ถึงระดับแข็งเกรียม เหตุผลสำหรับรสนิยมก็กลั่นตัวร่วงไหลทีละหยด ก็ไม่ถึงขนาดชอบ แต่เรื่องของสีม่วงน่ะยวนอารมณ์ดี คุณรู้ใช่ไหมว่าสีม่วงเป็นสีของราชวงศ์ ฮีธกดปลายนิ้วทั้งสิบเข้าหากันอย่างมีพิธีรีตอง อาเธอร์กำลังมีสมาธิกับการไล่ลูบเส้นแผลเป็นเล็กถี่ซึ่งกระจายตัวทั่วท้องแขนคนอายุน้อยกว่าทีละจุด ช่วงศิลปะรุ่งโรจน์ สีหอยทากมูเรกซ์มูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าคลังทอง ผลิตย้อมยาก แพงขูดเลือดรีดเนื้อจึงกลายเป็นสีประกาศความรุ่งโรจน์ฟุ้งเฟ้อของผู้สวม กระทั่งจักรพรรดิออเรเลียนยังเห็นว่ามันราคาสูงเกินไปสำหรับพระองค์ สมัยโน้นหากไม่ใช่เชื้อพระวงค์แล้วริอาจสวมสีม่วงละก็ ถึงตาย นักเล่านิทานสาธยายรสชาติสนุกสนานกลั่นข้น ออกท่าออกทาง มีดปลิวหลุดลอดง่ามนิ้วไปปักเข้าตาหนึ่งในคนหนีตายไฟลุกท่วมหลัง บัญญัติปัญญานิ่มนั่นอาจสะบั้นขาดไปแล้วในตอนนี้ สีม่วงในเชิงกายภาพกลายสถานะเป็นของถูก แต่เรายังนิยมชมชอบเส้นแบ่งอยู่ เส้นแบ่งฐานะ เส้นแบ่งอำนาจ เส้นแบ่งศีลธรรม เส้นแบ่งสิทธิตัวตน 


    เราหันหัวตามทิศคนส่วนใหญ่โดยไม่ไตร่ตรองตั้งคำถามมาเป็นร้อยปี มีฝูงคุ้มกะลาหัวปลอดภัยเสมอ แต่แท้จริงแล้วเราคืออะไรกันล่ะ ? สังคมที่คอยอวดดีตัดสิน ถูกต้องจริงแท้หรือแค่เห่าตามเสียงที่ดังกว่า ? คำโกหกที่เชื่อต่อกันมาสุดท้ายจะเป็นจริง ? มนุษย์พึ่งฝูง อาเธอร์ มีระบบชนชั้นศักดินาเพื่อขีดเส้นแบ่งอีกร้อยพัน และเราก็ยิ่งแบ่งหนักขึ้นเมื่อมีฝูง ผมอยากจะเป็นอิสระจากเส้นเหล่านั้น อยากหลุดพ้นจากระบบฟอนเฟะ อยากดูมันมอดไหม้ ถ้อยคำพ่นโพล่งรัวเร็วรวดเดียว แทบไม่หายใจ อาเธอร์พบว่าแม้ตัวเองจะไม่เข้าใจทั้งหมด เขาก็ถูกน้ำเสียงแมวครวญฟอดฟ่อตรึงแน่นอยู่ดี ไม่ใช่แค่สีม่วงที่เป็นของพวกเราตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ทุกอย่างเป็นของเรา สังคมกำลังพยายามปล้นกรรมสิทธิ์อันเป็นของเราออกไป ผมจะไม่ยอมหมดตัวเพียงเพราะกฏที่ใครหน้าไหนไม่รู้หน้าด้านตราขึ้นเพื่อลิดรอนทรัพย์ที่เราควรจะมี 


    หน้าเลื่อนใกล้จนอีกเพียงสองสามมิลปลายจมูกคงชนกัน แก้วสีน้ำตาลแพรวพราววาววับยากจะบอกได้ว่าควรอุปมากับสิ่งใด น้ำตาลเข้มสบจัดชัดเจนจนไม่รู้จะมองไปตรงไหน ราวกับบานประตูสู่อเวจีเปิดค้างอ้าบาน นรกมืดทึบลึกล้ำ ปราศจากไฟทว่าแผดไหม้ ว่างเปล่าและล้นปรี่ สถานที่แห่งความทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์และทะเลอันขุ่นคลั่กด้วยความชื่นชมยินดี 


    เสรีในฐานะสิ่งมีชีวิต ถ้าผมจะเลิกแสร้งว่าตัวเองเกิดมาเพื่อธำรงชีพเยี่ยงอารยชน แล้วมันจะทำไม


    มีดปลิวปักนิ้วเท้านายตำรวจโชคร้ายรายหนึ่ง อาเธอร์ได้แต่กระพริบตาปริบมองคนปา ไม่มีสติแม้แต่จะเค้นคำว่าอย่างนี้นี่เองตอบรับไม่ให้ผู้บรรยายเสียน้ำใจ


    เปลือกตาหรี่ปรือหลังทวนคำความจากอดีตสิ้นเสร็จ ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้ากลับมาเป็นถนนเปล่าเปลี่ยวเหม็นขยะอีกครั้ง 


    พึงระลึกไว้เสมอว่าเด็กที่ปาฐกถาเรื่องสีม่วงเป็นตุเป็นตะก็คือคนเดียวกับที่เล่นมุกตัดมือ คนเดียวกับหมอกำมะลอที่อุตส่าห์ระเบิดอาร์คัมเสตทเพื่อพาเขาออกมา 


    เห็นได้ชัดว่าบางครั้งคนวิเศษอัศจรรย์ก็วิเศษอัศจรรย์ได้อีก


    สมมุติว่าพวกเขาเจอกันเร็วกว่านี้สักสี่ห้าปี จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างนะ อาเธอร์พบว่าตัวเองตั้งคำถามบ่อยเหลือเกินตั้งแต่มีฮีธเข้ามาในชีวิต อิทธิพลของอีกฝ่ายอาจไม่ใช่การกระชากฟางเส้นสุดท้ายของชาวก็อตแธมอย่างก้าวร้าวไร้ปราณี เรียกว่ากระตุ้นให้ถามดีกว่า หลายประเด็นคือหมวดข้อสงสัยที่เขาจะไม่มีทางคิดไปถึงด้วยตัวเองเด็ดขาด ก็เขาจะครุ่นคิดเรื่องประวัติศาสตร์กับความเป็นมาของศาสนาประจำเผ่าทำไม เกร็ดว่าด้วยจุดกำเนิดปรัชญายุคแรกไม่เห็นมีประโยชน์กับตัวเลขเงินเก็บอันขัดสนตรงไหน แม่เขาไม่สามารถอิ่มท้องจากการกินแนวคิดสัจนิยม กระนั้นคนที่มีแนวโน้มจะทำทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นหัวไปหมดอย่างฮีธกลับบรรจุข้อความทั้งหมดจากหอสมุดลอนดอนไว้ เขาใช้คำพูดผ่อนคลายฟังง่ายสุ่มประเด็น ถ้าอาเธอร์ต่อบทสนทนานานพอ ยอมคว้ามือที่แบอ้าไร้พิษภัย รู้ตัวอีกทีเขาจะถูกกับดักรัดแน่น แล้วฮีธก็จะฉุดเขาลงไปสู่ดงคติที่ลึกขึ้น ลึกขึ้น บ่อยครั้งก็ลึกเกินรับถึงขั้นหายใจไม่ออก เขานึกผิดหวังในตัวเองอยู่เหมือนกันที่ไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดที่มีฮีธรอรับอยู่ได้ กลายเป็นยิ่งทำความรู้จัก ตัวตนของฝ่ายตรงข้ามยิ่งกว้างใหญ่ไพศาล เร้นลึก ปราศจากขอบเขต ไร้จุดจบ อย่างกับบันไดเพนโรสผสมง่ามบลิเวท (ฮีธพูดเรื่องนี้ให้ฟังระหว่างต่อระเบิด) คนประเภทที่เมื่อเราลำพองใจว่ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา แต่ความจริงกลับถีบประตูเข้ามาหัวเราะใส่หน้า ด่าว่าไอ้โง่เอ้ย แกไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเดียว


    สมมุติว่าพวกเขาเจอกันเร็วกว่านี้สักสี่ห้าปี อาเธอร์อาจไม่มีวันรู้จักฮีธในแบบที่เป็นอยู่ และอีกฝ่ายก็คงมองเขาไม่ต่างอะไรกับเศษฝุ่นบนส้นรองเท้า


    อาจเพราะเขาติดอยู่ในห้วงคำนึงนานเกินรับ เด็กหนุ่มจึงหยุดฝีเท้าทดสอบสติสัมปัชชัญญะว่าเขาจะลอยละล่องไปล่วงหน้าคนเดียวหรือหยุดพร้อมกัน ซึ่งก็ได้ผล เนื่องจากพออาเธอร์เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอเหม่อแล้วรีบหันซ้ายหันขวาหาคนข้างตัว กลับพบว่าอีกฝ่ายยืนกอดอกเลิกคิ้วห่างออกไปข้างหลังประมาณสี่ช่วงแขน


    แทนการตั้งคำถามกระอักกระอ่วนชวนอับอาย ฮีธกลับเลือกก้าวมายืนตำแหน่งเดียวกับเขาเพื่อกล่าว "คุณมีความหลังอะไรกับชื่อฮีธหรือเปล่า ทำไมตั้งชื่อนี้ให้ผม" พลางยกอารมณ์สนอกสนใจจริงจังมาแขวนเกี่ยว เขาน่าจะชินกับการโยกย้ายเรื่องคุยไม่มีปีมีขลุ่ยแบบนี้ได้แล้ว มันดีตรงที่, อีกฝ่ายเป็นมนุษย์คนแรกและคงจะคนเดียวที่พิจารณาว่าความคิดเห็นของเขามีคุณค่าสมควรนำมาใส่ใจ ฮีธชอบตีแผ่ทัศนคติ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ฟังชั้นยอด รายละเอียดยิบย่อยบางประการที่ปรากฏยามสายตากวาดผ่านบ่งให้ทราบชัดว่าต่อให้อาเธอร์จะเพ้อพล่ามเรื่องงี่เง่าปัญญาอ่อนขนาดที่ว่าถึงเป็นประธานาธิบดีที่ผิวหนังส่วนใบหน้าหนาด้านที่สุดในทวีปก็ยังต้องอายแทน ฮีธก็ยังปรารถนาจะกระเดือกกลืนทุกคำพูดของเขาอย่างกระหายเสมอ 


    ก่อนถักทอถ้อยคำ เขาสูดควันจากมวนบุหรี่เข้าลึกถึงขั้วปอด อาการประหม่าโทษตัวเองเริ่มกลับมาทีละเสี้ยวส่วน เพราะอาเธอร์ไม่ค่อยมีโอกาสอธิบายตัวเองกับใคร สิ่งที่อยู่ในใจส่วนใหญ่จึงมีสถานะของก้อนขยุกขยุย เขาอาจจะได้สื่อสารมากกว่าเดิมยามอยู่กับสาริกาลิ้นทองอย่างฮีธ แต่มันก็ยังอยู่ในขั้นตอนฝึกซ้อม


    "ทำไม ไม่ชอบเหรอ"


    เสมือนหนึ่งมีโปรแกรมสนทนาอัตโนมัติรุ่นพิเศษติดตั้งไว้ เด็กหนุ่มต่อคำรัวเร็วราวทำนายทุกย่างก้าวของอาเธอร์ไว้อยู่แล้ว ไม่แน่อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ ถ้าฮีธคือห้องสมุด เขาก็คือเศษกระดาษที่ไม่มีเล่ห์กลใดแฝงให้เดาเลย เขาไม่ใช่บ่อน้ำที่ลึกเกินหยั่งถึงสักเท่าไหร่ด้วย


    "เปล่า ผมแค่เชื่อว่าทุกอย่างมีเรื่องราวเบื้องหลัง เจ อาร์. อาร์. โทลคีนยังเขียนหนังสือแยกให้กิ่งไม้ทุกกิ่งเลย"


    ใครอีกล่ะนั่น อาเธอร์มองเขาอย่างตัดสิน ฮีธจึงรีบรวบรัด "แค่คำเปรียบน่ะ"


    ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่แล้ว เขาหันมาจ้องคนอายุน้อยกว่าเต็มสองตา จะเป็นอย่างไรหากอีกฝ่ายเกลียดชื่อที่เขาตั้งให้ซึ่งห้ามได้ที่ไหน อาเธอร์ยกมือกอดอกปกป้องตัวเอง ทำทีไม่ยี่หระ เอาสิ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว เขารู้แก่ใจว่าตัวเองทำอะไรก็ออกมาเหลวเละห่วยแตก เรื่องปกติไม่ใช่หรือ ชินกับความล้มเหลวได้สักทีอาเธอร์ แม้จะคิดปลอบตัวเองเป็นระวิงทว่าใจเขากลับสั่นสะเทือนรุนแรงอย่างน่าโมโห นั่นสิ คนที่อ่านหนังสือนับพัน พบเจอสิ่งอัศจรรย์พลิกผ่านหน้ากระดาษไหนจะยังตัวละครชื่อซับซ้อนอลังการจากทั่วทุกมุมโลก แต่ละอย่างที่อีกฝ่ายพูดมาทำเขาขมวดคิ้วตาค้างแกมสงสัยว่าที่ผ่านมาเขาเคยเรียนหนังสือบ้างหรือเปล่ามานับครั้งไม่ถ้วน ราชาที่มีศาสตร์ของโลกทั้งใบอยู่ในกำมือจะไปพอใจกับถ้อยคำคนเขลาได้อย่างไร 


    อ้อมแขนรอบอกกระชับรัดแน่นขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว สมองอับสารพิษชอกช้ำตำบอนไปด้วยรอยกระหน่ำทุบตีจากวัยเยาว์ก็มีปัญญาคิดได้เท่านี้ อาเธอร์กระตุกหมวกฮู้ดคลุมถึงปลายจมูก เป็นความอุตสาหะอันล้มเหลวที่จะปกปิดอาการหลุกหลิกเลิ่กลั่กที่ประกาศชัดทางภาษากาย เขานึกขอบคุณฮีธที่คงสังเกตเห็นแน่นอนแต่ไม่ทัก นี่เป็นหนึ่งในปกิณกคดีหมวดคุณสมบัติที่ทำให้ฮีธเปรียบดังแสงทองส่องโลกาที่อาเธอร์แอบทดไว้ในใจ นับวันบันทึกดังกล่าวยิ่งหนาปึ้ก กว้างยาวเท่าหลังคาเวย์นฮอลล์ ตัวอักษรที่ใช้เขียนมีขนาดเท่าจุดบนตัวไอ


    "นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะสารภาพความจริงแล้วนะ หมาแมวต่อต้านไม่ได้ต่อให้มันจะต้องถูกเรียกว่าไอ้ด่างไปตลอดชีวิต แต่เธอสื่อสารกับฉันได้ ถ้าไม่ชอบก็แค่บอก จะเปลี่ยนให้ หรือเลือกเองก็ได้"


    นอกเหนือจากเซนส์มุกตลกเหนือความเข้าใจมนุษย์เดินดิน การปรุงพิษฤทธิ์แรงแล้วดวดเองเสร็จสรรพอาจจัดเป็นหนึ่งในพรรสวรรค์ที่แอบซ่อนไว้ของอาเธอร์ เพื่อนร่วมทางเบิกตากว้างมากๆ จ้องมองเสมือนเพิ่งเคยเห็นโฮโมเซเปียนส์สายพันธุ์อาเธอร์ เฟล็กเป็นครั้งแรกตั้งแต่จักรวาลถือกำเนิดจากบิ๊กแบง ในหัวของอีกฝ่ายคงจะหมุนติ้วแบบเดียวกับที่ทอร์เนโดสติแตกจะทำกับอารยธรรมมนุษย์ที่นับวันยิ่งเจริญเกินหน้าเกินตา เขายกมือลูบจมูก นิ้วกางกว้างครอบหน้าบาก นัยน์ตาสีน้ำมันดินสะท้อนใบหน้าฝืดเฝือของอาเธอร์ ติดแน่นไม่ยอมหันหนี


    "ถ้าเป็นคุณล่ะก็ ผมยอมชื่อรัมเพิลสติลสกินส์เลย" 


    อะไรนะขออีกที


    ถ้าจะมีอะไรส่อแสดงแจ้งชัดไปกว่าวลี อะไรนะ อะไรนะ อะไรนะ พิมพ์หนาแปะติดหน้าผากคนรับสาสน์ สิ่งนั้นย่อมเป็นป้ายโฆษณาหาเสียงของโทมัส เวย์นที่มองผ่านแว่นขยายซ้อนกล้องจุลทรรศน์ อดีตนิรนามอาจไม่ได้แตะต้องตัวอาเธอร์แม้ปลายก้อย ทว่าน้ำเสียงที่ใช้พูดทำเขาเห็นนิมิตอีกฝ่ายเดินมาจับไหล่เขย่าหัวคลอนปานขวดซอสมะเขือเทศ เหมือนชายหนุ่มกัดฟันอดกลั้นกับอาการน้อยใจไม่เข้าท่าของหญิงคนรัก


    "ผมไม่ได้เกลียดสักหน่อย แค่อยากรู้เอง นี่เป็นชื่อแรกที่ผมเคยมีนะอาเธอร์ พ่อแม่ผมยังไม่แคร์เลย แต่คุณมอบชื่อให้ผม คุณมอบตัวตนทั้งชีวิตให้ผมเลยนะ ผมอยากรู้ก็ปกติไม่ใช่เหรอ"


    ภูเขาไฟที่มองไม่เห็นปะทุดังลั่นใส่นิ้วเท้า แผ่ไอร้อนวาบเผาถึงปลายประสาท นอกเหนือจากทักษะการหยิบฉวยช่องว่างมาสร้างบรรยากาศที่ทำให้ตนได้เปรียบ ความเชี่ยวชาญแตกฉานทางด้านดินปืนก็เป็นหนึ่งในพรสวรรค์ที่เปิดเผยของฮีธ โดยเฉพาะระเบิด ทั้งในแง่ตรงตามตัวอักษรและอุปมาอุปไมย กว่าจะได้มีเวลารวบรวมสติสำรวจตัวเองในกระจก ร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยชนวนระเบิดที่อีกฝ่ายนำมาผูกไว้ตอนไหนก็ไม่รู้เต็มไปหมด ซํ้ายังคอยลั่นสวิตช์กดเอากดเอาตามใจชอบจนเขาลุกไหม้แดงแจ๋ อาเธอร์ดูกระอักกระอ่วนปนขวยเขินขึ้นมาทันใด เหมือนยังไม่พร้อมจะรับภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่อย่างมอบตัวตนอะไรประมาณนั้น คนอายุมากกว่างึมงำบางอย่างที่จุดยิ้มปราศจากความนัยแฝงทาบทั่วริ้วแผลเป็น มืออุ่นๆ ฉวยมือเย็นๆ เข้าไปกุม ความต่างของอุณหภูมิมากพอจะทำให้สะดุ้งหากไม่ตั้งตัว แต่อาเธอร์คาดหมายไว้ก่อนแล้ว ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเพราะเขาแบมือค้างรอรับสัมผัสตั้งแต่ตอนฝ่ายตรงข้ามแค่กระตุกแขน ครู่เดียวความร้อนก็ถ่ายเททั่วมือสองข้างที่ทุกนิ้วสอดประสานกัน 


    เดี๋ยวค่อยถามว่ารัมเพิลสติลสกินส์คืออะไรทีหลัง


    อยากจะสร้างเรื่องสร้างราวอัศจรรย์พันลึกประเภทเดียวกับที่จะพบเจอได้ตามหน้าหนังสือวรรณกรรมขายดีให้อยู่หรอก หมวดที่เขาไม่เคยคิดเฉียดใกล้ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน อนาคต หลังอึกอักเนิ่นนาน อาเธอร์ทำได้แค่เล่าความจริงแบบกระอักกระอ่วน  "ฉันแค่ชอบคำนี้เฉยๆ เคยเห็นในพจนานุกรมที่โรงเรียน นานมาแล้ว.. คือฉันเรียนไม่จบน่ะ โรงเรียนมันห่วยแตก.. ฉันเลย.. ไม่ค่อย.." เขาดูอับอาย พยายามจะรัววาจารวดเร็วรวบรัดที่สุดเพื่อที่จะได้รีบจบ ไม่ก็พยายามให้ฮีธฟังไม่ทันโดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับการโกหก แต่อาการติดขัดมาถูกจังหวะ ยิ่งทำให้ทุกอย่างช้าลง ฮีธจึงฟังชัดทุกพยางค์ ถ้อยคำกลายสภาพเป็นหินกองใหญ่เท่าหนูยักษ์ที่กว่าจะสำรอกออกมาก็ยากเย็น "ในบรรดาศัพท์ทั้งหมดที่โดนสั่งเฆี่ยนให้คัดจนกว่าจะถูก ฉันจำได้แค่คำว่าฮีธ ตอนออกเสียง.. ฉันชอบตอนที่ลิ้นแตะกับฟันบนตอนท้ายคำ" เขากระชากมือคืนมากอดตัวเองแน่นขึ้น แน่นขึ้น รวบแขนจนแทบจะพันรอบเอวผอมแห้งได้สองรอบ "ฉันอยากให้เธอมีชื่อที่ฉันจะไม่สะกดผิด"


    ความกล้าที่ตั้งใจว่าจะหันไปสบตาเด็กหนุ่มอย่างท้าทายว่าหัวเราะฉันสิมลายหายไปทันทีที่ฮีธส่งเสียงคล้ายสูดหายใจเฮือกในลำคอแค่ทีเดียว คลื่นสงัดกัดกินบรรยากาศจนผุกร่อน หนูสี่ตัวกัดคอกันจี๊ดจ๊าดผ่านไปเป็นฉากประกอบ อาเธอร์ตั้งท่าจะเดินหนีไปให้ไวที่สุด แต่ก็ทำได้แค่ตั้งท่า ประกายวูบวาบบนใบหน้าฮีธตรึงเขาไว้กับที่ทุกสัดส่วน ริมฝีปากที่กล่าวคำประหัตประหารเขาให้ตายคาลิ้นได้อ้าขึ้น แล้วก็หุบ แล้วก็อ้า แล้วก็หุบอีก


    เจ้าหนูแย่งมือไปจับไว้เหมือนเดิม อาเธอร์แข็งใจขืนไว้ไม่สำเร็จ แววตาไม่ละไม่จากเขา ไม่เลยแม้สักวินาทีเดียว ราวกับร่างกายแต่ละส่วนของฮีธมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ต่างแบ่งสันปันส่วนหน้าที่ และมีจุดหมายเดียวกันคือทำอย่างไรก็ได้ให้อาเธอร์ไม่หนีจากไปไหน 


    “ผมดีใจที่ชื่อฮีธ” ครุ่นคิดพิจารณา ก่อนจะเสริมอย่างมั่นอกมั่นใจ “โฮ่ง”


    พวกเขามองหน้ากันเนิ่นนาน นานจนคิดว่าฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าคงวนมาถึงก่อนที่ใครสักคนจะทันพูดอะไรออกมา ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เจ้าหมาจะตัดสินใจเรียกวาจากู้สถานการณ์ อาเธอร์ก็เม้มปากกลั้นยิ้ม ส่ายหน้า พยักหน้า ส่ายหน้า แล้วพยักหน้าเชื่องช้าแทนคำตอบสุดท้ายต่อคำถามที่ไม่มีอยู่จริง ฮีธแค่กุมมือเขาให้แน่นขึ้นเหมือนกลัวว่าจังหวะใดจังหวะหนึ่ง อาเธอร์จะดึงคืนไปกอดอกปกป้องตัวเอง ก็จะทำแบบนั้นทำไม เด็กหนุ่มพร้อมปกป้องเขาอยู่แล้ว


    ไม่รู้อะไรเสียเลย เธอมันแมวต่างหากเล่า อาเธอร์คิด แต่ก็แสดงออกว่าคล้อยตามโดยเอื้อมมือขึ้นไปลูบศีรษะนุ่มฟูแทนก้มเกาคาง







    โค้ทรัสเซียตัวนั้นสวยกว่าชุดสุภาพบุรุษอเมริกันที่เคยเห็นแขวนเรียงเป็นตับหน้าร้านผ้าริมถนนใหญ่ ฝีมือช่างตัดเย็บแดนหนาวนี่ประมาทไม่ได้ ขอบเล็บประณีต เก็บด้ายเนี้ยบกริบ จับขยี้แล้วต้องออกปากว่าประทับใจที่แม้เนื้อผ้าจะหนาแต่กลับสวมง่าย ระบายอากาศดี เรื่องเยี่ยมที่สุดในบรรดารายละเอียดเหนือชั้นที่เขาเข้าไม่ถึงคือฮีธชอบมัน เด็กหนุ่มสง่าผึ่งผายยามพาร่างที่กำลังเติบโตเข้าสู่อ้อมกอดสีม่วง ขนาดพอดีเป๊ะ ไม่หลวมโพรกหรือคับแน่น อาเธอร์ยืนเอานิ้วชี้อังร่องระหว่างกลีบปากล่างแลปลายคางพร้อมมุมปากยกยิ้มเอ็นออกเอ็นดูกับภาพมิสเตอร์เจรีดเค้นความอดกลั้นทั้งหมดที่มีมาสงวนกริยาไม่ให้เผลอลิงโลดเกินงาม ถึงจะต้องบอกว่าการเดินไปเดินมารอบโกดังกรุ่นกลิ่นหินเหล็กไฟไม่ได้สุขุมไปกว่ากันเท่าไหร่ก็เถอะ เอาเป็นว่าเจ้าหนูชอบ ดีแล้ว ฮีธดูสมกับเป็นเด็กวัยรุ่นที่สุดก็ตอนดีใจนี่แหละ

    กล่องเล็กพอดีมือถูกยื่นมาทางเขาเมื่อเจ้าหนูเริ่มชินกับการขยับตัวใต้โค้ทสีม่วงที่คงจะครองตำแหน่งเครื่องแบบตัวเก่งอีกนาน อาเธอร์เขย่าดู แอบสอดสายตาลอดเหมือนเด็กประถมลักลอบเปิดกล่องของขวัญก่อนคริสต์มาส ของขวัญ นี่เป็นของขวัญอย่างจริงใจชิ้นแรกในชีวิตเขา อาเธอร์ละล่ำละลักบอกฮีธที่เปลี่ยนมาสลับบทยิ้มมองเอ็นดู เขาได้แต่เร่งเร้าให้ตัวตลกสูทแดงเปิดกล่องเสียทีเมื่ออาเธอร์เอาแต่คร่ำเคร่งแงะริบบิ้นจากทุกมุมอย่างทะนุถนอมประหนึ่งวัสดุที่ใช้ถักหล่อจากแก้ว เนคไทสีแดงสดนอนนิ่ง สวยโดดเด่นในกล่องกำมะหยี่สีดำ

    "มานี่ ผมผูกให้"

    อดดีใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายไม่เสียเวลาถามว่าเขารู้ไหมว่าควรทำอะไรกับเจ้าสิ่งสวยงามจิ๋วๆ นี่ แต่ยืดอกกระตือรือร้นอาสาจะช่วยเหลือ อาเธอร์ยืนประสานมือระดับหน้าท้อง เกร็งจัดเหมือนทหารบ้านนอกที่บังเอิญรอดชีวิตคนสุดท้ายจากสงครามกลางเมือง และคนทั้งประเทศกำลังสรรเสริญเขา อีกทั้งยังได้รับเหรียญกล้าหาญจากมือประธานาธิบดีสหรัฐ พวกเขาสองคนแลกรอยยิ้มแบบเด็กน้อยที่เพิ่งผ่านคริสต์มาสที่ดีที่สุดในชีวิตแก่กัน

    กองปืน ระเบิด สารพันอาวุธกองเกลื่อนบนพื้น ฮีธโพล่งถามขึ้นมาระหว่างอาเธอร์กำลังปักหลักนั่งทับลังไม้ ง่วนกับสิ่งที่เด็กหนุ่มเรียกว่าของเล่นใหม่

    “คุณยังเขียนบันทึกประจำวันอยู่หรือเปล่า”


    ประโยคจุดขึ้นไร้สัญญาณเตือน หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงมองข้ามความสำคัญของตัวเองโดยการมองซ้ายขวาเผื่อหินสนทนาจะถูกโยนให้คนอื่นที่ไม่ใช่เขา แต่เดี๋ยวนี้เขาแค่เอื้อมรับไว้


    "บันทึกเหรอ" อาเธอร์รำพึงเบาหวิว ลอยลิ่วไปไกลลิบราวกับกำลังมองตรงไปในช่องว่างเล็กๆ ที่อดีตอ้าแง้ม เงยหน้าขึ้นจากกระบอกปืนมันเงาที่น้ำหนักมากเกินจำเป็น เขาใช้จริงไม่ได้ เลยนั่งขัดเผื่อให้คนตรงหน้าได้ใช้แทน “ไดอารี่น่ะนะ”


    “ผมอ่านในเอกสารคนไข้ของคุณ พวกหมอชอบให้คุณเขียนจังนะ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางอารมณ์ เฝ้าสังเกตการณ์เพื่อเอื้อแก่การเยียวยา โน่นนี่นั่น ผมอยากอ่านบ้าง ให้ผมอ่านได้ไหม” หมอนั่นพ่นโพล่งออกมารัวเร็วรวดเดียวจบแบบไม่กระดากอายเลยสักนิดที่มาขอดูเรื่องส่วนตัวคนอื่นเขาโต้งๆ เหมือนตาลุงท่าทางเรียบร้อยแต่ดันสะกิดถามสีกางเกงในสาวมัธยมหน้าตาเฉย น่าจะจำได้จากตอนบุกมาหาเขาที่โรงพยาบาล ที่อ่านเอกสารนั่นอ่านจริงสินะ ไม่ได้แกล้งทำ


    เขาไม่สบายใจเมื่อนึกถึงตัวเอง พยายามเลี่ยง “ไม่มีแล้ว น่าจะหาย”


    “คือผมไปเจอมา” เด็กหนุ่มชูสมุดโน้ตสภาพกรำศึกผจญสงครามขึ้น ปกยุ่ยยับลอกล่อน น่าจะเคยผ่านทุกสภาพอากาศ “อ่านไปนิดนึงก็คิดว่าเหมือนคุณเขียน ผมก็เลยมาขอก่อน”


    “อ่านไปเท่าไหร่แล้ว”


    “สามสี่หน้า” ฮีธแทบไม่หายใจ “คุณสะกด ‘สังเกตุการณ์’ ได้มีเอกลักษณ์ดี ผมเข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงใช้ ‘มนุษย์หมาป่า’ ในรูปคำกริยา” เขาทำทีแตะอกยอมรับเคร่งขรึม


    “มันเป็นเรื่องส่วนตัว” อาเธอร์ฮึดฮัด คว้าบันทึกกลับมาม้วนรวบเป็นปล้อง จับตีไหล่เจ้าหนูเบาๆ หลายที “ไม่มีมารยาทเลย”


    ฮีธกระพรือขนตาขึ้นฟ้าอย่างใสซื่อที่สุด “ขอโทษ ผมมันไอ้ชั่วสันดานหยาบ”


    ปล่อยให้เสียงหายใจดังที่สุดไปสักพัก ฮีธก็เดินมานั่งชิดเขา


    “ผมเสียใจ”


    “หือ ? ไม่หรอก จริงๆ ไม่ได้โกรธขนาดนั้น—”


    “เรื่องที่เกิดกับคุณน่ะ” เขาพ่นแต่ละคำออกมาช้าๆ เหมือนอักษรสำคัญล้วนหนืดเหนียวด้วยกาว “ทั้งหมดเลย”


    เงียบไปชั่วอึดใจ อาเธอร์พบว่ามือตัวเองสั่นระริกรอบสมุดที่ม้วนแน่น


    "ไม่ได้อ่านแค่สามสี่หน้าใช่ไหม"


    ฮีธไม่ตอบ


    อาเธอร์คลายมืจากสมุดที่แปรสภาพเป็นก้อนกระดาษยู่ยี่ จงใจเบือนหน้าหนีตัวอักษรที่แลบให้เห็น


    “ฉันไม่อยากให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้หรอกนะ” 


    “ไม่อยากเลย”


    “ผมรู้”


    “ฉันเกลียดที่ตัวเองมันไร้ค่า ไร้ความหมายเหมือนกันนั่นแหละ ฉันเกลียดที่ตัวเองมันน่าเกลียด สมควรถูกเกลียด ฉันเกลียดที่ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอะไรได้เลย.. ฉันเกลียดจริงๆ เกลียดทุกอย่าง— !” ลมหายใจคนพูดสะดุดถูกเวลา อาการที่ห่างหายไปเนิ่นนานกลับเผยโฉมอีกครั้ง ตอกย้ำว่าไม่ได้ไปไหน เป็นชิ้นส่วนน่าเกลียดที่ยังคงอยู่


    น้ำตาไหลปนกับเสียงหัวเราะที่คล้ายการสะอึก ลมหายใจสูดเฮือกลงคอ ฮีธแค่นั่งยองมองเขา กุมมือเย็นเฉียบสองข้างไว้ด้วยอวัยวะเดียวกันที่ใหญ่ กระด้างและร้อนจัด ตลอดกันนั้นเขาได้ยินเสียงมนุษย์คนเดียวในโลกที่ใส่ใจความเป็นไปของเขาคลอมา


    “ไม่เป็นไรนะ” เจ้าหนูกระซิบนิ่มนวล “ไม่เป็นไร ผมอยู่นี่”








    ค่ำนั้นหิมะตกหนัก ต้นหญ้าตามเซ็นทรัลปาร์คแข็งกรอบ เพราะจำต้องเบียดตัวกอดก่ายกันแน่นกว่าปกติเลยมีความเป็นไปได้ว่าอาเธอร์จะสับสนนิยามของความใกล้ชิดทางกายและทางใจ ลดกำแพงทั้งมวลลงจนถึงจุดที่เขายอมเปิดปากเล่าเรื่องคนรักเพนนีให้ฮีธฟัง วีรกรรมที่เคยทำ หม้อทำความร้อน หมัด เชือก ท่อนไม้ ฮีธดูราวกับตัวพองหนักขึ้นระหว่างที่เขาเล่าไปด้วยน้ำเสียงประหลาดใจที่ตัวเองไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คาด ภูเขาไฟย้ายตำแหน่งจากตัวเขาไปสถิตในใจฮีธ แม้จะด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงก็เถอะ จะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้แต่เขาชอบที่ฮีธโกรธเพื่อเขา จึงเล่า เล่า เล่า แอบใส่รายละเอียดเกินจริงไปนิดหน่อยด้วย สามวันถัดมาเขาตื่นมาแต่เช้าเพื่อพบว่าที่่นอนข้างกายว่างเปล่า พอแตกตื่นตามหาก็ไปเห็นยืนกอดอกหน้าถมึงทึงอยู่กับแนวตึกอันไหม้ยับ ไร้แววบันเทิงเหมือนอย่างเคย อาเธอร์ยืนเงียบๆ รอจนอีกฝ่ายหันมาเจอเขา ยิ้มประหลาดวาดผ่านหน้าขณะโจ๊กเกอร์ผายมือองศาเดียวกับอาเธอร์เมื่อวันที่แฟรงคลินตาย "แด่พ่อแม่สารเลวพันคู่ทั่วก็อตแธม" อาเธอร์ฟังแล้วอยากตอบแฝงนัยลึกลับบ้าง เพราะอีกฝ่ายดูชื่นชมเขาในมุมนั้น แต่อาเธอร์ตรงนี้เป็นแค่อาเธอร์ ไม่ใช่พระเจ้าบนหิ้งบูชาใคร สิ่งที่เขาขีดเค้นออกไปทั้งน้ำตาได้มีแค่ "ขอบคุณ"







    เขาไม่กล้าถามอายุฮีธเพราะกลัว กลัวจะรู้ว่าตัวเองอายุมากขนาดไหน ทุกครั้งที่เห็นต้นอ่อนแทงยอดขึ้นตามผิวดินที่เคยมีไฟไหม้ เขาจะรู้สึกแก่ชรา แก่ชราลงจนสูญสลายพร้อมลมหนาวอันนุ่มนวล ความจริงตามจิกทึ้งตัวเขาอยู่แทบตลอดเวลาหากเผลอตัวผ่อนคลายเกินไป รอยย่นริ้วใหม่ระบาดทั่วตารางผิว ใต้ตาลึกโหลซูบซีด กระดูกซี่โครงปูดชัด น้ำย่อยขมเขียวรังแต่จะขย้อนอาหารชนิดใดก็ตามที่เหนียวกว่าข้าวต้ม จุดช้ำกระจัดกระจาย ถึงกับมัวมึนเห็นสีขาวเส้นเล็กแทรกผ่านไรผม เขาดูราวกับซากศพคนเฒ่าที่สำลักคลื่นแห่งความสิ้นหวังจรดลมหายใจสุดท้ายหลุดลอย ขยะแขยง สังขารช่างน่าขยะแขยง น่าขนพองสยองเกล้า


    มีเพียงสายตาของฮีธเท่านั้นที่ยังมั่นคงยืนยงไม่ผันแปรตามกาลเวลา เด็กหนุ่มกำลังจะผ่านล่วงสู่ชายหนุ่ม สูงขึ้นสองสามนิ้ว แข็งแรงสมบูรณ์ กระนั้นสายตารักใคร่ศรัทธาที่ฮีธใช้มองเขาเสมอก็ไม่เปลี่ยน มันทำให้เขารู้สึกมั่นคงเสมือนดำรงสภาพอมตะนิรันดร์กาล อาเธอร์ยังเกลียดภาพสะท้อนในกระจกอยู่ แต่เมื่อลองมองผ่านสายตาของเจ้าหนู เขาก็เกือบจะถึงขั้นชอบตัวเอง


    ตราบใดที่ยังมีเด็กคนนี้อยู่ กาลเวลาล้วนไร้ความหมาย 


    ขอแค่มีฮีธอยู่ก็พอ


    ไม่ใช่แค่ฮีธฝ่ายเดียวที่ชอบลืมตาตื่นมองเขายามหลับ เขาเองก็เคยตาค้างจ้องแผ่นหลังกว้างของเด็กหนุ่มเกือบค่อนคืนเหมือนกัน เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป จะไม่มีอยู่จริง จะเป็นภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นและทั้งหมดนี่เกิดในหัวเขา เขากลัวว่าฮีธจะหายไป บางครั้งเขาเอื้อมมือแตะกระดูกหลัง ลากไล้ตามเนื้อผ้าของคนอายุน้อยกว่า หากฝ่ายนั้นรู้ตัวก็จะเอื้อมจากข้างหน้ามาคว้ามือเขาไว้ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงนึกเสียใจ เกรงใจ เศร้าที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนกังวลเพราะตัวเอง ซึ่งในที่นี้คือรบกวนไม่ให้คนร่วมเตียงได้นอนอย่างสงบ แต่ตอนนี้เขาทำแค่กระชับมือข้างที่สอดนิ้วประสานกันให้แน่นขึ้น แน่นเท่าที่จะแน่นได้ ราวกับขั้วชีวิตเขาขึ้นอยู่กับความมั่นคงของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างกัน 


    เขาดีใจที่มีฮีธ จนเขาสงสัยว่าตัวเองเคยรู้สึกดีกับการมีใครเข้ามาในชีวิตเท่านี้หรือเปล่า 


    คำตอบอาจบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเขาในอดีตและเส้นทางในอนาคต แต่คำตอบชัดในตัวเอง 


    ทุกครั้งเมื่อหันไปมองหาความมั่นคงในชีวิตที่อาจมาในรูปแบบของรอยยิ้มเข้าอกเข้าใจหรือแววตาเป็นประกายเลื่อมใส แววตาที่คุ้นเคยยิ่งกว่าใบหน้าแม่ เขาจะเห็นฮีธยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ว่ากำลังวุ่นวายกับการทำอย่างอื่น จุดระเบิด ชำแหละ เล่นมีด นานครั้งจะหันไปถูกจังหวะสบตา แต่ฮีธอยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนั้นเสมอ และนั่นเพียงพอแล้ว




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in