ดาบโบตั๋นdivevil
ดาบโบตั๋น — ส้ม
  • หย่งชินกำลังอ่านหนังสือเมื่อเสียงเปิดประตูดังขึ้น


    แม้จะรับรู้ถึงอีกตัวตนหนึ่งในห้องนั่งเล่นอันเงียบสงบ แต่สายตากับสมาธิยังจดจ่อกับเรื่องราวบนหน้ากระดาษที่กำลังเข้มข้น จนไม่อยากเสียเวลาสักวินาทีหันเหความสนใจไปที่อื่น ยิ่งเมื่อรู้กันอยู่เต็มอกว่าห้องฝั่งนี้ จะมีสักกี่คนกันที่เข้ามาได้


    เสียงฝีเท้าหยุดลง ก่อนเบาะที่หย่งชินนั่งจะยุบฮวบเหมือนเล่นแทรมโปลีน ชายหนุ่มสะดุ้งใจแทบหล่นตาตุ่ม ส่วนเจ้าคนก่อเรื่องยกเท้าขึ้นพาดโต๊ะกาแฟไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวจงใจจะกลั่นแกล้ง ในปากเคี้ยวบางอย่างตุ้ยๆ เสียงดังจ๊อบแจ๊บ ให้ภาพของเด็กสามขวบมากกว่าชายหนุ่มอายุยี่สิบสาม


    กิริยาของอีกฝ่ายทำให้หย่งชินระอิดระอา เริ่มคิดว่าคำพูดของพ่อชักเชื่อถือไม่ได้ขึ้นทุกวัน คนที่ย้ำนักน้ำหนา ว่าการได้เกี่ยวดองกับตระกูลทรงอิทธิพลที่สุดในฮ่องกงคือเกียรติอันสูงสุด แม้ในยามที่หลับตาบนเตียงนอนที่ไม่คุ้นเคย หย่งชินรู้สึกว่าตนเป็นแค่สิ่งของไว้แลกค่าอำนาจบารมี ยังดีที่ความคิดเหล่านั้นมักหายไปพร้อมดวงดาวยามค่ำคืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว หย่งชินต้องไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใคร มาทำอะไรในถิ่นของผู้อื่น ห่างไกลร่มเงาที่เคยคุ้มครองของหลี่ฮวา


    แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาเลยก็ตาม


    “ส้มไหม”


    ผลส้มครึ่งซีกบนมือใหญ่ที่ผลุนผลันยื่นเข้ามาบังบรรทัดที่ชายหนุ่มกำลังอ่านอยู่เสียมิด กลิ่นหวานเอียนปนขมปลุกให้ปฏิกิริยารีเฟลกซ์ทำงาน หนังสือที่อ่านลอยออกจากมือ


    “เฮ้ย!” คนตัวโตผวาตาม รีบคว้าผลส้มที่ถูกปัดกระเด็นจนเกือบร่วงลงพื้น “เป็นอะไรของคุณเนี่ย”


    หย่งชินจ้องหนังสือที่กางแบะอยู่บนพื้น ก่อนจะหันมามองค้อนคู่หมั้นของตน มือเอื้อมไปหยิบหนังสือขึ้นมารีดกระดาษที่ยับ สรุปว่าเจ้านี่เข้าห้องมาเพื่อกวนประสาทเขาโดยเฉพาะเลยใช่ไหม “จู่ๆ ก็ยื่นมือมาแบบนั้นก็ตกใจหมดสิ”


    “งั้นเหรอ” น้ำเสียงยียวนนั่นทำให้หย่งชินอยากปาของในมือใส่อีกฝ่าย ถ้าไม่ติดว่ากลัวหนังสือจะเสียหายหนักกว่าเก่ามากกว่าสร้างความเสียหายให้เจ้าเด็กยักษ์อย่างที่ต้องการ


    “ตกลงเอาไหม”  


    คำปฏิเสธไม่เคยออกจากปากหย่งชินเร็วขนาดนี้มาก่อนในชีวิต


    คิ้วเข้มเลิกขึ้น ริมฝีปากเผยฟันเขี้ยวน้อยๆ “นี่ ผมไม่วางยาคุณหรอก เห็นไหม” ปากไม่แค่พูด พลางกัดกลีบส้มยืนยันความบริสุทธิ์ใจ “ผมก็ไม่อยากเป็นม่ายตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ หรอกนะ”


    “คุณไม่ชอบส้มเหรอ” เขาถามต่อเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ


    “ประมาณนั้น”


    “แอปเปิ้ลก็มีนะ” ว่าแล้วก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผลไม้สีแดงมันวาวขึ้นมา หย่งชิงจ้องอีกฝ่ายราวกับเขาเพิ่งดึงกระต่ายออกจากหมวกมายากล


    “ไม่ล่ะ” หน้าตาตอนนี้เขาดูน่าแกล้งนักหรือไงนะ “ขอบคุณนะแต่ว่- เดี๋ยว จะทำไรน่ะ เฮ้ย ลูคัส! หยุด! เอามันออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะฟาดนายจริงๆ ด้วย”


    “อะไรกัน ทำหน้าทำตายังกับเห็นผี”


    หย่งชินเงียบ ลูคัสจึงเงียบตาม แต่ทักษะการอ่านใจอันยอดเยี่ยมของหย่งชินที่ฝึกฝนมาตั้งแต่แบเบาะส่งสัญญาณไฟสีแดง หมอนี้กำลังจะพูดอะไรที่บางอย่างที่เขาไม่อยากฟังแม้แต่น้อยในสาม สอง


    “คุณกลัวเหรอ”


    หนึ่ง


    “กลัวบ้าอะไรเล่า!” เสียงตะโกนแหลมสูงจนบาดหูตัวเอง “ก็นายมั- อ๊า หยุด!” ลูกชายของหลี่ฮวาถูกต้อนให้จนมุมจนแทบจมหายเข้าไปในโซฟาด้วยอาวุธชีวภาพขนาดย่อม ในใจก่นด่าว่าน่าจะฟาดหนังสือใส่ไอ้เด็กนี่ไปตั้งแต่แรก ไม่น่ารั้งตัวเองไว้เลยเชียว


    “กลัวจริงๆ ด้วย อา คุณกลัวจริงๆ ด้วย คุณกลัวผลไม้ คุณกลัวผลไม้!”


    ทันใดนั้นเอง หัวหน้าหนุ่มแห่งเว่ยเฉินก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น


    ครั้งแรกที่หย่งชินได้ยินคำว่าแต่งงาน บริบทของมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาสักทีเดียว ตอนนั้นเขาน่าจะอายุราวๆ สี่ห้าขวบเห็นจะได้ ยังไม่ตระหนักว่าครอบครัวที่ตนเติบโตมาไม่ใช่ครอบครัวอันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูกธรรมดาๆ เหมือนเพื่อนคนอื่นในชั้นเรียน วันนั้นเป็นวันที่เขาเห็นแม่แต่งกายสวยเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แม้ว่าจะคิดอยู่ตลอดว่าแม่ตัวเองก็สวยอยู่แล้วทุกๆ วัน หญิงสาวยิ้มร่าก่อนตอบคำถามใสซื่อของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนว่าคืนนี้เธอต้องไปร่วมงานแต่งงาน พลางหัวเราะออกมาเมื่อหย่งชินทำหน้ามุ่ยที่คืนนี้แม่จะไม่มาอ่านนิทานก่อนนอนให้ฟัง เด็กชายยังไม่รู้ซ้ำว่าการแต่งงานคืออะไร


    “ถ้าเราแต่งงานกับใครสักคน หมายความว่าเรารักคนๆ นั้นมากจนอยากจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต พอชินชินโต เดี๋ยวชินชินก็จะเจอคนที่ชินชินรัก คนที่ชินชินอยากแต่งงานด้วย แล้วเมื่อถึงวันแต่งงานของชินชิน แม่จะแต่งตัวให้สวยกว่าวันนี้สิบเท่าเลย”


    เมื่อโตมา ถึงได้เรียนรู้ว่าการแต่งงานสำหรับตระกูลมาเฟียนั้นแตกต่างออกไป เขารู้ว่ามารดาผู้แสนอ่อนโยนไม่มีเจตนาโกหกลูกชายของเธอ ทั้งเรื่องที่เขาจะได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก ทั้งเรื่องที่เธอสัญญาจะมางานแต่งงานของเขา ถึงตอนนี้เขาก็ไม่ยินดียินร้ายอะไรอีกต่อไป เพราะมันเป็นชะตากรรมที่มีแต่คนโง่เขลาเท่านั้นที่จะกล้าขัดขืน


    จนกระทั่งชื่อของเว่ยเฉินออกจากปากผู้เป็นพ่อ เว่ยเฉินไม่มีลูกสาว


    และก็เป็นชื่อของคุน ที่บรรเทาโทสะและความสมเพชเวทนาต่อชีวิตที่เหลือของตนไปได้กึ่งหนึ่ง หย่งชินเคารพรักลูกชายคนโตของเว่ยเฉินเฉกเช่นพี่ชายแท้ๆ ด้วยท่าทีที่เป็นผู้ใหญ่ ฉลาด มีความเป็นผู้นำ และยังคงมีรอยยิ้มอบอุ่นให้หย่งชินเสมอมา หย่งชินจึงเชื่อว่าเขาจะไม่เป็นไร ถ้าเป็นคนๆ นี้ล่ะก็ เขาจะไม่เป็นไร


    หลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวายมามากมาย จนได้เหยียบเข้ามาในบ้านหลังใหม่เต็มตัว หย่งชินไม่เคยคิดเลยว่าจะรู้สึกแบบนั้นได้อีก จากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนตรงหน้า


    คนที่ต้องฝืนยิ้มต่อหน้าน้องๆ คนที่ชอบเผลอยิ้มเยาะยามเจรจากับคู่ค้า คนที่บางวันแทบจะไม่ปรากฏแม้สีหน้าผ่อนคลายใดๆ ในที่สุด หย่งชินก็ได้เห็นฟันหน้าคู่นั้นชัดแจ๋ว ได้เห็นเขี้ยวน้อยๆ ที่มักหลบซ่อน ริมฝีปากฉีกกว้าง โค้งสวยราวคันศร ดวงตากลมโตเปล่งประกายความเยาว์วัย ถ้าเป็นคนอื่น อีกฝ่ายจะแสดงด้านนี้ออกมาให้เห็นหรือเปล่านะ สมมติฐานอันตรายผุดขึ้นมาในใจ ถ้าคำตอบคือไม่ล่ะ หลี่หย่งชิน นายจะทำอะไรงั้นหรือ แต่ยังไม่ทันคิดอะไรไปไกล ใจก็พาลเต้นตึกตักไปก่อนเสียแล้ว


    “ผมไม่ได้จะล้อเลียนคุณหรอกนะ แต่มันตลกจริงๆ นั่นแหละ” ก็อย่างที่ลูคัสว่า นิสัยขี้กลัวประหลาดๆ ของเขามันน่าอายแค่ไหนเขารู้ตัวดี ฟังดูน่าขัน แต่จุดอ่อนของมาเฟียหมายถึงความเป็นความตาย ลูคัสคงจะดูแคลนเขา แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังพูดไม่จบ


    “เพราะคุณน่ะ ดูเป็นคนไม่กลัวอะไรเลย ต่อให้มีปืนมาจ่อคุณให้คายความลับตระกูลก็ไม่หวั่น ก็ไม่ต้องกลัวหรอกว่าผมจะเอาไปแพร่งพรายให้ใครฟัง ถามจริง พูดไปใครจะเชื่อ โอ๊ย!” สันหนังสือฟาดลงมาบนไหล่กว้างครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองกำลังตามมา


    “แต่ก็ดีนะที่ได้เห็นคุณด้านนี้น่ะ” รอยยิ้มยังปรากฏอยู่บนใบหน้าคนอายุน้อยกว่า “ทำให้ผมรู้สึกว่าคุณก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับคนอื่นๆ”


    จะคิดให้เป็นคำดูถูกก็ไม่ยากแม้แต่น้อย แต่ดวงตาที่จับจ้องมาที่เขาเป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ใช่ ความโกรธมลายหายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ตัวสักนิด ทิ้งไว้เพียงตะกอนความรู้สึกบางอย่างในใจ ที่หย่งชินไม่รู้จะนิยามมันว่าอย่างไรดี


    ให้ตายเถอะ เพราะไอ้ส้มบ้าๆ ลูกนั้นลูกเดียวแท้ๆ





    by @epii_piipii

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in