เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Every day, Every momentNoc_lilsis
Chapter 8 / Gallery


  • "จองยอนเธอไม่คิดจะซื้ออะไรหน่อยเหรอ นี่ฉัน บังคับเธอมาช็อปปิ้งกันเหรอเนี่ย" มินะ เพื่อนคนเดียวของจองยอนในเกาหลี ทั้งสองรู้จักกันจากการแบ่งม้วนบุหรี่เมื่อ3ปีก่อน


    "โค้วต้าใช้เงินช็อปปิ้งสำหรับเดือนนี้หมดแล้วล่ะ" จองยอนเอ่ย

    "ประหยัดเงินขนาดนี้ ตอนนี้เป็นเศรษฐีหรือยัง?"

    "จำเป็นต้องเก็บน่ะ เธอไม่เก็บบ้างเหรอ?"

    "เก็บบ้าง แล้วเธอเก็บเงินไปทำไร?"

    "ถามมาได้เก็บไว้เผื่ออนาคตนะสิ จะได้เกษียณเร็วๆ ใช้ชีวิตสุดๆ และตายเร็วๆ"

    "พูดเป็นการ์ตูนไปได้!!"

    "ก็ใช่นะสิ"

    "มันก็เป็นความคิดที่ดี...ว่าแต่เราไปสูบบุหรี่กันสักม้วนไหม?"

    "ฉันว่าจะชวนพอดี"


    โซนสูบบุหรี่เปิดโล่งมีที่นั่งให้ได้นั่งสบายสำหรับกิจกรรมสูบบุหรี่ มีชาย มีหญิง ตัวเลขเฉลี่ยใกล้เคียงกัน อากาศร้อนในเดือนมิถุนายนสามารถเห็นไอร้อนด้านนอกผ่านกระจกบานใหญ่ในห้องที่สร้างเพื่อสูบบุหรี่ ข้างในมีช่องระบายอากาศดีและมีแอร์เย็น


    "พรุ่งนี้เธอมีสอนใช่ไหม?" มินะถาม

    "ใช่ รู้สึกกดดันไม่น้อย พรุ่งนี้เป็นวันประเมินว่านักเรียนจะเรียนกับฉันในชั่วโมงที่เหลือต่อไหม ฉันขอให้พวกเขาเรียนต่อ เพราะฉันต้องการเงิน ถ้าได้มาฉันก็จะไปช็อปปิ้งกับเธอได้อย่างสบายใจ มีหลายอย่างที่อยากซื้อเลยล่ะ" จองยอนพูดด้วยน้ำเสียงกังวล

    "โว้วๆ เงินจำนวนไม่น้อยแน่ๆ ฉันว่าพวกเขาเรียนต่อกันแน่นอน"

    "ขอให้เป็นอย่างนั้น แล้วเดือนหน้าเธอไปโซลทำไมกัน เธออยู่บ้านบ้างไหมนั้น ไปโน้นนี่ งานการไม่ทำ" จองยอนเริ่มบ่นใส่เพื่อนเธอ

    "ฉันจะไปสมัครสายการบินอาหรับ"

    "จริงดิ? ทำไมล่ะ งานที่ทำอยู่เงินไม่พอเหรอ?"

    "มันน่าเบื่อน่ะ เบื่อสุดๆ แบบว่าสุดๆ กดดันมากด้วย ฉันเหนื่อย"

    "มันน่าเบื่อยังไง ฉันคิดว่าน่าจะสนุกสะอีก งานจัดอีเว้นท์พวกนั้นแถมยังได้เงินดี"

    "มันไม่สนุกสำหรับฉันอีกแล้ว - ฉันอยากไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก"

    "ขณะที่ฉันดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อมาอยู่ประเทศนี้แต่เธออยากย้ายออก?"

    "แล้วเธอย้ายมาที่นี้ทำไมกันล่ะ เธอมีความสุขในประเทศนี้เหรอ?"


    จองยอนพ่นควันออก เธอใช้ความคิดเล็กน้อยว่าเหตุผลที่ย้ายมาที่นี้คืออะไร


    "มันเป็นที่เดียวที่เข้าง่ายที่สุดสำหรับฉันตอนนั้น สอบทำงานในระดับภาษาที่ฉันพอจะรู้ ขอสัญชาติได้ง่ายกว่าเพราะพ่อแม่มีสัญชาติที่นี่ และมันก็เป็นประเทศที่เจริญ บวกกับน้าฉันต้องการให้เรามา รู้ไหมชีวิตที่นั้นมายากน่ะ เมื่อนึกถึงอนาคต..."

    "พี่สาวเธอไปได้ดีกับที่นี่นะ"

    "ใช่ พี่สาวฉันเป็นความภาคภูมิใจของบ้าน ภาษาเกาหลีอยู่ระดับดีเยี่ยม สเปนเธอก็พูดได้คล่อง อังกฤษเป็นภาษาแม่ เรื่องตัวเลขการจัดการเธอเก่งมาแต่เด็ก อยู่ไหนก็รอดประสบความสำเร็จได้ง่าย ไม่อยากจะคิดถ้าพ่อแม่ยังอยู่คงกังขากับฉันน่าดู"

    "เธอก็ตามฉันไปสมัครแอร์ด้วยกันสิ"

    "เธอคิดว่าคนอย่างฉัน... ยิ้มต่อหน้าแขกได้เหรอ?"

    "ก็...ไม่ได้อ่ะ เธอหน้าตายเกินไป แต่ไม่ลองก็ไม่รู้นะ บางทีเธออาจจะคิดกังวลกับตัวเองมากไป"


    มินะดูเพื่อนที่กำลังเล่นควันบุหรี่พยายามทำให้เกิดรูปทรงต่างๆ เพื่อนที่ชีวิตช่างขาดสีสันถ้าเป็นรูปภาพที่ถูกระบายสีมันก็เป็นภาพที่ถูกระบายด้วยสีจืดฉืด ตอนนี้เพื่อนรักเธอกำลังพยายามเล่นควันให้ออกมาเป็นรูปทรงเลขาคณิต ก็ทำให้เธอคิดได้ว่าโชคดีที่อย่างน้อยเพื่อนเธอก็รู้จักเรื่องสนุกและมินะทำตามวิธีสร้างนูปทางจากควันตามจองยอน


    "กลิ่นบุหรี่นี้ใช้ได้เลย ไปได้มาจากไหน?" จองยอยเอ่ย

    "สุดยอดใช่ปะล่ะ ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆนะ"

    "อืม ฉันชอบ อารมณ์ดีขึ้นมาเลยแฮะ - เราไปกันเถอะ ฉันว่าฉันอยากได้ของอยู่หลายอย่าง"


    สองสาวบี้บุหรี่ และต่อด้วยจัดการธุระของพวกเธอ นานแค่ไหนแล้วที่เธอจองยอนไม่ได้ออกมาใช้เงินเติบอย่างวันนี้ ทั้งสองเดินอยู่ในโซนเสื้อผ้า มีเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวที่สีใกล้เคียงกับเสื้อแจ็คเก็ตของแจจิน จองยอนต้องเดินเข้าไปดูเสื้อตัวนั้น


    "ตัวนี้เท่ไม่เบา แต่เรากำลังวางแผนเป็นสาวปาริเซียงฉบับสดใสกันนะ สีนี้ตัดทิ้งก่อนสีมันเท่เกิน" มินะออกความคิดเห็น มินะและจองยอนกำลังหลงไหลกับกลิ่นอายการแต่งตัวของสาวปารีสแต่พวกเธอชอบที่ให้มันมีสีสันมากขึ้น

    "แค่ดูน่ะ เหมือนเคยเห็นคนหนึ่งใส่" จองยอนเอ่ย

    "จีจี้ ฮาดิดเคยใส่เสื้อแจ็คเก็ตคล้ายๆแบบนี้สีนี้เลยล่ะ"

    "อ่อ น่าจะจีจี้ ฮาดิด"


    นั้นไม่ใช่คนที่เธอคิดถึง เธอกลับมาคิดทบทวนเกี่ยวกับเขาอีกครั้ง ยอมรับว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสเจอเขาทั้งแถวละแวกบ้านและคาเฟ่ เธอไม่ชอบที่ตัวเองต้องมาคิดถึงคนอื่นเช่นนี้ มันทำให้เธอต้องคาดหวัง และเหนื่อยกับการสิ้นหวังจากเรื่องที่คาดหวัง



    วันอาทิตย์มาถึง เธอตื่นขึ้นมาด้วยความเหนื่อยล้าจากการร้องเพลงในร้านคาราโอเกะจนดึกกับเพื่อนเธอมินะหลังจากไม่เห็นหน้ามาเดือนกว่า อีก2ชั่วโมงจะถึงเวลาสอน เป็นไปได้ไหมที่จะยกเลิกคลาสวันนี้ เธออยากหลับต่ออีกสัก3ชั่วโมงพอได้ แต่หากทำอย่างนั้นมันดูไม่เป็นมืออาชีพเสียเลย ความตั้งใจที่มีมาตลอดกับการสอนครั้งนี้ต้องพังเพราะความขี้เซาเป็นแน่ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ เธอลุกขึ้นจัดการธุระและเดินทางไปคาเฟ่ตามเวลาปกติ

    ลาเต้ หวาน75% วันนี้ไม่มีลดช็อตแบบปกติที่เธอสั่งเพราะเธอต้องการให้ตัวเองตื่นสักหน่อย เธอไม่ใช่คอกาแฟเธอกินได้มากสุดก็คือลาเต้เท่านั้น หากกาแฟเข้มเกินที่รับได้คาเฟอีนจะจู่โจมทำร่างกายเธอวุ่นวายทันที อารมณ์เธอจะแปรปรวนจากคาเฟอีน ซึ่งนั้นมันจะกลายเป็นวันที่แย่สำหรับเธอโดยทันที

    การสอนดำเนินไปด้วยดีอย่างที่เป็นประจำ และข่าวดีของวันนี้ก็คือนักเรียนลงเรียนกับเธอต่อจนจบคอร์สเรียน นั้นแปลว่าเธอทำกำไลได้เพิ่มขึ้นในเดือนนี้หลายเท่าตัว ทำให้เธอเบาใจลงอย่างมากจากเมื่อวานที่ใช้เงินจนขาดสติ ต่อจากนี้เธอต้องประหยัดเงินให้มากขึ้น


    "คุณโจอัน สวัสดีครับ"


    เสียงทักทายจากมินฮวานคนที่เป็นคนติดต่อเธอให้เป็นผู้สอนของนักเรียนในคลาสนี้ 


    "ค่ะ สวัสดีค่ะ" เธอทักทายกลับ

    เสียงหยอกล้อ และสายตาของนักเรียนต่างจ้องมาที่ทั้งคู่ เธอยังไม่รู้ตัวว่าถูกจับตามองจากคนอื่น

    "ผมเห็นพัฒนาการของทุกคนได้ชัดเจนเลยขอบคุณที่ทุ่มเทกับงานครับ" มินฮวาน

    "เป็นเพราะพวกเขามีพื้นฐานที่ดีฉันช่วยแค่นิดหน่อยเท่านั้น" เธอตอบอย่างถ่อมตัว แต่ภายในใจเธอแอบแย้งว่าเพราะเธอเก่งทุกคนเลยมีพัฒนาการ

    "เป็นไปได้ไหมครับถ้าจะมีวันว่างไปทานข้าวกัน"


    เสียงล้อเลียนดังมาจากด้านหลังเขา เธอเดาสถานการณ์ออกว่าเกิดอะไรขึ้น


    "เป็นเกียรติมากค่ะ ขอบคุณที่ชวน ฉันก็อยากสนิทกับทุกคนให้มากขึ้น"


    สนิทกับทุกคนมากขึ้น เธอแอบขำในใจกับคำนี้ เธอก็ไม่เลวเท่าไรที่จะเริ่มรับใครๆเข้ามารู้จักมากขึ้น เธอยิ้มอ่อน อีกมุมหนึ่งของห้องสิ่งที่นักเรียนเธอแสดงอาการสนใจระหว่างเธอกับมินฮวาน จองยอนเข้าใจว่าพวกเขากำลังคิดเช่นไรแต่เธอไม่ได้มีความสนใจในตัวมินฮวานใดๆ

    เสียงจอแจจากกลุ่มนักเรียน ดังตลอดโถงทางลงชั้นสองไปชั้นล่าง เซ้าซี้ชวนเธอให้ร่วมทานมื้อเย็นกับพวกเขาวันนี้ ข้ออ้างปฎิเสธเธอกุไม่ขึ้น เธอเพิ่งบอกพวกเขาก่อนคำถามชวนทานมื้อเย็น ว่าหลังจากสอนเสร็จเธอก็ไม่มีตารางงานใดๆ

    เมื่อถึงชั้นคาเฟ่ เธอมองรอบๆร้านเผื่อว่าจะเห็นเขานั่งตรงไหนสักที่ เป็นไปตามที่เธอตั้งใจ เขายืนอยู่ตรงหน้าเคาเตอร์ถือแก้วน้ำมองตรงมาทางเธอ


    "จริงด้วย ฉันเพิ่งนึกได้ว่าฉันนัดกับคนรู้จักไว้ ขอโทษด้วยจริงๆจากใจ ฉันต้องขอตัวก่อน"


    เธอยกมือโบกทักทายเขาก่อน ทั้งสองโบกมือให้กัน เธอเดินตรงเข้าหาเขาทันที เขาที่ยืนตรงหน้าไม่รู้เลยสักนิดว่าเธอดีใจแค่ไหนที่ได้เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มเธอกว้างกว่าทุกครั้งที่เธอเคยแสดงให้เขาเห็น

    ในหมู่คนที่ยืนเบียดกันเป็นกลุ่ม ใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ใบหน้าที่คุ้นตาดี เขาเห็นเธอมาแต่ลงบันไดขั้นสุดท้าย วันนี้เป็นอีกครั้งที่เธอเป็นคนละคนกับล่าสุดที่พบเจอกัน การโบกมือทักทายเช่นนั้นมีแค่เธอคนเดียว และมันน่าขำเขาทำตามวิถีทักทายเช่นนั้น เธอกำลังเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สิ่งที่ดูแปลกตาไปอย่างหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่เธอทำผมแต่งตัวอย่างไร ความสดใสจากแววตาและรอยยิ้มบนหน้าเธอต่างหาก นั้นทำให้เขายิ้มออกมาอย่างมีความสุข


    "สวัสดีค่ะ" เธอกล่าวทักทาย

    "หวัดดี เพิ่งสอนเสร็จเหรอ?"

    "ค่ะ คุณช่วยยืนคุยกับฉันต่ออีกหน่อยสักครู่ได้ไหม ฉันกำลังเลี่ยงจะไปทานมื้อค่ำกับพวกเขา..." เธอกระพริบตาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้เขาตามบทที่เธอวางไว้


    เป็นไปตามแผนที่เธอตั้งใจ ในที่สุดเธอก็ปฎิเสธสำเร็จพวกเขาล้มเลิกแผนชวนเธอร่วมมื้อเย็น


    "น่าเสียดายจังค่ะ เราจองที่นั่งเพิ่มให้คุณจองยอนด้วย ร้าน71 Above เชียว..." มินอา หนึ่งในนักเรียนพูด จองยอยได้ยินเช่นนั้นเธอก็รู้สึกเสียดายทันที ทำไมพวกเขาไม่บอกก่อนว่าจะชวนเธอไปร้านดังนั้น

    "ไว้เจอกันใหม่ครับ" มินฮวานเอ่ย


    กลุ่มนักเรียนออกจากร้าน เธอรอเช็คให้พวกเขาพ้นสายตาถึงบ่นออกมาด้วยความน่าเสียดาย


    "ฮึ่ย...ฉันไม่น่าปฎิเสธไปก่อนเลย!!" เธอบ่น

    เขาที่อยู่ใกล้เธอชอบใจกับท่าทีสีหน้าเสียดายนั้น

    "ก่อนหน้าทำไมเธอถึงปฎิเสธพวกเขาไปอย่างนั้น?"

    "ฉันไม่มีพลังมากพอจะพูดคุยกับใครหลายๆคนในขณะเดียวกัน และระหว่างนั้นฉันต้องคอยตื่นตัวกับคำพูดของคนนั้นคนนี้ วันนี้ฉันไม่ไหวที่จะแอคทีฟตัวเอง เลยบอกปัดไปอย่างนั้น"

    "ปกติเธอเป็นแบบนี้บ่อยแค่ไหน?" เขาถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล สายตาแววตาที่มองมาทำให้เธอเป็นกังวลว่าเขาจะคิดว่าเป็นพวกประหลาด

    "มันดูผิดปกติในสายตาคุณเหรอ?" เธอถาม

    "นิดหน่อย"

    "อ่อ..."


    คำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาโดยปริยาย มีตรงไหนผิดพลาดกับการที่เธอเป็นเช่นนั้น เธอผิดหวังกับคำพูดจากเขา เธอคิดน้อยจนรู้สึกผิดหวังกับคำนั้น ทั้งที่จริงมันอาจไม่ได้มีอะไร คาเฟอีนกำลังปั่นป่วนประสาทเธอแน่นอน ปกติเธอจะสั่งกาแฟลดช็อตวันนี้ปริมาณมากเกินกว่าปกติ


    "ฉันหมายถึงถ้าเป็นบ่อยๆมันเป็นสัญญาณของการขาดการพักผ่อน ความเครียดได้ สุขภาพจิตสำคัญมาก เธอรู้ใช่ไหม? ดังนั้นพักผ่อนให้มาก"


    เมื่อได้แบบนั้นจากเขาเธอก็เปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกทันที เจอกันทีไรเขาต้องบอกเธอเสมอเกี่ยวกับการพักผ่อน สภาพเธอคงดูป่วยจนเขาพูดเรื่องพักผ่อนเสมอ สุดท้ายเขาก็มีแต่คำที่คอยบอกให้เธอดูแลตัวเอง


    "เป็นอย่างที่คุณพูด ฉันพักผ่อนไม่พอ และวันนี้ฉันสั่งลาเต้มาแบบไม่ลดช็อตเลยเสพคาเฟอีนมากเกินกว่าที่ฉันรับไหว มันเลยปั่นป่วนอยู่ในร่างกายน่ะ - วันนี้คุณมีประชุมรึเปล่า?" เธอเอ่ย

    "ไม่มีประชุม แค่มานั่งพักผ่อนน่ะ - ดื่มน้ำโซดาช่วยขับคาเฟอีนได้"

    "ไอเดียนี้ฉันไม่เคยรู้เลย ขอบคุณที่บอก"

    ต่อจากนี้เธอไม่มีอะไรจะพูด ถึงเธออยากคุยกับเขาต่อก็ตามแต่ ถึงเวลาที่ต้องแยก

    "ฉันขอตัวก่อนค่ะ"

    "ไว้เจอกัน"


    มันเป็นครั้งที่เท่าไรกันที่เธอได้ยินคำนี้จากเขา 2 สัปดาห์ที่ไม่ได้เห็นเขาวนเวียนอยู่ในช่วงวันของสัปดาห์ เธอรู้สึกถึงระยะเวลาที่ยาวนานทิ้งห่างจากวันที่เธอนั่งในร้านเนื้อย่างกับเขา เหมือนมันไม่ได้เกิดขึ้นจริงเป็นเพียงภาพนึกคิด คำทักทายไม่กี่ประโยคในวันนี้มันก็น่าจะพอให้เธอพึงพอใจ และต้องย้ำตัวเองอีกครั้งว่า... อย่ารู้สึกใดๆมากกว่านี้
  • ผ่านกระจกเขามองดูเธอเดินออกจากร้านและเดินผ่านหน้าร้าน เธอหยุดใส่หูฟังสักครู่ก่อนจะเดินต่อ ไม่รู้ว่าเขามีเรื่องติดค้างอะไรกับเธอเขาถึงคิดว่าการพบเจอวันนี้มันจบเร็ว มันก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรที่เขาคิดถึงเรื่องเธอบางครั้ง เช่น ตอนเวลากินมื้อเย็น เขาจะคิดว่าเธอกินอะไรเป็นมื้อเย็นมันคงไม่ใช่อะไรที่มีประโยชน์แน่ เวลาจิบไวน์เขาก็จะคิดว่าเธอคงดื่มเบียร์ไปหลายกระป๋องก่อนนอน ระหว่างทางกลับบ้านเมื่อเห็นรถเมล์เขาก็จะคิดว่าเธออาจขึ้นคันนี้ เขาเงยหน้ามองดูท้องฟ้าท้องฟ้าไม่ได้สดใสนัก มีกลุ่มเมฆสีเทาอยู่ประปราย เขาลุกขึ้นเมื่อมองเวลาเขาตั้งใจจะไปแกลเลอรี่เปิดใหม่



    การออกแรงช่วยเรื่องลดคาเฟอีนได้เป็นข้อพิสูจน์จริงด้วย เธอเดินจากร้านได้ไกลพอสมควร อากาศร้อนเป็นพักๆ บางช่วงลมช่วยปัดเป่า บางช่วงก็ต้องทนร้อนหน่อย ดีที่ต้นไม้คอยบังแดดได้บ้าง ลมพัดผ่านอีกครั้งทำให้เธอนึกถึงทะเลขึ้นมา มันอยู่ใกล้แค่นี้แต่เธอเหยียบชายหาดอุลซานแค่3ครั้ง เธอเป็นพวกนิยมขึ้นเขามากกว่าชายหาดเหรอ ก็ไม่น่าใช่ คงต้องหาเวลาเที่ยวทะเลบ้างแล้ว

    ป้ายใหญ่ชวนมองติดหน้าอาคารทรงดูล้ำสมัยหนึ่ง ป้ายเขียนบอกงานที่กำลังเกิดขึ้นข้างใน แกลเลอรี่เปิดใหม่อีกแห่งของเมืองอุลซานนั้นเอง ภาพโปรโมทบนจอยักษ์ของแกลเลอรี่ทำให้เธอสนใจทันที เธอรักเมืองแห่งนี้เพราะมันมีแกลเลอรี่มากมายกระจายทั่วเขตตัวเมือง ศิลปินวาดภาพ ศิลปินช่างภาพ หลายคนที่เธอชอบ เธอได้มีโอกาสชมผลงานพวกเขาแสดงผลงานที่เมืองแห่งนี้ นั้นเลยทำให้เธอคิดว่าที่นี่ไม่เลวเลย เธอเดินเข้าอาคารทันทีโดยไม่ลังเลใจ

    สิ่งแรกที่เธอจะทำคือการดมกลิ่นภายในห้องแสดงผลงาน ตามด้วยสังเกตลักษณะโครงสร้างการตกแต่งภายใน แสงไฟที่ส่องผลงาน ตามด้วยขนาดจำนวนผู้คน เธออ่านใบแนะนำสถานที่ประชาสัมพันธ์ของแกลเลอรี่แห่งนี้ ชื่อสถานที่ฟังดูเป็นชื่อที่ไม่หวือหวาชื่อยังดูเชยด้วยซ้ำ เจลี คือชื่อสถานที่ เธออ่านมันว่า เจลลี่ มันเหมาะกับชื่อเจลลี่ อีกอย่างตัวอาคารวัสดุโครงสร้างด้านนอกก็ดูคล้ายกับเจลลี่

    เสียงดนตรีเปลี่ยนเมื่อเธอเข้ามาอีกห้องโถงใหญ่หนึ่ง ที่มีภาพเขียนขนาดใหญ่สองด้านเรียงแขวนไว้ตรงกลางห้อง เธอตื่นตากับห้องจัดแสดงโซนนี้เพราะมันเป็นภาพขนาดใหญ่ที่เป็นผลงานการเขียนภาพในแบบบาศกนิยม โดยภาพมีลักษณะเป็นเหลี่ยมมุม เป็นลูกบาศก์ เป็นทรงเรขาคณิต เธอคิดว่ามันเจ๋งมากกับคนแรกที่คิดการวาดภาพเช่นนี้ขึ้นมา ถ้าจำไม่ผิดคือ ฌอร์ฌ บรัก และปาโบล ปีกัสโซ พวกเขาต้องคิดกล้ากบฏเสนอผลงานแค่ไหนกับการให้สังคมได้เห็นผลงานแปลกตาจากสิ่งก่อนหน้าที่มีกฎเกณฑ์ศิลปะชัดเจน มันคือการเข้าสู่ศิลปะยุคใหม่อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการแหกกฎเดิมของภาพ แอ็บสแตรกต์ เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์

    เสียงดนตรีจังหวะไม่เร็วนัก และไม่ดังเท่าไร ทำให้เธอมีสมาธิชมผลงานตรงหน้า ถัดไปอีกฝั่งตรงข้ามของภาพที่เธอชมจะเป็นภาพ แอ็บสแตรกต์ ห้องนี้เป็นห้องที่ถูกคัดผลงานของศิลปินชื่อดังในแขนงนี้มารวมกัน ซึ่งจัดแสดงเพียงเดือนเดียวเท่านั้น เขาที่มาถึงเวลาไล่เลี่ยใกล้กับเธอ ยืนชมผลงานแสดงไม่ใกล้ไม่ไกลจากเธอ

    ทั้งสองยืนขนานกันโดยมีภาพแขวนสองภาพใหญ่กั้นอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าอีกด้านหนึ่งของภาพใหญ่ตรงหน้าคือคนรู้จัก ระยะห่างช่องแต่ละรูปอยู่ที่ 1 เมตร เขาขยับถัดไปดูอีกรูป ตามด้วยเธอค่อยเดินถัดไปอีกรูป ทัังสองใช้เวลาค่อนข้างนานกับภาพตรงหน้า และคราวนี้เป็นฝ่ายเธอที่เดินเคลื่อนไปอีกรูปก่อน รูปแล้วรูปเล่าทัังสองก็ยังไม่สามารถสังเกตกันและกันในช่วงจังหวะเดินผ่านช่องว่าง จนกระทั่งเป็นเขาก่อนที่สังเกตเห็นเธอ เขามองดูเธอจากช่องว่างและต้องแอบขำออกมาเล็กน้อยให้กับเธอที่ไม่แม้แต่จะมองมาอีกฝั่ง รูปสุดท้ายเธอใช้เวลาดูไม่นานนัก และเดินไปดูภาพบนผนังใกล้ๆ จองยอนไม่ได้สังเกตว่าเขาอยู่ข้างๆตอนนี้ เธอหยิบมือถือขึ้นมาจดชื่อศิลปินเจ้าของภาพ เขายืนข้างๆสนใจว่าเธอกำลังจดอะไรลงมือถือและมีความคิดใดกับภาพชวนงุนงงที่ไม่มีคำอธิบายตรงหน้านี้แต่มันกลับอยู่ในห้องที่รวบรวมผลงานชิ้นเอก และยังน่าขันตรงที่เธอก็ยังไม่รู้ว่าเขายืนใกล้เธอแค่ไหนตอนนี้

    จากนั้นเธอแยกไปอีกจุดหนึ่ง ส่วนเขามองดูจากจุดเดิมปล่อยให้เธอใช้เวลากับตัวเอง ปล่อยให้ความคิดแล่นในห้องศิลปะแห่งนี้ ตัวเขาเองเช่นกันที่ยังไม่รู้ตัวว่าเขาใส่ใจกับเธออยู่ไม่น้อย เขาอยากพูดคุยกับเธอแต่ยังมีช่องว่างสองสามอย่างที่เขาควรรักษาระยะห่างไว้ หูฟังเธอตกข้างหนึ่ง เขากำลังก้าวขาเพื่อที่จะไปหยิบหูฟังอีกข้างให้เธอ ทันใดนั้นเองมีคนคว้าแขนเขาไว้ก่อน


    "พี่แจจิน เจอสักที มีคนบอกว่าเห็นพี่ ฉันเลยตามหา สบายดีไหมช่วงนี้?"

    "สวัสดีค่ะ ไม่เจอกันนานเลยนะคะพี่แจจิน 2-3ปีแล้วล่ะมั้ง ยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย"

    "ฉันสบายดี หวัดดี สบายกันใช่ไหม? ไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ มาเที่ยวอุลซานหรือมาเรื่องงานกัน?" เขาถาม ผู้หญิงตรงหน้าสองคน โซฮี กับ ชีอา ทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โซฮีคือแฟนเก่าของเขาเมื่อ3ปีก่อนแต่ยังคงไว้ในฐานะเพื่อนต่อกัน


    หูฟังตกหล่นลงพื้นพร้อมๆกับชื่อเรียกของชื่อที่เธอรู้จักดี มีหลายคนชื่อนี้เธอจึงละความสนใจและมองหาหูฟังอีกข้าง เขาเห็นหูฟังเธอตกไปไกลจากเธอ แต่ไม่ทันได้มีโอกาสเข้าช่วย เพื่อนชายอีกคนเพิ่มเติมเข้ามาหาเขา จนเขาขาดจังหวะจำต้องทิ้งให้เธอหาหูฟังคนเดียว

    มีผู้คนเข้ามาร่วมวงสนทนา มีห้องสำหรับแขกพิเศษไว้สำหรับนั่งเล่น พูดคุย เขาได้ร่วมวงสนทนากับเพื่อนคนรู้จักจนถึงเวลาที่เหมาะสมที่เขาคิดว่าควรปลีกตัวออก


    "พี่จะกลับแล้วเหรอ? เราไม่เจอหน้ากันนาน น่าจะไปทานมื้อค่ำด้วยกัน พรุ่งนี้ฉันก็กลับโซลแล้ว - พี่มีธุระต่อใช่ไหม?" โซฮีเอ่ย

    "ไม่มี" เขาตอบ

    "งั้นไปทานมื้อค่ำด้วยกัน ฉัน..."

    "ฉันไม่มีธุระอะไร แต่วันนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก มีเรื่องงานให้ต้องคิด ถ้าไปฉันคงทำบรรยากาศเสีย ฉันต้องขอโทษด้วย"

    "บรรยากาศเสียเพราะขาดพี่ต่างหาก"

    "ไว้คราวหน้าแล้วกัน ฉันขอตัวก่อน"


    โซฮีเธอดูเขาเดินออกจากห้องไปโดยที่เธอแทบไม่ได้มีโอกาสได้พูดรั้งเขาไว้ เธอเดินตามเขาออกไป ในตอนแรกเขาก็อยู่ในสายตา แค่เผลอเสี้ยววิเขาก็หายไปสะดื่อๆ เธอจึงยอมทิ้งความพยายามที่จะตามเขากลับมา

    หูฟังจองยอนตกห่างจากจุดแรกที่เขาเห็นเล็กน้อย เขาคิดไว้ถูกว่าเธอไม่น่าจะเห็นหูฟังที่ตก เขาหยิบมันเช็ดปักฝุนตรงเสื้อและเก็บใส่ในกระเป๋าเสื้อ

    ตอนนี้เธอคงวุ่นวายใจ ทำไมเธอถึงไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยดู เขาคิดเช่นนั้น เขาเดินหาเธอทั้งแกลเลอรี่แต่ไม่พบแม้แต่เงาเธอ จึงคิดว่าไว้เจอกันอีกหน อาจเป็นวันอาทิตย์หน้าเพราะเธอมีสอนพิเศษที่คาเฟ่วันอาทิตย์

    ฝนตกด้านนอกตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงเย็นกว่า เขากำลังเดินไปทางประตูทางเข้า เห็นเธอยืนอยู่หน้าประตูแกลเลอรี่เขารีบเดินตรงไปหาแต่มีชายคนหนึ่งถือร่มมารับเธอเสียก่อน ทั้งสองเดินฝ่าฝนใต้ร่มคันเดียวกัน มืออีกข้างถือร่มอีกข้างคอยโอบไหล่เธอไว้กันไม่ให้ฝนกระเด็นใส่เธอ เขาคงต้องเก็บหูฟังไว้คืนเธอวันหลัง


    "ขอบคุณที่มารับถึงที่ แต่คืนนี้ฉันเมาไม่ได้ เตือนไว้ก่อนเลย รู้ใช่ไหมว่าฉันเข้างานเช้าแค่ไหน" จองยอนพูดกับมินะ ชายคนที่มารับเธอคือมิซอนลูกพี่ลูกน้องคนสนิทของมินะ

    "ก็หยุดงานเองเลยสิ" มินะ

    "ทำได้ง่ายๆสะที่ไหน คนอื่นเขาไม่ได้ทำงานตามอารมณ์แบบเธอนะ" มิซอนพูดอิงถึงมินะ

    "เอ๊ะ!!" มินะ

    "แล้วมิซอนกลับมาเกาหลีตั้งแต่เมื่อไรกัน? ไม่เจอกันนานเชียว แต่ฉันจำมิซอนได้นะตอนเดินมารับฉัน แค่สังเกตว่าหน้าเหมือนมินะน่ะ" จองยอนพูด

    "...เหมือนมินะ?" มิซอน ทำหน้าอยากอาเจียน

    "ให้มันน้อยๆหน่อย เคารพฉันบ้าง ฉันแก่กว่าแกนะ" มินะ

    "แก่กว่าแค่6เดือน เลิกเอาอายุมาข่มฉันได้แล้ว นี่มันยุคไหนไปกันถึงไหนแล้ว" มิซอน

    "ฉันเคยเจอมิซอนแค่2ครััง เมื่อ2ปีก่อน 2ครั้งนั้นเธอสองคนก็ตีกันตลอด นี่แน่ใจนะว่าสนิทกัน? วันนี้ไม่ได้มีใครวางแผนก่อฆาตกรรมใครใช่ไหม?" จองยอน


    มินะและมิซอน ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติด้วยความที่สองเติบโตด้วยกันมาแต่เด็ก เป็นลูกพี่ลูกน้องคนสนิทจนเหมือนพี่น้องแท้ๆ บางทีก็ดูคล้ายกับเด็กแฝดชายหญิงในสายตาของจองยอน เพราะมิซอนเป็นพี่น้องคนสนิทกับมินะเธอจึงเข้ากับมิซอนได้ง่าย และมิซอนก็ทำให้เธอสบายใจที่จะเข้าในำมิตรภาพระหว่างเพื่อน

    ค่ำคืนวันอาทิตย์นี้ไม่ได้จบลงง่ายๆ เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยยาวยันเที่ยงคืนจองยอยจึงได้กลับ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in