Archive Synonyms, Archive AntonymsMellifluous
For There's More ˈEntərˌprīz In Walking ˈNeikəd.



  • 1




    เดือนกว่าหลังลักพาต้นหนเพลิงจลาจลออกจากอาร์คัมสเตท พวกเขาตกลงปลงใจยึดเอาสถานีรถไฟร้างเป็นแหล่งรัง อาเธอร์ไม่อาจกลับไปที่อพาร์ทเมนท์เก่าของแม่ได้ ส่วนเด็กหนุ่มไม่มีที่ให้กลับจึงไม่มีปัญหาอะไร เขาขับรถบรรทุกที่ขโมยมาพุ่งลงทะเลสาบท่ามกลางเสียงหวีดหลงปนหัวเราะแห้งแกนของคนนั่งเบาะข้าง จากนั้นก็ตัวเปียกโชกมานั่งมองกองไฟในเตาผิงสนิมเขรอะที่อดีตเป็นช่องจำหน่ายตั๋วของสถานีท่ามกลางความเงียบที่ร่วงโรยลงมาห่มแก้หนาว เย็นวันนั้นลากยาวจนดึกดื่นไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น กระทั่งถึงตีสาม อาเธอร์เปรยแทรกจังหวะถ่านไฟปะทุว่าเขาเก่งที่อุตส่าห์หาที่แบบนี้เจอในก็อตแธม เด็กหนุ่มที่ยังสดชื่นตื่นตัวตอบไปว่าอยากทำตัวเลือกที่ซุกหัวนอนตามอารมณ์แบบโจนาธาน โฮค อีกฝ่ายพ่นขำออกมาหนึ่งที บอกว่าใครกัน ไม่เห็นรู้จัก


    คืนแรกดำเนินไปแบบนั้น สงบเสงี่ยม เรียบง่าย เขาไม่ได้เล่าให้มือสังหารพิธีกรตลกฟังว่าอีกฝ่ายมีอิทธิพลขับเคลื่อนชีวิตเขายิ่งใหญ่ขนาดไหน ตัวตนเล็กจ้อยผอมแห้งใต้สูทแดงมอบแสงสว่างเจิดจรัสเพียงใด เขาเปลี่ยนมาขนานนามอีกฝ่ายยามเข้าโบสถ์แทนร้องหาพระเจ้า เขาหลบใต้บันไดไปขีดเขียนบันทึกสิ่งที่อยากทำกับอาเธอร์ เฟล็ก ไม่ยี่หระต่อประดาแก้วจานชามที่คู่ผัวตัวเมียสารเลวเขวี้ยงใส่กัน บางครั้งเศษแจกันปลิวกระแทกขมับ แต่เขาไม่เจ็บสักนิด กระทั่งแผลใหญ่เหวอะหวะที่ริมฝีปากสองข้างยังเป็นเหมือนรอยขนนกปัดผ่าน เขากรีดเพิ่มภายหลังเพื่อให้มันสูงโค้งเหมือนรูปยิ้มด้วยซํ้า ใจเขาหมกมุ่นจดจ่อกับชายผู้ป้ายปาดสีสันสดใสบนใบหน้า สะบัดชายสูทแดง และหัวเราะได้เพราะพริ้งที่สุดในโลก เขาจัดการปาดคอพ่อขณะมันใช้ฟั่นเชือกหนาบีบรัดหลอดลมแม่แล้วเผ่นออกมาร่วมงานเฉลิมฉลองใหญ่กลางเมืองที่ถูกสีเดียวกับสูทตัวตลกย้อมอาบ แม้จะถูกผลักมาไกล แต่เขาสามารถเห็นรอยเลือดซึ่งวาดทับเป็นรอยยิ้มจรุงใจได้ชัดเจนยิ่งกว่าอนาคตตัวเอง ตัวตลกผายมือรับเสียงโห่ร้องบ้าคลั่ง หมุนกายรอบ เปลี่ยนก็อตแธมเป็นดอกไม้ไฟ


    นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เด็กหนุ่มร้องไห้เพื่อคนอื่น ร้องไห้เพื่ออาเธอร์ อีกฝ่ายช่างงดงามเหลือเกิน


    กระนั้นความในใจก็ยังคงอยู่ในที่ของมัน, ในใจ สองปีหลังก็อตแธมโหมไหม้และเขาเริ่มดำเนินการตามเป้าประสงค์จนถึงจุดที่สามารถจูงใจหมาจนตรอกกลุ่มใหญ่พอจะบุกทลายปราการที่ไม่หนาแน่นเท่าไหร่ของอาร์คัมสเตทไปชิงตัวพระเจ้าในวัยฝันของเขามาตั้งบูชาข้างตัว เขายังต้องติดต่อกับพวกนั้นสำหรับย่างก้าวถัดไป รอจังหวะเหมาะ ราดน้ำมันตรงโน้น เหยาะดินปืนตรงนี้ ทิ้งเชื้อเพลิงตรงนั้น อีกไม่นานมันก็จะพร้อมรับจุมพิตแผ่วเบาจากปลายไม้ขีดที่เขาถือครองอยู่ ธำรงชีพด้วยอาชญากรรมเล็กๆ น้อยๆ ยามข่าวโรงพยาบาลระเบิดเริ่มลดบทบาทจากใจผู้คน ตะล่อมซากเน่าให้เหม็นล้นข้นเข้ม จากนั้นก็ซมซานกลับมาหาแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาเมื่อพบว่าตัวเองกำลังจะคลั่ง


    เด็กหนุ่มตื่นลืมตามองเสี้ยวหน้าคนที่สังคมตราว่าป่วยจิตวิปลาสสลับขบกัดข้อนิ้วตัวเองจนเนื้อหลุดทุกคืนเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ฝันไป เขาคันฟันอยู่เนืองๆ เป็นทุนเดิมจึงต้องมีถุงมือหนังประจำกายไว้สามสี่คู่ มาตอนนี้เหตุผลที่สมควรสวมทับก็ยิ่งมีน้ำหนัก ช่วงแรกอาเธอร์ไม่รู้ว่าเขาได้แผลพิลึกพวกนั้นมาได้อย่างไรกระทั่งถึงคืนที่ฝ่ายนั้นแสร้งหลับตาแล้วจับได้ว่าเขาแทบจะกินนิ้วชี้ตัวเองเหมือนฮันนิบาล เลกเตอร์เวอร์ชั่นหิวโหย อาเธอร์จึงเริ่มออกไปข้างนอกบ้าง มิสเตอร์เฟล็กเก็บตัวอยู่ในห้องสถานีรถไฟมาตลอดก่อนหน้านี้ มีแต่เขาที่ออกไปฟัดฟาดกับคมเขี้ยวก็อตแธมสม่ำเสมอ ชายหนุ่มเลือกเดินเข้าร้านขายยาที่เคยใช้บริการสมัยสังคมสงเคราะห์ยังมีงบเพื่อนำกล่องปฐมพยาบาลมาปักหลักไว้ กลิ่นและยาราดแผลสดรสเลวร้ายมาก เขาจึงเลิกกัดนิ้วตัวเองไปในเวลาไม่นาน นึกแล้วเหมือนความเชื่อทางเอเชียที่คนเป็นแม่จะทาบอระเพ็ดเยิ้มยอดถันเพื่อบังคับให้ลูกที่โตเกินไปหย่านมเสียที


    “พูดอะไรไม่รู้เรื่อง”


    ชายผู้แต่งหน้าเท่าไหร่ก็เลอะคราบน้ำตามักตอบแบบนี้ยามเขาเริ่มพูดเทียบอะไรสักอย่างตามที่เคยอ่านมาจากหนังสือ แรงที่กดลงบนสำลีเช็ดแผลก็แรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


    สมัยยังอยู่กับผัวเมียสติแตกคู่นั้น เขาซุกจมูกติดหน้ากระดาษหลบหนีจากโลกแห่งความจริง ส่วนใหญ่ขโมยมาจากร้านเพราะเขาไม่มีเงินพอจะซื้อแม้แต่ที่คั่นหนังสือสักชิ้น อีกทั้งยังเคยได้ยินเจ้าของร้านเฒ่าสบถว่าส่วนใหญ่ขโมยไปขายเสียมาก หากโจรโฉดนั่นลักเพื่ออ่านก็ยินดีเปิดลานบริจาคให้เสียเลย ไม่ว่านั่นจะประชดหรือจริงจังแต่เขาก็อาศัยร้านนั้นเป็นแหล่งพักพิงยามยากอยู่เรื่อย น่าเสียดายที่พ่อเฒ่ารายดังกล่าวเสียชีวิตจากลูกหลงจลาจลในวันที่เมอร์เรย์ แฟรงคลินหัวทะลุ ร้านไหมเกรียม เขาไม่ได้อ่านหนังสือเล่มไหนอีกหลังจากนั้น แต่ความทรงจำครั้งเก่าเกี่ยวกับสิ่งที่เคยผ่านตาก็ไม่เคยซีดจางตามกาลเวลา ดังนั้นเขาจึงพอจะทำความเข้าใจกับเหตุผลที่อาเธอร์เกลียดโรงเรียนรวมถึงหนังสือได้ บางทีที่ฝ่ายนั้นชอบบอกว่าเขาพูดไม่รู้เรื่องก็คงมีสองทาง คือ ไม่รู้เรื่องจริงๆ กับรำคาญ


    อย่างไรก็ดี แค่การที่เขาไม่สามารถสนทนาปรัชญาเฉียบลึกกับอาเธอร์ได้ไม่ทำให้รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายหมองหม่นลงหรอกนะ ตรงกันข้าม ตัวตนเนื้อแท้ของอาเธอร์นั้นเรียบง่าย น่าสนใจ เหมือนสุนัขที่ถูกรุมตีจนร้าวทั้งตัวแล้วกลับมาสร้างหายนะอีกครั้งในรูปแบบวิญญาณที่ได้ทำสัญญากับซาตาน เขาที่ไม่เคยผูกสัมพันธ์กับใครมาก่อนทั้งชีวิตรับรู้กระแสความเป็นห่วงครั้งแรกจากอีกฝ่าย การถูกกังวลเพื่อ การถูกถามไถ่ ตำหนิเมื่อได้แผลและมีคนคอยใส่ใจกระบวนการเยียวยาของมันในแต่ละวัน นับเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยคุ้นแต่ก็ไม่ได้เกลียดอะไร จะบอกว่าชอบไหม ก็คิดว่ามีคำศัพท์ที่เหมาะกว่านี้ในการนิยาม ที่ประหลาดคือเขาชินกับความอ่อนโยนอย่างน่าอัศจรรย์ของอีกฝ่ายทันทีที่โดนปฏิบัติด้วยแม้จะผ่านการถูกทุบตีจากพ่อแม่มาทั้งชีวิต ประหนึ่งเขาถูกสร้างมาเพื่อรับสัมผัสแผ่วเบาของนิ้วมือที่ลากไล้ตามริ้วแผลเป็น ตอบคำถามอันเปี่ยมเต็มด้วยเจตนาอ่อนโยน หากชายสูทแดงอารมณ์ดีพอก็จะได้ฟังมุกตลกที่เหมาะกับสมองเด็กประถมด้วย เขาชินกับเรื่องเหล่านี้ ปรับตัวฉับไวง่ายดายเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตยามได้รับน้ำรับปุ๋ย


    ดอกไม้จะเบ่งบานกลางแสงแดด ต่อให้มันโดนบังคับยัดเยียดด้วยเงาถ้ำหรือถ่านคุไฟ ดอกไม้ก็ยังเกิดมาเพื่อแสงแดด ผลิกลีบแจ่มจรัสที่สุดใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เขาว่าตัวเองก็เป็นอย่างนั้น ส่วนอาเธอร์ก็คือปัจจัยที่ทำให้เขามีชีวิต


    ตั้งแต่เกิด—ขนาดคำนี้ยังดูตลก—ทารกจนเด็กชาย เด็กชายจนเด็กหนุ่ม ชีวิตเขาเปล่ากลวง ฟังดูไม่แปลกหากกำลังกล่าวถึงทารกแรกเกิด เด็กเกิดมาตัวเปล่าเล่าเปลือย ส่วนใหญ่ชีวิตดีมีอาภรณ์ที่เรียกว่า ‘ชื่อ’ ตระเตรียมไว้ให้สวม แต่นางผู้หญิงนายผู้ชายสองคนนั้นปล่อยเขาล้อนจ้อนโทงเทง เรียกบุตรชายด้วยสารพันสรรพนามอย่างคาดหวังจะให้เขาตายโหงไปโดยปราศจากความผูกพันเคล้าคราบน้ำตา ชื่อของเขาไม่เคยสำคัญในสารบบใคร บิดามารดาบังเกิดเกล้าไม่เคยคิดถึง ตัวตนต้อยต่ำกว่าสัตว์โรงเชือด ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นออกความเห็น “ถึงเธอจะบอกว่าอยากได้ชื่อ ‘โจ๊กเกอร์’ ของฉันไป แต่มันจะไม่ดีกว่าเหรอว่าถ้ามีชื่อจริงๆ” อาเธอร์เสริม “อีกอย่างนะ นั่นเมอร์เรย์ แฟรงคลินเป็นคนคิดด้วย” และเขาตอบ “ไม่เห็นเสียหาย ผมมีชื่อเยอะแยะเหมือนเสื้อผ้าในตู้มาร์ธ่า เวย์น” โดยไม่ขยับขยายรายละเอียดว่าชื่อเหล่านั้นขโมยมาจากตัวละครในหนังสืออีกที


    อาเธอร์เงียบไปครู่หนึ่ง และยามชายหนุ่มพูดคำต่อมา นามหนึ่ง นามสามัญ มอบชื่อใหม่ให้เขา เด็กหนุ่มก็รู้ว่าตัวเองมีแขนขา มีใบหน้า ดวงตา น้ำเสียง เส้นผม มีตัวตน สัมผัสถึงลมหายใจเข้าออก ปอดขยับขยาย เขารู้สึกถึงตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต และนั่นมากพอจะทำโจ๊กเกอร์น้ำตารื้น





    2




    “ตอนนี้บรูซ เวย์นอายุเท่าไหร่แล้วนะ”

    “คุณไม่เห็นเคยถามเลยว่าผมอายุเท่าไหร่”

    “ก็ ถ้ารู้อายุเธอ ฉันอาจจะต้องกลับไปทบทวนกฏหมายพรากผู้เยาว์น่ะสิ”

    “มันไม่สำคัญกับเราสักหน่อย”

    “เอาน่า หนุ่มน้อยคนนั้นโตแค่ไหนแล้ว”

    “สิบสี่หรือสิบห้ามั้งครับ แต่ขายาวยืด หน้านิ่งเป็นศพเหมือนเดิม” มีข่าวว่าเด็กคนนั้นไม่เสียน้ำตาแม้สักหยดหลังการจากไปของบิดามารดาบังเกิดเกล้า นายน้อยตระกูลเวย์นขึ้นข่าวพาดหัวตัวใหญ่ทุกครั้งที่ขยับตัวจะทำอะไร แต่ละครั้งไม่เคยยิ้ม ไม่เคยเบะปาก ไม่เคยขมวดคิ้วกรุ่นโกรธ ไม่เคยแสดงอารมณ์อะไรเลย

    จำได้ว่าอาเธอร์เคยถ่มถุยชื่อเวย์นคนพ่อออกมาราวคำหยาบ

    “จะดีกว่าหรือเปล่าถ้าเก็บเรียบทั้งครอบครัว”

    เขาลองเปรยถาม แอบเหลือบมอง

    “ไม่รู้สิ” อาเธอร์ตอบ ตัวตลกกางหนังสือพิมพ์หน้าร้านที่มีศพอวบอ้วนของคนขายนอนอืด “ยังยิ้มยากเหมือนเดิมเลยสินะ”

    โอเค เขาเกลียดเด็กนั่น





    3




    วันไหนโชคดี เขาจะเห็นอาเธอร์เต้นรำ

    ทิ้งน้ำหนักเบาหวิวลงบนปลายเท้า วางนิ้วทาบมือคู่เต้นในจินตนาการ โยกเอนท่อนแขนประสานกับลำตัว หมุนกายแช่มช้าตามทำนองเสนาะที่บรรเลงลั่นคับหู นัยน์ตาจมลึกสู่โลกที่ไม่เปิดรับใคร บ้างช้า บ้างเร็ว ตัวตลกมีวิธีเคลื่อนไหวร่างกายอ่อนช้อยชวนมองอย่างที่บอกได้ว่าคงไม่เคยเหยียบปลายนิ้วเฉียดเข้าโรงเรียนสอนลีลาศมาก่อน เพราะพวกนั้นวางกรอบจำกัดเด็กในสังกัดตั้งแต่เส้นผมยันเล็บเท้า ครูฝึกมัดผมรวบตึงจะถือแส้คอยฟาดคนที่ริอาจออกนอกกฏเกณฑ์ ในขณะที่ทุกส่วนสัดบนร่างเรือนอาเธอร์กอบก่อขึ้นจากเจตจำนงเสรี ไหลตามดนตรีโดดเดี่ยวจากเบื้องลึกของจิตวิญญาณ ท่วงทำนองเสรีชน โจ๊กเกอร์แอบเรียกอย่างนั้น

    เคยคิดว่าอาเธอร์แค่เต้นยามนึกสนุก ใจครึ้มบินไปกับบรรยากาศโหมพายุกรณีเดียวกับตอนเริงระบำบนฝากระโปรงรถแท็กซี่ แต่ปรากฏว่ามันมีกระบวนพิธีบางอย่างที่ซับซ้อนในการเต้นของอีกฝ่ายที่เขาต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการจับสังเกต กลั่นออกมาเป็นเหตุผลจับต้องได้ อธิบายถนัดปากด้วยภาษาวาจา อย่างหนึ่งคืออาเธอร์ชอบที่จะมีพื้นที่ส่วนตัวในการแสดงท่าออกทาง มือปืนขี้ใจน้อยรายนี้เลิกเขินอายที่จะสะบัดป่ายแขนขากลางสายตาฝูงชนมานานแล้ว เมื่อใดที่ดนตรีในจินตนาการเริ่มบรรเลง โลกทั้งใบก็เป็นของอาเธอร์ แต่มันก็ดีกว่าถ้ามีบริเวณเงียบสงัดสัมบูรณ์โดยแท้จริง อีกฝ่ายไม่ได้จับเข่าบ่นระบายโดยตรงหรอก โจ๊กเกอร์สังเกตเอาเอง อาเธอร์ไม่ใช่ตำรายุ่งยากซับซ้อนอะไร เพียงแต่ต้องอาศัยสติกับความใส่ใจมากพิเศษในการสืบความแต่ละบรรทัดเท่านั้น

    ประการต่อมา, ข้อนี้น่าสนใจ, ออเคสตราส่วนตัวของอีกฝ่ายจะบรรเลงลือลั่นตอนขีดอารมณ์ชนิดใดชนิดหนึ่งพุ่งทะลุล้นปรอทวัด ส่งให้ต้องขยับร่างกายถ่ายเทมันออกมาเสียบ้าง ดีใจ ตื่นเต้น หวาดกลัว ยามสิ่งเหล่านี้มากเกินขอบเขตวัฒนธรรมสามัญชนจะสามารถสื่อถึง อาเธอร์จะเริ่มนิ่ง ไหวอวัยวะชาเชือนลง แล้วเขาก็จะได้เห็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับผีเสื้อกำลังคลีี่ปีีีีีีกออกจากดักแด้ การเต้นรำแสนสวยที่สามารถระงับทุกสิ่งที่เขากำลังทำ ให้อาร์คัมสเตทระเบิดสิ เขานั่งมองอีกฝ่ายเต้นได้ตลอดลมหายใจที่เหลืออยู่เลยล่ะ

    ส่วนใหญ่แล้ว โจ๊กเกอร์ไม่ให้คนที่กำลังอยู่ในโลกส่วนตัวรับรู้หรอกว่าเขาลักลอบเข้ามามีส่วนร่วม เขาจะสวมบทแขกผู้ชมมารยาททราม เงียบกริบ ไร้สุ้มเสียงเหมือนแมวป่า หามุมพอเหมาะเพื่อนั่งเอนตัวพิง จ้องมองพระเจ้าแห่งวัยฝันร่ายรำอ่อนช้อยใต้แสงสลัวริบหรี่ ยินยอมให้ลมหายใจถูกช่วงชิง ตกเป็นของอีกฝ่ายทั่วทุกตารางนิ้ว ใครก็ยอมตายเพื่อสิ่งที่งดงามถึงเพียงนี้ จริงไหม พูดผิดตรงไหน โจ๊กเกอร์แอบเห็นอยู่เรื่อยว่าตามเนื้อตัวชายอายุปลายสามสิบเปรอะเลือดเปื้อนโคลนตัวเองปนกับคนอื่น มองดีๆ จะมีรอยฟกช้ำดำเขียว แล้วอีกฝ่ายก็เต้นไปเต้นมาทั้งอย่างนั้นแหละ เขาไม่ต้องเสียเวลาตามสืบเสาะเลาะกระดูกคนทำทีละท่อนเรียงลำดับเล็กใหญ่เนื่องจากวันต่อมาเขาก็จะได้ยินชาวเมืองป้องปากเล่าลือกันถึงข้อมูลผู้เสียชีวิตละเอียดยุ่บยั่บชนิดนักข่าวหมดประโยชน์ เก็บสถิติไปสามสี่ครั้งก็สรุปรวบรัดว่าคนตายล้วนเกี่ยวข้องกับบริษัทฮา-ฮา’ส์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง รายแรกชื่อฮอยต์ ฮิวจ์ ฮันส์ อะไรสักอย่าง จำได้ว่าศพหมอนี่เละเทะเป็นพิเศษ ต่อมาก็โทมัส วอริงตัน พวกตัวตลกรับจ้างทั้งหลาย คนพวกนี้ไม่มีค่าพอให้ใครมาร้องไห้เพื่อ ข่าวออกเป็นช่องเล็กจิ๋วให้ชนชั้นขยะขวัญผวาเล่นไปอย่างนั้น

    ประมาณว่า อาเธอร์เต้นแทนระบำสาปแช่ง ส่งมรณบัตร ขับไล่ความบัดซบเสนียดจัญไร ทำนายความวินาศฉิบหาย จุดไฟประลัยกัลป์ทําลายล้างโลกไหม้ ให้พวกนั้นชักตายไปเองอะไรประมาณนั้นเหรอ ฮ่า-ฮ่า(ส์) ตลกล่ะ เกร็ดใหม่เกี่ยวกับอาเธอร์ที่ได้เรียนรู้หลังศพที่เจ็ดซึ่งเป็นศพสุดท้ายคือชายคนนี้เจ้าคิดเจ้าแค้น ผูกใจเจ็บแน่นแก้ไม่ออก กระนั้นก็ยังมีคนหนึ่งที่เขาแอบทราบโดยบังเอิญว่าอาเธอร์สอดจดหมายกระดาษไประหว่างวางแผนปาดคอคนที่หกว่าให้เจ้าคนนั้นออกไปจากก็อตแธมเสีย พร้อมด้วยเงินจำนวนไม่น่าเกลียด น่าจะชื่อแกรี่ ตัวจิ๊ดเดียว ไม่อันตรายเท่าไหร่ เมื่อเขาย้อนถามถึงเหตุผลที่ละเว้นพนักงานคนนี้คนเดียวภายหลัง อาเธอร์เปิดปากเล่าว่าแกรี่นิสัยดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีน้ำใจ เหล้าที่แกรี่เอามาให้ก็ยังทิ้งค้างไว้อพาร์ทเมนท์และจะคงอยู่ตรงนั้นตราบนานเท่านานหรือจนกว่าจะมีนายทุนไร้สติสักคนสั่งทุบ

    การสรุปว่าอาเธอร์จะเต้นรำก็ต่อเมื่อได้ฆ่าคนเป็นการด่วนคิดที่สุกเอาเผากินไปหน่อย โจ๊กเกอร์เลือกเชื่อมั่นศรัทธาทฤษฏีเดิมของตัวเอง อาเธอร์เต้นรำเพื่อระบายความรู้สึกที่อัดอั้นเกินประคองถือ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม หัวใจอ่อนไหวต้องการหลักยึด

    เชื่อว่าถ้าเด็กหนุ่มได้มาเห็นสีหน้าตัวเองตอนนี้คงขำกลิ้งไม่ก็รีบกรีดมีดทำลายประสาทตา เขานั่งเอนตัวพิงกรอบประตูห้องสถานี มือข้างหนึ่งค้ำยันคางไว้กับหัวเข่า สติลอยละล่องไปตามแขนขาผอมบางที่สะพัดปัดพลิ้วกลางอากาศเหมือนก้านทิวลิปลู่ลม สัตว์ร้ายสันดานต่ำที่เขาสู้อุตส่าห์พยายามคุมมันให้เจียมเนื้อเจียมตัวยามอยู่กับอาเธอร์พลันเริ่มกางเล็บข่วนช่องท้อง จิกทึ้งลำไส้ ก่อกวนกระดูกเชิงกราน โจ๊กเกอร์ฝืนหมอบเชื่องได้สักพักก็ผุดลุกพรวดก้าวล้ำเข้าเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเคยสาบานว่าจะไม่ละลาบละล้วง เงี่ยหูฟังทำนองหวานแว่วที่บรรเลงคลอจากนักเต้นเดี่ยวกลางเวทีโดษ เขาเคยคิด ยังคิด และกำลังคิด ในตัวของอาเธอร์มีดนตรีอยู่เสมอ แรงกระตุ้นอันหยาบโลนบังคับให้เขาปรารถนาจะพุ่งเข้าฉีกทึ้งกระชากอีกฝ่ายออกทีละส่วน ทีละส่วนเพื่อฟังเพลงเหล่านั้นให้ครบ เพลงของอาเธอร์ จะไพเราะเพียงใดกัน

    คนที่เปลื้องสูทนอกรวมเสื้อกั๊กเหลือเพียงเชิ้ตเขียวเข้มตัวในดูตกใจทีเดียวยามสังเกตชัดว่าเด็กหนุ่มอยู่ใกล้เพียงใด เห็นได้ชัดว่าคนไม่ระวังตัวนี่ไม่เคยคิดว่าจะถูกใครมองอยู่ โจ๊กเกอร์สอดมือเข้าแทนตำแหน่งคู่เต้นในจินตนาการก่อนที่อีกฝ่ายจะทันเก็บท่าทางอย่างเหนียมอายและยุติการเคลื่อนไหวทั้งปวงลง แทรกนิ้วเปื้อนคราบเลือดผสมดินปืนเข้ากับนิ้วเปรอะเลือดแห้งผสมเศษปูน รวบรอบกอบกุมนุ่มนวล กึ่งบังคับ กึ่งอ้อนวอน

    อาเธอร์ทำท่าจะกระตุกหนีในทีแรก หวาดหวั่นไม่มั่นใจ ทว่าสุดท้ายก็ค่อยคลี่ยิ้มละไมระคนกระดากตอบรับ จังหวะนั้นโจ๊กเกอร์เชื่อว่าตัวเองได้ยินเสียงเพลงบรรเลงคลอเต็มสองหู

    จัดท่าจัดทางกันสองสามนาที โอบเอว แตะแผ่นหลัง หน้าที่ฝ่ายนำตกอยู่กับผู้เชี่ยวชาญที่ยินดีสวมตำแหน่งครูฝึก ลีลาศจังหวะที่ไม่มีใครรู้จักก็ถือกำเนิดท่ามกลางแววตาที่สะท้อนสีกันและกันระหว่างพวกเขา

    “เจอโซฟีด้วย” เจ้าของนัยน์ตาสีเดียวกับผิวทะเลซ้อนเงาฟ้าพึมพำ “ไม่รู้เลยว่าเธอชื่อโซฟี เพิ่งเห็นจากบิลค่าน้ำ โซฟี ดันมอนด์ ชื่อเพราะจัง ฉันรักเธอมาตลอดเลย”

    ใครอีกล่ะ โจ๊กเกอร์สงสัย เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเชิงถาม แต่อาเธอร์ขมวดปมปลายหัวข้อนี้แล้วเริ่มแกะประเด็นใหม่ออกมาวางแผ่ขณะลากแขนเขาเข้าไปใกล้จนอกแทบชนกัน พาหมุนเรื่อยเปื่อย

    “ตอนยังอยู่ในอาร์คัมสเตทน่ะ พวกเขาพยายามคุยกับฉันอยู่เรื่อย ทั้งที่เมื่อก่อนยังทำเหมือนฉันเป็นฝุ่นแท้ๆ แจ็คกี้บอกว่าหมอก็แค่คนโรคจิตที่มีวิถีทางตรงกับจริตสังคม พวกชุดขาวนั่นกลัวว่าคนอื่นจะรู้หมดว่าตัวเองบ้าก็เลยทำทีปราดเปรื่อง สร้างทฤษฎีเพี้ยนๆ ที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อหาเหยื่อ คอยตามสะกดรอยใครสักคน พอถึงเวลาก็กระโดดออกมาจากกองขยะ ชี้นิ้วใส่เจ้าคนโชคร้ายนั่นว่า ‘อะฮ่า ! แกไงล่ะที่บ้า’ แล้วทำให้คนที่ปกติดีแต่มีเอกลักษณ์เกินไปต้องสงสัยในตัวเอง” ตัวตลกเอ่ยเจื้อยแจ้ว ขำคิกคักปิดท้าย “เส้นแบ่งพวกนี้น่ารำคาญนะ ว่าไหม น่ารำคาญ น่ารำคาญเป็นบ้า..”

    ผู้ฟังกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ แผลเป็นเหวอะใหญ่เคลื่อนโค้งตามแนวสันกราม

    “แจ็คกี้คนนี้ฟังดูน่าสนใจนะ เขาเป็นเพื่อนคุณเหรอ”

    “ม่าย” เจ้าหนูช่างพูดส่ายหัวดิก “เขามาเยี่ยมฉันนานๆ ทีในห้องขัง ถ้าฉันโขกหัวกับประตูแรงพอและถี่พอ เขาจะออกมาคุยกับฉันแก้เหงา ฉันว่าเขาเป็นห่วง” คราวนี้อาเธอร์พยักหน้าหงึกหงัก พาคู่เต้นหมุนแรงเท่าที่แขนผอมแห้งนั่นจะอำนวย เขายอมโอนอ่อนตามแรงบังคับที่ไม่มากเท่าไหร่แต่โดยดี เงียบไปสักพัก อาเธอร์ก็ส่งยิ้มให้เขา ต้องส่งเป็นมุมเงยเล็กน้อยเพราะเขาสูงกว่า “โกหกน่ะ ไม่มีแจ็คกี้หรอก มีแต่ฉันนี่แหละ”

    โธ่ พระเจ้าของผม โจ๊กเกอร์รำพึงในใจขณะรอยยิ้มประหลาดแพร่ระบาดอาบแก้ม ผมรักคุณ เขาสารภาพผ่านการกระชับย้ำมือรอบเอวชายอายุมากกว่ายามฝ่ายนั้นลากลีลาศนำไปทั่วห้องทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กระซิบคำสามพยางค์ด้วยปลายนิ้วแตะหลังคอ เกลี่ยช่อผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มธรรมชาติให้พ้นแนวคิ้ว ยังอยากย้อมผมอยู่หรือเปล่านะ เขาคิด อยากเห็นตอนย้อมผมจัง

    “ฟังแล้วสงสัยจังว่าที่ผมพาคุณออกมานี่มันดีหรือเปล่า”

    “ไม่รู้สิ เธอคิดว่าไง” อาเธอร์ประกบสองมือลงบนไหล่ซ้ายเขา จากนั้นใช้มันเป็นแท่นเขย่งให้ริมฝีปากเกลี่ยถูกติ่งหู ประคองชื่อเขาที่ตัวเองตั้งให้ทีละพยางค์อย่างอ่อนโยนราวกับมีไข่มุกบนลิ้น “ทำไมถึงพาฉันออกมาล่ะ”

    โจ๊กเกอร์สังเกตว่าคู่สนทนาไม่ใช้คำว่า ช่วย ออกมา แปลว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังตกอยู่ในสภาวะยากลำบากตรมตรอม ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่เจ้าหญิงบนยอดหอคอยสูง แต่เขาก็ไม่ใช่เจ้าชายควบอาชาเหมือนกันนั่นแหละ

    “ผมอยากรู้จักคุณ อาเธอร์” ถ้อยคำเลื่อนผ่านลำคอเชื่องช้า เชื่องช้าเท่าใจที่เต้นระส่ำแทบทะลุชายโครง “ผมเห็นคุณตั้งแต่ในรายการนรกนั่น ผมฟังคุณหัวเราะ ผมเห็นคุณแต่งหน้าเลียนแบบหน้ากากตัวตลก สามเหลี่ยมสีน้ำเงินใต้ตากับบนคิ้ว ยิ้มสีแดง.. ตอนคุณพ่นความจริงใส่แฟรงคลินผ่านภาษาเด็กๆ ตอนรู้ว่าคุณเป็นคนฆ่าไอ้พนักงานเวย์นสารเลวสามคน ตอนคุณเต้นรำท่ามกลางเมืองที่กำลังลุกเป็นไฟ” ชั่วขณะหนึ่งที่ราวกับลมหายใจหยุดทอดถอนเข้าออกชั่วคราว เขารู้สึกว่าอาเธอร์จงใจเต้นช้าลง เงี่ยหูฟัง “คุณสวยมาก และผมก็รู้ว่าผมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้เห็นคุณใกล้ๆ”

    ชายสวมเชิ้ตเขียวเข้มหัวเราะ หัวเราะขบขันยาวนาน

    “ทุกอย่างเลย”

    “อะไรก็ได้”

    “อย่างนั้นเลยนะ”

    “ให้ผมพิสูจน์ได้”

    เงียบไปพักหนึ่ง เขาไม่รู้ตัวว่าการเต้นรำชะงักนิ่งงันลงจนกระทั่งอาเธอร์กระชากเหวี่ยงเขาไปอีกทิศ นำลีลาศประหลาดระลอกใหม่ด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมความหมายและขาดไร้ความนัย รอยยิ้มที่เป็นพรมแดนกั้นระหว่างความถือดีและอ่อนต่อโลก คนมองหูอื้อตาลาย เหมือนร่างกำลังจะสลายกลายเป็นกองน้ำตา


    “เราอยู่อย่างนี้กันทั้งคืนเถอะ”


    นักเต้นปรารถเหมือนร้องเพลง มือเปรอะคราบเลือดแห้งยึดท่อนแขนเขาไว้เป็นแท่นหมุนติ้วเหมือนนักระบำเสาเหล็ก โจ๊กเกอร์ต้องประคองอีกฝ่ายไว้ไม่ให้เซล้มหัวฟาด






    4




    คนอะไรย้อมผมได้หยาบขนาดนี้ เป็นประโยคแรกที่ผุดพุ่งเข้ามามีบทบาทในสมองยามเขานั่งเฝ้าอาเธอร์แปลงโฉมที่ห้องแต่งหน้าของตึกรกร้างที่ครั้งหนึ่งเคยแปะป้ายบริษัทฮ่า-ฮ่าส์ พวกของเขากำลังวิ่งโห่ร้องพร้อมด้วยคบเพลิง ระเบิด ปืน แล้วก็ท่อนไม้ทุกขนาดตามที่หาได้ โจ๊กเกอร์ยืนยันให้พวกนั้นสวมหน้ากากอื่นที่ไม่ใช่ตัวตลกแบบที่เคยนิยมเปรี้ยงปร้างช่วงม็อบประท้วงสามสี่ปีก่อน จึงได้หน้ากากเพนท์ใบหน้าบึ้งบูดเกรี้ยวกราดมาสวมแทน อาเธอร์เปรยว่าอยากออกไปด้วย พอได้ลงรถปุ๊บก็ลอยลิ่วเข้าสู่บริเวณคุ้นเคยที่เขาแอบคะเนว่าจะเป็นสถานที่แห่งความทรงจำร้ายกาจที่อาเธอร์จะไม่มาเหยียบจนตาย ผลลัพธ์คือพระเจ้าของเขารี่มานั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่พังยับ คุ้ยหาเครื่องสำอางชุดเดิมที่ยังพอเหลือเศษให้ใช้ แล้วเริ่มลงมือป้ายสีซํ้าบนหน้า จบด้วยนั่งย้อมผม เขาบอกได้เพราะเขานั่งเฝ้าตั้งแต่ต้นจนจบ

    เทสีที่ผสมแล้วทั้งขวดลงหัวทั้งอย่างนั้น ราดรดโชกชุ่มราวมะเดื่อกลางทะเลทราย โจ๊กเกอร์เผลอหรี่ตาตอนหยาดสีสัดส่วนความน่าไว้ใจสามต่อเก้าสิบเจ็ดไหลเข้าหางตาอาเธอร์ ถึงอย่างนั้นคนทำก็ไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนอะไร อาเธอร์ใช้สีเขียวสามขวดเต็มๆ จนเส้นผมนุ่มจับตัวกันเป็นช่อลีบแบน เดี๋ยวตอนแห้งเขาก็จะได้เห็นภาพตัวตลกอันคุ้นเคย สูทแดง กั๊กเหลือง ผมย้อมสดใส เขาอยู่กับมิสเตอร์เฟล็กผมสีน้ำตาลเข้มมานานนม ไม่ใช่ว่าเกลียดอะไร แต่พอได้ยินว่าที่โรงพยาบาลนั่นปฏิเสธจะมอบเครื่องสำอางเพื่อความบันเทิงเล็กน้อยให้อาเธอร์มาตลอดสองปีจนในที่สุดรากผมเดิมก็กลืนกิน เขาก็สนับสนุนทุกวิถีทางที่จะทำให้อีกฝ่ายพอใจ

    รอให้โจ๊กเกอร์คนแรกแห่งก็อตแธมสำรวจตัวเองในเศษกระจกจนพอใจ ท่ามกลางความฉ่ำแฉะชุ่มโชกเหมือนหลุดออกมาจากฉากบ้านรั่วของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ อาเธอร์หันมามองเส้นผมสีเขียวซีดจางจากน้ำยาย้อมคุณภาพต่ำของเขาอย่างมีความหมาย คนอายุมากกว่าปัดผมแฉะฉ่ำไปอีกทาง ขยับว่างเว้นที่บนเบาะนั่งกระจิ๋วหลิวก่อนใช้มือตบแปะบริเวณคับแคบอย่างตื่นเต้น

    “มาตรงนี้มา”

    โจ๊กเกอร์พ่นลมทางจมูก เขาจะขัดอะไรได้




    5




    ร่างผอมบางใต้ชุดนอนสีแดงเข้มของอาเธอร์ค่อนข้างเย็น เย็นแบบที่จะรู้สึกได้หากป่ายปีนขึ้นไปยืนอ้าแขนท้าลมทะเลอีเจียนบนหลังคามหาวิหารเดลฟี และโจ๊กเกอร์ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนให้มันอบอุ่นเหมือนผ้านวมใต้แสงแดดบ่าย โจ๊กเกอร์คิดว่าตัวเองอุ่นพอสำหรับพวกเขาทั้งคู่ อีกอย่าง ตอนที่อาเธอร์ขยับมาชิดพลางกุมนิ้วเย็นๆ รอบข้อมือเขา คือปรากฏการณ์ที่วิเศษที่สุดในโลก







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in