Short Stories, Unfoldtearsfate
Walking On the Time: Bae Jinyoung x Lee Daehwi
  • [os] Walking On the Time

    Bae Jinyoung x Lee Daehwi







    #Shelterain101

    12, 629 words



    BG Music: When Would It Be – Yoon Hyun Sang & IU

    Why Did I Fall In Love With You – Tohoshinki









             Is it still called ‘love’?

             If I feel too much,

             Collapsed by the weight

             Of the definition I made.


             We are too young to love:

             Fall, break and recover too easily

             But when there’s a scar,

             It left too early – last too long.









    *















             “แดฮวีอ่า!”




             ทุกครั้งที่มีคนเรียกชื่อของเขา รอยยิ้มสว่างไสวปรากฏขึ้นบนใบหน้าน่ารัก เด็กนักเรียนใหม่ที่พึ่งเข้ามากลางเทอม ด้วยบุคลิกที่สดใส ความสามารถหลากหลายด้าน และการแสดงออกที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนดังของโรงเรียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว



             “ฮะ? พี่โดยอง"


             “วันนี้มากินข้าวเย็นที่บ้านพี่นะ คุณแม่บอกหรือยัง?”



             และยิ่งโดดเด่นกว่าเดิม เมื่อเด็กมัธยมปลายปี 1ห้อง5 เป็นญาติของประธานนักเรียน ผู้คนบริเวณโถงทางเดิน ชะเง้อมองภาพด้านข้างของคนทั้งสองคนด้วยความชื่นชม



             “บอกแล้วฮะ! อ้ะ อรุณสวัสดิ์ครับพี่จีฮุน:) ”


             “อรุณสวัสดิ์ครับ น้องแดฮวี"



             คิมโดยอง อีแดฮวี ปาร์คจีฮุน คนดังทั้งสามคนที่ยืนคุยกัน รอยยิ้มนั่นมีแสงแดดจากหน้าต่าง เร่งความสดใสจนทำให้คนที่แอบมองยิ้มตามอย่างง่ายดาย



             “หิว"



             เสียงที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้แดฮวีต้องหันไปหาต้นเสียง ใบหน้าที่ดูก็รู้ว่ากำลังง่วงนอน หรือกำลังหงุดหงิดอะไรสักอย่างแน่ๆ โครงหน้าที่เล็กจนผมต้องก้มไปมองฝ่ามือของตัวเอง สลับขึ้นไปมองขนาดเล็กของใบหน้าคนๆ นั้น



             “แป้ปนึงดิ กูคุยกับน้องอยู่"


             “หิว"



             คนที่ถูกกล่าวอ้าง ขยับหน้ามองโดยองทีมองคนมาใหม่ทีด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูกจริงๆ อาจเพราะหัวใจที่อยู่ดีๆ ก็เต้นแรงราวกับมันจะหลุดออกมา รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้นคลอเบาๆ



             “แดฮวี ไปกินข้าวกับพวกพี่ไหม?”



             หันมาเอ่ยถามอย่างจนปัญญา เมื่อโดยองรู้ดีว่าเพื่อนตัวเองจะไม่ยอมปล่อยให้เขาคุยกับน้องรักดีๆ แน่ๆ



             “เอ่อ...”



             แดฮวีเงยหน้ามองจีฮุนที่ส่งยิ้มให้อย่างใจดี นัยน์ตาที่วิบวับนั่นเหมือนส่งสัญญาณบอกให้ผมรีบพยักหน้า แล้วเดินตามกลุ่มคนดังของชั้นมัธยมปลายปีสองไปอย่างเงียบๆ



             “อื้อ ขอฝากตัวด้วยนะฮะ! เพื่อนพี่โดยอง!



             ไม่ได้พยายามฝืนยิ้ม แต่ส่งยิ้มให้คนที่พึ่งเคยเจออย่างจริงใจ ยิ้มกว้างจนตาปิด

             ไม่มีเหตุผลอะไรมากมาย


             ก็แค่อยากยิ้มให้กว้างๆ




             “จินยอง – "




             มันเป็นวินาทีที่อีแดฮวีได้รับรางวัลตอบแทน สำหรับการเป็นเด็กที่มักจะทำอะไรตามความรู้สึกเสมอ ตราบใดที่มันยังไม่ล้ำเส้นคนอื่น

             ตราบใดที่มันไม่ทำให้หัวใจเขาทำงานหนักเกินไป




             “แพจินยอง"




             ชื่อ – ของคนที่อาจจะเป็นนิยามความรักที่อีแดฮวีสงสัยมาตลอด

             รอยยิ้มเล็กๆ ที่ทำให้แดฮวีใจเต้น กว่าตอนที่เห็นดอกทานตะวันหน้าบ้านบานเต็มสวน





             “แดฮวี – "




             พยายามทำให้หัวใจเต้นช้าลงกว่าเดิม เพื่อเอ่ยบอกชื่อของตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ใช้ปกติ

             ในขณะที่ตอนนี้เสียงในหัวเขามันอื้ออึงไปหมดแล้ว




             “อีแดฮวีครับ"




             ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงของตัวเอง ที่เอ่ยออกไป –

             ไม่มีโอกาสรู้เลย ว่าวันนั้นเขาแนะนำชื่อของตัวเองออกไปด้วยน้ำเสียงแบบไหน




             “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ"




             มันเป็นโทนเสียงที่สูง หรือต่ำกว่าปกติ

             ว่าใบหน้าของผมขึ้นสีแดงก่ำ เหมือนชินจังไหม



             ใช้ความกล้าที่ตัวเองมีมาเสมอ ในการเงยหน้าขึ้นไปสบตากับใครคนนั้น

             เพื่อเรียกชื่อของคนๆ นั้น




             “พี่จินยอง"




             คนที่เป็นรักแรกพบ –

             เป็นนิยามคำว่ารักแรกพบคนเดียวของอีแดฮวี







             และทุกอย่างก็เริ่มต้นจากวันนั้น หลังมื้ออาหารในตอนเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางเสียงดังเซ็งแซ่ของโรงอาหาร



             ความทรงจำครั้งแรกที่ผมได้เจอพี่จินยอง

             เป็นความทรงจำที่ชัดเจนที่สุดในขวดโหลของวัยมัธยม



             และมีเสียงดังที่สุด –



             เสียงดังกึกก้อง กัมปนาท

             จนกลัวว่าหัวใจอาจจะทำงานหนักเกินไป


             ปริมาณความรัก ปริมาณความสุข

             และปริมาตรของหยาดน้ำตา



             ที่มากเกินกว่าเด็กมัธยมจะรับไหว








    *







             “ย่าห์ อีแดฮวี!”



             ตระโกนเรียกชื่อคนที่เร่งจังหวะเปียโน ทั้งๆ ที่กำลังยิ้มตาปิด เดินสาวเท้าเข้าไปเขย่าตัวคนตัวเล็กด้วยความหมั่นเขี้ยว คนที่ถูกกระทำกลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ



             “อาไรหรอออออ"



             เอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนๆ รู้สึกถึงความสุขวัยมัธยมที่คุณแม่มักจะบอกเขาว่ามันหอมหวานขนาดไหน หวานกว่าแยมสตรอว์เบอร์รีที่สวนของคุณยายเสียอีก



             “แสบนักนะไอ่ตัวเล็ก!”



             พูดด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก พลางส่งมือไปจี้บริเวณเอวบางๆ อย่างนึกสนุก เสียงหัวเราะดังคลอไปทั่วบริเวณห้องชมรมดนตรี – อย่างที่มันมักจะเป็นเสมอ แพจินยองกับอีแดฮวีน่ะสนิทกันเร็วจนผู้คนรอบข้างยังตกใจ ด้วยภาพลักษณ์ที่ต่างกันสุดขั้ว



             “พี่จินยองงงงง พอก่อนๆ ๆ ๆ ๆ "



             แต่มันก็ไม่ได้น่าตกใจเท่ารอยยิ้มของแพจินยองตอนที่อยู่กับอีแดฮวี

             และรอยยิ้มของอีแดฮวีที่มันสดใสกว่าเดิมได้อีกเยอะมากๆ ทั้งๆ ที่ปกติรอยยิ้มของเด็กผู้ชายคนนั้นก็สดใสมากอยู่แล้ว



             “ฮ่าๆๆๆ ดูดิ แกล้งนิดเดียวก็หน้าแดงตัวแดงไปหมดแล้ว หัวเราะแบบนี้หายใจทันไหมเนี่ย"



             หยุดแกล้งอีกฝ่ายทันทีที่เห็นว่าน้องหัวเราะจนน้ำตาคลอ มือที่จี้เอวบางๆ นั่น เปลี่ยนมารัดรอบเอวที่เล็กจนจินยองตกใจทุกครั้งที่สัมผัสเอวเด็กคนนี้ เอนหลังพิงพนักโซฟาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง สูดดมกลิ่นกายของคนในอ้อมกอด ที่บางครั้งก็ทำให้ใจสงบลง บางครั้งก็ทำให้หัวใจเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครคนอื่น



             “ทำไมชอบกอดแบบนี้อ่ะ"



             แดฮวีมุ่ยหน้าเมื่อพี่จินยองชอบดึงตัวเขาเข้ามากอดไว้แน่นๆ แบบนี้ หลังจากที่อีกฝ่ายแกล้งเขาจนพอใจแล้ว คนตัวเล็กยืดขาไปตามพื้นพรมอย่างสบายใจเฉิบ หัวกลมๆ พิงอกของจินยองอย่างเคยชิน กลิ่นหอมที่เขาคุ้นชินซ้ำๆ แต่ไม่เคยเบื่อเลยสักครั้งเดียว



             “จะได้ได้ยินไง"



             “ได้ยินไรอ่ะ"



             “ไม่ได้ยินหรอ?”



             ประสานมือกับมือที่เรียวสวย อาจเพราะน้องชอบเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็ก มือเลยสวยเหมือนมือผู้หญิงแบบนี้ จินยองยกมือคู่นั้นขึ้นมาในระดับสายตา ก่อนจะดึงมาทาบหน้าอกด้านซ้ายของแดฮวี



             “เสียงหัวใจของพี่"



             อวัยวะที่เต้นด้วยจังหวะเร็วขึ้น อวัยวะที่ตอนนี้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน เพราะพวกเขากำลังนั่งซ้อนกันอย่างที่ชอบทำ



             “มันเต้นรัวมากเลยนะ"



             แสงแดดยามบ่ายที่ส่องเข้ามาในห้อง นวล ฟุ้ง เหมือนแสงในหนังญี่ปุ่นที่แดฮวีเคยดูบ่อยๆ ตอนไปเรียนที่ญี่ปุ่น ไม่สิ –



             “อื้อ ได้ยิน"



             กรอบภาพที่เขามองเห็นในตอนนี้มันสวยยิ่งกว่าในม้วนฟิล์มเสียอีก

         ชัดแจ๋วกว่าดีวีดีบลูเรย์อีก เพราะมันเป็นม้วนฟิล์มที่ถูกถ่ายด้วยตาของแดฮวี เขาสามารถสัมผัสได้ถึงทุกๆองค์ประกอบ



             “หัวใจเต้นรัวขนาดนี้แล้ว พี่จะไม่ทำอะไรหน่อยหรอ"



             “ร้ายชะมัด"



             ไม่ต้องชะโงกหน้าไปมองก็รู้ว่าตอนนี้น่ะอีแดฮวีกำลังยักคิ้ว พร้อมทำหน้ากวนๆ ขนาดไหน มันต้องน่ามันเขี้ยวจนจินยองต้องอยากดึงแก้มอีกฝ่ายจนช้ำแน่ๆ



             “อีแดฮวี – "



             แต่ทำไงได้ ในเมื่อแพจินยองไม่อยากดึงแก้มน้องแดฮวีให้เจ็บเล่นแล้วนี่นา เพราะเขาน่ะ



             “น้องแดฮวีครับ เป็นแฟนพี่จินยองนะ…"



             อยากฟัดแก้มอีกฝ่ายมากกว่า อยากใช้ริมฝีปากของตัวเองกดลงไปบนแก้มนิ่มๆ ให้หนำใจ และการจะทำแบบนั้นได้ เราก็ควรมีจุดยืนที่ชัดเจนก่อนใช่ไหมล่ะ?



             "นะครับ?”



             เอนหน้าลงบนบ่าเล็กของแดฮวีอย่างออดอ้อน ใช้หัวถูไถรอบคอคนอายุน้อยกว่าโดยไม่เหลือยางอายใดๆ เพราะเขาชินแล้ว



             ชินกับความเป็นตัวเองที่ถูกดึงออกมา ตอนที่อยู่กับเด็กผู้ชายคนนี้

             ชอบตัวเองเวลาอยู่กับคนๆ นี้

            



             “อื้อ"





             คนที่พยักหน้าจนผมบ๊อบของตัวเองสะบัดไปหมด สัมผัสได้ถึงความสดใสผ่านห้วงอากาศที่กำลังสูดหายใจเข้า





             “เค้าเป็นแฟนพี่จินยองแล้วนะ:) "





             เด็กผู้ชายที่หันกลับมาทั้งตัวเสมอ เวลาที่จินยองอยู่ข้างหลัง

             อีแดฮวีที่ส่องประกายเพื่อใครหลายคน

             อีแดฮวีที่เป็นรอยยิ้มและขุมพลังให้คนรอบข้าง





             “อื้อ"




             คนๆ นั้นกลายเป็นคนของแพจินยอง

             นั่นคือช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิตมัธยม




             “น้องแดฮวีเป็นแฟนพี่จินยองแล้วนะ:) ”




             กลิ่นของแดฮวีในอ้อมกอดของจินยองในวันนั้น

             มันหอมฟุ้งกว่าทุกวัน


             ราวกับว่าเขาได้รับโอกาสในการก้าวเข้าไปในโลกของแดฮวีจริงๆ




             “อื้อ มาโตไปด้วยกันนะ! พี่จินยอง"




             ในโลกของเด็กผู้ชายที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว อ่อนโยน

             ทว่า



             กล้าหาญมากกว่าจินยองนัก









    *










             ภาพของแพจินยองที่เดินเคียงข้างไปกับอีแดฮวีเสมอ กลายเป็นภาพที่หลายคนในโรงเรียนชินตา พี่น้องข้ามชั้นเรียนคนดังที่สนิทกันจนใครหลายคนได้แต่ยิ้มตาม




             แพจินยองที่รอกินข้าวที่โรงอาหารในตอนเช้ากับแดฮวี เดินไปส่งที่ห้องเมื่อถึงเวลาเข้าเรียน ใบหน้าหล่อเหลานั่นยิ้มกว้างออกมาเสมอ ในตอนที่อีกฝ่ายส่งมือไปยีกลุ่มผมหนาของแดฮวี จนมันเสียทรง




             รุ่นพี่จินยองที่เดินมาเรียกแดฮวีเสมอ ในตอนที่พวกเขามีคาบว่างตรงกัน คนเป็นพี่มักจะยืนพิงหน้าต่างที่อยู่ตรงข้ามกำแพงห้องของแดฮวี พยักหน้า ฟังคนเป็นน้องพูดเจื้อยจ้าวอย่างไม่รู้จักเบื่อ อดยื่นมือออกไปบีบและยืดแก้มนั้นอย่างมันเขี้ยว ในตอนที่อีกฝ่ายทำตัวน่ารักเกินไป




             ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ปล่อยกันและกินให้เป็นอิสระในตอนเที่ยง ทั้งสองคนแยกไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนของตัวเอง แบ่งเวลาให้เพื่อนอย่างเท่าเทียม



             ก่อนจะกลับไปเจอกันที่ชมรมในตอนเย็น หลงเข้าไปในโลกของเสียงเพลง โลกแห่งดนตรีที่มีเสน่ห์ยิ่งขึ้นไปอีก ในตอนที่ได้เห็นคนรักของตนเอง หลงเข้าไปในโลกแห่งนั้น ก่อนที่จินยองจะเดินไปส่งแดฮวีที่บ้านทุกวัน มันเป็นชีวิตประจำวันที่สร้างรอยยิ้มให้จินยองและแดฮวีได้เสมอ




             การดูแลกันและกันในแต่ละวัน

             กลายเป็นขุมพลังที่ก่อให้เกิดความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ



             เป็นความทรงจำที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความสุข

             อุ่นวาบหัวใจทุกครั้งที่นึกถึง



             รวมถึงยามที่ไม่ได้นึกถึงมันด้วย












             “แดฮวี พี่จินยองมาหา"



             คนที่นอนแนบหน้าไปกับโต๊ะอย่างหมดแรง สะดุ้งตัวขึ้นอย่างแรงทันทีที่ได้ยินซอนโฮ – เพื่อนสนิทเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ เหมือนคนละเมอ



             “ไม่เหงานะเจ้าซอนโฮ เดี๋ยวพี่แดฮวีกลับมาเล่นด้วย"



             เอ่ยบอกเร็วๆ ก่อนจะวิ่งพรวดพราดออกจากห้อง ซอนโฮมองภาพนั้นพร้อมกับรอยยิ้ม ภาวนาให้ความรักของเพื่อนสนิทดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด



             อีแดฮวีที่สดใสมากๆ แล้วคนๆนั้นก็สดใสและเปล่งประกายมากกว่าเดิมอีก ในตอนที่อีกฝ่ายตกหลุมรักใครคนนั้นอย่างหัวปักหัวปำ สดใสมากจนซอนโฮกลัวเหลือเกิน



             กลัวว่าเมื่อความรักนั้นดำเนินไปถึงจุดๆ นั้น

             ความรักจะทำลายรอยยิ้มที่ทุกคนตกหลุมรักนั้นอย่างน่าปวดใจที่สุด




             “ฮวีอ่า"




             และอีแดฮวีก็ยังเป็นเด็กที่มีความคิดแบบเด็กอเมริกา

             เด็กผู้ชายคนนั้นแสดงออกอย่างไม่อายใคร ว่าเขากำลังรักใคร กำลังคบกับใคร



             ซอนโฮได้แต่ภาวนาให้มันมาไม่ถึง ร้องขอทั้งๆ ที่รู้ดีว่ามันเป็นไปได้ยากแค่ไหน

             เพราะเกาหลีใต้ยังเป็นประเทศที่อยู่ในกะลา ไม่เปิดกว้างให้กับความรักของคนเพศเดียวกัน



             ไม่ยอมรับ

             ทั้งยังผลักไส แสดงความรังเกียจ








    *











             “พี่จินยอง เค้าถามจริงๆ นะ"



             สถานที่ในการขอคบกัน ยังคงเป็นหลุมหลบภัยของพวกเขาเสมอ ความอึดอัดที่ทั้งสองคนปล่อยออกมา มันทำให้พี่แจฮยอนที่เป็นประธานชมรมถึงกับเอ่ยปาก ไล่ให้ทุกคนกลับบ้าน เพื่อปล่อยให้พวกเขาเคลียร์กันดีๆ


             สถานที่ทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นรูปเป็นร่าง กำลังทลายลง

             กลายเป็นสถานที่ในการจบเส้นความสัมพันธ์ท่ีเคยงดงามเหลือเกิน


             งดงามจนไม่อยากเชื่อ ว่าครั้งหนึ่งมันถูกเติมเต็มด้วยปริมาณความสุขที่มากขนาดไหน




             “พี่อยากเลิกกับเค้าหรอ?”



             แต่มันคงไม่ใช่สิ่งที่พี่เขาคาดหวังนัก ในเมื่อแดฮวีคนนั้นกล้าที่จะเอ่ยสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจออกมา โดยไม่พูดอะไรอ้อมๆ ทั้งนั้น นัยน์ตาชั้นเดียวลู่ลงจนแทบลืมไม่ขึ้น ตาสองชั้นอีกข้างกลายเป็นสามชั้น หยาดน้ำที่เอ่อคลอออกมา ทุกองค์ประกอบทำให้จินยองรู้ว่าแดฮวีนอนร้องไห้มานานขนาดไหน


             รู้ทั้งรู้ก็ยังทำร้ายคนที่เขารักอย่างเลือดเย็น



             “ตอบมาสิ พี่จินยอง"



             ตอนนี้คนที่ต้องการความชัดเจนเสมอ และให้ความชัดเจนกับทุกคน กำลังเอ่ยถามจินยองด้วยน้ำเสียงที่แตกสลาย ถามออกมาทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ กับความรักที่แดฮวีทุ่มให้มันอย่างสุดหัวใจ เทหมดหน้าตัก ทั้งๆที่รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์น่ะเปราะบางขนาดไหน


             แต่อีแดฮวีก็ยังคงเป็นอีแดฮวี เด็กผู้ชายที่ทำทุกอย่างอย่างสุดความสามารถเสมอ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่ไหนอีกฝ่ายก็ไม่เคยปล่อยผ่าน เพราะงั้นมันเทียบไม่ได้เลยจริงๆ กับความรักครั้งแรกของคนที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหวขนาดนี้



             “พี่ไม่ได้อยากเลิก"



             “หรอ แล้วที่พยายามเมิน ทำตัวเหินห่างกับเค้าแบบนี้มันเพราะอะไรอ่ะ"



             สดสว่างและเข้มแข็ง จนคนรอบตัวต่างเข้ามาเตือนจินยอง เตือนด้วยน้ำเสียงที่ร้องขออย่างสุดใจ ว่าอย่าทำร้ายดวงใจของพวกเขา อย่าทำลายเด็กที่เป็นความสดใสในชีวิตของพวกเขา



             “พี่ก็บอกแล้วไง – "



             “พี่เรียกว่ามันคือเหตุผลหรอพี่จินยอง? แดฮวีถามจริงๆ?"



             น้ำตาหยดลงมาไม่ขาดสาย ใบหน้าที่มักจะแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม



             “เพราะพี่อายที่มีแฟนเป็นผู้ชาย – ซึ่งก็คือแดฮวี เพราะพี่แคร์เรื่องที่คนเอาแต่พูดถึงว่าพี่เป็นเกย์ – นั่นก็เป็นเพราะพี่เป็นแฟนแดฮวี"



             บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตามากมาย



             “เพราะคนที่มีแต่คนพูดถึงในแง่ดีเสมออย่างพี่ มีเค้า มีอีแดฮวีเป็นสิ่งแปดเปื้อนเดียวของพี่งั้นหรอ?



            ร่วงหล่นลงมาราวกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง



             “เพราะงั้นสิ่งที่พี่พูดออกมา แสดงออกมาในตอนนี้ มันจะไม่เป็นเพราะพี่อยากเลิกกับเค้าได้ยังไง?”



             น้ำตาของแดฮวีไม่ได้ตกกระทบลงสู่พื้น



             “ในเมื่อพี่ชอบเค้า เพราะแดฮวีเป็นความสดใสที่สุดในโลกของพี่ แล้วทำไมตอนนี้เค้าถึงกลายเป็นจุดมืดบอดเดียวในชีวิตของพี่ล่ะ พี่จินยอง?




             ตรงกันข้าม มันกลับตกลงมา เอ่อล้นในหัวใจของจินยองจนมันท่วมไปหมด แช่แข็งทั้งลมหายใจและสายตาจนเหมือนคนใกล้ตาย แต่เขากลับตอบอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ไม่มีความกล้าพอที่จะปลอบโยน ไม่มีความกล้าพอที่จะรับประกันว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียใจอีก



             ใบหน้าที่เขารักยังมีรอยยิ้มอยู่ เป็นรอยยิ้มที่แสดงความเหนื่อยล้าและผิดหวัง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พี่จินยองของน้องแดฮวีทำให้คนรักของตัวเองตกลงมาจากหุบเหวแห่งความหวัง ตกลงไปยังก้นบึ้งของความทุกข์ระทม




             ในตอนนั้นน้ำตาของคนที่จินยองรักที่สุด

             ยังไม่สามารถต้านกระแสสังคมที่ฝังลึกอยู่ในใจของเขา


             แพจินยองได้แต่ปล่อยให้ปริมาณน้ำเอ่อล้น จนท่วมหัวใจ







             เหมือนกับตอนเด็กๆ ที่จินยองมักจะช่วยคุณแม่รดน้ำต้นไม้เสมอ



             ช่วงแรกๆ ที่มัวแต่ห่วงเล่นกับเพื่อนๆ ทำให้จินยองละเลย ลืมไปรดน้ำต้นไม้ จนพวกมันเฉาตาย แห้งกรอบจนจินยองไม่กล้าเอามือไปสัมผัสแม้แต่กลีบดอกไม้


             ต่อมาจินยองจึงขยันรดน้ำต้นไม้ไม่ขาด เฝ้ามองมันเจริญเติบโตอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว แต่เพราะดูแลมากเกินไป มันก็ตายอีก...




             เพราะงั้นเมื่อเติบโตขึ้นมา เมื่อจินยองมีความรัก ความรักที่เรียกว่าอีแดฮวี

             เขาจึงพยายามดูแลอย่างพอดี ไม่มากไป หรือน้อยไป



             และแพจินยองก็คิดว่าเขาทำมันได้ดีมาตลอด ว่าเขาพยายามกับมันจนถึงที่สุดแล้ว

             จนกระทั่ง

             


             ในวันนี้




             ตอนที่เห็นคนที่เขารักที่สุดร้องไห้ราวกับจะขาดใจ

             บอกว่ารัก ทั้งๆ ที่หอบหายใจไม่ทัน

             ขอโทษซ้ำๆ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ดี ที่ไม่สามารถทนความเจ็บปวดแบบนี้ได้จริงๆ



             ขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะกำลังจะผิดสัญญา


             เพราะอีแดฮวีไม่สามารถร้องไห้เพื่อแพจินยองได้อีกแล้ว

             เพราะอีแดฮวีไม่สามารถยิ้มอย่างสดใสเหมือนครั้งแรกที่เจอพี่จินยอง

             เพราะอีแดฮวีไม่ชอบตัวเอง ไม่ชอบเวลาที่ไม่พอใจพี่จินยองที่แสนดีคนนั้น

             เพราะอีแดฮวีไม่อยากทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับรักครั้งแรก ต้องเปรอะไปด้วยน้ำตาไปมากกว่านี้


             และเพราะว่าอีแดฮวียังอยากจดจำแพจินยองในฐานะความทรงจำที่งดงามอยู่ ยังอยากกลับไปนึกถึงด้วยรอยยิ้ม

             ไม่อยากลืมเลือน หรือพยายามลบเลือนความทรงจำที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยกัน




             ขอโทษจนเสียงใสนั่นแหบแห้ง

             หยาดน้ำตาหยดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

             พร่าเบลอหัวใจของจินยองจนแหลกสลาย





             “พี่ขอโทษ พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษ"




             สาเหตุมันคือตัวเขาเอง

             ทุกคำขอโทษมันเกิดจากตัวจินยองเอง

             ที่ไม่ยอมรับ ที่ผลักไสความรักของอีแดฮวีออกไป แสดงท่าที่เฉยเมย จนน้องเจ็บหัวใจจนทนไม่ไหว




            “เราเลิกกันนะ นะฮะพี่จินยอง เลิกกับแดฮวี"





             หยาดน้ำตาหยุดไหล เสียงสูดหายใจก่อนจะพูดประโยคนั้นออกมา มีอำนาจมากพอจะหยุดนาฬิากาในโลกของจินยอง ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แววตาที่เว้าวอน เต็มไปด้วยความรักที่เอ่อล้น จนจินยองจุกไปทั้งใจ



             แต่ถึงจะเจ็บขนาดไหน เขาก็รู้ดีว่าแดฮวีเจ็บมากกว่า มากกว่าเยอะมากจนต่อให้เขาใช้ทั้งชีวิตที่เหลือ เพื่อคิดถึงความรักครั้งนี้ ก็อาจจะไม่สามารถเทียบเท่าสิ่งที่น้องเคยรู้สึก ตลอดระยะเวลาหนึ่งเทอมที่แดฮวีอดทนต่อความเย็นชาของจินยอง ไม่ปริปากบ่น ไม่เอ่ยถ้อยคำตัดพ้อใดๆ มีเพียงรอยยิ้มที่พยายามปั้นและส่งมันออกมา



              จนกระทั่งวินาทีนี้ที่จินยองพึ่งจะรับรู้ ว่าทุกครั้งที่น้องส่งยิ้มให้ หัวใจดวงเล็กๆนั่นมีรอยรั่วเพิ่มขึ้น           แตกสลายลงทุกๆจังหวะชีวิต ที่น้องใช้มันก้าวเดินไปกับเขา


             และแตกสลายยิ่งกว่า ในทุกๆก้าวเดินที่มุ่งไปโรงเรียนและกลับบ้าน โดยไม่มีแพจินยอง



             ความสุขของอีแดฮวีน่ะเต็มไปด้วยแสงสว่าง และเสียงที่ใสสด 

             แต่ความเจ็บปวดของอีแดฮวีน่ะไร้เสียง



             มีเพียงความเงียบที่สะท้อนกลับมาหาจินยอง จนกระทั่งความเจ็บปวดนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจต้านทาน


             อีแดฮวีจึงส่งเสียงออกมา ด้วยระดับเสียงปกติที่อีกฝ่ายใช้ พยายามจะเข้มแข็ง ส่งความหนักแน่นที่ถูกแปรรูปจากความเจ็บปวดออกมา


             เพื่อลงโทษแพจินยองคนโง่ อย่างสาสม

             สาสมแล้วจริงๆ



             แทนที่จะเดินตามเข็มนาฬิกาไปด้วยกัน แต่จินยองกลับเลือกที่จะหยุดเดิน ทิ้งให้แดฮวีเดินต่อไปคนเดียว และในตอนที่เขาพร้อมจะก้าวเดินอีกครั้ง ก็ไม่มีอีแดฮวีในห้วงเวลานั้นแล้ว แพจินยองจึงทำได้แต่คิดหาวิธีเดินย้อน ทวนเข็มนาฬิกา                  



             “แล้วก็เค้าขอให้พี่มีความสุขมากๆ"



             นัยน์ตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาของแดฮวี ยังคงมีภาพของจินยองสะท้อนอยู่ในนั้นเสมอ แม้แต่ในเวลานี้ ในตอนที่น้องทรุดตัวลงไปกับพื้น อวยพรให้เขามีความสุข ในขณะที่ขอให้พวกเรายุติความสัมพันธุ์ลง



             ขอร้องให้เรื่องราวของพวกเราจบลง

             โดยที่ไม่มีวันรื้อฟื้นมันขึ้นมาเขียนใหม่



             เพราะอีแดฮวีได้ใส่ความพยายามและความอดทนของตัวเองลงไปหมดแล้ว




             “มันจะเป็นสองสิ่งสุดท้ายที่แดฮวีขอจากพี่จินยอง"




             ในขณะที่แพจินยองไม่ได้พยายามทำอะไรเลย



             นอกจากการวิ่งหนีความรู้สึกตัวเอง

             วิ่งหนีขณะที่ลากความรู้สึกของแดฮวีไปกับพื้น



             จนมันชา ช้ำ และแตกสลายไปหมด

             ทิ้งเศษซากความเจ็บปวดไว้บนทางที่พังทลายลงเมื่อชั่วครู่



             ไม่เหลือหนทางให้แพจินยองกลับไปแก้มันอีกแล้ว





             พี่รักแดฮวีนะ รักมากจริงๆ รักมากจนไม่อยากทำให้น้องต้องร้องไห้เพราะคนอ่อนแอแบบพี่อีกแล้ว รักมาจนไม่รู้เลยว่าถ้าเลิกกันแล้วพี่จะยิ้มออกได้ยังไง


             รักมากขนาดไหน

             ก็พึ่งจะเข้าใจในวินาทีนี้


             ว่าความรักที่เข้าใจว่ามี มันมากกว่าที่คิดไว้มากมายขนาดไหน





             ในวันนั้น ผมไม่ได้เอ่ยตอบคำขอร้องของแดฮวี


             แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

             เพราะรู้ดีว่าผมยื้อมันต่อไปไม่ได้แล้ว


             ผมแค่ไม่ตอบรับมัน

             เพียงเพื่อให้ผมได้วาดฝัน คาดหวังถึงความทรงจำที่อ่านถูกต่อเติมอีกครั้ง



             สักวัน...​








    *









             “พี่มินฮยอน! หยุดทำหน้าตลกๆ ได้แล้ว ฮ่าๆ "



             เสียงหัวเราะที่คุ้นเคยเหลือเกิน เพราะมันก้องอยู่ในความทรงจำ สลักไว้ในห้วงความคิด เป็นเสียงที่หยุดให้แพจินยองก้าวเดินไปข้างหน้า ทางเดินแถวมหาวิทยาลัยของเพื่อนสนิทดูพร่าเบลอขึ้นมา



             จินยองพยายามบังคับร่างกายให้หันไปยังทิศทางของต้นเสียง


             และภาพตรงหน้าทำให้เขายิ้มออกมา

             ยังคงเป็นอีแดฮวีคนเดียว ที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้ทันทีที่เห็นหน้าอีกฝ่าย





             แม้ว่าตอนนี้เด็กผู้ชายคนนั้นจะกำลังยืนเคียงข้างใครอีกคน มือที่ถือช่อดอกไม้ เพื่อมาแสดงความยินดีรุ่นพี่คนสนิท เกือบตกลงสู่พื้น แต่เขาก็พยายามกำมันไว้ให้แน่นที่สุด เหมือนกับที่พยายามรั้งน้ำตาเอาไว้



             ไม่อยากร้องไห้ให้อีกฝ่ายเห็นเหมือนวันนั้นอีกแล้ว

             วันที่พวกเขาตัดเส้นความสัมพันธ์

             เป็นวันเดียวกับที่พวกเขาใช้เวลาบอกรักกันมากที่สุด



             พร่ำบอกรักนับครั้งไม่ถ้วน

             เพราะรู้ดีว่ามันจะไม่มีครั้งต่อไป







             และอีแดฮวียังเป็นคนที่ความรู้สึกเร็วเสมอ



             อีกฝ่ายหยุดจัดเสื้อให้ผู้ชายที่หน้าตาดีมากๆ หล่อจนจินยองคงเชื่อสนิทใจ ถ้าบอกว่าคนที่ยืนข้างแดฮวีตอนนี้เป็นคนดัง รอยยิ้มสว่างสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าหล่อตอนนี้ มันทำให้ผมนึกถึงภาพของตัวเองในตอนนั้น


             ตอนที่แพจินยองยกให้ความรักของพวกเขาอยู่เหนือทุกอย่าง

             และก็แค่สนุก ดื่มด่ำไปในห้วงความรักนั้น




             “พี่มินฮยอนไปก่อนเลย เค้าเจอเพื่อนเก่าน่ะ เดี๋ยวตามไปนะ"



             หันไปบอก ก่อนจะส่งยิ้มที่ยังดูใจดีเหมือนเดิมไปให้คนๆ นั้น เพียงแค่วินาทีแรกที่พบ จินยองก็แน่ใจว่าพี่มินฮยอนที่อีกฝ่ายคือคนรักของแดฮวี



             ยังเหมือนเดิมเสมอ

             คนพิเศษของอีแดฮวีน่ะ ดูไม่ยากเลย


             โดดเด่น และแสดงออกอย่างชัดเจนจนแพจินยองแสบตา จนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า







             ถึงแบบนั้น ตอนนี้อีแดฮวีก็เดินมาหยุดตรงหน้าผม ส่งยิ้มที่ใจดีและน่ารักเหมือนเดิมมาให้ ไม่มีคำตัดพ้อ ไม่มีทีท่าแสดงความรักเกียจ ความโกรธเคืองใดๆ ไม่มีความเกลียดเจือปนอยู่ในน้ำเสียง



             “สวัสดีครับพี่จินยอง"


             “สวัสดี แดฮวีอ่า"



             เช่นเดียวกับที่ไม่มีกระแสความรักเจือปนอยู่ในชื่อเรียกของผม เมื่อก่อนเวลาที่แดฮวีเรียกชื่อแพจินยองน่ะ มันทำให้ผมรู้สึกถึงความรัก ความอบอุ่นเสมอ



             “ไม่เจอกันนานเลยเนอะ?”



             แต่คงเพราะพวกเราห่างกันมากเกินไป ห่างหายไปจากช่วงชีวิตของกันและกันนานเกินไป จนความอบอุ่นนั่นกลายเป็นความเย็นชืด จนหัวใจถูกแช่แข็งไปหมด



             “อื้อ เรา...สบายดีใช่ไหม?”


             “สบายดีครับ แล้วพี่จินยอง?”


             “อื้อ"



             กลั้นหายใจจนสุดแรง เพื่อสงบอารมณ์ที่ตีกลับเข้ามา

             อาจจะกลั้นหายใจแรงไปหน่อย จนหัวใจจินยองเจ็บและชาไปหมด



             “พี่สบายดี"



             เลือกที่จะทำคำขอสุดท้ายของแดฮวีให้เป็นจริง พยายามปั้นรอยยิ้มส่งกลับไปให้ ปั้นให้เหมือนรอยยิ้มแรกที่เขาส่งไปให้อีกฝ่าย ตอนเช้าวันนั้นที่โถงทางเดิน



             “ดีจังเลย"


             “ใจดีเหมือนเดิมเลยนะ"


             “อื้อ พี่จินยองก็ยังใจดีเหมือนเดิมเลย"


             “ไม่หรอก"



             ผมอยากก้มหน้าลง เพราะกำลังจะพูดสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจมาเสมอ

             แต่ก็เลือกที่จะไม่หนีปัญหาอีก



             เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆ ที่ผมจะได้มองแดฮวี เก็บเกี่ยวความทรงจำที่สดใหม่กว่าเดิม




             “ขอโทษนะ ที่พี่อาจจะกลายเป็นความทรงจำที่เราอยากลบมันทิ้งไป"




             ดึงดูดเข้าหาวงโคจรของกันและกัน




             “ไม่เลย สำหรับเค้าน่ะนะ พี่จินยองคือความทรงจำที่เค้าอยากจำมันได้ทั้งหมด ถึงแม้จะเจ็บไปบ้าง – ไม่สิ ถึงจะเคยเจ็บไปหมดทั้งใจจนน้ำตามันไหลไม่ออก"




             เขาก้าวเดินไปตามเข็มนาฬิกา

             ในขณะที่ผมมักจะเดินทวนเข็มนาฬิกา




             “แต่ตอนนั้นน่ะ – ตอนที่เรารักกัน จนหลุดเข้าไปในโลกของเราสองคน ลืมห้วงเวลาของคนอื่น ตอนนั้นแดฮวีมีความสุขมากจริงๆ”




             ทางเดินของคำว่าเรา

             บรรจบกันในจุดกึ่งกลางของเส้นเวลา




             “มีความสุขจนอยากจะขอบคุณพี่จินยองเสมอ ที่ทำให้เค้ารู้ว่าอีแดฮวีน่ะสามารถรักคนๆ หนึ่งได้มากมายขนาดไหน ว่าความรักจากตัวเล็กของพี่น่ะมันเคยมีน้ำหนักมากพอ –”



             เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป –




           “ที่ทำให้ทางเดินของเรามันทรุดไปหมด”




             กระทั่ง

             ผลักกัน หลุดหาย ไม่กลับมา




             “แต่ถึงแบบนั้นพวกเราก็ลุกขึ้นมา เพื่อโตขึ้น เพื่อเป็นคนที่ดีกว่า เพื่อรักใครให้เป็น – อาจจะรักได้ไม่ดีกว่า อาจจะรักได้ไม่มากเท่าเดิม”




             ไม่มีที่ให้ไปต่อ เส้นทางนั้นพังทลายลงจนราบคาบ

             เหลือเพียงเข็มนาฬิกาพังๆ –




           “เพราะรักที่ดีที่สุดที่เค้าเคยมีคือพี่จินยอง"



             ที่จินยองเลือกจะเดินต่อบนนั้น

             เพียงเพื่อจะขังตัวเองไว้ในห้วงเวลาอันเยาว์วัย





             “แต่รักครั้งนี้คือความรักที่ทำให้เค้าสบายใจเสมอ ขอบคุณพี่จินยอง ที่ทำให้เค้าเรียนรู้ที่จะรักใครด้วยความพอดี"





             จินยองยิ้ม

             เป็นรอยยิ้มที่ปล่อยให้แดฮวีเป็นอิสระจากความทรงจำที่ตกค้าง

             เป็นรอยยิ้มที่ปล่อยให้แดฮวีเป็นอิสระจากแผลที่ตกตะกอน






             “รู้ใช่ไหม"





             มองรอยยิ้มของแดฮวี

             ที่สดใสเหมือนกับครั้งแรกที่เขารู้จัก

             เหมือนวันนั้นที่แสงแดดส่องกระทบใบหน้าสวย หยอกเย้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ เป็นฟืนที่ใช้เผาไหม้ทุกๆอย่างของจินยองได้แรงที่สุดเสมอ





           “ว่าแดฮวีน่ะ"





             จ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้นที่เขาไม่เคยคิดเดินหาทางออก

             ตรงกันข้าม –





           "เป็นรักที่ดีที่สุดของพี่จินยองเลยล่ะ





             เขากลับเอ่ยประโยคที่จะผูกตัวเองไว้ในห้วงมิติที่ถูกทิ้งร้างไว้

             จดจำดวงตาคู่ที่เขาหลงรัก

             มัดมันไว้ในความทรงจำชุดสุดท้ายของพวกเรา





             “ขอบคุณนะ"





             ที่ปล่อยให้พี่โลดแล่นอย่างงดงามเสมอ

             ในความทรงจำของเธอ





             ขอโทษที่รักคุณได้ไม่ดีที่สุด

             ทั้งๆที่คุณเป็นคนที่ควรสมควรได้รับที่สวยงามที่สุด



             ขอบคุณมากจริงๆ

             ที่ยังปล่อยให้พี่เป็นความรักที่แตกสลายได้อย่างสวยงามที่สุด







    THE END




    Please comment or tag #Shelterain101



    Talk: "รักครั้งแรกท่ีทำให้เจ็บ จนเติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง"


    มันคือคอนเซ็ปท์ของวันช็อตเรื่องนี้ค่ะ เพราะงั้นเลยอยากบอกว่าคนที่มูฟออน หรือมีคนอื่นได้ก่อน มันไม่ได้หมายความว่าเขาเจ็บน้อยกว่าอีกคน หรือไม่เจ็บแล้ว คนที่สดใสแล้วก็เข้มแข็งเวลาล้มน่ะ ทำให้ใจคนรอบข้างสลายได้อย่างที่น้องซอนโฮคิดเลยนะคะ อย่างช่วงเวลาหนึ่งเทอมที่น้องแดฮวีทนเจ็บ เราไม่ได้บรรยายตรงนั้น เพราะคิดว่าถ้าบรรยายคือลากเลือดทั้งคนอ่านและคนแต่งแน่ๆค่ะ แงง (ต้องใช้ผ้าขนหนูซับนั้มตา) ทั้งแดฮวีแล้วก็จินยอง ต่างก็ยังรักกัน มันอาจจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาบางช่วง  แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือช่วงเวลานั้นที่น้องรักกัน มันเป็นความสุขที่สุดในการรักใครสักคนแล้วค่ะ .___.



    Just so you know that it isn't their fault, but it's society that we should blame for. Society creates the norm of how someone should be loved properly. I'd say that the norm should be fall apart because when we fall for some one we just madly falling in love (esp, for first love).

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in