Every day, Every momentNoc_lilsis
Chapter 10/ บาดแผลและความศรัทธาในอดีต
  • ...แผลเก่าที่ฝากรอยไว้ไม่จางหาย ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวและความกลัวที่จะเกิดซ้ำ...


    ย้อนกลับไปเมื่อ4ปีก่อน

    วันครบรอบ1ปีการจากลาของพ่อจองยอน เธอ พี่สาว ยืนอยู่หน้าหลุมศพพ่อและแม่ที่อยู่ข้างกัน พ่อเสียหลังจากแม่ได้หนึ่งปี มันเป็นช่วงเวลาที่แสนทรมาร การมีชีวิตอยู่โดยคิดถึงคนที่จากลาช่างเป็นคำสาปที่เจ็บปวดของมนุษย์ ความตายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ คาดเดาไม่ได้ ทุกอย่างบนโลกล้วนเป็นสิ่งต้องคำสาป เจ็บปวด แผดเผา สลาย

    "ฉันยังจำได้ดีกับบทเทศนาของอาจารย์มาร์โคในงานศพที่บอกว่าพระเจ้าได้รับพ่อแม่เรากลับสู่อ้อมกอด หมดทุกข์ หมดโศกจากโลกนี้ แล้วฉันก็อดสงสัยว่า ถ้าชีวิตต้องทุกข์ขนาดนี้ ทำไมเราถึงอยากเกิดมามีชีวิต ก่อนที่เราจะมีอยู่บนโลกเราขอร้องที่จะมีชีวิตงั้นเหรอ ทำไมฉันต้องมีอยู่..." จองยอนเอ่ยขณะอยู่หน้าหลุมศพ ความเงียบของสุสานเวลา 10 โมงเช้า ท้องฟ้าอึมครึม เสียงนกร้องออกมาเหมือนแจ้งลางร้าย

    ในวันเดียวกัน ณ ร้านอาหารเวลาบ่ายโมงครึ่ง จองยอนนั่งรอคนรักที่คบกันมาตั้งแต่ก่อนเธอขึ้นปีที่3 เปเรซเป็นรุ่นพี่เธอในมหาวิทยาลัย1ปีกำลังไปได้ดีกับการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์กับบริษัทชื่อดังในเม็กซิโก ปีนี้เข้าปีที่3ของความสัมพันธ์ เขาคอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอและทำให้เธอผ่านช่วงเวลายากลำบากจากการสูญเสียไปได้ด้วยดี เข้าใจในความสันโดษของเธอ การกระทำของเขาแสดงออกชัดเจนถึงความรัก ความฝันอนาคตมากมายที่ทั้งสองร่วมกันวางแผน แต่แล้วทุกอย่างไม่มั่นคงเสมอไป ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆทั้งสิ้นถึงการเลิกลา

    ข้อความจากคนรักเด้งขึ้นหลังจากเธอมาถึงร้านก่อนเวลานัดได้ไม่กี่นาที ข้อความขึ้นต้นมาก็ทำให้กระวนกระวายใจ

    เปเรซ (ข้อความ)
    : ฉันขอโทษที่ต้องผิดนัด ยอมรับว่าสู้หน้าเธอไม่ไหว

    ใจที่ร้อนเหมือนน้ำในกาที่เดือดจัด ความรู้สึกสับสน กระวนกระวายใจเพิ่มขึ้นสูงๆ ข้อความจากเปเรซส่งมาต่อด้วยประโยคยาว อย่างเห็นได้ขัดว่าเขาเตรียมเขียนประโยคมาก่อน

    เปเรซ (ข้อความ)
    : ฉันพยายามจะบอกเธอมาเสมอตลอด3เดือนที่ผ่านมาว่าฉันได้หมดรักเธอแล้ว ฉันไม่ได้มีใครใหม่ มันคืออาการหมดรักเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว
    ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันขอบคุณที่สร้างวันที่แสนดีให้ฉัน
    โปรดอย่าได้โทษตัวเองว่าสาเหตุเพราะเธอเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เธอมักคิดว่าตัวเองแย่มันไม่ใช่เลยสักนิด เธอเป็นคนวิเศษ เป็นคนรักที่แสนดี ถ้าใครได้รู้จักก็ต้องรักเธอทั้งนั้น ฉันขอโทษที่ต้องบอกเธอวันนี้ ฉันไม่อยากเก็บมันไว้อีกแล้ว สักวันยังไงฉันก็ต้องบอกกับเธอ
    : ขอเรายังเป็นเพื่อนที่ดี ฉันจะอยู่ข้างเธอเสมอ

    เธอต้องเช็คชื่อข้อความว่าเกิดส่งข้อความผิดพลาดจากใครหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับความจริง ทุกบรรทัดที่เธออ่านมันค่อยๆกรีดลึกลงไปทั่วร่างกายจนเป็นแผล

    โจอันนา (ข้อความ)
    : แล้วฉันจะตอบกลับ

    ข้อความสุดท้ายระหว่างคนรักเก่าและจองยอน เธอตั้งใจกินอาหารตรงหน้าให้เสร็จก่อนถึงจะปลดปล่อยให้ตัวเองได้เจ็บปวด แต่เพียงสองคำเธอก็อดทนไม่ไหวน้ำตาเธอไหลออกมา เธอหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดน้ำตาตามด้วยจัดการอาหารต่อจนหมด

    ประตูห้องนอนถูกปิด ขาที่อ่อนแรงใจที่สลายทรุดลงกับพื้น ข้อความสุดท้ายจากเขาถูกอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุผลหมดรัก มันเป็นข้อความที่ชัดเจนโดยไม่ต้องมีคำถามหาเหตุผลต่อ มีแต่ประโยคขอร้องเท่านั้นที่จะตอบกลับ 3 เดือนที่เขาพยายามจะบอกเธอ เท่ากับว่าเขาพยายามจะสานความรู้สึกกับเธอมาเสมอก่อนหน้านั้นแต่เขาทำมันไม่สำเร็จ ความพยายามนั้นเธอไม่มีเหตุผลจะว่าเขาใดๆ มันคือธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอทุกครั้งที่หลับตาและตื่นขึ้น

    ...

    ปัจจุบัน 2025

    ตี 5:37 เธอลืมตาขึ้นมา ลุกขึ้นนั่ง ภาพเหตุการณ์ความรักเมื่อ4ปีก่อนหวนกลับมาเข้าฝัน ความรู้สึกเจ็บปวดในวันนั้นมันเหมือนยังสดใหม่ ช่วงเวลาความสุขที่ได้รับจากคนรักเก่าช่างอบอุ่น แต่เมื่อลืมตาขึ้นเธอไม่อาจยอมรับความรู้สึกรักจอมลวงที่เกิดขึ้นในฝันได้ เธอหมดรักต่อคนในอดีตเรียบร้อย เธอใช้เวลา3ปีกับการทำใจ สิ่งนี้จะไม่มีทางกลับมากัดกินเธอได้อีกครั้ง จองยอนเช็ดน้ำตาจนแห้งและหลับต่อ

    ข่าวดีสำหรับมินะ เธอได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในการคัดเลือกแอร์โฮสเตส ต่อจากนี้มินะต้องไปเก็บตัวต่อที่ต่างประเทศ จองยอนและมิซอนไปส่งมินะที่สนามบิน ถึงมินะกับจองยอนไม่ได้เจอกันบ่อยนัก ครั้งสองต่อเดือนบางทีก็ไม่เจอกันทั้งเดือน แต่มินะจากไปไกลนั้นทำให้จองยอนเศร้าใจ มิซอนเพื่อนที่เพิ่งจะเริ่มสนิทสนมกันเขาก็กำลังจะย้ายไปปูซาน
  • รถเมล์สายเดิมจอด เธอลงผิดป้ายกลับไปลงป้ายประจำก่อนหน้าที่ลงผิดด้วยนิสัยเคยชินกับป้ายนี้เธอจึงลงโดยไม่ทันคิดว่าผิดป้าย เป็นเวลาใกล้เวลา2ทุ่มบนท้องถนนมีชายคนหนึ่งพูดจาด้วยความกระตือรือร้นและเป็นมิตรกับคนที่เดินผ่าน ในมือถือกระดาษแจกใบปลิวเกี่ยวกับข้อมูลความเชื่อของศาสนา เรื่องความเชื่อทางศาสนาไม่ได้อยู่ในความสนใจของเธอ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เธอละทิ้งศาสนาของพ่อแม่ ความเชื่อมันแค่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจเพียงเท่านั้นมันเริ่มจากความกลัวแต่บนโลกนี้ใครๆก็เจอเรื่องร้ายกันทั้งนั้น เธอเชื่อในสถานการณ์และบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์

    ใบกระดาษถูกยื่นมาตรงหน้า เธอมองดูกระดาษและปฎิเสธอย่างสุภาพ ชายคนแจกกระดาษพยายามยื่นให้เธออีกครั้ง

    "พระเจ้ารักคุณ และต้องการคุณ"

    คำพูดจากชายคนแจกกระดาษ ใบหน้าที่มีความหวังว่าเธอจะหยิบมันไป ใบหน้าที่เหมือนเป็นญาติไม่ทางพ่อก็ทางแม่ คนที่กระตือรือร้นทางความเชื่อที่สุดคนหนึ่งในโบสถ์ สายตานิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ไม่แม้แต่มีแววตาสนใจของจองยอนไม่ทำให้เขาลดความพยายามใดๆ เธอรับกระดาษจากเขาในที่สุด อีกคนบนโลกที่ไม่ยอมแพ้ต่อสีหน้าไม่พึงพอใจของเธอ กลายเป็นเธอที่ต้องยอมแพ้

    หากจะทิ้งใบกระดาษลงเธอต้องหาถังขยะที่อยู่ไกลพ้นระยะสายตาจากชายคนแจกกระดาษ มันน่าหงุดหงิดและน่ารำคาญสำหรับเธอ ทุกที่ที่เธอเห็นคนกลุ่มนี้เธอมักถูกเลือกตามเสมอ อาจเพราะพวกเขาเห็นรังสีอันไม่พึงประสงค์จากเธอและต้องการชำระเธอก็เป็นได้

    'คุณต้องการใครที่คอยเข้าใจใช่ไหม?'

    หัวข้อเขียนใหญ่ไว้บนหัวกระดาษ เธอพับกระดาษหนึ่งตลบเตรียมเก็บใส่กระเป๋าแต่ดันเปลี่ยนใจถือไว้ สักระยะทางหนึ่งที่ไกลพอเธอค่อยๆขยำมันเตรียมรอลงทิ้งถังขยะ

    รถไม่ประจำทางจอดหน้าอพาร์ทเม้นท์ของแจจิน เขาลงจากรถ มือถือกระเป๋าข้างในมีอุปกรณ์สองสามชิ้น บนทางเส้นนี้ไม่ได้นำเธอให้มาเจอเขานานแล้ว จองยอนที่ขยำกระดาษขณะเดินและถือมันไว้ในมือ เธอเดินเข้ามาใกล้เขาทั้งสองเห็นกันและกัน เท้าเธอเดินช้าลง ส่วนเขาเองทำตัวไม่ถูกจึงค่อยๆเอามืออีกข้างล้วงกระเป๋ายิ้มอย่างที่ทำเป็นประจำ

    'อืม...เจอเขาอีกในที่สุดล่ะ จะไม่ให้ไม่ชอบก็คงยาก โชคดีหรือเรียกว่าแบบไหนดีที่เจอเขา ฉันพยายามไม่ชอบเขาจริงๆเหรอนี่' จองยอนคิดในใจ

    'เธอไม่เดินผ่านแถวนี้มาได้ชาติหนึ่ง ทำไมวันนี้ถึงเดินผ่านมาได้ ชวนเธอไปกินข้าวดีไหม แล้วฉันจะชวนทำไมกัน แต่การเจอเธอได้มันไม่ง่ายเลย มีโอกาศแล้วก็ควร...' แจจินไม่ทันได้คิดอย่างถี่ถ้วนเสร็จสรรพ จองยอนก็ใกล้เข้ามาจนเขาเองก็ตั้งตัวไม่ทัน

    "ไปกินข้าวกัน" เขาหลุดพูดออกไป ไม่ทันได้ตั้งตัวคิด

    เธอที่ได้ยินเช่นนั้นไม่ได้ปล่อยให้ความคิดตีแย่งการตัดสินใจใดๆ เธอตอบตกลงอย่างอัตโนมัติทันที

    "ไปกัน" เธอพูด

    คำตอบที่ได้รับทันทีจากเธอ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมันเป็นความรู้สึกครั้งแรกที่ปราศจากการช่างใจ และมันทำให้เขาเองสบายใจ

    "ฉันจะเอาของฝากไว้ข้างในก่อน เอากระดาษก้อนนั้นมาให้ฉัน ฉันจะเอาไปทิ้งให้" แจจิน เขาแบมือขอรับก้อนกระดาษจากเธอ

    "ขอบคุณ" เธอวางไว้บนมือเขา
  • แจจินเดินเข้าข้างในตัวอาคารฝากของไว้ เขาไม่ปล่อยให้เธอรอนาน วิ่งออกมาด้วยความกระตือรือร้น ทั้งสองเดินคู่กันบนเส้นทางที่ยังไม่ได้ตกลงกันถึงจุดหมายปลายทาง

    "เธอไม่ลองอ่านข้อความข้างในใบปลิวนั้นหน่อยเหรอ ดูใจร้ายยังไงๆ ที่ขยำแบบนั้น" เขาพูด

    "ฉันเคยอ่านมาเป็นรอบที่เท่าไรจำไม่ได้ มันเป็นข้อความบรรยายเดิมที่รีไซเคิลตามสถานการณ์บ้านเมือง ทำไมกันคุณสนใจหรือไง?"

    "ฉันเคยอ่านมันอยู่ เธอนับถืออะไรยึดเหนี่ยวในจิตใจไหม?"

    "ไม่มี คุณล่ะ?"

    "บ้านฉันนับถือคริสต์ ฉันก็เป็นไปตามนั้น"

    "แล้วทุกวันนี้คุณยังเชื่อไหม?"

    "เชื่อสิ มันไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจริงหรือไม่จริง สำหรับฉันอย่างน้อยก็มีที่ยึดเหนี่ยวแล้วน่าจะบวกกับความเคยชินที่ปฏิบัติมาแต่เกิด"

    "บ้านฉันก็เป็นคริสต์"

    "แล้วทำไมเธอไม่เป็น?"

    "มีหลายๆอย่างน่ะ หลายอย่างจริงๆ ที่ทำให้ออกมาจากจุดนั้น คุณอย่าถามอะไรเยอะเลย ฉันจะทำให้เราตีกันมากกว่า" เธอพูดจบประโยค ทิ้งท้ายด้วยการหยักไหล่ 

    เขาไม่แน่ใจว่าจะถามต่อไหม แต่สนใจกับประเด็นใดกันที่สามารถทำให้ถึงขัันตีกันได้เชียว แจจินหันหลัง หน้าหันไปทางเธอเขาเดินถอยหลัง

    "ขัันมีเรื่องขนาดนั้นเลย?" แจจินถามอย่างติดตลก

    "ช่ายยยยย~" เธอตอบเสียงรากยาว

    จองยอนรีบดึงเขาให้พ้นจากการชนคน

    "อ่า เกือบได้เรื่องแล้วล่ะ" เธอพูด

    แจจินกับมาเดินปกติ เพราะเรื่องงี่เง่าๆที่เพิ่งเกิดทำให้เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสองออกมา

    ร้านปิ้งย่างร้านประจำของจองยอนอยู่ตรงหน้า ไม่มีการตกลงกันล่วงหน้าระหว่างเธอและเขาว่าจะเข้าร้านไหน แต่ทั้งสองเดินตรงไปหน้าร้านปิ้งย่างอย่างกับว่าเตรียมกันไว้แล้ว

    "เดี๋ยวก่อน...เรายังไม่ได้ทันได้ตกลงกันเลยว่าจะกินอะไร" เธอพูด

    "ฉันว่าเราได้คำตอบแล้วล่ะ" เขาพูด

    "เราต้องรออีก3คิว คุณรอได้ใช่ไหม?"

    "ได้อยู่แล้ว"

    ท้องไส้เรียกร้องอาหารให้ตกถึงท้อง มันเป็นไอเดียที่พลาดไม่น้อยกับการเข้าร้านปิ้งย่างนี้ คงต้องรอนานทีเดียวกว่าจะถึงคิว

    "จะว่าอะไรไหม ฉันมีความอยากรู้เกี่ยวกับงานที่คุณกำลังทำตอนนี้ โปรเจคงานน่าสนใจแค่ไหน" เธอถาม

    "คนรู้จักฉันรอบตัวต่างถามเรื่องนี้กับฉัน ขอโทษด้วยที่ฉันบอกไม่ได้แม้แต่นิดเดียวมันเป็นความต้องการที่บริษัทขอ อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรปิดอะไร มันยิ่งดีเสียกว่าที่มีคนพูดถึง"

    "โอเค"

    ผิดไหม เขาเองยังต้องการให้เธอเซ้าซี้ถามเขาต่อ ถึงมันเป็นความลับอย่างไรแต่เขาเองก็อยากเล่าให้เธอได้ฟังสักนิด ทว่าเธอนั้นกลับยุติความอยากรู้ได้ง่ายๆ

    เวลาไม่ปล่อยให้พวกเขารอนานนัก ทั้งสองได้เข้าร้านนั่งโต๊ะใกล้หน้าต่าง ครั้งนี้มีความสามัคคีเป็นทีมในการสั่งอาหาร

    ภายในร้านสว่างกว่าด้านนอก อีกครั้งกับใบหน้าไร้เครื่องสำอาง สิวตรงคาง และกระจางๆบนใบหน้า ขอบตาคล้ำใต้ตาโชคดีที่มันคล้ำลงมามากแล้วจากแต่ก่อน เธอมากินข้าวกับคนที่เธอชอบในสภาพแบบนี้อีกครั้ง เขานั้นยังดูดีเช่นเคย เขานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ปิ้งเนื้อย่าง พูดถึงโชว์ตลกชื่อดังที่เขาซื้อตั๋วเข้าดูเมื่อไม่กี่วันก่อนในโซล เล่ามุกตลกชื่อดังที่เป็นกระแสในหมู่คนชม เขาว่ามันไม่ได้ตลกสำหรับเขา มันเหมือนมุกที่เด็กๆเล่น และมันไม่เคยทำให้เขาหัวเราะ แปลกดีเพราะในสายตาเธอเขาเป็นคนที่หัวเราะง่ายเหลือเกิน

    "คุณจำที่ฉันเล่าเรื่องว่าฉันลงผิดป้ายมาตลอด3ปีได้ไหม?" เธอพูด

    เขาหัวเราะออกมาทันที นัันแหละคือสิ่งที่เธอเห็นว่าเขาเป็นพวกเส้นตื้น เขาคงไม่รู้ตัวขณะดูโชว์ตลกว่าหัวเราะไปกี่รอบ เรื่องที่เธอเล่าก็แทบจะไม่ใช่เรื่องตลกด้วยซ้ำแต่เขากลับขำได้

    "แล้ววันนี้ลงผิดป้ายใช่ไหมเลยมาโผล่ให้เห็นหน้าได้" เขาพูด

    "ใช่"

    แจจินหัวเราะอย่างกับว่าเป็นเรื่องตลกโปรด จองยอนมองนิ่งดูเขาที่หัวเราะชอบใจ เขากล้าพูดได้ไงว่าโชว์ตลกนั้นมันไม่ขำ แค่เห็นป้ายโฆษณาเขาก็น่าจะหลุดขำออกมาด้วยซ้ำ

    "วันนี้ไม่ต้องทำหน้าที่ย่างให้ฉันล่ะ" เธอพูด

    "เธอเองอย่าทำมันไหม้ล่ะ" เขาพูด

    "ฉันคิดถึงหนังไซไฟเรื่อง Interstellar ฉันอยากรู้ในความคิดของคนที่ทำงานด้านเทคโนโลยี คุณชอบหนังไซไฟไหม?"

    "ก็ดูได้ทุกเรื่องที่เขาว่าดี เรื่องนี้ฉันก็ได้ดู"

    "ฉันถามแบบเด็กๆเลยนะ คุณเคยเจอคนที่ดูฉลาดแบบในหนังบ้างไหม? คนที่ทัังเก่งในเรื่องวิชาการ การตัวรอด และความรู้รอบตัว คนที่ดูต้องเป็นตัวหลักพึ่งพาได้ในเหตุฉุกเฉิน"

    "ขอคิดก่อน เคยเจอ...ไหมนะ - มีสัก 3 คนได้"

    "นับตัวเองเข้าไปด้วยรึเปล่า?" จองยอนส่งสายตาสงสัย จับผิด

    "ก็..." เขาทำหน้าครุ่นคิดมองไปยั่งปลาหมึกบนจานข้างๆเขา "ฉันว่าตัวเองก็เป็นได้นะ ฮีโร่น่ะ"

    "ฮะฮ้า นับตัวเองเข้าไปจริงด้วย"

    จองยอนขำออกมาชอบใจกับประโยคนั้นจากเขา แจจินต้องยิ้มไปตามเธอ เขาพอมีความสามารถทำให้เธอหัวเราะได้บ้าง 
    "ปีนี้เป็นปี2025คุณพอบรรยายขอบเขตความยิ่งใหญ่ชิ้นงานที่คุณทำได้ไหมว่ามันสมกับเป็นปี2025รึเปล่า?" เธอพูด

    "มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทั้งโลกพูดถึงเลยล่ะ แต่แน่นอนว่าประเทศเราจะได้หน้าตาใหญ่โตจากสิ่งนี้ สิ้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้เป็นวันเปิดตัว"

    "พฤศจินี้เอง ใกล้แล้วนะสิ ทำให้ฉันตื่นเต้นเลยล่ะ" เธอวางมือบนอกตัวเอง "คุณคงทำงานอย่างหนักตลอดมา กดดันและเหนื่อยน่าดู คุณทำได้ดีจริงๆเลย"


    ในครั้งนี้มันไม่ได้ยากอีกต่อไปที่จะยืนข้างเธอ พูดคุยกับเธอ และไม่ได้มีความคิดใดๆมากวนใจให้กังวลถึงเรื่องเว้นระยะความสัมพันธ์
  • เขากลับไปคิดถึงเรื่องบทสนทนาเกี่ยวกับศาสนาอีกครั้ง เหตุใดกันขนาดทำให้เธอและเขาอาจทะเลาะกันได้ มีสิ่งไหนบนโลกนี้ทำให้เขานั้นไม่พอใจเธอได้กัน เขาคิดว่าตัวเองก็เป็นคนค่อนข้างเปิดกว้างทางความคิดพอควร ด้วยความสงสัยเขาจึงถามเธออีกครั้ง


    "ทำไมเธอถึงออกจากศาสนา?" เขาถาม

    "คุณอยากรู้จริงเหรอ แต่ก่อนอื่นคุณเป็นพวกคลั่งศาสนา พวกอนุรักษ์นิยมรึเปล่า?"

    "ไม่"

    "อืม..."

    เธอไม่ได้พูดต่อจากนั้น ซึ่งอีกฝั่งตรงข้ามกันมีเขาที่รอประโยคพูดจากเธอ เขามองเธอกินเนื้อเข้าปากแต่ละชิ้นๆ พยายามลุ้นว่าเธอจะปริปากพูดเมื่อไร

    "แล้ว...?" เขาเอ่ย

    "หะ? คุณรอฉันพูดเหรอ?"

    "เธอไม่ได้ที่จะพูดเหรอไง"

    "ฉันอยากพูดแต่ฉันก็ไม่อยาก...ถ้าคุณอยากรู้ฉันพอเล่าได้นิดหน่อย - หลายอย่างมันไม่มีเหตุผล และฉันไม่ชอบที่ความงมงายสุดโต่งนำไปสู่ความคิดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่ง"

    "ยังไง?"

    "อย่างเช่น คนที่ฉันรู้จักในโบสถ์ต่อต้านความหลากหลายทางเพศ ต่อต้านกฎหมายที่เอื้อให้ทุกเพศเท่าเทียม ฉันเลยบอกไปว่าเรามีปัญหาอะไรถึงต่อต้านพวกเขา เขาก็คนต่างกันแค่ความเชื่อ ในโลกเราไม่ได้มีแค่สังคมศาสนาเรา อย่าเอาข้อปฏิบัติในศาสนาเราไปตัดสินคนนอก ใน10คนมีความเชื่อแตกต่างเกือบทั้งหมด เราจะเอาเราเป็นตัวตั้งของสังคมไม่ได้ หลังจากที่ฉันพูดประโยคนั้นออกไป ทุกคนต่างตัดสินว่าฉันโดนซาตานครอบงำ...ฉันมองว่าคนพวกนี้ไม่ต่างจากเบียดเบียนคนอื่น"

    เธอเห็นสีหน้าที่ตั้งใจฟังแต่ไม่มีคำพูดใดออกมาจากเขา เธอเองก็แอบหวั่นว่าเขาจะต่อต้านความคิดเธอเช่นเดียวกันกับคนเหล่านั้น


    "แล้วคิดว่าความเชื่อเธอเป็นอย่างไรในขณะนั้น?" เขาพูด

    เธอเองลองเสี่ยงที่จะอธิบายมากขึ้นเผื่อว่าเขาอาจจะตกตะกอนความคิดจากสิ่งที่เธอเล่าได้


    "น่าแปลกที่ฉันมีความเชื่อที่เข้มแข็งมากในตอนนั้น ถึงแม้จะมีข้อสงสัยมากมาย คุณล่ะมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนั้น?" เธอพูด

    "ฉันนั้นไม่ได้กีดขวางใดๆกับความหลากหลายทางความเชื่อและเพศ ส่วนสังคมในโบสถ์ที่ฉันเจอก็มีทั้งสุดโต่งและทั่วไป แต่ฉันไม่อยากให้เธอมองพวกเขาในแง่ร้ายจนเกินไป มีคนในโบสถ์มากมายที่เปิดใจเข้ากับยุคสมัยพร้อมความเชื่อ"

    "มันก็ใช่ที่มีคนแบบนั้น แต่ไม่ใช่แค่นั้นที่ทำให้ฉันต้องโบกมือลาจาก ฉันมีเรื่องหนึ่งที่มันบิดเบี้ยวจะเล่า เรื่องมันยาวหน่อย"

    "ว่ามา"

    "เป็นเรื่องที่เล่าจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติคนหนึ่ง ในหมู่บ้านที่พึ่งพิงด้วยโบสถ์เป็นศูนย์กลาง เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่อยู่โบสถ์เดียวกันล่อลวงข่มขืนจนท้อง รู้ไหมเด็กผู้หญิงยังอายุไม่ถึง3ด้วยซ้ำ เมื่อทุกคนรู้เรื่องนั้น เด็กผู้หญิงกลับถูกดูถูก โดนกลั่นแกล้ง ส่วนผู้ชายแค่ยอมรับผิดและพูดเพียงไม่กี่ประโยคว่า ขอสารภาพบาปผิดแค่นั้นทุกคนก็ยอมให้อภัย กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ติดคุกไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ทุกคนให้อภัยเพราะแค่คนเลวคนนั้นยอมสารภาพต่อหน้าคนในชุมชน...มันง่ายขนาดเชียวล่ะ และไม่มีใครถามเหยื่อเลยว่ารู้สึกอย่างไร ให้อภัยไหม คุณคิดดู คุณคิดว่าพระเจ้าจะให้อภัยกับสิ่งนี้ไหม?"

    "พวกเขายอมให้คนอย่างนั้นอยู่ในสังคมต่อนี่นะ ฉันรู้สึกอับอายแทนชาวคริสต์กลุ่มนั้นจริงๆ ที่แย่อีกคือกฎหมายควรจัดการให้ยุติธรรม"

    "อีกอย่างสถานที่ทางศาสนากลายเป็นแหล่งทำเงินให้เหล่าพวกสอนศาสนา อย่างโบสถ์ใหญ่ๆน่ะมีการขอรับบริจาคเงินเพื่อการทางศาสนา เงินมหาศาลเชียวล่ะ ในขณะที่คนในโบสถ์หลายคนขัดสน เหล่าคนสอนศาสนากลับดูมีฐานะมากขึ้นๆ พวกเขาไม่ต่างจากโลภหรอกเหรอขณะที่สอนให้สมาชิกในโบสถ์ว่าอย่าโลภ...พวกเขามักอ้างว่าต้องการศรัทธาที่มากขึ้น นั้นหมายความว่าต้องการจำนวนเม็ดเงินมากขึ้น"

    "อืม..."

    สีหน้าที่คาดเดายากว่าเขาคิดเห็นเช่นไร ไม่มีคำพูดใดๆจากเขาหลุดออกมา เป็นความผิดพลาดของเธอที่พูดมากเกิน และมันยิ่งเป็นประเด็นที่เปราะบาง เธอเองก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะนับถือศาสนาและเป็นศาสนาเดียวกับเธอในอดีต เธอเริ่มเกิดความไม่สบายใจขึ้น มันทั้งรู้สึกผิด ผิดหวัง กังวล นี่อาจเป็นการพบเจอพูดคุยครั้งสุดท้ายระหว่างเธอและเขาก็เป็นได้

    "ขอโทษด้วยที่ทำให้ไม่พอใจ" เธอเอ่ยแต่ไม่ได้มีความรู้สึกผิดกับสิ่งที่พูดถึง ความรู้สึกผิดนั้นคือกลัวทำให้เขาทุกข์ใจต่างหาก รู้สึกผิดต่อกับเขาเท่านั้น

    "ฉันเงียบเพราะสิ่งที่เธอพูดมันเป็นสิ่งที่ฉันหาเหตุผลมาแย้งไม่ได้ต่างหาก และฉันก็กลัวที่จะพูด มันทำให้ฉันคิดหลายๆเรื่องที่แย้งกับความเชื่อ เช่น คัมภีร์มันถูกเขียนโดยมนุษย์ เราจะมั่นใจได้ไงว่ามันมาจากพระเจ้าโดยตรงทั้งหมด ดังนั้นการมีสติพร้อมความเชื่อจึงสำคัญ" เขาพูด

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นใจจองยอนค่อยหายใจได้สะดวก เธอเป็นกังวลว่าจะมีคำพูดที่ทุบใจเสียแล้ว

    "แล้วเวลากลัวผี หรือมีเรื่องไม่ดีขึ้นมา เธอพึงอะไร?" เขาพูด

    "ฮะ!! คุณกลัวผีเหรอไง"

    "เปล่า"

    "ฉันเป็นคนกลัวผีอยู่นิดหน่อย วิธีแก้คือพยามหาเรื่องอื่นมากกลบให้ลืมความกลัว"

    "แล้วเหตุการณ์เหนือการควบคุม เธอขอพรจากไหน?"

    "ฉันจะขอปากเปล่า คุณเป็นวิศวกรฉันคิดว่าคุณจะเชื่อในความเป็นไปได้มากกว่าสิ่งที่มองไม่เห็นนะ"

    "ฉันเอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ได้เอาทุกอย่างขึ้นกับความเชื่อสะหน่อย"

    หน้าร้านอาหาร ทั้งสองเช็คสภาพอากาศว่าจะมีฝนตกเกิดขึ้นไหม ดีที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งแต่ถึงฝนตกมันก็ไม่ถือเป็นปัญหา ตราบใดที่เธอและเขาอยู่ข้างกันทุกสภาพอากาศจะกลายเป็นสิ่งน่าสนุก

    บรรยากาศค่ำคืนวันศุกร์ อากาศสดชื่นหายใจได้เต็มปอดกว่าวันอื่นๆเพียงแค่รู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันพักผ่อน วันเสาร์และวันถัดไปก็เป็นวันอาทิตย์ที่อาจได้เจอกันในคาเฟ่ เขาในวันนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่เจอเล็กน้อย เธอรู้สึกว่าระหว่างเธอและเขาสนิทกันมากขึ้น อาจเพราะเขาเจอเรื่องดีๆมาเลยทำให้วันนี้เขาดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

    ถึงอย่างไรเธอและเขายังเว้นระยะห่างคงเดิมไว้เช่นเคย 

    "วันอาทิตย์นี้แกลเลอรี่ที่เธอทำหูฟังหล่น จะเปิดห้องจัดแสดงเพิ่ม" เขาพูด แต่พูดไม่จบประโยคที่เขาเตรียมไว้ในใจ เขาอยากชวนเธอไปแกลเลอรี่ด้วยกัน

    "น่าสนใจดี ฉันค่อนข้างประทับใจแกลลอรี่นั้น แล้วฉันจะได้เจอคุณในแกลเลอรี่วันอาทิตย์นี้ไหม?" เธอพูด มันคือความตั้งใจที่อยากจะสื่อให้เขารู้ว่าเธออยากเจอเขา หมัดแรกในการจู่โจมเข้าหาเขา เธอคิดเช่นนั้น การถามแบบนั้นเพื่อจะโยงปูทางนัดเจอเขาไปโดยเป็นนัยๆ

    "ได้เจอถ้าเราอยู่เวลาเดียวกัน" เขาพูด

    "ฉันว่างหลังสอนพิเศษเสร็จ"

    "ฉันก็คงอยู่ช่วงเวลานั้นพอดี"

    "ถ้ามีจังหวะดีคงได้เจอกัน - ถึงเวลาต้องแยกกันแล้ว ขอบคุณสำหรับมื้อค่ำวันนี้นะคะ ลาก่อน ไว้เจอกัน"

    เท้าทั้งสองค่อยๆหยุด เขาเหลือบมองดูรอบๆเพื่อเช็คว่ามันถึงทางแยกเมื่อไรกัน และตามระเบียบเธอจะเป็นฝ่ายพูดจบการพบเจอ เธอมักมีธุระและมีทางให้ได้แยกกันทุกครั้ง

    "เจอกัน" เขาพูด

    มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาต้องคิดถึงกังวลแต่เธอก็สามารถขัันความคิดกังวลเหล่านั้นบ่อยๆและเฝ้ารอวันที่จะได้พบเธอ ถึงเวลาต้องยอมรับกับตัวเองแล้วว่าเขาเองมีความรู้สึกดีๆกับเธอ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
legitimate (@legitimate)
Are you looking for Finance? Are you looking for fast cash to enlarge your business Interested people should please contact us reply to us (Whats App) number: +919394133968 [email protected] Mr Sorina