Every day, Every momentNoc_lilsis
Chapter 9 / ในวันอาทิตย์กับเธอ


  • ทริปทะเลวันเสาร์ที่จองยอนเธอวางแผนไว้ต้องล่มเพราะมีงานโอทีเข้าวันเสาร์ สัปดาห์นี้ตารางทำงานยาว 6วันรวดจากปกติทำงาน5วัน การทำงาน5วันถือว่ามากไปสำหรับการทำงานและ6วันช่างเกินจำเป็นเธอคิดเช่นนี้ การที่เธอได้ทำงาน5วันขณะที่หลายที่ต้องทำ6วัน เธอไม่คิดว่าเป็นเรื่องโชคดีอันที่จริงมันควรเป็นเช่นนั้น ในหนึ่งสัปดาห์มีเวลาพักผ่อน 2 วัน 2วันเท่านั้น พริบตาเดียวก็รู้ตัวว่าอีกวันเป็นวันจันทร์ ช่างน่าเวทนาแค่ไหนกับการเป็นคน
    เป็นเวลา2ทุ่ม เธอเพิ่งจะเลิกงาน ร่างกายเหนื่อยเมื่อยล้าจนต้องนอนหลับไหลบนรถเมล์ เสียงกรนหน่อยๆดังออกมาจากเธอ คนบนรถไม่ได้ตำหนิเธอกับเสียงกรนนั้น ต่างเข้าใจดีกับสภาพเหนื่อยล้าที่แต่ละคนพบเจอจากการทำงาน แค่นอนหลับสนิทก็ถือว่าดีพอสำหรับวันหนึ่ง

    รถเมล์เลยป้ายที่เธอต้องลงประจำ โชคดีที่มีคนปลุกเธอให้ตื่นสะก่อนที่จะไปไกล เธอเลยได้ลงอีกป้ายรถเมล์ป้ายถัดจากที่เธอลงประจำ


    "เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว พรุ่งนี้จะมีแรงสอนพิเศษจากไหน หยุดก็ไม่ได้ ฮึ่ยย!! หูฟังอีกข้างก็ดันมาหาย วันนั้นทำไมฉันถึงหาไม่เจอ ทั้งๆที่มันแจ้งว่าตกอยู่ตรงนั้น น่าโมโหจริงๆ น่าเสียดายชะมัด แถมยังไม่มีให้ซื้อแยกชิ้น เพิ่งซื้อใหม่แท้ๆ..." จองยอนบ่นระหว่างเดินกลับบ้าน เธอใส่หูฟังข้างเดียวตัังแต่วันที่อีกข้างตกหาย และวันนี้ทำให้เธอได้รู้ว่าป้ายรอรถที่เธอเพิ่งลงมันใกล้กับที่พักเธอมากกว่าป้ายที่เธอมักลงประจำ แล้วก่อนหน้านั้นทำไมเธอถึงคิดไม่ได้กัน 3ปีที่เสียเวลาลงผิดป้าย


    วันอาทิตย์มาถึง เธอขอเลื่อนเวลาสอนไปตอน4โมง โชคดีที่ห้องเรียนพิเศษที่เช่าไว้ยังว่างตลอดถึงเย็น เธอนึกถึงคำพูดของแจจินที่มักบอกให้เธอพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะเหตุผลนั้นเธอนอนหลับตั้งแต่หัวค่ำยันเที่ยงวัน

    ชั่วโมงเรียนพิเศษเริ่มต้นขึ้นสักพักหนึ่งแล้ว เขาที่พยายามจัดการธุระให้เสร็จทันก่อนที่เธอจะสอนพิเศษเสร็จ หูฟังเธอข้างหนึ่งเขาเก็บไว้อย่างดีกับตัว มันค่อนข้างดูเป็นการกระทำที่ใหญ่โตเกินไปไหมเขาถามกับตัวเอง เธอจะเข้าใจผิดหรือเปล่ากับสิ่งที่เขาทำครั้งนี้ เขามาช้าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเวลาเลิกสอนปกติของเธอที่เขาเคยพบเธอเวลานั้นแต่เขาไม่รู้ว่าเธอเลื่อนเวลาสอน เขารอพบเธอตรงที่นั่งประจำติดหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แต่ไม่มีวี่แววว่าเธอจะลงมาสักที เขามาสายไปเสียแล้ว เขาคิดเช่นนั้น

    "ขอมะม่วงชีสเค้กกับเค้กบอสตันใส่กล่องกลับ" เขาบอกกับพนักงาน มะม่วงชีสเค้กทำให้เขาคิดถึงเธอขึ้นมา 

    "ปกติชั้นบนวันอาทิตย์มีสอนพิเศษภาษาอังกฤษกี่โมง?" เขาถามพนักงาน

    "เริ่มตอนบ่าย3ค่ะแต่วันนี้ขอเลื่อนเป็นบ่าย4" พนักงานตอบ

    "ขอบคุณ"


    เป็นเพราะเลื่อนสอนช้าไป 1 ชั่วโมงนั้นเอง เขาต้องรออีกครึ่งชั่วโมง มีสองทางเลือกเข้ามากวนใจเขาให้เลือก อย่างแรกฝากหูฟังไว้กับพนักงานเพื่อเอาไปให้เธอหลังสอนเสร็จเขาจะได้กลับเลย และอีกทางเลือกที่เขาฉงนใจว่าทำไมถึงเขาต้องการให้เองกับเจ้าตัว

    และเขาเลือกที่จะฝากหูฟังไว้กับพนัก ทางเลือกนี้สมเหตุสมผลแล้ว หากเขานั่งรอจนพบเธอ ยอมรับว่าเขาเองก็หวั่นว่าเธออาจมองเป็นอย่าอื่นได้ มันอาจจะดูคิดมากเกินแต่เรื่องที่ทำให้คิดมากล้วนเป็นเรื่องที่ระวังไว้ เขาคิดเช่นนี้

    พนักงานร้านคาเฟ่จับตาดูเธอลงมาจากบันได ตอนนี้ถึงเวลาที่เธอต้องลงมา ไม่นานนักเธอก็ปรากฏตัวพร้อมกับนักเรียน และเดินมาหน้าเคาเตอร์อย่างที่เธอทำเป็นประจำหลังเลิกสอน


    "ชีสเค้ก 1 ชิ้นกับขนมปังโฮลวีท 2 ห่อ และคุกกี้ข้าวโอ๊ต2ถุง กลับค่ะ" จองยอนเอ่ย

    "คุณจองยอนคะ มีคนฝากของไว้ให้น่ะค่ะ" พนักงานพูดพร้อมยื่นกล้องสีขาวขนาดเล็กให้เธอ

    "ใครเอามาให้คะ?"

    "คุณแจจินค่ะ"


    เธอเปิดกล่องดูข้างใน มีหูฟังข้างหนึ่งซึ่งเป็นหูฟังด้านขวาพอดีกับที่หูฟังอีกข้างหายไป เธอหยิบมือถือมาเช็ค และทำให้เธอแปลกใจอย่างที่สุด มันเป็นหูฟังที่ตกหายไปเมื่อวันอาทิตย์ก่อน เป็นไปได้ยังไงกันที่มันจะอยู่กับเขา


    "เขาได้บอกอะไรไว้ไหมคะ แล้วเขามาเมื่อไร?" จองยอนถามเผื่อมีข้อมูลมากกว่านี้

    "ไม่ได้บอกอะไรไว้นะคะ ถามแค่ว่ามีสอนอังกฤษกี่โมงเห็นมานั่งสักพักก่อนจะฝากของไว้"

    "ขอบคุณมากค่ะ"


    และหัวใจเธอเต้นแรงจนรู้สึกได้ แค่นึกถึงชื่อเขาก็เหมือนมีชื่อเขาบินลอยล่องอยู่กลางอก ทำให้เธอยิ้มจนอยากหัวเราะออกมาด้วยความสุขที่อิ่มภายในใจ มันดีแค่ไหนที่ได้ของคืนกลับมาจากคนที่เธอพอใจ หรือคนที่เธอชอบ เสียงหัวเราะเบาๆออกมาจากเธอ

    "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก ขอบคุณจริง ขอบคุณมากค่ะ" เธอพูดกับพนักงาน ความสุขที่บอกผ่านใบหน้า รอยยิ้มกว้างและท่าทางนั้นชัดเจนจากเธอ พนักงานตรงหน้าเธอได้แต่รับคำขอบคุณจากเธอซ้ำๆ

    มีหลายเพลงที่ทำให้หัวใจจินตนาการถึงความรักแบบคู่รักในลิสต์เพลงมือถือ มีอยู่สองสามเพลงในตอนนี้ที่ทำให้เธอต้องกดผ่านเพราะทุกครั้งที่ฟังต้องคิดถึงเขาเสมอ แต่วันนี้เธอจะยอมให้ตัวเองได้ฟังเพลงสองสามเพลงนั้นสักวันหนึ่ง

    แสงอาทิตย์ใกล้ลับฟ้า ช่วงเย็นของวัน ท้องฟ้าห้องแกลเลอรี่ที่ใหญ่ที่สุด หากวันไหนทุกข์ใจเราจะมองท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตกด้วยบทกลอนกวีเศร้าจากความคิดเรา เราจะมองว่าแสงสีช่วงพระอาทิตย์ตกนั้นเปรียบกับการสิ้นสุด การจากลา ความเศร้า และความสิ้นหวัง แต่หากวันไหนเรามีความสุขเราจะมองท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตกด้วยบทเพลงเพราะๆ ท้องฟ้ายามนั้นจะเปรียบเหมือนสายไหมรสหวาน
  • เส้นทางที่จำต้องผ่านต้องเห็นทุกวัน ผู้คนหน้าประจำที่ต้องเจอ งานเดิมๆที่ต้องทำ ชีวิตวนลูปกับสิ่งจำเป็นต้องทำที่น่าเบื่อ เธอถามกับตัวเองว่าเธอเลือกที่จะเห็นสิ่งที่ถูกมองว่าน่าเบื่อสำหรับเธอแล้วไปเช่นนี้อีกนานแค่ไหน ถ้าเธอลาออกตอนนี้ จะหางานไหนเป็นงานหลักได้อย่างเร็วและมีเงินเดือนมากกว่านี้ได้ 

    จองยอนเรียบเรียงแก้ไขบทเนื้อเรื่องที่เธอเตรียมส่งให้คารอสเสร็จเรียบร้อย เธอไม่ได้คาดหวังเท่าไรกับผลงานรีไซเคิลนี้ เอาตามจริงเรียกได้ว่าเธอตอนนี้เข้าข่ายเป็นคนไร้ความฝัน ไร้ความทะเยอทะยานเลยก็ว่าได้ แผนในการใช้ชีวิตคืออยู่ไปวันๆ ชดใช้หนี้ที่สร้างไว้และก่อหนี้ใหม่ เก็บเงินเท่าที่ทำได้ การคิดเรื่องหางานใหม่ คิดเรื่องอนาคตเป็นเรื่องน่าปวดหัว เธอจึงตัดสินใจเลิกคิดถึงมันจนกว่าเธอจะเห็นว่าถึงเวลาอีกครั้ง

    แต่ละวันผ่านพ้นไปเช่นนั้น สุดสัปดาห์วนมาถึง วันเสาร์สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมแดดส่องแรงมาแต่เช้า เธอที่นอนงัวเงียยันบ่ายเพราะเมื่อคืนเธอดื่มหนักกับมินะและมิซอน วันเสาร์เลยกลายเป็นวันแก้แฮงค์ของสามคน ทั้งสามนอนกระจัดกระจายอยู่ในห้องของมินะ เสียงเพลงจากวงร๊อคยุค70s World leave me alone / Ambrosia ถูกเปิดจากแผ่นเสียงหายากคอลเลคชั่นของสะสมของมินะที่ตกทอดมาจากพ่อ เท้าที่มีรอยช้ำจากการขาดสติกระดิกไปตามเสียงดนตรี ปากร้องเพลงตามเป็นช่วงๆ จองยอนจำได้ว่าเธอได้ยินเพลงนี้จากเพื่อนบ้านชาวอเมริกันในเม็กซิโกเปิดบ่อยๆ เขาเป็นเพื่อนกับพ่อเธอเป็นคนมีน้ำใจแต่ปากไม่ดีนัก เป็นจอมเหยียดตัวยง ถัดไปบนพื้นมิซอนกำลังยิ้มมองเพดาน มือตบหน้าอกตามจังหวะเพลง

    "ฉันไม่เคยได้ยินเพลงนี้ และร้องไม่เป็นด้วยซ้ำ ฉันสุ่มหยิบมา" มินะพูดขณะเต้นไปตามเพลง

    จองยอนร้องตามเพลงอย่างกับเธอได้ยินเพลงนี้มานับครั้งไม่ถ้วน มินะคอยเปลี่ยนแผ่นทุกหนึ่งเพลงจบ เธอไม่เคยเปิดแผ่นเสียงพวกนี้มันมีไว้เป็นแฟชั่นตกแต่งห้องพักเท่านั้น



    คาเฟ่ประจำวันอาทิตย์ของเธอวันนี้ดูผิดตาจากเดิมเล็กน้อย เธอพิจารณาว่ามีอะไรเปลี่ยน น่าจะเป็นการจัดวางโต๊ะ และโต๊ะแบบใหม่ เก้าอี้แบบใหม่ หลอดไฟใหม่แบบทรงกระบอกตั้งตรงติดเพดาน ทำให้ภายในดูกว้างขึ้น ดนตรีที่เปิดยังเปลี่ยนไปด้วย เธอคิดว่ามันดูดีในอีกแบบที่แตกต่าง

    ลาเต้ ลดช็อต หวาน80% เพิ่มนม เป็นเมนูในวันนี้ คาเฟ่ชั้นบนทุกห้องถูกจองไว้เต็ม ดูเหมือนว่าเธออารมณ์ดีเป็นพิเศษระหว่างสัปดาห์นี้ คงเพราะได้ใช้เวลากับเพื่อนมากขึ้น ได้มีเวลาปลดปล่อยกับความสนุก พูดคุยหัวเราะกับผู้คน จากเดิมที่เธอใช้เวลากับตัวเองคนเดียวสะส่วนมาก

    2 ชั่วโมงกับการสอนสิ้นสุดลง วันนี้กินพลังงานเยอะเป็นพิเศษ เพราะเป็นคลาสพิเศษเกี่ยวกับการฝึกพูดออกเสียง สนทนา ทุกคนต้องพรีเซนเป็นภาษาอังกฤษ สนทนา และยกประเด็นข้อถกเถียงกันในแต่ละหัวข้อจากแต่ละคน เธอชอบวันนี้เพราะเธอเองได้เรียนรู้หลายอย่างจากนักเรียนของเธอ ทุกคนได้ใช้ภาษาได้เต็มที่ตามความสามารถของตน รวมถึงได้เรียนรู้เทคนิคศัพท์ สำนวนเพิ่ม

    จองยอนและนักเรียนออกจากห้องช้าเล็กน้อย เสียงพูดคุยของนักเรียนถกเถียงกันนอกรอบ ดังตลอดทางเดิน เธอได้แต่หัวเราะกับการถกเถียงจากนักเรียน จนถึงชั้นล่างเธอแอบกวาดสายตาไปรอบๆเผื่อว่าจะเจอเขาในร้าน เธอไม่หวังจะทักทายเขาหรือพูดคุยอะไรกับเขา ได้เห็นให้พอจำหน้าก็เพียงพอแล้ว มันนานพอควรสำหรับเธอที่ไม่ได้เห็นหน้าเขา มันก็มีคิดถึงบ้างแต่เธอคิดถึงไปมากกว่านั้นไม่ได้ เสียงคล้ายกระดิ่งดังจากฝั่งประตู เธอหันไปโดยอัตโนมัติตามสิ่งเร้า เธอเห็นเขา และเขาก็เห็นเธอเช่นกัน แรงดึงดูดระหว่างกันและกันเกิดขึ้นใจกลางร้านคาเฟ่แห่งนี้ ทั้งสองเดินเข้าหากัน เขาลืมสนิทว่าเขากำลังพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน เขาเดินเข้าหาเธอโดยที่สัญชาตญาณบอกให้เขาทำเช่นนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไขใด เธอลืมสนิทว่าตัวเองตั้งกฎไว้กับตัวเองอย่างไรว่าควรเว้นระยะกับคนที่ทำให้หวั่นไหว และเป็นเช่นเคยทุกครั้งที่นึกถึงเขาเธอยิ้มออกมาจากใจ

    ผู้คนของทั้งสองต่างมองจังหวะเข้าหากันตรงหน้า พลังงานเคมีบางอย่างระหว่างจองยอนและแจจินนั้นชัดเจน กลุ่มนักเรียนของเธอที่แอบลุ้นให้จองยอนกับมินฮยอนพี่ชายหนึ่งในนักเรียนของเธอได้ลงเอยกัน กลับต้องคิดถึงการยกเลิกแผนตั้งใจนี้

    แสงในร้านถูกจัดวางแผนติดตั้งมาอย่างดี จนทำให้แสงสว่างพอดีเมื่อตกกระทบวัตถุ แสงที่ตกกระทบใบหน้าเขาทำให้เธอเห็นเขาได้ชัดเจน เธอจ้องมองดูเขา เกือบลืมแล้วว่าเขาหน้าตาเช่นนี้

    รอยยิ้มที่สดใสขึ้นทุกครั้งที่พบเจอ เขาเองก็แปลกใจไม่น้อยว่าทำไมการพบเจอเธอครั้งนี้ถึงทำให้เขาดีใจไม่น้อย เขาลืมกฎการเว้นระยะกับเธอไปสะแล้วคราวนี้


    "หวัดดี..." เสียงทักทายเริ่มจากเธอ

    "หวัดดี" 

  • "ทำงานในวันหยุดแล้วอีกสินะ แต่ว่าฉันก็ทำงานวันหยุดเหมือนกัน"

    "เลี่ยงไม่ได้น่ะ เลยจำต้องคุยงานวันนี้เพิ่ม เธอน่าจะสอนเสร็จแล้วใช่ไหม?"

    "ค่ะ แล้วคุณ?"

    "เสร็จแล้วล่ะ แค่พูดคุยเรื่อยเปื่อยกันอยู่"


    จองยอนไตร่ตรองช่างใจตัวเองว่าเธอควรชวนเขานั่งคุยในคาเฟ่ไหม แต่ในเมื่อเขาอยู่ตรงหน้าเธอแล้วและเธอก็คิดว่าตัวเองยังไม่อยากปล่อยเขาไปเธอจึงรวบรวมความกล้าเพื่อที่จะเอ่ยปากชวนเขา 


    "ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลย นั่งทานเค้กสักชิ้น-"


    บทพูดเธอขาดตอน ทันใดนั้นคนรู้จักเขาเข้ามาเรียกเขาเสียก่อน ผู้หญิงที่ดูมีภูมิฐานและน่าจะสนิทสนมกับเขาพอสมควร จับแขนเขาไว้พูดจาด้วยถ้อยคำใกล้ชิด เขายืนหันไปคุยกับเธอคนนั้น


    "พี่คะ ฉันต้องไปทำธุระกับชีอา 1 ทุ่มครึ่งพี่มารับฉันที่โรงแรมนะ" โซฮี เข้ามาพูดกับแจจิน

    "ฉันไปรับไม่ได้ วันนี้ฉันมีนัด"

    "พี่มีนัด มีนัดกับใครคะ?" เธอถามด้วยรอยยิ้ม แต่ใจเธอเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง สงสัยและร้อนใจ โซฮีเธอรู้ว่าเขานั้นพยายามเลี่ยงการพบเจอเธอในช่วงนี้ ท่าทางเขาทำให้เธอพอเดาได้ว่าเขาอึดอัดใจที่จะตอบคำถามเธอ


    "วันนี้เราก็แยกกันอีกสินะ" โซฮีพูดน้ำเสียงปนเศร้า

    "ต้องเป็นอย่างนั้นล่ะวันนี้"

    "ฉันมาอุลซานไม่ใช่แค่สำหรับงาน แต่มาเพื่อพบพี่ เห็นพี่สบายดีฉันก็ต้องการแค่นี้แหละ"

    "ขอโทษด้วยสำหรับวันนี้"


    โซฮีจับมือเขาไว้เธอมองดูมือเขาราวกับห่วงแหน ก่อนจะค่อยๆปล่อยและเดินจากไป


    จองยอนที่มองดูทั้งสองคนตรงหน้า เธอรู้สึกว่าเธอช่างห่างไกลจากเขา มันมีเส้นขีดกั้นเธอและเขาไว้อย่างไงอย่างงั้นเมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ข้างเขา เธอตัดสินใจถอยออกจากจุดนั้น ถอนหายใจเบาๆค่อยๆและหันหลังก้าวออกมา กลุ่มนักเรียนที่ยืนสั่งเมนูหน้าเคาเตอร์ คอยจับตาดูเธอแต่เริ่มต้นพวกเขาเห็นเธอเดินกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยมีแววตาสิ้นหวัง


    "ครูของเราดูผิดหวังแฮะ..." นักเรียนชายคนหนึ่งเริ่มต้นพูดขึ้นถึงเหตุการณ์ตรงหน้า

    "อย่างกับฉากในละคร แล้วใครจะเป็นนางเอกในเรื่องนี้"

    "ไปยุ่งอะไรกับเรื่องคนอื่น"

    "นั้นๆ เขาเดินมาตามเธอแล้ว!" กลุ่มนักเรียนเธอตื่นเต้นกระตือรือร้นจับตายืนมองเป็นพยานกับเหตุการณ์ตรงหน้าทันที


    เขาดึงแขนเธอไว้เบาๆ นุ่มนวล เมื่อเธอหันถึงปล่อยมือออก กลุ่มนักเรียนหน้าเคาเตอร์ต่างสะกิดกันและกัน


    "ทำไมเดินจากไปแบบนี้ เธอยังพูดไม่จบประโยค" เขาถาม

    "เห็นคุณคุยจริงจัง ไม่อยากรบกวน เมื่อกี้นี้ฉันจะบอกว่าขอบคุณสำหรับเรื่องหูฟังน่ะค่ะ"

    "แล้วประโยคหลังล่ะ?"

    "ประโยคหลัง...ฉันลืมไปแล้วน่ะ"

    "เธอบอกนั่งทานเค้กสักชิ้น"

    "จำได้แล้วๆ ฉันว่าจะตอบแทนคุณโดยการเลี้ยงอะไรสักหน่อยหากเจอกันวันนี้ แต่คุณไม่น่าสะดวกเท่าไร ฉันดีใจมากที่ได้หูฟังอีกข้างกลับมา ฉันเพิ่งซื้อได้ไม่กี่วันเองก่อนทำมันหล่น ขอบคุณมากค่ะ"

    "งั้นเลี้ยงเค้กฉันสักชิ้น"

    "หื้ม?"

    "ไม่อยากตอบแทนแล้วเหรอไง"

    "โอเคๆ ไปเลือกเค้กกัน"


    กลุ่มนักเรียนออกจากร้านพอดีกับที่เธอและเขาไปหน้าเคาเตอร์ ทีรามิสุเป็นเมนูที่เขาเลือกครั้งนี้ เพลงในร้านถูกเปลี่ยนจากเพียงเสียงดนตรีเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องแทน บรรยากาศในร้านกลับเปลี่ยนไปตามเพลงที่ให้อารมณ์ตกหลุมรักในฤดูร้อน เพลงที่พาไปสู่กลิ่นอายของทะเล ท่อนร้องติดหูร้องตามได้ง่าย เสียงพูดผู้คนดังขึ้น เพลงปรับเปลี่ยนบรรยากาศได้เหมือนเวทมนตร์


    "เพลงเพราะจัง ฉันรู้จักเพลงนี้" เธอเอ่ยขึ้นมา

  • โต๊ะติดหน้าต่างที่ประจำ อาการประหม่าเกิดขึ้นท่ามกลางจองยอนและแจจิน สำหรับเธอนั้นเธอมีสาเหตุแน่ชัดกับอาการนี้ แต่สำหรับเขา ครั้งนี้มันต่างออกไปจากทุกครั้งที่เคยเจอเธอ เขาเคยประหม่าที่จะเอ่ยปากพูดคุยกับเธอเพราะเธอไม่ได้ดูเป็นมิตร คราวนี้เขาประหม่าเพราะเจอเธอในแบบที่ต่างไป


    "คุณเจอหูฟังฉันได้ยังไง? วันนั้นคุณอยู่ในแกลเลอรี่เหมือนกันเหรอ?" เธอถาม พร้อมทำตัวทำน้ำเสียงให้นิ่งอย่างที่เป็นมาตลอด ปกปิดอาการตื่นเต้น

    "ฉันยืนไม่ใกล้ไม่ไกลจากเธอนัก ฉันจะเข้าไปบอกว่าหูฟังเธอตกตรงไหน แต่เกิดเหตุการณ์ยุ่งเหยิงฉันเลยไม่ได้เข้าไปบอกกับเธอ"

    "อยู่ใกล้ๆงั้นเหรอ ถึงว่าได้ยินคนเรียกชื่อคุณแว่วเข้าหูฉันวันนั้น พูดเรื่องแกลเลอรี่ มันเป็นอีกแกลเลอรี่ที่ทำได้ดีทีเดียว คุณชอบห้องแสดงผลงานไหนมากที่สุด?"

    "ฉันชอบทุกห้อง งานศิลปะสำหรับฉันแต่ละช่วงก็จะหมกหมุ่นในแขนงที่แตกต่างกัน อย่างเช่นช่วงนี้ ก็จะไปทาง Conceptual Art เธอรู้จักใช่ไหม?"

    "ศิลปะเชิงแนวคิด...ฉันแปลถูกไหม? แต่เอาจริงฉันไม่ได้มีความรู้ขนาดแยกแต่ละอย่างๆว่ามันเรียกว่ายังไงบ้าง"

    "ฉันก็ไม่ได้สันทัดนัก ศิลปะความหมายของเธอคืออะไร?"

    "ถามแบบนั้นอย่างกับสัมภาษณ์เข้าเรียน... สำหรับฉันศิลปะคือสิ่งรอบๆตัว ไม่ใช่แค่จุดสวยงาม แต่มันสำคัญตรงภาพตรงหน้าสร้างความรู้สึกกับผู้ชมยังไงบ้าง เช่น ภาพที่มีรอยขีดเดียวแค่นั้น ใครๆก็งงล่ะ นั้นมันศิลปะเหรอ? แต่ถ้าศิลปินอธิบายว่า 'ขณะที่สิ้นคิด' ฉันก็จะร้อง อ๋อ - เปลี่ยนมุมมองจากภาพที่ดูขี้เกียจ ศิลปินยโส กลายเป็นภาพที่ไม่ธรรมดา มันมีความรู้สึกเบื้องหลังซ่อนอยู่ แต่มีบางชิ้นงานเชิงเล่นแนวคิดศิลปินก็จะเล่นประสาทเราโดยการไม่ได้อธิบายกำกับไว้ นัันมันทำฉันเครียดและหงุดหงิดสุดๆ"


    เค้กชิ้นก้อนใหญ่ถูกยัดเข้าปากเธอเมื่อพูดจบตามด้วยน้ำช็อกโกแลต เธอรับน้ำตาลในวันนี้มากกว่าทุกวัน ตลอดเวลาที่เธออธิบายเขาฟังอย่างตั้งใจ


    "คุณล่ะเป็นกลุ่มบริโภคศิลปะยังไง ให้นิยามยังไง?"

    "อืม...จะพูดยังไงดีฉันไม่เคยคิดไว้เลย"

    "แล้วคุณมาตั้งคำถามกับฉัน..."

    "ฉันไม่เคยคิดจริงจังไงเลยอยากรู้มุมมองของคนอื่น"

    "โอเค"


    น้ำในแก้วถูกคนพร้อมกับใช้ความคิดเสี้ยววิค้นหาคำตอบของคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้น เราหาคำนิยามที่ดีที่สุดแต่มันไม่ตอบโจทย์แง่ความรู้สึกที่มีต่องานศิลปะสำหรับเขาเท่าไร ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รู้แน่ชัดของนิยามที่เขาให้กับศิลปะ คำตอบนี้เขาควรพูดดูดีระดับไหนให้คนอื่นพอใจ เพราะเธอพูดออกมาค่อนข้างดี แล้วมันจำเป็นต้องพูดมีชั้นเชิงด้วยเหรอ เขาควรพูดตามที่ตัวเองรู้สึกเท่านั้นน่าจะพอ


    "ศิลปะก็คือทุกสิ่งอย่างไม่ใช่แค่ในสถานที่จัดแสดง และมันไม่มีผิดถูก สำคัญที่ว่ามันให้ความประทับใจยังไงกับคนดู...ฉันไม่ได้ก๊อปคำจากเธอ" เขาพูดจบประโยคและมองหน้าเธอเพื่อเช็คว่าเธอจะท้วงเขาที่ใช้คำเหมือนเธอไหม

    "ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ก็ไม่แปลกถ้าจะคิดเหมือนคน คนส่วนมากก็พูดประมาณนี้"

    "แต่การได้ใช้เวลาในสถานที่ที่คัดงานศิลปะมา มันเป็นสถานที่ที่มีค่ามากสำหรับฉัน มีศิลปะมีวิวัฒนาการขึ้นทุกช่วงสมัยหากสังเกตดู นั้นเป็นอีกจุดที่ทำให้ฉันสนใจเสมอเมื่อมีแกลเลอรี่เปิดใหม่" เขาอธิบาย

    "และนี่คือมุมมองต่อศิลปะของวิศวกรรถยนต์"

    "ฉันคลุกคลีกับงานออกแบบ ได้เรียนศิลปะ แต่ถึงยังไงการให้นิยามมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน"
     

    อันที่จริงเธอไม่ได้เข้าใจบางคำบางประโยคที่เขาพูดอธิบายถึงศิลปะบางศัพท์เธอไม่แน่ใจว่าแปลถูกไหม ภาพเขาตรงหน้ามันก็กินสติเธอไปเยอะแล้ว ภาพตรงหน้าไม่ต่างจากฉากในภาพยนตร์ เขาเหมือนตัวละครหลักในภาพยนตร์ เนรมิตคาเฟ่นี้ให้ดูดีอย่างฉากหนัง แจจินไม่รู้ตัวเลยว่าเขาทำให้เธอหลงไหลแค่ไหนแม้เขาจะอยู่เฉยๆก็ตาม

    "ท้องฟ้ายังปกติอยู่" เขาเอ่ยขึ้น

    ท้องฟ้าค่อนข้างปลอดโปร่ง เห็นท้องฟ้าได้ชัดกลุ่มเมฆอยู่กระจายประปรายบางๆ

    "วันนี้ฝนไม่ตกฉันเช็คพยากรณ์มาแล้ว แต่วันนี้เราเจอกันฝนอาจจะตกเร็วๆนี้ก็ได้ ใครจะรู้" เธอพูด

    "นั้นแหละที่ฉันหมายถึง"

    เธอยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ไม่คิดว่าเขาจะจำรายละเอียดเรื่องนี้ ทั้งสองเคยพูดเรื่องฝนตกทุกครั้งที่เจอกัน ดังนั้นเธอภาวนาขอให้ฝนตกถ้าเป็นไปได้ เพราะเธออยากหาเรื่องที่จะได้นั่งคุยกับเขาให้นานมากขึ้น

    "สัปดาห์ที่แล้วถ้าฉันจำไม่ผิดน่าจะวันเสาร์ ฉันเผลอหลับในรถประจำทางจนเลยไปหนึ่งป้าย และนั้น...มันทำให้ฉันดูโง่ ไม่ใช่เรื่องที่ฉันเลยป้ายประจำที่ลง..." เธอหยุดพูดตอนท้าย

    "หือ?" เขาทำหน้าสงสัย เฝ้ารอประโยคต่อจากนั้นอย่างใจจดใจจ่อ

    "ฉันเพิ่งมารู้ว่าป้ายรถเมล์ที่ฉันเลยมันใกล้กับที่พักฉันมากกว่าป้ายประจำที่ฉันลง ฉันโง่มาเกือบ3ปี...3ปีแหนะ"

    "ฮะ!!" เขาหลุดขำออกมาชอบใจกับเรื่องที่เธอเล่า และท่าทางสีหน้าของเธอชัดเจนว่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแค่ไหน

    "ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นเรื่องขำ..." เธอเอ่ย และสีหน้านิ่งบนใบหน้าเธอยิ่งทำให้เขาหัวเราะออกมา จนเธอเองต้องขำตามเขาเมื่อนึกดูมันก็เป็นเรื่องที่โง่จริง

    "คุณเป็นคนเส้นตื้นขนาดนี้เลยนะ ตอนทำงานคงหัวเราะทั้งวันละสิท่า" เธอพูด

    "ตอนทำงานฉันก็ต้องจริงจังสิ แล้วเธอไม่ตรวจสอบเส้นทางก่อนย้ายเข้ามาเหรอไง"

    "ตอนย้ายมาดูที่พักครั้งแรก ฉันลงป้ายรถเมล์ประจำที่ฉันลงกับพี่สาวฉัน ก็เลยคิดว่าโอเค ป้ายนี้แหละ"

    "ทำใจสบายๆไว้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ เรื่องฉันที่ดูโง่ก็มีเยอะเหมือนกัน"

    "ฉันรู้เรื่องหนึ่ง"

    "หื้ม? ของฉัน? เธอจะไปรู้มาจากไหนได้"

    "คิดไม่ออกละสิ...จะเล่าให้ฟัง เรื่องนี้เอากลับมาคิดก็รู้สึกว่า คุณช่างเป็นคนดีไรขนาดนั้น ก็ที่คุณคิดว่าฉันเป็นคนที่ถูกฆ่าตายในสวนสาธารณะไง คุณอาลัยให้ฉันโดยเอาน้ำมาวางไว้ที่ที่ฉันนั่งประจำ - ฉันประทับใจมากนะ คนที่ไม่รู้จักมาอาลัยให้อย่างนั้นถึงไม่ได้ตายจริงก็ตามแต่ เพราะงั้นละมั้งฉันเลยไม่ติดขัดที่จะเป็นมิตรกับคุณ"

    เขาพยักหน้าตอบรับคำพูดที่เขาเองไม่ได้คาดคิดที่จะได้ยิน เขาไม่ใช่คนที่ดีขนาดที่เธอพูดหรอก เขามีแต่ความบริสุทธิ์ใจกับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกแค่นั้น เขาไม่คิดเลยว่าบทสนทนาจะล่วงเลยมาไกลขนาดนี้ ทุกอย่างเป็นธรรมชาติอย่างที่มันควรเป็น ความสัมพันธ์เป็นมิตรระหว่างของนอนและแจจินใกล้มากขึ้นทั้งสองเองรู้สึกได้

    สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นสัปดาห์ที่ดีสำหรับเขาเท่าไรนัก มีเรื่องในบริษัทที่ทำให้เขาต้องเดือดร้อน กังวลใจถึงปัญหาข้อมูลนวัตกรรมใหม่รั่วไหล ซึ่งเขาต้องรับผิดชอบจุดนั้นให้ได้ และวันนี้เป็นวันแรกในรอบสัปดาห์ที่เขายิ้มออกมาโดยที่ไม่ต้องแสร้งและเขาก็คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ดีกว่าเมื่อวานเสียอีก

    นาฬิกาห้อยอยู่บนกำแพง เธอมองดูเวลามันถึงเวลาที่เธอต้องบอกลาสำหรับวันนี้ เธอไม่อยากเปลืองเวลาของเขา เขาเองก็น่าจะอยากพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เป็นวันทำงาน เธอบอกเขาว่าเธอนัดเพื่อนไว้ทั้งที่จริงเธอไม่ได้มีนัด เผื่อว่าเขาจะถามไปส่งเธอเพราะเขามีรถและทั้งสองอยู่ละแวกเดียวกัน อันที่จริงเขาอาจจะไม่ถามก็ได้เธอแค่คิดเผื่อไว้
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in