Every day, Every momentNoc_lilsis
Chapter 4 / Blue
  • สวนสาธารณะเมืองอุลซานติดแม่น้ำแทฮวานี้ช่วยทำให้เธอได้มีเวลาดีๆบ้างในหนึ่งสัปดาห์ เธอมักเข้าตอนเย็นวันศุกร์เพราะเธอจะได้ไม่ต้องกังวลว่าเธอต้องกลับห้องไปทำธุระให้เสร็จแล้วรีบนอเพื่อให้ร่างกายนอนเพียงพอตื่นเช้าทันเข้างานที่แสนจะเคร่ง วันพักผ่อน2วัน ไม่ได้ทำให้พลังกายและใจกลับมาพอให้มีกำลังทำงานหนักต่ออีก5วัน พยากรณ์อากาศแจ้งว่าปีนี้ฝนจะตกทั้งปีอากาศแปรปวนเหตุ เพราะจากสภาวะโลกร้อน ตั้งแต่ฝนเริ่มตกบ่อยเธอก็ไม่ได้กลับไปสวนสาธารณะอีก อันที่จริงนั้นเป็นสาเหตุรอง เธอกำลังท้อแท้กับตัวเองกับชีวิตที่ยังไม่ก้าวไปไหน เทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนที่ได้ดีในต่างประเทศเธอแทบไม่มีความก้าวหน้าทางการงานใดๆ ทั้งที่อยู่ในประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศที่เจริญลำดับตันๆของโลก อายุเธอเพิ่มขึ้นทุกปีอีก2ปีก็แตะเลข30 แต่กับไม่มีความก้าวหน้าในงาน ทำไมถึงการทำงานที่ผู้คนดูว่ามันไม่มีความพิเศษใดๆถึงเป็นงานที่ไม่ก้าวหน้าล่ะ ทุกอาชีพสำคัญทั้งนั้นไม่ใช่หรือไงกัน เธอดูถูกตัวเองกับคนอื่นแบบนี้ได้ไง


    ฟ้าอึมครึมตลอดทั้งสัปดาห์ อากาศแบบนี้เดาได้ว่าฝนจะตกเมื่อไรก็ได้ของวัน ทำให้เขาไม่สามารถกะเวลาออกไปวิ่งข้างนอกได้ถูก เขาชอบเดินในช่วงหลังฝนตก ปีนี้ฝนตกหนักตกบ่อย บางทีพายุเข้าอย่างกระทันหัน 

    ส่วนตอนนี้ฝนกำลังตกหนัก เม็ดฝนมหาศาลลงมาโหมกระหน่ำ เขาคิดแล้วว่าน้ำคงท่วมในอีกไม่ช้านี้ น้ำท่วมฉับพลันเป็นสิ่งที่เขากังวล หวังว่าระบบระบายน้ำของเมืองจะมีประสิทธิภาพที่ดีในการระบายน้ำ เขาฟังข่าวแจ้งเขตพื้นที่ต่างๆในเมืองที่ต้องคอยระวังน้ำท่วม ศูนย์อพยพถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยตามเขตต่างๆ ข้อมูลแจ้งเตือนถูกกระจายไปผ่านสื่อต่างๆ ทั้งข้อความมือถือ โซเชียลต่างๆ คลื่นวิทยุ จอโฆษณาตามถนน ตอนนี้เขาทำได้แค่ค่อยๆขับรถให้ถึงบ้านและนี่ยังไม่ถึงครึ่งทาง เขาหงุดหงิด

    ระหว่างทาง เพลงเก่าเมื่อหลายปีก่อนกำลังถูกเปิดจากรายการวิทยุ เขาไม่ได้ชอบเพลงนี้เท่าไรถึงอย่างนั้นเขาร้องเพลงนี้ได้ เสี้ยววิหนึ่งเขานึกถึงผู้หญิงคนที่มักฮัมเพลงตรงบันได เธอเคยร้องเพลงนี้เสียงดังออกมาจนทำให้เขาตกใจจนอาหารติดคอ ไม่ได้เห็นเธอนานเหมือนกันทำไมจู่ๆถึงนึกถึงเธอได้ เพลงในวิทยุจบลง


    "อย่าเพิ่งจบสิ ฉันกำลังร้องเพลงนี้ได้ดี" เขาบ่น



    ฝนตกหนักต่อเนื่องอีก2สัปดาห์ถัดมา วันศุกร์สุดสัปดาห์มาถึงวันนี้เธอเลิกงานช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมง ตอนนี้เป็นเวลางโมงเย็นครึ่ง เธอลงจากรถเมล์ประจำทาง ถนนเปียกชุ่ม บรรยากาศมืดฝน หากฝนยังคงตกหนักเช่นนี้เธอคงต้องไปพบจิตแพทย์ ฝนตกทำให้เธอหดหู่ใจทุกทีเมื่อก่อนเธอไม่เคยเกลียดฝนเลย เธอตัดสินใจได้แล้วว่าตอนนี้เธอเลือกจะมีชีวิตไปวันๆ เธอเหนื่อยกับการคาดหวังและต้องสู้ คนเราแค่มีชีวิตไปวันๆมันก็ไม่ผิด เธอยืนอยู่หน้ามินิมาร์ทสายตาเธอมองไปยังตรงข้ามถนน ชายที่เธอรู้จักเมื่อเดือนก่อนกำลังเดินข้ามทางม้าลายตรงมาทางมินิมาร์ท เขายังไม่เห็นเธอ เธอสังเกตดูเขาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เขาแต่งตัวสบายดูเท่ไม่เบา เสื้อยืดสีขาวคลุมด้วยแจ็คเก็ตสีเขียวเฟิร์นตัดกับกางเกงสีดำ เขาดูดีจังเธอคิด เธอยิ้มเล็กน้อยโปกมือทักทายเขาที่มองมาทางเธอพอดี เขายิ้มตอบกลับเธอพร้อมยกมือทักทาย


    "สวัสดี" เธอกล่าวทักทาย

    "หวัดดี สบายดีไหม?"

    "สบายดีค่ะ คุณล่ะ?"

    "สบายดี ฝนใกล้ตกพกร่มมาใช่ไหม?"

    "แน่นอน คุณก็พกร่วมด้วยล่ะ - ฉันขอตัวก่อน"


    ทั้งสองเดินตรงเข้าร้าน เขาชี้ไปทางประตูมินิมาร์ท เธอพยักหน้าเป็นการบอกว่าเธอก็จะเข้าร้านเช่นกัน เขาหลีกทางให้เธอเข้าก่อน

    ต่างคนต่างแยกย้ายอยู่ในโซนของตัวเองที่เล็งไว้เขาหยิบไอศครีมแท่งรสผลไม้ไปหลายชิ้น เขาสังเกตเห็นเธออยู่หน้าตู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หยิบกระป๋องเบียร์ออกมา2แพคใส่ตระกร้า เธอเป็นขาประจำการดื่มสิท่า น่าจะเป็นห่วงตับ ไตตัวเองบ้าง เขาเห็นเธอใส่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้ออื่นอีกจนเต็มตระกร้า กฎหมายอนุญาตให้คนหนึ่งซื้อแอลกอฮอล์ทีเดียวเยอะขนาดนั้นได้ยังไงกัน เขาประหลาดใจต่อเธอ ทั้งสองต่อคิวหน้าเคาเตอร์ มีข่าวทอมถูกผู้ชายคุกคาม ก่อกวนโดยการฉีดน้ำใส่และใช้ถ่อยคำหยาบคายใส่ เหตุเกิดในย่านฮงแด ข่าวกำลังถูกนำเสนอบนจอทีวีทเธอฟังข่าวอย่างตั้งใจ


    "โสโครก...ผู้ชายพวกนี้น่าขยะแขยงสิ้นดี" เธอพูดออกมา เขาได้ยินสิ่งที่เธอพูด เขาเห็นด้วยกับเธอ พนักงานคิดเงินให้เธอเสร็จ เธอยกถุงด้วยสองมือ หันมาทางเขาและไม่ลืมที่จะบอกลาเขา เขาตอบกลับเธอ สีหน้าเธอไม่สดใสนัก


    "เดี๋ยวก่อน รอฉันสักครู่" เขาบอกกับเธอ โดยที่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจและตั้งตัวว่าจะพูดอย่างนั้นออกไป เธอยืนรอเขาโดยไม่ได้สนใจว่าเขามีเหตุผลอะไรถึงบอกให้เธอรอ เธอตอนนี้แทบไม่มีสติหากใครสั่งเธอให้ทำอะไรเธอก็จะทำตามไม่ต่างจากหุ่นยนต์ พนักงานคิดเงินเสร็จ เขากังวลว่าเขาจะพูดเรื่องอะไรกับเธอ 

    สีหน้าเฉยชากำลังมองออกไปด้านนอก เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่


    "ฝนกำลังจะตก ต้องเปียกกลับเหรอเนี่ย" เธอพูด ฝนด้านนอกกำลังตกเบาๆคล้ายละออง

    "เธอพกร่มมานิ" เขาย้ำเธอ

    "อ่อ...จริงด้วยสิ ลืมสนิทเลย ถือร่มก็เมื่อย...จะถือร่มยังไงล่ะทีนี้ของหนักไม่ใช่เล่น" เธอทำหน้าครุ่นคิดเล็กก่อนจะถามเขากลับ "คุณมีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า?"

    "เธอถือของพวกนี้กลับหมดไหวเหรอ?"

    "ไหวสิ"

    "เอาของใส่กระเป๋าเป้น่าจะดี" เขาแนะนำ และเธอทำหน้าครุ่นคิด

    "กระเป๋าเป้...จริงด้วย ฉันพกกระเป๋ามาด้วย ฉันเอามันมาเพื่อการนี้แท้ๆ ลืมสนิทเลย คุณช่วยเอาของพวกนี้ใส่กระเป๋าให้ฉันได้ไหม?"

    เขาช่วยเธอนำแอลกอฮอล์ใส่กระเป๋าเป้ใหญ่หลังเธอ

    "คุณอยู่แถวนี้หรือทำงานแถวนี้?" เธอถามเขา

    "ฉันอยู่แถวนี้"

    "ฉันเหมือนกัน"


    ทั้งสองออกจากร้านพร้อมกันและเดินไปทางเดียวกัน ถือร่มคนละคัน อากาศเย็นลดลงอย่างรวดเร็ว กระเป๋าที่ตุงของเธอนั้นทำให้เขาหนักใจ


    "ท่าจะหนักน่าดู"

    "ไม่ ฉันดูอ่อนแอเหรอ?"

    "เปล่า แล้วเธอซื้อเยอะขนาดนี้กี่วันถึงดื่มหมด? ไม่ใช่ดื่มทีเดียวหมดหรอกนะ"

    "คือฉันตั้งใจดื่มคนเดียวน่ะ สำหรับคืนนี้ แต่ไม่ทั้งหมดนะ วันนี้วันศุกร์พรุ่งนี้เป็นวันหยุด ตื่นสายได้สบายๆ"

    "เป็นวัยรุ่นก็อย่าหักโหมกับเหล้ามากล่ะ"


    เมื่อได้ยินอย่างนั้นเธอยิ้มออกมา มองหน้าเขาอย่างเจ้าเล่ห์


    "ขอบคุณสำหรับคำเตือน แต่ช่วงนี้ฉันค่อนข้าง...แบบว่าค่อนข้าง...คือฝนตกบ่อยๆ รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร คุณเป็นไหม?"

    "เธอหมายถึงไม่สบาย หรือว่าเศร้าใจ?"

    "อย่างหลัง"

    "ฉันก็ปกติ เธอทุกข์ใจอยู่อย่างงั้นเหรอ?"

    "ไม่ขนาดนั้น คุณชื่อแจจินใช่ไหม? ถามเผื่อลืม"

    "ใช่ ส่วนเธอก็ โจอันนา นั้นชื่อจริงใช่ไหม? ไม่ได้ล้อเล่นกัน มันใช่ชื่อเกาหลีหรือเปล่า?"

    เธอหัวเราะออกมา "ชื่อฉันจริงๆเดี๋ยวเปิดบัตรประชาชนให้ดู รอแปปหนึ่ง" เธอทำท่าจะเอากระเป๋าออกจากไหล่ เขารีบห้ามเธอไว้ก่อน แต่เธอยืนกรานเอาออกมาจนได้ เขาถึงเชื่อสนิทใจว่านั้นเป็นชื่อเธอ โจอันนา จอน


    "ถ้าเรียกยากเรียกชื่อเกาหลีฉันได้ ไม่นานนี้ฉันจะได้สัญชาติเกาหลีแล้วล่ะ"

    "ชื่ออะไร?"

    "จองยอน จอน จองยอน"

    "เธอบอกว่าเธอเรียนโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษ งั้นเธอก็พูดคล่องนะสิ"

    "ใช่ และฉันจบเอกภาษาอังกฤษน่ะ ภาษาสเปนฉันอยู่แค่พอระดับสื่อสารพื้นฐานได้ ถ้าฟังยาวๆฉันก็งง โรงเรียนฉันทุกคนพูดภาษาอังกฤษทั้งที่พวกเขาพื้นเพทางบ้านพูดสเปน พวกเขาจะถนัด2ภาษาและทำให้พวกเขาได้เปรียบโดยการมีสมองไว้เรียนภาษาที่ 3 ที่ 4 ต่อได้ คุณพูดได้กี่ภาษา?"

    "2 เกาหลี อังกฤษ แต่ไม่ได้คล่อง สำเนียงไม่ได้ดี"

    "ฝึกบ่อยๆ"

    "ฉันแก่เกินจะขยันพัฒนาภาษา"


    เธอขำออกมา "คุณดูไม่แก่ซะหน่อย เป็นถึงวิศวกร สมองคุณก็ถือว่ามีไอคิวสูงกว่าฉันตั้งเยอะ"


    "ไว้หาเวลาฝึกแล้วกัน ถ้าไม่ว่าไร อืม...ถ้าเธอต้องการงานแปลก็บอกฉันได้"

    "ฉันไม่มีเวลานะสิ อย่างไรก็ขอบคุณมากสำหรับการแนะนำ แล้วคุณเดินตามฉันอยู่หรือว่ายังไง?" เธอทำหน้าสงสัย

    "อพาทเมนท์ฉันไปทางนี้"

    "อ่า..."

    "เธอทำหน้าเหมือนฉันน่าสงสัยอย่างนั้น นี่ อย่าคิดว่าฉันเดินตามเธอล่ะ"

    "ฉันยังไม่ได้คิดอะไรเลย... ร้อนตัวแบบนี้ยิ่งน่าสนใจ แต่ก็ไม่แปลกไหมที่ฉันจะคิด ฉันก็ต้องระวังตัวบ้าง"

    "แล้วแต่จะคิดแล้วกัน มันเป็นสิทธิของเธอ ฉันขอตัวก่อน"


    เธอหยุดเดินมองดูหน้าอพาทเมนท์เขา เป็นอพาทเมนท์ชื่อดังแถวนี้สะด้วย เธอเชื่อเขาได้ไหมว่าเขาพักอยู่ที่นี่จริง


    "อยู่นี่เหรอ อูฮู~ อยู่ที่โอ่อ่าไม่เบานะ โอเค ขอบคุณที่เดินคุยมาด้วยกันตลอดทาง"

    "อืม..."


    เขาหันหลังจะเดินกลับแต่หันกลับมาหาเธออีกครั้ง เห็นเธอกำลังพยายามมองทะลุเข้าไปข้างในตัวอาคาร


     "อย่าดื่มเยอะล่ะ"

    "เรื่องของฉันหน่า เดินทางปลอดภัยค่ะ"

    "ฉันน่ะถึงที่หมายแล้ว เธอต่างหากเดินทางปลอดภัย"

    "ก็ขอให้ขึ้นลิฟท์ขึ้นบันไดอย่างปลอดภัย บายค่ะ"


    เขาขำออกมาเบาๆกับประโยคที่เธอบอกให้ขึ้นลิฟท์ปลอดภัย เธอขำออกมาตามเขาก่อนเดินจาก คนอะไรหัวเราะอะไรได้ง่ายๆไม่มีเรื่องตลกสักนิดเธอคิด
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in