Every day, Every momentNoc_lilsis
Chapter 7 / เพลงที่ต้องเปลี่ยน



  • อดีต ปัจจุบัน อนาคต

    อดีตที่มีทั้งทุกข์สุข ปัจจุบันที่น่าเบื่อและเหนื่อยหน่าย อนาคตที่คาดเดาไม่ได้

    ข้ามไปตอนที่ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนได้ไหม จองยอนภาวนาเช่นนี้ตลอด ความฝันเธอคือการเป็นนักเขียน แต่เธอไม่ได้สู้เพื่อความฝันมากพอ เรื่องความฝัน เรื่องโชค เรื่องความกระตือรือร้น ทั้งหมดนั้นเลือนลางจากใจเธอ ตั้งแต่การสูญเสียครั้ง

    เธอเป็นแอนตี้แฟนกับสังคมการทำงานที่ต้องตื่นตัวกับเรื่องงานตลอดเวลา การที่ต้องพยายามทุกเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีคุณค่า สังคมหล่อหลอมให้เราไม่หยุดนิ่ง สอนให้คิดว่าการหยุดนิ่งเป็นสิ่งน่ารังเกียจ เธอเกลียดความคิดเช่นนั้น คนที่ไม่เป็นเช่นนั้นเขาไม่ผิด คนที่ตื่นตัวไม่หยุดนิ่งก็ไม่ผิด แค่รู้เวลาของการจัดการก็พอ


    คารอส รุ่นพี่เธอในมหาลัยปัจจุบันทำอยู่ในบริษัทที่เธอส่งในสมัครงานเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ติดต่อเธอกลับมาเป็นส่วนตัว ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับเขานั้นคือวันจบการศึกษาของเขา เขาน่าจะเห็นชื่ออีเมล์เธอสมัครงานกับบริษัท

    คารอส
    : ฉันคารอส เธอน่าจะจำฉันได้ สบายดีใช่ไหม?

    โจอันนา
    :ฉันสบายดี คุณล่ะ?

    คารอส
    :สบายดี ฉันขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน

    โจอันนา
    : ?

    คารอส
    :ฉันเห็นใบสมัครงานเธอเข้ามา ฉันขอแจ้งว่าตำแหน่งงานครบแล้ว
    :ตอนนี้เธอทำงานอะไร?
    :ฉันอยากรู้ว่าเธอยังสนใจเป็นนักเขียนไหม?

    โจอันนา
    :ขอบคุณที่แจ้งมาบอกเกี่ยวกับผลการสมัครงาน
    :ฉันตอนนี้อยู่เกาหลี เป็นพนักงานทั่วไป
    :ส่วนเรื่องนิยาย คุณยังคิดว่าฉันเขียนนิยายอยู่เหรอ?

    คารอส
    :ฉันยังจำเรื่องที่เธอเขียนได้ แมทแอนด์เจนนี่
    :นั้นเป็นเรื่องที่ฉันชอบ
    :เธอคงไม่ได้สนใจจะเป็นนักเขียนอย่างที่เธอเคยบอกไว้อีกแล้ว ใช่ไหมล่ะ

    โจอันนา
    :ฉันยังอยากเป็น แต่ฉันแค่ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเป็น

    คารอส
    :เธอสามารถเอาเรื่องที่เธอเขียนมาเสนอให้ฉันได้
    :มีเรื่องที่เขียนลงในเว็บหรือในแอปบ้างไหม?

    โจอันนา
    :ไม่มี

    คารอส
    :ทำไม? เธอห้ามพลาดเด็ดขาด เขียนลงไปเถอะ

    โจอันนา
    :จะพูดยังไงดี ฉันไม่ได้มีความกระตือรือร้นในเรื่องนี้

    คารอส
    :ทำไม?

    โจอันนา
    :ฉันไม่มีเวลาน่ะ

    คารอส
    :เธอพร้อมเมื่อไรก็ลองส่งผลงานมาแล้วกัน

    หลังจากคุยกับคารอส เธอนึกถึงเรื่องที่เธอเขียนไว้ที่มีถึง 20 เรื่อง จบสมบูรณ์ เธอเคยเสนอไป 10 บริษัทแต่งานตีกลับมาทั้งหมด แล้วบริษัทระดับชื่อใหญ่อย่างนั้นจะรับเธอเป็นนักเขียนในสังกัดได้ยังไง เมื่อนึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่เต็มไปด้วยพลัง แรงบันดาลใจ มันเป็นช่วงเวลาที่เธอรักตัวเองมากที่สุด ทำไมพลังเหล่านั้นถึงดับหายไม่กลับขึ้นมา แค่คิดถึงอนาคตมันก็ทำให้เหนื่อย ทุกอย่างเหมือนเป็นภาพเส้นทางที่ยุ่งเหยิง

    กลิ่นเนื้อย่างหอมหวน เธอยืนอยู่หน้าร้านปิ้งย่างคำนวนว่าเพื่อนคนเดียวในอุลซานจะมาถึงภายในกี่นาทีหสกเรียกมาพบ ร้านเนื้อย่างนี้มีกฎที่เข้มงวดเรื่องห้ามทานคนเดียว เธอก็พอเข้าใจได้เพราะว่าคนเต็มร้านอยู่ตลอดเวลา โต๊ะไม่ใช่จะว่างกันง่ายๆ ใครอยากเสียโต๊ะให้คนกินแค่คนเดียว

    ห่างออกไป5เมตร แจจินเห็นเธอกำลังยืนครุ่นคิด ภาพมะม่วงชีสเค้กจากมือเธอฉายขึ้นบนความทรงจำ เขาเดินเข้าไปหาเธอทันที

    "ยืนคิดอะไรอยู่" เขาพูด จองยอนที่ใช้สมาธิจดจ่อกับทางเลือกว่าไว้กินวันหลัง ซื้อกลับ หรือเรียกเพื่อนมากินด้วยกันตอนนี้ เธอเบี่ยงความสนใจไปตามเสียงที่คุ้นหู เขามาปรากฏตัวอีกครั้งในวันที่เธอมีสภาพหน้าไม่ต่างจากไก่ต้มถูกทิ้งไว้จนเย็น ผิวหย่อนคล้อยจากการทำงานตลอดทั้งวัน สภาพผมที่เธอเองมั่นใจว่ามันต้องอยู่ในสภาพที่ทำให้เธอดูแย่

    "สวัสดีค่ะ" เธอทักทายเขา สมองยังประมวลอยู่ว่าเขาจริงๆใช่ไหม "คุณออกมาเดินเล่นหรือมาหามื้อเย็นกิน?" เธอถามอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นมา

    "ออกมาเดินเล่นและหาอะไรกินน่ะ แล้วเธอมาทำหน้าซีเรียสหน้าร้านทำไม?"

    "อา...คือฉันกำลังคำนวนว่าควรกินเนื้อย่างวันนี้แบบสั่งกลับหรือวันอื่นวันที่มีเพื่อนมาด้วย ใจฉันอยากกินวันนี้ที่ร้าน ฉันอยากนั่งในร้านบ้างน่ะ"

    "ร้านนี้เขาไม่ให้กินคนเดียว"

    "ใช่...แต่ช่างมันเถอะ ไปร้านอื่นแทนก็ได้ ไว้ค่อยกลับมาวันหลัง"

    "แถวนี้ร้านแบบนี้มีอยู่3ร้านได้"

    "มันต่างกัน ร้านนี้สูตรหมักเนื้อรสหนึ่งที่ฉันชอบ ร้านอื่นไม่มี" เธอใช้ความคิดชั่วขณะประมวลร้านแถวนี้ว่ามีร้านอาหารไหนที่น่าสนใจในวันนี้ "โอเค...คิดออกแล้ว" เธอพูดออกมาด้วยสีหน้ามีชัย

    "คิดอะไรออก?" เขาถาม

    "คิดออกว่าจะกินอะไร"

    "แล้วจะกินอะไร?" เขาแอบเดาเล่นชื่อร้านอาหารที่เธอคิด ร้านราเมนสามแสนวอน ที่อยู่ถัดไปอีกซอยไม่ไกลจากนี้

    "ราเมน สามแสน..."

    "ราเมน?" ดวงตาโตคิ้วยกขึ้นเล็กน้อย เขาตกใจกับคำตอบที่ดันเหมือนกับที่เขาคิด

    "เปลี่ยนใจเป็นเบอร์เกอร์ดีกว่า แล้วคุณล่ะอยากกินอะไรในวันนี้ เผื่อเป็นไอเดียให้ฉัน"

    "ฉันว่าจะมาซื้อเนื้อย่างร้านนี้"

    "แบบนี้แปลว่าคิดมาแล้วว่าจะกินอะไร"

    สิ่งที่เธอคิดคือเขาตั้งใจจะมาซื้อเนื้อย่าง นั้นแปลว่าเขาก็มีจุดประสงค์การกินเดียวกับเธอ เสียงฟ้าร้องดังจากไกลๆ ลมเริ่มพัดแรงกว่าปกติ

    "ลมพัดแรง ฝนกำลังมา บรรยากาศแบบนี้เข้ากับนั่งหน้าเตาย่าง" เธอพูด ทำสีหน้าเสียดายที่เธอจะพลาดการกินเนื้อย่างร้านโปรด

    มะม่วงชีสเค้กย้อนมาให้คิด เขายังไม่ได้ตอบแทนอะไรให้เธอเลย และเขาพิจารณาว่าเขาควรชวนเธอกินในร้านด้วยกันไหม แต่มันก็เกินระดับระยะความสัมพันธ์ของทั้งสอง

    "ไหนๆคุณก็มีจุดประสงค์ที่จะกินเนื้อย่าง งั้น...ไม่ดีกว่า" เธอพยายามจะชวนเขา

    "อยากได้คนนั่งกินในร้านด้วยใช่ไหม?"

    "ใช่" เธอตอบตามตรง

    "ได้สิ" เขาตอบตกลง

    เธอนิ่งไปชั่ววินาทีเพื่อตรวจสอบดูว่าเธอได้ยินไม่ผิด

    "อืมๆ งั้นฉันไปหยิบบัตรคิวก่อน" เธอตอบสนองโดยทันทีเมื่อมั่นใจกับคำตอบของเขา
  • มีคิวก่อนหน้าอยู่2 คิว และตามมาด้วยอีก4 คิวถัดจากพวกเขา ร้านนี้เป็นที่นิยมแท้จริง ไม่มีรับจองก่อนต้องจองหน้าร้านเท่านั้น ทั้งสองนั่งอยู่หน้าร้านรอให้ถึงคิว 42คือคิวของพวกเขา กลิ่นความชื้นของฝนกำลังลอยมาหลังจากที่ร้อนมาหลายสัปดาห์ ขาดความชุ่มชื้นจากฝน กลิ่นพื้นที่แห้งกร้านได้รับน้ำจนไอร้อนระเหยขึ้น ฝนกำลังเคลื่อนที่มาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

    "ฝนจะตกแล้วล่ะ บางทีก็ตกจนน่าหงุดหงิด บางทีฝนก็หายจนต้องเรียกร้องให้กลับมา มันไม่เคยมาแบบพอดีเลยในปีนี้ ดูสิมันปกติไหมฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นได้ไม่นาน ฝนก็ตกบ่อยขึ้นมาสะงั้น" เธอพูด

    "ภาวะโลกร้อนไงจะอะไรอีก แต่ปีนี้ร้อนน้อยกว่าปีก่อนๆ"

    "ก็พอๆกัน ทั้งร้อนทั้งชื้น"

    "แต่ช่วงฝนตกก็อากาศดีนิ"

    "มันก็ดีอยู่หรอกบ้าง มันน่าหงุดหงิดที่ต้องถือร่มลุยฝนตอนเช้า รองเท้าก็เปียก เม็ดฝนยังกระเด็นมาเปื้อนขากางเกง"

    "น่าหงุดหงิดจริงด้วย"

    พนักงานเรียกหมายเลขคิวเมื่อถึงคิวของทั้งสอง เธอรีบลุกขึ้นบอกลำดับคิวเลขตัวเองอย่างกระตือรือร้น เธอหันมากวักมือเรียกให้เขาตามเข้าร้าน โต๊ะที่ได้ติดกับหน้าต่างกระจกบานใหญ่มองเห็นวิวด้านนอกที่ลมกำลังพัดแรง

    เธอคิดอยู่ไม่นานว่าเธอจะพูดดีไหมเกี่ยวกับการชวนเขามาทานเนื้อย่างด้วย เธอไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอสนใจเขาแต่ในใจเธอตอนที่พูดนั้นเธอแค่อยากลองหาเพื่อนนั่งกินในร้านด้วยเท่านั้น

    "ที่ฉันชวนคุณนั้นเพราะฉันอยากมีเพื่อนนั่งกินด้วยเลยชวนออกไปโดยไม่ทันคิด คุณคงไม่ได้คิดว่าฉันคิดอะไรพิลึกหรอกนะ" เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

    "ตัดความคิดเรื่องนั้นได้เลย ฉันรู้เธอไม่ได้คิดอะไรและฉันเช่นเดียวกัน"

    เธอพยักหน้ารับรู้คำตอบ "ฉันอยากนั่งในร้าน อยากนั่งกินโดยที่ไม่ต้องเก็บกวาดอะไร กินเสร็จแค่เดินกลับ" เธอเอ่ย

    "เธอคงได้แต่สั่งแบบtake outทุกครั้ง?"

    "เยส!"

    "เวลามีจำกัด วันนี้เธอก็กินให้เยอะๆ" เขาพูดไปขณะที่ดูเนื้อบนเตา คอยพลิกกลับด้าน 

    "ดูข้างนอกสิ มีคนรอต่อคิวเยอะเลย เราโชคดีนะที่ได้คิวตอนคิวน้อยๆ"

    "เห็นแล้วใจโล่ง ถ้าตัดสินใจช้าอีกนิดคงต้องเลือกร้านใหม่"

    กระจกสะท้อนภาพเธอและเขา สภาพเธอในเงากระจกมันช่างน่าเห็นใจ เขาคิดยังไงตอบตกลงมานั่งทานกับเธอสภาพแบบนี้ ตัดภาพไปที่เขาที่แต่งตัวเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไปแต่กลับดูดีโดเด่น เธอยิ้มออกมาตอนมองเขาตัดแบ่งเนื้อ เขากองเนื้อไว้ฝั่งเธอเยอะกว่าฝั่งเขา เธอแทบไม่ต้องได้พลิกเนื้อก็มีเนื้อพร้อมทานทันที อย่างที่เธอเป็นเธอชอบกินคำใหญ่เสมอ เนื้อ2ชิ้นประกบกันตามด้วยผักทีหลัง ทั้งเนื้อทั้งผักหมดเร็วเป็นหลายเท่าเมื่อเทียบกับเขา

    เขาจ้องมองดูเธอกินด้วยสีหน้าไม่สะบายใจ

    "ฉันรู้สึกไม่สบายใจกับการกินของเธอ" เขาเอ่ย

    "ปกติฉันก็กินเหมือนคุณนะ แต่วันนี้หิว หิวสุดๆ!"

    "อ่าๆ ระวังติดคอ เคี้ยวดีๆ ฟันเธอน่าจะเป็นเครื่องบดอาหารชั้นเยี่ยมละสิ"

    "ถูก และฟันฉันเปิดขวดเบียร์ได้หลายขวดเลยล่ะ โดยไม่เจ็บสักนิด"

    "โม้หน่า!"

    "จริง!"

    "ทำแบบนั้นบ่อยๆ คอยดูไม่นานสักวันมันจะหัก เตรียมรอซ่อมรากฟันได้เลย"

    "อืม...ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ฟันคุณดูดีนะ มีฟันปลอมกี่ซี่?"

    "ฟันฉันแท้ทุกซี่"

    "ค่ะ"

    เขาสังเกตได้ว่าเธอไม่ได้ช่วยเขาย่างเนื้อบนเตาเลย มีแต่เขาที่ย่าง เขาวางเนื้อที่สุกไว้ฝั่งเธอ ด้วยความเร็วสูงเธอหยิบออกไปทันที เป่าเนื้อเร็วๆไร้จังหวะการเป่า สั่งผักมากองไว้เหมือนยกมาทั้งสวน มันก็น่าหงุดหงิดที่มีแค่เขาที่คอยย่างอย่างตั้งใจทั้งยังบริการจัดแบ่งเนื้อที่สุกให้เธอได้กิน แต่เมื่อเห็นเธอกินได้เยอะเขาก็เคืองเธอไม่ลง

    "กินเยอะๆ กินให้เยอะๆ" เขาพูด

    "ฉันรู้"

    ถึงภายในใจเธอจะมีความสุขกับการที่มีเขาอยู่ตรงหน้าแค่ไหน แต่เนื้อย่าง ไส้ย่าง ปลาหมึกสดบนจาน กับเนยกระเทียมหอมๆ พวกนี้ดึงดูดความสนใจเธอไปซะส่วนใหญ่

    "ข้างนอกฝนตก จะว่าไปเจอคุณทีไรฝนตกทุกที" เธอพูด

    "งั้นก็แปลว่าฉันเจอเธอเมื่อไรฝนก็ตกเหมือนกัน"

    "ปีนี้ฝนตกทั้งปีน่ะ เจอกันฝนตกก็ไม่แปลกไร"

    ระหว่างเธอรอเวลาที่จะพลิกกลับด้านเนื้อ ก็มีจะมีเขาที่ทำการพลิกก่อนเวลาที่เธอตั้งใจไว้ตลอด ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าตัวว่ามีแค่เขาคอยจัดการเนื้อบนเตาย่าง แต่เธอจัดการเนื้อไม่ทันเขาต่างหากเธอเลยปล่อยให้เขาจัดการเองสะเลย

    "นี่คุณ ช้าก่อนๆ" เธอยกมือห้ามเขา "คุณจะมาย่างเนื้อให้ฉันทำไมเหล่า ต่างคนต่างกิน จัดการเองสิ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงปนขำ

    "จิตสาธารณะ" เขาไม่ได้มองหน้าเธอขณะพูด ในใจตำหนิเธออยู่ไม่น้อย เธอควรจะพูดขอบคุณเขามากกว่าบอกให้ต่างคนต่างจัดการ

    เมื่อเธอได้ยินคำนี้ถึงกับขมวดคิ้ว

    "แปลว่าถ้านั่งกินกัน4-5คน คุณก็จะย่างให้ทั้ง4-5คนเลยเหรอ?" น้ำเสียงเหรอใส่อารมณ์ความสงสัย

    "เปล่า ฉันก็คอยเช็คให้บ้าง แต่เธอน่ะแทบไม่พลิกเนื้อ ฉันก็เลยต้องทำแทน"

    "ฉันใช้เวลาแต่ละด้านนานหน่อย แล้วค่อยพลิกต่างหาก"

    "รอนานขนาดนั้น เนื้อก็แข็งจนไหม้นะสิ"

    "มันเป็นวิถีการกินของฉัน คุณน่ะทำจิตสาธารณะตัวดีเกินไปรึเปล่า เฮอะๆๆๆ"

    เสียงหัวเราะตอนท้ายประโยคฟังดูจังหวะแปลกๆจากเธอ ทำเขาหลุดขำออกมา เสียงหัวเราะฟังดูเยาะเย้ย จังหวะที่จับยาก เขาเพิ่งสังเกตว่าเธอแตกต่างจากวันที่เขาเจอในคาเฟ่แค่ไหน นั้นทำให้เขาขำออกมาไม่หยุด

    "คุณดูไม่เหมือนพวกที่จะขำอะไรง่ายๆนะ มีอะไรให้ตลก แล้วคุณอยากลองกินเนื้อที่ฉันย่างไหม?" เธอเอ่ย

    "ไม่ดีกว่า" เขาปฎิเสธทันที

    "ลองดู"

    "ไม่มีทาง"

    "ชิ้นหนึ่ง" เธอพยายามเซ้าซี้

    "ไม่" เขาพูดด้วยรอยยิ้ม มีน้ำเสียงปนจำเล็กน้อย รอยยิ้มของเขานั้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เธออยากเห็นมันเรื่อยๆ ตั้งแต่ไหนกันที่มันมามีอิทธิพลกับใจเธอ

    "โอเค..." เธอพูดค่อย จากนั้นรีบเบี่ยงความสนใจจากเขาไปยังพื้นผิวโต๊ะ ตามด้วยชื่นชมลักษณะของใบผักสลัด

    นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้มีช่วงเวลาที่เธอคิดว่าไม่อยากให้มันจบลง มันน่าเสียดายตรงเหตุการณ์ตอนนี้มันกำลังจะเป็นอดีตหลังจากนี้เธอและเขาก็จะหายจากกันไปอีกหลายสัปดาห์ แต่ความรู้สึกที่ดีต่อเขานั้นมันก็น่าจะยังคงมีเรื่อยๆ มันไม่มากจนเรียกว่าชอบได้แต่ก็ไม่น้อยจนลืมหาย แค่มีความสุขเจอเขาใช้คำนี้น่าจะถูก


    "ฉันอิ่มแล้วล่ะ" เธอพูด

    "เหมือนกัน"

    "ขอจัดการที่เหลือนี้อีกนิดแล้วกัน"

    เนื้อบนเตาคลุกเคล้ากับข้าวตามด้วยซอสกับเครื่องเคียงข้างๆ เขาไม่สามารถกินต่อได้เพราะค่อนข้างอิ่ม แต่เธอจัดการอาหารตรงหน้าอย่างนักกินมืออาชีพ เขาเพลิดเพลินกับการดูเธอกิน เธอทำเหมือนกับว่านี่เป็นมื้อสุดท้ายที่จะได้มาเยือนร้านนี้ และเธอก็วางช้อนลง

    "เธอเก่งไม่เบาเลยนั้น ทำได้ดีมาก มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง" เขาเอ่ย

    "หื้ม? จ่ายกันคนละครึ่งสิ คนละครึ่งเถอะ"

    "ได้ไง! ฉันเป็นอาวุโส"

    "ได้ไงล่ะ ฉันเป็นผู้น้อย และฉันกินเยอะกว่าคุณอีก"

    "ให้ฉันเลี้ยงเอง" เขาพยามยามกล่อมให้เขาเป็นคนจ่าย

    "ทำไมต้องเลี้ยงด้วย หรือว่า..."

    เธอส่งสายตาเพ่งเล็งจ้องไปที่เขาคล้ายคอยจับผิด

    "คิดอะไรของเธอ ที่ฉันอยากเลี้ยงเพราะอยากขอบคุณที่เธอช่วยฉันหลายครั้ง"

    "ฉันไปทันช่วยอะไรคุณตอนไหน?"

    สีหน้าเธอที่ดูหาเรื่องทำเขาสับสนว่าเธอโมโหอยู่หรือเปล่า แต่เธอก็มีสีหน้าแบบนั้นเป็นปกติ

    "ก็ช่วยฉันหามือถือในตอนที่ในตกหนัก ไปส่งฉันที่รถ เลี้ยงแซนวิส และยังให้มะม่วงชิสเค้ก วันนั้นฉันตั้งใจไปร้านเพื่อกินชีสเค้กเลย แต่ดันหมดสะก่อน และเธอใจดีแบ่งมาให้ฉัน" เขาอธิบาย

    "พระเจ้า!! นั้นเรื่องเล็กมากกกกก อย่าบอกนะว่าคุณเอาไปเก็บคิดว่าจะตอบแทนฉันยังไง?"

    "ฉันเห็นเธอเป็นเพื่อน เราเจอหน้ากันทักทายกันทุกครั้ง ก็เหมือนคนรู้จักไม่โดยปริยาย"

    "เพื่อน...เราเป็นเพื่อนกันแล้วเหรอ?..." เธอเม้มปาก ทำหน้าเหมือนมีความคิดอะไรที่เดายาก มือข้างหนึ่งจับคาง "โอเค! ได้... คุณจ่าย"

    "ฮู้วว..." เสียงถอนหายใจ เฮือกใหญ่จากเขา

    "ขอบคุณมากค่ะ"

    "ขอบคุณเช่นกัน" เขาเอ่ย

    ฝนข้างนอกหยุดตกก่อนออกจากร้านไม่กี่นาที เธอออกจากร้านด้วยรอยยิ้มสุขใจ เงินอยู่ครบแถมยังได้นั่งทานข้าวกับคนที่เธอพอใจ อากาศข้างนอกเย็นสบาย มีลมพัดเล็กน้อย

    "ฉันว่าวันนี้กินเยอะเกิน เพราะมีเพื่อนกินด้วย แถมยังเลี้ยงอีก วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ" เธอเอ่ย

    เขายิ้มให้กับคำพูดที่ฟังดูดีจากเธอ 'วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ' คำนี้ทำให้เขามีความสุขไม่ต่างจากเธอ สีหน้าที่มีความสุขของเธอบอกชัดเจนว่าเธอหมายความอย่างนั้น และมันก็ยากที่จะไม่ยิ้มไปตามเธอ

    "ขอบคุณนะคะ ไว้วันหลังเจอกัน"

    "เดินทางปลอดภัย"

    "เช่นกัน"

    ทั้งสองเดินทางเดียวกัน เขาเดินนำหน้า ทัังสองไม่ห่างกันมากนัก พอให้ได้ยินเสียงฝีเท้า

    "ตามฉันอยู่หรือไง" เขาถาม

    "ฉันจะไปร้านสะดวกซื้อ ไปซื้อยาลดแก๊ส"

    "ยาลดแก๊สงั้นเหรอ ฉันก็ต้องกินเหมือนกัน"

    "ตามมาสิ"

    ระยะห่างเริ่มใกล้กันเล็กน้อย เธอคอยระวังระยะห่างจากเขาไม่ให้ใกล้เกินแต่ยังอยู่ในระยะที่พอได้ยินเสียง เธอสังเกตส่วนสูงเขาที่สูงจากเธอค่อนข้างมาก นั้นทำให้รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก เธอสามารถเดินตามเขาไปได้อีกเป็นกิโลๆ 

    ณ ร้านสะดวกซื้อ เธอหยิบเหล้ากับเบียร์ใส่ตระกร้า เขาอยากเข้าไปหยิบมันออกสักครึ่งหนึ่งแต่ก็ต้องปล่อยผ่านไป

    "ดื่มจากที่ร้านยังไม่พออีกเหรอ เธอมีท้องรองรับไว้สำหรับพวกนี้โดยเฉพาะกันเลยเชียว" เขาพูด

    "วันนี้กระป๋องเดียวก็พอแล้วล่ะ นี่ค่ะยาลดแก๊ส ช่วยย่อยอาหารด้วย"

    "ขอบใจ"

    ออกจากร้านสะดวกซื้อ ทั้งสองยังคงเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

    "ตอนอยู่ในสวนสาธารณะน่ะ เธอรู้ไหมว่าเสียงเธอถึงแม้จะพยายามร้องเบา แต่ทุกคนได้ยินหมด" เขาเริ่มพูด

    "รู้สิ แต่ฉันไม่สน และไม่อาย"

    "รู้สึกเซอร์ไพรส์ที่ได้ยิน"

    "คนมักเห็นฉันนิ่งๆ คิดว่าฉันเป็นพวกเขินอาย แต่ฉันไม่ใช่คนขี้อาย"

    "เธอก็ดูไม่เหมือนคนขี้อาย"

    "ถึงหน้าบ้านคุณแล้ว โฮะโฮ~ อยู่ดีอยู่หรูไม่เบานะ - ไว้เจอกันล่ะ" เธอพูดด้วยประโยคคำเป็นกันเอง "บายล่ะ ขอบใจมากสำหรับวันนี้ มิสเตอร์แจจิน!!"

    ภาษากันเองอีกครั้ง เธอรีบเดินหนีเขา โบกมือลาทิ้งท้าย เขาพูดอะไรไม่ออกได้แต่ชี้หน้า

    "พูดคำเป็นกันเองตลอด ไม่เคารพอายุอานามกันบ้างเลยเธอคนนี้" เสียงบ่นจากเขาออกมาในตอนที่เธอห่างจากเขาไกล เขามองดูเธอที่เดินด้วยท่าทางสบาย นึกถึงคำพูดของเธอที่ว่า วันนี้เป็นวันที่ดี สำหรับเขานั้นเขาไม่ได้ให้ความสำคัญว่าแต่ละวันเขามีความรู้สึกเช่นไร เขาแค่ใช้ชีวิตพบเจอสิ่งใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ นั้นคือสิ่งขับเคลื่อนเขาในแต่ละวัน เรื่องทุกข์ใจส่วนมากเป็นเกี่ยวกับงานซึ่งเป็นสิ่งที่เขานับมือได้ ส่วนความสุขเกิดขึ้นเมื่อผลงานเป็นไปตามเป้าหมาย การได้ใช้เวลากับเพื่อน พี่น้อง หลานตัวน้อย นั้นก็เป็นความสุข หากคิดให้ลึกซึ้งอีกหน่อย การไม่มีเรื่องทุกข์ใจนั้นถือว่าเป็นความสุข แล้วเธอปกติมีความสุขแบบไหนกัน...

    แสงไฟบนถนนที่ส่องทางให้เห็นชัดเจน กล้องวงจรที่ติดกระจายในหลายจุด ทำให้การเดินทางคนเดียวตอนกลางคืนเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวล เสียงเพลงจากหูฟังดังพอจนเสียงข้างนอกถูกกลบออกไป เพลงรักแสนหวานเพลงโปรดล่าถูกยกเป็นเพลงโปรดสุดตอนนี้

    "ซวยแล้วล่ะ หยุดยิ้มไม่ได้เลยเรา นี่เป็นทางการแล้วเหรอว่ารู้สึกดีต่อเขา มันง่ายขนาดนี้เชียว" เธอพูดกับตัวเอง หยิบมือถือขึ้นมาเปลี่ยนเพลงเป็นเพลงแร็ปฮิปฮอปที่ไม่ได้พูดถึงความรักเนื้อเพลงเสียดสีความเชื่อทางศาสนาแทน

    อาการนี้...ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ถึงขั้นไหน แต่เธอไม่ควรปล่อยให้ตัวเองรู้สึกมากกว่านี้ ระหว่างเขาและเธอมันมีระยะห่างมากเกินไป เธอไม่สามารถใกล้เขาไปมากกว่านี้ เพลงรักก่อนหน้ายังออกเสียงอยู่ในหัว มันถูกกลับมาเปิดอีกครั้ง เธอให้เวลาตัวเองแค่ระยะทางกลับบ้านคืนนี้เท่านั้นกับการคิดถึงความสุขในวันนี้...

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in