ตกหลุ่มรักอ่าน-คิด-เขียน
หม่นหมอน
  • ได้ยินเสียงคนเดินอยู่หลังประตูห้อง คงเป็นเขา ระหว่างที่ฉันเริ่มคิดไปพลางว่าทำไมวันนี้เขากลับมาถึงช้า...ก็ได้ยินเสียงใครอีกคนดังขึ้นมา ใครคนนั้นมาพร้อมเสียงรองเท้าส้นสูง กระแทกพื้นทางเดิน จังหวะเหมือนจะเน้นคำพูดส่อเสียดกระแทกกระทั้นของหล่อน เสียงของเธอโต้ตอบกับเสียงของเขา แลกเปลี่ยนกันเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วจนแต่ละฝ่ายไม่ยอมให้อีกคนจบประโยค เสียงผู้หญิงดังขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายก็แผดเสียงดังขึ้นตาม เหมือนโกรธ—โกรธ เขาคงโกรธมากจริง ๆ เพราะฉันไม่เคยได้ยินเขาคุมน้ำเสียงตัวเองไม่ได้อย่างนี้มาก่อน เกิดอะไรขึ้นนะ ทั้งคู่ทำให้ฉันนึกถึงตอนพวกอีกามาทะเลาะกันที่ขอบหน้าต่างเมื่อกลางวัน

    “ไปสิ” เสียงเขาชัดขึ้น “อยากไปก็ไป” ใกล้จะตะโกนเข้าไปทุกที—

    “ไม่อยากเสียเวลาแล้วใช่ไหม—แล้วที่ผ่านมายอมทน...ทนมาด้วยกันขนาดนี้ทำไมวะ” 

    ผู้ถูกถามคงไม่ต้องการตอบ ไม่มีใครพูดอะไร และดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจทำลายความเงียบนั้น จนกระทั่งเสียงรองเท้าส้นสูงดังขึ้นอีกครั้ง ช้า แต่หนักแน่น เพียงชั่วครู่มันก็เบาลง  จากไปพร้อมกับตัวหล่อน...


    ในที่สุดเขาก็กระแทกประตูเข้ามา ปิดเสียงลั่น สับเท้ากระแทกตึง ไม่มีอีกคนตามเข้าห้อง นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ฉันคิด อึดใจเดียวก็เห็นเขาขว้างเสื้อนอกลงพื้น หายใจหอบแรง มือยังกำแน่น กัดฟันกรอด ฉันเห็นเขาเตะถังขยะ ปัดกองเอกสารข้างโต๊ะทำงานล้ม ชกตู้กรอบรูปหล่น ปากก็สบถอะไรบางอย่างพลางทำลายข้าวของ ก่อนถลามาที่เตียง

    —อย่างไม่ระวัง เขาสะดุดล้มหน้าทิ่ม เตียงสั่น ร่างแข็งเกร็ง อา...นิ้วก้อยเตะขาเตียงสินะ
    ทำเอาชายอารมณ์เสียนอนคู้พูดไม่ออกได้ สงสัยความเจ็บจะชนะความโกรธ...

    ปกติฉันคงจะหัวเราะ...ถ้าเขาไม่ได้กำลังจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าเขาร้องไห้จริงไหม แต่เขานอนอยู่อย่างนั้น หน้าทิ่มอยู่อย่างนั้นจนฉันนึกว่าเขาจะอยู่สภาพนี้จนถึงเช้าซึ่งก็เกือบถูก เพราะเขาแค่ลุกขึ้นเพื่อไปขอโทษผู้อยู่อาศัยจากชั้นล่างที่ขึ้นมาเคาะประตูต่อว่าเรื่องเสียงดังรบกวน—ครั้งเดียวเท่านั้น ก่อนกลับมาล้มตัวลงนอนสภาพเดิม 


    เขาหลับแล้ว ฉันช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ฉันซึ่งเป็นหมอนได้แต่เป็นผู้สังเกตการณ์ นี่รึเปล่านะ เจ้าความรู้สึก...เรียกว่าอะไรแล้วนะ… ‘อกหัก’ ใช่ไหม ที่เคยเห็นพวกคนพูดถึงในโทรทัศน์บ่อย ๆ ไม่อยากให้เขาต้องเผชิญกับสิ่งนี้เลย ที่ฉันเข้าใจคือ มันทำให้คนกลายเป็นผู้ป่วย ป่วยเป็นโรคที่แทบไม่มีทางรักษา… ยิ่งก่อน 'อกหัก' สร้างความสุขไว้กับอีกคนหนึ่งเท่าไร อาการก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น…จริงไหมนะ อาจจะไม่ก็ได้ โทรทัศน์เคยบอกว่าผู้ชายอกหักจะวิ่งเข้าห้องน้ำ เปิดฝักบัวรดตัวแล้วปล่อยโฮทั้งๆที่ยังใส่เสื้อผ้าอยู่—ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำนี่ โทรทัศน์คงไม่ได้น่าเชื่อถือขนาดนั้น...


        เขาจะรักษา ‘อกหัก’ ให้หายได้ไหม ฉันคิด พลางมองเขาที่นอนแน่นิ่งอย่างกับไร้ชีวิต...
    เขาทุกข์ใช่ไหม ทุกข์อย่างไร ขนาดไหนกัน จะทุกขนัดซัดโทรม เศร้าโศกสาหัส เดินไปไหนเหมือนมีมรสุมโหมกระหน่ำ เหน็บหนาว...อ้างว้าง...มืดมน—ชีวิตช่างสิ้นหวัง! สูญแล้วซึ่งความหวังส่องนำชีวิต! เหมือนอย่างละครน้ำเน่าในโทรทัศน์เลยไหมนะ หรือว่าสักวันเธอคนนั้นจะกลับมารักษาเขาให้หาย แบบเป็นเนื้อคู่กันอะไรทำนองนั้น และแล้วเรื่องราวก็จบอย่างมีความสุข!
    เอ...สงสัยฉันจะดูละครมากไป หรือเขาจะถึงขั้นต้องไปบวชเป็นพระป่าละทางโลกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย…

    .

    .

    “หรือว่ากูควรไปบวชดีวะ”

    เช้าวันเสาร์มาถึง ฉันรู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงเขากำลังคุยโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่นอยู่กับใครสักคน
        “เปล่า ไอ้ห่ากูพูดเล่น การงานแม่งไม่ต้องทำกันพอดี...เออ กูโดนแฟนทิ้ง
        ...พวกมึงรู้กันจากไหนวะ โทรมานี่ได้ข่าวกันเร็วชิบหาย”
        “เออ เออ เชี่ยกูไม่ไปบวชจริงๆหรอก...หา อะไร กูโอเค กูสบายดี แฮปปี้ มีความสุข”
        “ก็ใช่ไง...เลิกๆไปได้ก็ดี รีบจบไง ก็คนมันไม่ใช่ทำไงมันก็ไม่รอดใช่เปล่าวะ”

    เขาหัวเราะดัง ก่อนเสริมว่า

    “จะได้ไม่เสียเวลาทั้งคู่—เออ ว่าแต่ช่วงนี้กูคงไม่ได้ไปเที่ยวกับมึงแล้วนะ งานกูเข้ากะทันหัน...” 

    ฉันได้ยินเขายืนยันกับเพื่อนอีกครั้งว่า ไม่เป็นไร สบายดี มีความสุข ตามด้วยเสียงหัวเราะอีกหลายระลอก...ก่อนวางสาย
        ฉันเกือบจะดีใจแล้วที่เขาฟื้นตัวได้รวดเร็วปานนั้น แต่ใบหน้าที่ฉันเห็นตอนเขาเดินเข้ามาในห้องนอนไม่ได้มีความสดชื่นเหมือนน้ำเสียงนั่นแม้แต่น้อย ฉันเริ่มตกใจเมื่อพบว่าเขากำลังเดินมาที่เตียง—ขึ้นมาบนเตียง ตกใจแล้ว ตกใจเต็มที่เมื่อเขาเอื้อมมือมา กระชากฉันขึ้น โยนใส่ตู้เสื้อผ้าอย่างสุดแรง ...และแล้วฉันก็ได้ที่อยู่ใหม่—บนพื้นห้องนอน

    อา...เรื่องอย่างนี้มันต้องค่อยเป็นค่อยไปจริงๆสินะ…


    เขาบอกคนในโทรศัพท์ว่างานยุ่ง แต่เท่าที่ฉันเห็นก็เหมือนเขางานยุ่งอยู่ตลอด ใครว่าทำงานอิสระจะสบาย อาชีพกราฟิกดีไซน์เนอร์อิสระทำให้เขาต้องวิ่งวุ่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทำตัวอย่างกับบริษัทที่มีพนักงานอยู่คนเดียวเหมาทำทุกตำแหน่ง ทั้งไปหาลูกค้า ไล่เสนองานเอเจนซี่ คอยโทรศัพท์คุยงานวันเว้นวัน ไหนจะต้องสู้กับวงจรการแก้งานไม่หยุดหย่อนจากลูกค้าเจ้ากรรมที่เสนอแบบผ่านแล้วแต่ดันเปลี่ยนใจเอาภายหลัง นี่ยังดีนะที่เขามีเธอคอยช่วยจัดการดูแลบัญชีและใบเสนอราคาที่แสนจะน่าปวดหัว—

    ...ตายล่ะ ต้องเป็น เคยมี แล้วสิ

    รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นเขาเอนตัวไปมาบนเก้าอี้ทำงาน ท่านั่งไม่น่าดีต่อสุขภาพเท่าไรนัก เป็นภาพที่คุ้นเคย ฉันชอบแอบมองเขาจากเตียง ชอบดูว่าคราวนี้จะออกแบบงานมาในรูปแบบไหน หลังค่อมหน้าคอมพิวเตอร์ เขามักวางศอกไว้บนโต๊ะ วางคางไว้บนมือ แล้วหลับตา “อย่างกับเข้าฌาณเลยนะ เหนื่อยไหม...อย่าเผลอหลับไปท่านี้ล่ะ”—เธอคนนั้นเคยชอบหยอกเล่นแบบนี้เสมอ…ตอนเขาคิดงาน

    วันนี้เขานั่งกอดอก โน้มตัวไปมาบนเก้าอี้ ไม่ได้หลับตา พักหนึ่งก็ถอนหายใจยาว บนหน้าจอไม่มีความคืบหน้า มุมมองใหม่จากพื้นห้องทำให้ฉันเห็นสีหน้าของเขาชัดขึ้น—นี่ไม่ใช่สีหน้าของคนที่จะมานั่งทำงานสร้างสรรค์เลยสักนิด เหมือนสีหน้าของคนล้มละลายเสียมากกว่า…

    .

    .

    ตีสอง ตีสาม ตีสี่ เขาก็ยังฝืนนั่งอยู่อย่างนั้น งานบนจอก็ไม่ค่อยจะคืบหน้า เขาหน้าตาเหมือนคนอารมณ์เสีย แต่สภาพร่างกายไม่เอื้อให้มีกำลังพอจะลุกอาละวาด มือขวายกขึ้นกดระหว่างเปลือกตาทั้งสองคิ้วย่นเข้าหากัน ถอนหายใจอีกครั้ง ลากยาวกลายเป็นหาวหวอดใหญ่ ฉันได้แต่ภาวนาในใจให้เขาไปนอนเสียที เขาทำงานดึก แต่ก็ไม่เคยดึกขนาดนี้นี่นา เขาคิดจะให้ตัวเองฟุบหลับไปทั้งอย่างนี้เลยหรือยังไง—

    ในที่สุดเขาก็เปลี่ยนท่า มือคลำสะเปะสะปะเปิดลิ้นชักข้างโต๊ะ เมื่อไม่ได้ของที่ต้องการเขาจึงลุกจากเก้าอี้อย่างไม่เต็มใจนัก สบถอะไรบางอย่างใต้ลมหายใจพลางย่อตัวลงค้นของในตู้

    ดูเหมือนเขาจะหามันเจอเสียที อะไรนะ...อ้อ แผ่นซีดี คงจะหาเเผ่นเปล่าเอามาเซฟงานสำรองล่ะสิ 

    เขามองแผ่นซีดีในมือ ขมวดคิ้วแน่น สังเกตเห็นหน้ายิ้มอันเล็กๆ

    —มันไม่ใช่แผ่นเปล่า 

    .

    .

              .

    “เธอหันมายิ้มหน่อย ยิ้มมมมม กดถ่ายรึยัง ถ่ายสักทีสิ ใครว่าถ่าย เราบันทึกวิดีโอต่างหาก อ่าว เธอนี่ ปล่อยให้เรายิ้มตั้งนาน ฮ่า ๆๆๆ” 


    วิดิโอของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยไปเที่ยวทะเลด้วยกันเมื่อสองปีก่อนฉายขึ้นซ้ำเเล้วซ้ำเล่าบนหน้าจอโทรทัศน์ เสียงหัวเราะเเละเสียงหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนานของทั้งสองดังขึ้นตลอดเวลา ราวกับว่าเจ้าของห้องคงเปิดเพื่อให้คลายความเงียบของห้องเเละความเหงาของตัวเขาเอง ฉันรู้สึกถึงกลิ่นอวลในห้องที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความคิดถึงผสมปนเปกันออกมา รูปชายหญิงคู่หนึ่งที่โอบกอดกันในกรอบรูปสีขาวตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นห้อง เเสงตะวันสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างบอกว่าขณะนี้เป็นเวลาบ่ายเเก่ๆเเล้ว

    ติ๊ดๆๆๆ

    นาฬิกาส่งเสียงเตือนบอกเวลาสามนาฬิกา ฉันเหลือบมองเขา—เขาผู้นั้นนอนคุดคู้กอดขวดเปล่าอยู่บนพื้นห้อง ท่าทางเเละสีหน้าของเขาเเสดงให้เห็นว่าการนอนหลับของเขาไม่ได้สบายนัก ฉันรู้... ฉันรู้ว่าแต่ละคืนวันที่ผ่านมาของเขานั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า เขาพึ่งหลับไปได้ไม่นาน ฉันเดาว่าน่าจะสักประมาณตอนสิบโมงเช้านี่เอง เครื่องดื่มมึนเมาขวดแล้วขวดเล่าที่เขายกดื่มเเทนน้ำเปล่าตลอดสองวันที่ผ่านมาวางล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบ 

    เขาเริ่มขยับตัวเเล้ว ฉันได้ยินเสียงครางเบาๆจากลำคอของเขา อืออออ เเสงเเดดที่พาดผ่านตัวเขาไปอาจจะรบกวนการนอนของเขาไม่มากก็น้อย คิ้วของเขาย่นเข้าหากัน ในขณะที่ตาของเขาค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ จ้องมองผ่านตัวฉันไปยังกรอบรูปที่ตั้งอยู่เเละพลันสบสายตากับชายหญิงที่อยู่ในภาพ เขาคว้าตัวฉันไปกอดทันทีทันใด ตลอดสองวันมานี้เขามักกอดฉันเเน่นเเบบนี้เสมอ ไม่นับการที่เขาโยนฉันลงจากเตียงอย่างไม่ใยดีวันนั้น ฉันรู้สึกได้ว่าที่จริงเเล้ว ฉันก็ค่อนข้างสำคัญนะในวันที่เขา‘อกหัก’เเบบนี้

    ไม่นาน ฉันก็รู้สึกถึงความชุ่มชื้นที่สัมผัสบนตัวของฉัน น้ำตาหยดเเล้วหยดเล่าไหลซึมผ่านผ้าที่ห่มหุ้มฉันอย่างไม่ขาดสาย เขาไม่ออกจากห้องมานานกว่าสองวันแล้ว ฉันไม่ได้ยินเสียงเขาคุยกับใครหรือทำอะไร นอกเหนือจากดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเเละน้ำกระป๋องสี ๆ พร้อมนั่งจ้องวิดิโอที่เล่นผ่านไปรอบเเล้วรอบเล่า หรือถ้าความเศร้าถาโถมเข้ามา เขาก็จะหยิบฉันขึ้นมาซับน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาของเขา กระทั่งเขานอนหลับฉันก็ยังได้ยินเสียงพร่ำเรียกชื่อของใครคนหนึ่ง... ชื่อของเธอ—เธอที่พึ่งจากไป 

    ไม่นานเสียงสะอื้นของเขาก็เเผ่ว เขาปล่อยตัวฉันลง พร้อมขยับมือควานหาบางสิ่งบางอย่าง โทรศัพท์อยู่ไหนวะ เขาพึมพำเบา ๆ ฉันลืมบอกไป มันมีอีกกิจกรรมหนึ่งที่เขาทำมาตลอดทั้งสองวัน ทันทีที่เขาเจอโทรศัพท์ เขารีบต่อสายโทรศัพท์ ฉันเดาว่าน่าจะถึงเธอผู้นั้น ซึ่งทุกครั้งเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมาก็จะมีเเต่...

    ตู้ด ๆๆๆ 

    ไม่มีสัญญาณตอบจากเลขหมายที่ท่านเรียก กรุณาฝากข้อความหลังได้รับเสียงสัญญาณ

    เป็นเเบบนี้อยู่ทุกครั้งไป เเละเขาก็มักจะฝากข้อความถึงเธอด้วยประโยคหนึ่งที่ฉันจำได้ดี 

    เธอกลับมานะ กลับมาได้มั้ย...เราขอโทษ  

    มื่อไม่ได้รับการตอบรับจากปลายสาย เขาจึงเลื่อนนิ้วไปกดเปิดเพลง...เพลงเดิมที่ดังขึ้นไม่รู้ว่าเป็นรอบที่เท่าไหร่เเล้วของวัน หนึ่งร้อย สองร้อย สามร้อย…

    เขาปล่อยโทรศัพท์ลงไปนอนเเน่นิ่งบนพื้น ส่งเสียงคลอไปกับเพลง


    ...ไร้ซึ่งจุดหมาย ในโลกที่แสนว่างเปล่า 

    มองฟ้าตั้งแต่เช้า จนตะวันลับเลือนหายไป 

    ในค่ำคืนที่ไร้ดาวบนฟ้า ฉันยังคงมองหาว่าเธออยู่ที่ใด 

    ช่วยมาบอกฉันที ชีวิตต้องทำยังไง


    เขาค่อยๆกดเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้น พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายตัวเองไปนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เอาหัวพิงกระจกจ้องมองก้อนเมฆที่ค่อย ๆ ลอยผ่านไป 


    ...ยังจำภาพสุดท้ายของเธอ ที่จากกัน


    “เธอเดินเบาๆสิ น้ำกระเด็นใส่เรา เปียกหมดเเล้ว”

    “กลัวเปียกหรอ นี่เเหน่ะ นี่เเหน่ะ หนอย อย่าหนีนะ ฮ่า ๆๆๆ”


    วันที่เป็นที่สุด ของความเสียใจ แล้วโลกก็เปลี่ยนไป ตลอดกาล… 


    โลกที่ไม่มีเธอ คือโลกที่ฉันไม่เหลือใคร

    มีเพียงร่างกายที่หายใจ แต่ทั้งหัวใจสลาย...


    เขานั่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานราวกับปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ  ฉันรู้สึกว่าเขากำลังจมอยู่กับความเศร้า—ความเศร้าที่กำลังเเผ่มาถึงตัวฉัน เเสงของวันค่อย ๆ จางหายไป ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ความมืดสนิทเคลื่อนตัวมาปกคลุมทุกพื้นที่ในห้อง มีเพียงเเสงไฟจากข้างนอกเท่านั้นที่ทำให้ฉันเห็นเงาสะท้อนของชายหนุ่มที่นั่งทอดสายตาผ่านกระจกออกไป 

    ตรืดดดดดด ตรืดดดดดด 

    เสียงโทรศัพท์ข้างลำตัวของฉันดังขึ้น เเสงวูบวาบปรากฏอยู่บนหน้าจอ เจ้าของห้องรีบลุกขึ้น กุลีกุจอเข้ามาหยิบโทรศัพท์ไป ฉันรู้ได้เลยทันทีว่าเขาหวังให้เป็นสายของเธอคนนั้นเป็นเเน่...เเต่เเล้วเขาก็ต้องผิดหวัง 

    “สวัสดีครับเเม่ ว่าไงครับ” เขาพูดเสียงเนือย ๆ พลางหยิบรีโมทโทรทัศน์กดปิดวิดีโอที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้

    ผมโอเคครับ ไม่เป็นไร ก็นิดหน่อย เเม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” 

    โอเคที่ไหนกัน ฉันนึกในใจ 

    “ผมยังไม่ได้กินเลย ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” 

    เเม่รู้ได้ไง เก่งนะเนี่ย…”

    “...เขาไปเเล้วเเหละ ไม่กลับมาเเล้ว ผมว่าผมควรปล่อยเขาไป” 

    น่าแม่ ไม่เป็นไรจริง ๆ”


    ผมเข้มเเข็งอยู่เเล้ว


    “ไม่ต้องเป็นห่วงๆ ฝากบอกพ่อด้วย ผมสบายมาก” 

    “ครับ เดี๋ยวผมหาอะไรกินเเล้ว ครับ ไว้คุยกันนะครับ” 

    หลังจากวางสาย เขาจ้องมองโทรศัพท์อยู่ชั่วครู่ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จนกระทั่งฉันได้ยินเสียงประตูปิดลง ไม่นานนักชายหนุ่มก็เดินกลับมาพร้อมถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควันฉุย ฉันคิดในใจ คงหิวเเน่สิ ไม่ได้กินอะไรเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา ดีจังที่เเม่ของเขามาได้ทันเวลาพอดี ทันเวลาก่อนที่โรคกระเพาะจะถามหาเขา 

    เขาเดินไปที่โต๊ะทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์เเละเริ่มต้นพิมพ์อะไรสักอย่าง เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เข็มสั้นเดินล่วงหน้าไปไกลเเล้ว ฉันรู้สึกตัวอีกทีตอนเขาหยิบฉันขึ้นมาจากพื้น เเละเดินตรงไปที่เตียง เป็นเวลากว่าหลายวันแล้วที่ไม่มีคนพยุงตัวขึ้นมานอนบนเตียง สัมผัสเเรกที่ฉันรู้สึกเตียงช่างหนาวเย็นเหลือเกินเมื่อเทียบกับอุณภูมิในห้อง ทันทีที่เขาวางหัวลงบนฉัน ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันรู้สึกได้ว่าเขาตรงดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว…

    .

    .

    .

    เสียงปลุกในเช้าวันนี้ไม่ใช่เสียงหวีดร้องน่ารำคาญของนาฬิกาปลุก แต่เป็นเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ เขาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาในที่สุดหลังจากปล่อยให้เสียงนั้นดังขึ้นมาเป็นรอบที่สี่ มือข้างหนึ่งควานไปมาบนหัวเตียงตรงตำแหน่งที่จำได้ลาง ๆ ว่าวางเจ้าเครื่องมือสื่อสารทิ้งเอาไว้เมื่อคืน เขาหยิบมันขึ้นมา ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นชื่อบุคคลปลายสาย

    “ครับ ครับ ตอนนี้เลยหรือครับ ได้ครับพี่ ครับ สวัสดีครับ” เขาเอ่ยบอกปลายสายอย่างนั้นก่อนบทสนทนาจะจบลง อีหรอบนี้คงจะหนีไม่พ้นโดนแก้งานแบบสายฟ้าแลบอีกแล้วสินะ ฉันได้ยินเขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ซุกใบหน้าที่มีไรหนวดเขียวเข้ากับตัวฉันและฝังร่างกายไว้ในกองผ้านวมหนานุ่มอย่างที่ควรจะทำในวันเสาร์ตอนเช้าตรู่  ฉันคิดว่าเขาคงจะนอนต่ออีกสักสองหรือสามชั่วโมงเพราะดวงอาทิตย์ก็แทบจะโผล่พ้นขอบฟ้าอยู่แล้วตอนที่เขายอมผละออกจากโต๊ะทำงานเมื่อคืน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็พลิกตัวไปมาอยู่นั่น แถมยังส่งเสียงครางออกมาในลำคอเหมือนว่ากำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่ในใจ

    สุดท้ายแล้ว จิตวิญญาณคนบ้างานก็เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ เขาผุดตัวลุกขึ้นจากเตียงในที่สุด ถอนหายใจออกมาแรง ๆ ในแบบที่ไม่บอกก็รู้ว่าคงหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยก่อนเดินหายไปในห้องน้ำ หนึ่งนาที สองนาที และกลับออกมาพร้อมกับหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนใบหน้า เขาเช็ดหน้าลวก ๆ ด้วยเสื้อนอนตัวโคร่งขณะเดินไปหยุดที่หน้าโต๊ะทำงาน กดเปิดคอมพิวเตอร์ และเริ่มต้นทำงานอีกครั้งหลังหยุดพักไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง

    หลายวันมานี้ จู่ ๆ เขาก็ขยันทำงานขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา ซากชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่วางระเกะระกะอยู่ใกล้ ๆ กับโต๊ะทำงานคงช่วยยืนยันคำพูดของฉันได้ไม่ยาก ทีแรกฉันคิดว่าเขาคงเจองานเร่งกะทันหันเหมือนอย่างที่เจออยู่บ่อย ๆ แต่พอเหลือบไปเห็นกรอบรูปสีขาวที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นใกล้กับกองขวดเหล้า—อืม เห็นที ที่เขาว่าคนเรามักจะทำตัวให้ยุ่งเพื่อจะได้ลืมความเศร้าคงจะไม่เกินจริงเท่าไรนัก

    ฉันไม่แน่ใจว่า ‘ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น’ จะเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้หรือเปล่า ก็ถูกที่ว่าเขาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนกับหลายวันก่อนหน้า ไม่ได้ตีอกชกตัวหรือทำลายข้าวของเหมือนกับวันแรกที่เธอเดินจากไป แต่ก็นั่นแหละ ความเศร้าไม่ใช่ศัตรูที่จะสามารถกำจัดไปได้ง่าย ๆ ภายในเวลาอันสั้น มันยังอยู่ตรงนั้น...ถูกฝังกลบไว้ ณ ส่วนลึกที่สุดของจิตใจ รอคอยวันเวลาที่จะได้กลับมาหลอกหลอนกันอีกครั้งในวันที่เขาพลาดพลั้ง เหมือนกับกลางดึกของคืนหนึ่งที่จู่ ๆ เขาก็เดินไปหยิบกรอบรูปขึ้นมาดู กอดเอาไว้แนบอก และปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ ตามประสาผู้ชายที่เกลียดตัวเองเวลาร้องไห้ฟูมฟาย— ‘มูฟออนเป็นวงกลม’ ใช่มั้ยนะ คำที่คนสมัยนี้เขาชอบใช้กัน

    เพราะแบบนี้ เขาถึงได้เอาแต่ทำงาน ทำงาน และทำงาน จะหยุดทำก็ต่อเมื่อร่างกายเหนื่อยล้าจนทนไม่ไหวและหลับสนิททันทีที่หัวถึงหมอน ไม่มีเวลาต้องไปคิดถึงอะไร...หรือคิดถึงใครอีก


    ดวงอาทิตย์ลอยสูงเหนือเส้นขอบฟ้ามากแล้วตอนที่เขาผละออกมาจากโต๊ะทำงาน ต่อสายตรงหาผู้ว่าจ้างและปิดท้ายด้วยการบิดขี้เกียจจนเกิดเสียงดังกร๊อบ เศษซากอาหารมื้อดึกจากเมื่อคืนคือสิ่งต่อไปที่เขาต้องจัดการ ไล่จากถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เปลือกลูกอมรสเปรี้ยวจี๊ด และขวดเครื่องดื่มชูกำลังอีกสองสามขวด เขากวาดทั้งหมดนั่นลงในถุงขยะสีดำภายในเวลาไม่กี่นาที ก่อนจะเงยหน้ามองไปรอบ ๆ ห้อง มองหาขยะชิ้นต่อไปเพื่อจะได้ถือไปทิ้งพร้อมกันในคราวเดียว จากหน้าตู้เสื้อผ้า ข้าง ๆ เตียง ไปจนถึงเศษซากขวดเหล้าที่วางระเนระนาดอยู่ที่มุมอับของห้อง

    ...ข้าง ๆ กันนั่นคือกรอบรูปสีขาวที่ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น

    ฉันรู้สึกราวกับทั้งห้องกำลังกลั้นหายใจ ถ้าฉันมีริมฝีปากเหมือนกับมนุษย์ ฉันคงเผลอกัดมันจนห้อเลือดเพราะความกดดันไปแล้ว

    แววสั่นไหวในดวงตาของเขาปรากฏชัดเจนแม้จะมองจากตรงนี้ ระยะเวลาเพียงหนึ่งอาทิตย์ยังไม่นานพอที่จะทำให้เขาเบือนหน้าหนี ‘ความจริง’ ไปได้ในทันที เขาถอนหายใจออกมาเสียงดัง มันสั่นเสียจนฉันคิดว่าเขากำลังสะอื้น แต่ไม่ใช่ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้น เขาเพียงแค่ถอนหายใจ หลับตาลง และเดินออกจากห้องไปพร้อมกับถุงขยะในมือ ทิ้งขวดเหล้าและกรอบรูปสีขาวเอาไว้ที่เดิม—บนพื้น มุมอับของห้องนอน...ณ ซอกหลืบที่ลึกที่สุดในจิตใจของเขา

    เขากลับขึ้นมาที่ห้องพักในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงกรอบแกรบของถุงพลาสติกที่ดังลอดมาถึงในห้องนอนบอกให้รู้ว่าเขาคงไปหอบหิ้วอาหารประทังชีวิตมาจากมินิมาร์ทหรือไม่ก็ร้านข้าวแกงใกล้ ๆ ฉันได้ยินเสียงก๊อกแก๊กของเครื่องครัวกระทบกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเห็นเขากลับเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับข้าวกะเพราหมูกรอบ เขาวางจานข้าวไว้บนโต๊ะทำงานและทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ ขยับเม้าส์เพื่อปลุกคอมพิวเตอร์จากโหมดพักหน้าจอ และเริ่มทำงานอะไรก็ตามที่ยังคั่งค้างอยู่ไปพร้อม ๆ กัน อาจจะเป็นการเก็บรายละเอียดงานเก่า ๆ หรือไม่ก็เปิดงานขึ้นมาตรวจเช็คอีกครั้ง—อะไรก็ได้ที่ทำให้เขาไม่ต้องนั่งกินข้าวเฉย ๆ และตระหนักถึง ‘ความจริง’ ที่เกิดขึ้น

    แสงสีฟ้าสาดใส่หน้าเขามานานกว่าสี่ชั่วโมงแล้วในตอนที่ดวงตาของเขาคงแทบกราบขอร้องให้พักก่อน เขากดปิดคอมพิวเตอร์ในที่สุด ยกมือขึ้นนวดขมับและหัวตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเอาจานข้าวไปล้างหลังทิ้งให้มันแห้งกรังมากว่าสี่ชั่วโมง ฉันได้ยินเสียงน้ำจากก๊อกตรงอ่างล้างจานก่อนเสียงนั้นจะถูกแทนด้วยเสียงฝักบัวในห้องน้ำ—ในที่สุดเขาก็คิดได้สักทีว่าไม่ได้มีแค่จานข้าวใบนั้นที่ถูกทิ้งจนแห้งกรัง

    วันนี้เขาอาบน้ำนานกว่าปกตินิดหน่อย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่ดูดีขึ้น เสื้อยืดตัวใหม่ของเขาไม่ได้ต่างจากเสื้อนอนตัวโคร่งตัวก่อนหน้าเลยสักนิด—เเต่กลิ่นก็ดีขึ้นมาหน่อย—เส้นผมของเขาลู่ไปตามใบหน้าก่อนมันจะต้องยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเมื่อเขาโปะผ้าขนหนูผืนเล็กตามลงไปและเริ่มขยี้ ขาทั้งสองข้างพาตัวเขาไปหยุดอยู่ที่หน้ากระจก เขาเผลอสบตาเข้ากับคนในนั้นและเริ่มพินิจพิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ได้ตั้งใจ

    “นี่ใครวะ...” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะที่มือข้างหนึ่งผละจากหน้าที่บนศีรษะและเลื่อนลงมาสัมผัสที่ใบหน้า—ใต้ตาคล้ำ อานิสงค์ของการหักโหมทำงานจนพักผ่อนไม่พอและอาจรวมถึงการร้องไห้มาราธอนในช่วงก่อนหน้า และหนวดเขียวตามแนวคาง—เพิ่งสังเกตตัวเองหรือไงนะ เพราะแบบนี้ ฉันถึงแปลกใจปนโล่งใจเมื่อเห็นเขาเดินเข้าไปในห้องน้ำและกลับออกมาด้วยใบหน้าที่เกลี้ยงเกลากว่าเดิมหลายเท่าตัว 

    เขาเดินไปที่หน้ากระจกอีกครั้ง เช็ดผม และสำรวจคนในกระจกฆ่าเวลาไปด้วยเหมือนกับที่ทำอยู่เมื่อครู่ จนกระทั่งผมแห้งหมาด ๆ เขาถึงได้หยุดการกระทำทั้งหมด ยืนมองคนในกระจก ถอนหายใจ ก่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ จะปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น ก่อนที่เขาจะหุบยิ้มและผละออกจากหน้ากระจกไป

    มันกินเวลาแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นแหละ แต่อย่างน้อย นั่นก็เป็นเสี้ยววินาทีที่ให้ความหวังแก่ฉันว่า เขาที่ฉันรู้จักอาจจะกำลังกลับมาในไม่ช้าก็ได้


    เขาหายออกไปจากห้องนอนอยู่หลายชั่วโมง เสียงโทรทัศน์จากห้องนั่งเล่นบอกให้รู้ว่าเขาคงใช้เวลาช่วงบ่ายที่เหลืออยู่ที่นั่น แต่ฉันเดาว่าคงกำลังปล่อยให้โทรทัศน์ดูตัวเองอยู่แน่ ๆ เพราะฉันได้ยินเสียงเขาเดินลากสลิปเปอร์วนไปวนมาอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว

    ในขณะที่ฉันกำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ ๆ เขาก็เปิดประตูผลั่วะเข้ามา สีหน้าของเขาดูจริงจังกว่าปกติ—จริงจังเกินกว่าจะเป็นคนที่เพิ่งดูรายการคลายเครียดยามบ่ายจบไป—หัวคิ้วของเขาขมวดนิดหน่อย แถมในมือยังถือถุงขยะสีดำติดเข้ามาอีกด้วย 

    เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร เดินตรงปรี่ไปยังมุมห้อง ย่อตัวลง และค่อย ๆ เก็บขวดเหล้าลงถุงขยะทีละขวด ทีละขวด เสียงขวดแก้วกระทบกันดัง แก๊ง แก๊ง พาลให้นึกถึงเสียงร้องเป็นจังหวะของเจ้านาฬิกาปลุกของเขาขึ้นมาเลย

    ในที่สุด เสียงนั่นก็เงียบไป ฉันพยายามเหลือบมองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเก็บขวดเหล้าจนหมดเเล้ว ถุงขยะสีดำถูกมัดปากและนอนแน่นิ่งอยู่ข้าง ๆ ตัว เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกยืนขึ้นพร้อมกับกรอบรูปสีขาวในมือ

    ฉันไม่อาจปฏิเสธแววไหววูบในดวงตาของเขาไปได้ เช่นเดียวกับตัวเขาที่คงไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกอะไรก็ตามที่กำลังก่อตัวในจิตใจได้ด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้วางมันลงหรือคว่ำรูปเอาไว้เหมือนกับที่ทำมาตลอดหลายวันมานี้ เขามองมัน ปลายนิ้วโป้งไล้ไปตามเนื้อกระจกที่ครอบแผ่นกระดาษอัดภาพเอาไว้ ความทรงจำคงกำลังหลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขาอย่างไม่ขาดสาย...วันที่ทะเลาะกัน วันที่ไปเที่ยวครั้งแรกด้วยกัน...วันแรกที่รักกัน

    เขามองมัน ขบริมฝีปาก ถอนหายใจ...และแกะรูปนั้นออกมา

    ระยะเวลาเพียงเท่านี้อาจจะสั้นเกินไปสำหรับการทำใจให้หายขาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะสั้นเกินไปสำหรับการตัดสินใจเพื่อเริ่มต้นใหม่นี่นะ

    หลังจากพยายามอยู่นาน สุดท้ายแล้วเขาก็แกะมันออกมาได้ กระดาษโฟโต้ในมือดูเล็กลงไปเลยเมื่ออยู่ในฝ่ามือใหญ่โตของเขา—เล็กอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีอิทธิพลต่อผู้ชายตัวโตอย่างเขาได้มากมายขนาดนี้ เขาจับมันด้วยมือทั้งสองข้าง และค่อย ๆ พับมันลงไปครึ่งหนึ่ง

    เขาง่วนกับกรอบรูปอยู่สักพัก นำมันไปวางไว้ที่ตำแหน่งเดิมบนชั้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

    จากตรงนี้ ฉันมองเห็นกรอบรูปอันนั้นอย่างชัดเจน วางเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางชั้น—สูงตรงกับระดับสายตาของเขาพอดี ฉันยิ้มให้กับรูปนั้น ส่วนผู้ชายในรูปเองก็กำลังยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน


    ยิ้ม...ถึงแม้ว่าใครอีกคนจะไม่ปรากฏอยู่ในกรอบรูปด้วยแล้วก็ตาม


    สมาชิก หม่นหมอน

    ชัญญา เหมพรวิสาร

    ปวีณอร อินทรหมื่นไวย

    ธัญชิตา แสงโชติกุล


    input

            .   BTS (방탄소년단) - Answer: Love Myself

              Sundae Kids, Getting No Message Is Also A Message 

               เธอคือเมล็ดฝัน

              ควัน


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in