เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ทางของอรุณElio Alba
รุ่งอรุณ
  •            ใต้แสงสุดท้ายของวันที่ส่องสว่างและบนพื้นปูนของดาดฟ้าที่ร้อนผ่าวของตึกอพาร์ทเม้นท์ที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง สายลมที่พัดผ่านไปทำให้เส้นผมปลิวไสวไปกับมัน อรุณมองออกไปสู่นภาที่อยู่ตรงหน้าของเขา ควันของรถที่สัญจรผ่านไปผ่านมาส่งกลิ่นมาที่ปลายจมูกผสมกับกลิ่นของควันบุหรี่ในมือข้างซ้าย

    นัยน์ตาของผมในตอนนี้ร้อนผ่าวเพราะแสงของพระอาทิตย์ตกดินในวันที่ท้องฟ้าโปร่งของฤดูร้อน นี้เป็นที่โปรดของผมในเวลาที่ผมเหนื่อยล้าทางกายและใจ อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้เปรียบมันเสมือนเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งที่ผมจะคอยมาหาคำปรึกษาและหาที่พึ่งทางใจถึงแม้ว่ามันจะไม่สามารถสื่อสารกับผมได้ก็ตาม

    มันผ่านมานานหลายปีแล้วที่ผมได้ขึ้นมาบนดาดฟ้านี้เป็นครั้งแรก แต่ภาพจำมันยังคงเด่นชัดอยู่ในความทรงจำแม้เรื่องราวทั้งหมดจะผ่านไปนานหลายปี

    ในวันหนึ่งของปลายฤดูร้อนและต้นฤดูฝนคล้ายคลึงกับวันนี้ วัยแรกแย้มที่ไร้วันจางหาย ความ-ทรงจำที่สร้างตัวตนของผมและที่ผมหลงลืมไปตามกาลเวลา วันนี้เป็นวันแรกของภาคเรียนใหม่ของผม

    เด็กนักเรียนหลายคนที่ตื่นเต้นกับการเลื่อนชั้นปีจากมัธยมต้นมาสู่มัธยมปลายแต่สำหรับผมนั้น มันก็คงเป็นอย่างเดิมแบบทุกทุกปีร่ำไปเพียงแค่วิชาที่เรียนนั้นจะทำให้ผมปวดหัวมากขึ้นเสียไปอีก

    รถสองแถวที่วิ่งผ่านหน้าโรงเรียนของผมอย่างวุ่นวาย รวมกับรถประจำทางที่จอดรับส่งนักเรียนในช่วงสายของวันทำงาน ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของรั้วโรงเรียนที่มีถนน 4 เลนและสะพานลอยที่เอาไว้ให้นักเรียนที่ลงรถจากฝั่งตรงข้ามเดินข้ามไปอย่างปลอดภัย ทุกย่างก้าวที่ผมกำลังเดินเข้าใกล้สะพานลอยนั้นขาของผมก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ และเหมือนมีแรงอะไรสักอย่างที่ดึงดูดผมให้ผมเดินกลับไป

    นั้นคือสิ่งที่ผมทำ ด้วยอะไรสักอย่างที่ลุกไหม้ขึ้นในใจของผม ความทะเยอทะยานที่แรงกล้าแรกของชีวิตผมคือการออกไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุด ผมวิ่งตรงออกไปอย่างไร้จุดหมาย วิ่งออกไปจนประตูหน้าโรงเรียนลับสายตาออกไป เลือดในร่างกายของผมสูบฉีดอย่างรวดเร็วมันทำให้ผมความสุขอย่างประหลาด

    แต่ติดตรงที่ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อสมองผมที่ตอนนี้ขุ่นมัวไปด้วยความกังวลปนไปด้วยความตื่นเต้นสิ่งที่ผมได้ยินอย่างเดียวตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือเสียงลมหายใจและเสียงเต้นของหัวใจที่ไม่เป็นจังหวะ ผมค่อยๆ รวบรวมสติของตัวเองที่ตอนนี้กระเจิดกระเจิงไปทั่ว

    ผมรู้ว่าผลที่ตามมาของการหนีเรียนครั้งนี้จะเป็นอย่างไรแต่ในตอนนี้สิ่งเหล่านั้นมันไร้ความหมายสำหรับผมไปโดยปริยาย ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมเป็นอิสระ

    ผมเดินเตร็ดเตร่เข้าไปในซอยเก่า บ้านกึ่งอาคารพาณิชย์ล้อมรอบถนนแคบที่ดูยาวสุดลูกหูลูกตาไปสู่ถนนอีกสายหนึ่ง มันดูเงียบสงบและง่ายต่อการที่ผมจะหลบซ่อนและไม่เป็นที่สนใจของใครต่อใครได้ง่าย ร้านข้างทางมากมายที่ถูกปิดตายและป้ายขายเซ้งร้าน ทำให้ผมรู้ว่าคงไม่มีใครผ่านไปผ่านมาซอยนี้มากนักแต่สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุดคืออพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ไม่ไกล

    มันดูแปลกตาไปจากซอยนี้อย่างสิ้นเชิงทั้งประตูกระจกที่ดูทันสมัย บรรไดทางขึ้นพร้อมกับที่จอดมอเตอร์ไซต์ที่อยู่ข้างหน้า ทำให้สันนิษฐานได้ว่ามันพึ่งถูกสร้างเสร็จได้ไม่นานแต่น่าแปลกที่มันดูวังเวงและไร้ผู้คน ผมเดินขึ้นไปดูที่ประตูทางเข้าก็เป็นการยืนยันได้ว่าอพาร์ทเม้นแห่งนี้ได้ถูกปล่อยทิ้งร้างเหมือนตึกอื่นๆ ในซอยนี้เช่นกัน

    ภายในอพาร์ทเม้นแห่งนี้มีกระจกมากมายทำให้ดูทะลุปรุโปร่งแสงแดดยามเช้าทะลุออกมาจากช่องว่างของประตูที่ไร้กลอนและห้องด้านในที่เป็นแค่พื้นกระเบื้องเรียบง่ายสะท้อนแสงสีทองทำให้ห้องดูสว่างจนน่าหลงใหล มันน่าเสียดายที่อพาร์ทเม้นสองชั้นแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง

    ผมเดินขึ้นไปบนชั้นสองที่ยังคงเป็นโถงทางทางเดินออกไปเหมือนกับชั้นที่ 1 และผมเดินต่อขึ้นไปเรื่อยๆ จนมาเจอประตูเหล็กที่แง้มออกเล็กน้อยทำให้แสงแดดยามสายส่องเข้ามาเล็กน้อย ผมเปิดประตูเหล็กนั้นและไม่ไกลออกไปคือเด็กหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติก เสื้อนักเรียนที่หลุดออกมาจากกางเกงของเขาเป็นเอกลักษณ์ที่ผมยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ รองเท้าและถุงเท้าที่เขาถอดออกวางอย่างสะเปะสะปะอยู่จากเขาไม่ไกลพร้อมขวดน้ำเปล่าและซองบุหรี่วางอยู่คู่กัน

    เขาหันหลังเพื่อมองมาที่ผมพร้อมคำกล่าวแรกที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

    “เช้าวันนี้พระอาทิตย์สวยดีนะ”

    ผมหัวเราะให้กับความหลังนั้น พอคิดไปคิดมามันฟังดูแก่แดดชะมัดแต่ในความเป็นจริงแล้ว

    “ในเย็นของวันนี้พระอาทิตย์มันก็สวยดีนะ”


  •             ในวันหนึ่งของปลายฤดูร้อนและต้นฤดูฝนคล้ายคลึงกับวันนี้ วัยแรกแย้มที่ไร้วันจางหาย ความ-ทรงจำที่สร้างตัวตนของผมและที่ผมหลงลืมไปตามกาลเวลา 


    วันนี้เป็นวันแรกของภาคเรียนใหม่ของผม  เด็กนักเรียนหลายคนที่ตื่นเต้นกับการเลื่อนชั้นปีจากมัธยมต้นมาสู่มัธยมปลายแต่สำหรับผมนั้น มันก็คงเป็นอย่างเดิมแบบทุกทุกปีร่ำไปเพียงแค่วิชาที่เรียนนั้นจะทำให้ผมปวดหัวมากขึ้นเสียไปอีก


    รถสองแถวที่วิ่งผ่านหน้าโรงเรียนของผมอย่างวุ่นวาย รวมกับรถประจำทางที่จอดรับส่งนักเรียนในช่วงสายของวันทำงาน ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของรั้วโรงเรียนที่มีถนน 4 เลนและสะพานลอยที่เอาไว้ให้นักเรียนที่ลงรถจากฝั่งตรงข้ามเดินข้ามไปอย่างปลอดภัย ทุกย่างก้าวที่ผมกำลังเดินเข้าใกล้สะพานลอยนั้นขาของผมก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ และเหมือนมีแรงอะไรสักอย่างที่ดึงดูดผมให้ผมเดินกลับไป


    นั้นคือสิ่งที่ผมทำ ด้วยอะไรสักอย่างที่ลุกไหม้ขึ้นในใจของผม ความทะเยอทะยานที่แรงกล้าแรกของชีวิตผมคือการออกไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุด ผมวิ่งตรงออกไปอย่างไร้จุดหมาย วิ่งออกไปจนประตูหน้าโรงเรียนลับสายตาออกไป เลือดในร่างกายของผมสูบฉีดอย่างรวดเร็วมันทำให้ผมความสุขอย่างประหลาด 


    แต่ติดตรงที่ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อสมองผมที่ตอนนี้ขุ่นมัวไปด้วยความกังวลปนไปด้วยความตื่นเต้นสิ่งที่ผมได้ยินอย่างเดียวตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือเสียงลมหายใจและเสียงเต้นของหัวใจที่ไม่เป็นจังหวะ ผมค่อยๆรวบรวมสติของตัวเองที่ตอนนี้กระเจิดกระเจิงไปทั่ว 


    ผมรู้ว่าผลที่ตามมาของการหนีเรียนครั้งนี้จะเป็นอย่างไรแต่ในตอนนี้สิ่งเหล่านั้นมันไร้ความหมายสำหรับผมไปโดยปริยาย ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมเป็นอิสระ

  • ผมเดินเตร็ดเตร่เข้าไปในซอยเก่า บ้านกึ่งอาคารพาณิชย์ล้อมรอบถนนแคบที่ดูยาวสุดลุกหูลูกตาไปสู่ถนนอีกสายหนึ่ง มันดูเงียบสงบและง่ายต่อการที่ผมจะหลบซ่อนและไม่เป็นที่สนใจของใครต่อใครได้ง่าย ร้านข้างทางมากมายที่ถูกปิดตายและป้ายขายเซ้งร้าน ทำให้ผมรู้ว่าคงไม่มีใครผ่านไปผ่านมาซอยนี้มากนักแต่สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุดคืออพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ไม่ไกล 


    มันดูแปลกตาไปจากซอยนี้อย่างสิ้นเชิงทั้งประตูกระจกที่ดูทันสมัย บรรไดทางขึ้นพร้อมกับที่จอดมอเตอร์ไซต์ที่อยู่ข้างหน้า ทำให้สันนิษฐานได้ว่ามันพึ่งถูกสร้างเสร็จได้ไม่นานแต่น่าแปลกที่มันดูวังเวงและไร้ผู้คน ผมเดินขึ้นไปดูที่ประตูทางเข้าก็เป็นการยืนยันได้ว่าอพาร์ทเม้นแห่งนี้ได้ถูกปล่อยทิ้งร้างเหมือนตึกอื่นๆในซอยนี้เช่นกัน


    ภายในอพาร์ทเม้นแห่งนี้มีกระจกมากมายทำให้ดูทะลุปรุโปร่งแสงแดดยามเช้าทะลุออกมาจากช่องว่างของประตูที่ไร้กลอนและห้องด้านในที่เป็นแค่พื้นกระเบื้องเรียบง่ายสะท้อนแสงสีทองทำให้ห้องดูสว่างจนน่าหลงไหล มันน่าเสียดายที่อพาร์ทเม้นสองชั้นแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง ผมเดินขึ้นไปบนชั้นสองที่ยังคงเป็นโถงทางทางเดินออกไปเหมือนกับชั้นที่ 1 และผมเดินต่อขึ้นไปเรื่อยๆจนมาเจอประตูเหล็กที่แง้มออกเล็กน้อยทำให้แสงแดดยามสายส่องเข้ามาเล็กน้อย 


    ผมเปิดประตูเหล็กนั้นและไม่ไกลออกไปคือเด็กหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติก เสื้อนักเรียนที่หลุดออกมาจากกางเกงของเขาเป็นเอกลักษณ์ที่ผมยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ รองเท้าและถุงเท้าที่เขาถอดออกวางอย่างสะเปะสะปะอยู่จากเขาไม่ไกลพร้อมขวดน้ำเปล่าและซองบุหรี่วางอยู่คู่กัน เขาหันหลังเพื่อมองมาที่ผมพร้อมคำกล่าวแรกที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ 


    “เช้าวันนี้พระอาทิตย์สวยดีนะ”


    ผมหัวเราะให้กับความหลังนั้น พอคิดไปคิดมามันฟังดูแก่แดดชะมัดแต่ในความเป็นจริงแล้วในเย็นของวันนี้    


    “พระอาทิตย์มันก็สวยดีนะ”


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in